สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเหมือนเดิมจ้ะ! สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ รับรองว่าต้องถูกใจใครหลายคนมากๆๆๆๆ เพราะเป็นประสบการณ์จาก "เกาหลีใต้" ประเทศสุดฮิตที่หลายๆ คนอยากไปเรียนต่อ โดยวันนี้เป็นเรื่องของการไปเรียนคอร์สภาษาเกาหลี ที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่ดังมากๆ และเป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่ใหญ่ที่สุดในโลกค่ะ!! พี่เป้ แอบอ่านก่อนแล้ว ขอบอกว่าชอบมากๆ และสนุกมากๆ เพราะไม่ได้แค่ไปเรียนเท่านั้น แต่น้องเจ้าของเรื่องเค้ายังมีประสบการณ์การทำงานในเกาหลีมาฝากอีกด้วยล่ะ~~~


สวัสดีค่ะพี่เป้และเพื่อนๆ ชาวเด็กดีทุกคน เราชื่อ "ปอย" กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญชั้นปีที่ 1 ค่ะ วันนี้ปอยมีเรื่องเล่าและประสบการณ์การเรียนภาษาในประเทศเกาหลีใต้มาเล่าให้ทุกคนฟังด้วยล่ะ ไปอ่านกันเลยค่า
จุดเริ่มต้นขอบอกว่ามันมาจากการตั้งใจไปตายเอาดาบหน้าของปอยเองค่ะ ตอนแรกวางแผนกับที่บ้านไว้นานแล้วว่าอยากจะลองไปอยู่ที่โน่น เพราะเคยไปเที่ยวแล้วชอบอากาศ ชอบสภาพแวดล้อมและการเป็นอยู่ของคนเกาหลีมากๆ ที่สำคัญคือปอยชอบนักร้องและละครเกาหลีด้วย ฮี่ๆ จำได้ว่าไปเที่ยวกับครอบครัวเมื่อปลายปี 2010 ค่ะ หลังจากนั้นกลับบ้านมาก็คร่ำครวญอยากไปอีกๆ จนคิดขึ้นมาได้ว่า
เอ...เราก็มีพื้นฐานภาษาจากการเรียนเองและได้สำเนียงจากการดูละครมาเยอะพอสมควร (ปอยศึกษาภาษาเกาหลีด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 13 ปีค่ะ) แต่ก็ได้แค่อ่านออก เขียนได้ แต่คือไม่เข้าใจไวยากรณ์และหลักภาษาที่ถูกต้องเลยสักนิดเดียว เราเลยคิดว่างั้นลองไปเรียนภาษาเล่นๆ ดูสักคอร์สสองคอร์สดีกว่า แล้วถ้าอยากเรียนมหาวิทยาลัยที่โน่นจริงๆ ค่อยคิดหาทางดูอีกที เนื่องจากค่าเทอมที่โน่นค่อนข้างสูงค่ะ

ความจริงวางแผนแบบจริงจังว่าอยากจะไปเรียนอยู่ไม่ถึงปี พอเข้าช่วงปลายเดือนสิงหาคม จำได้เลยว่าอาทิตย์สุดท้ายในเดือนสิงหาคมปี 2011 ลองเปิดเว็บดูว่าเรียนภาษาที่ไหนดี ไม่ได้ปรึกษาเอเจนซี่อะไรทั้งนั้นเลยค่ะ หาเองล้วนๆ ก็ดูไว้หลายที่มากทั้งอีแด (??) หรือ มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา (Ewha Womans University) ที่คนไทยรู้จัก แล้วก็ที่ยอนเซ (Yonsei University) ที่เพื่อนคนเกาหลีแนะนำว่าสอนดีด้วย ดูไว้เยอะมากๆ
แต่สุดท้ายก็สมัครเรียนที่อีแดค่ะ เพราะทางสถาบันเปิดรับคอร์สฤดูใบไม้ร่วงพอดี มหาลัยอื่นไม่มีคอร์สที่เปิดตรงกับช่วงที่ปอยอยากไปเลย
สรุปก็ตกลงสมัครเรียนและจองตั๋วเครื่องบินอย่างกะทันหันสุดๆ ปอยบอกคุณแม่ว่าจะไปเมื่อวันที่ยี่สิบกว่าๆ เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และทางมหาลัยให้โอนเงินค่าเรียนภายในวันที่ 31 สิงหาคมค่ะ ฉุกละหุกมากๆ พวกญาติๆ ตกใจกันมากเลยว่าทำไมปุ๊บปั๊บรีบไป แต่สุดท้ายก็เดินทางมาโซลในคืนวันที่ 2 กันยายน มากับป๊ากับหม่าม้าด้วยค่ะ
แน่นอนว่ามาครั้งนี้ปุ๊บปั๊บ จนไม่มีเวลาหาที่อยู่หรือหอพักสำหรับปอยแน่นอน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมป๊ากับม้าถึงบินมาด้วย พวกท่านมาช่วยหาที่อยู่ให้ปอยนี่เอง -*- 555555 (มันตายเอาดาบหน้าจริงๆ ด้วย) เราสามคนเลยจองเกสท์เฮาส์ที่ครั้งก่อนเคยมาเที่ยว อยู่กันไปก่อนค่ะ แล้วค่อยเดินหาหอพักให้ปอยทีหลัง
เหมือนเป็นความโชคดีหรืออะไรสักอย่าง เกสท์เฮาส์ที่ปอยไปพักมีสต๊าฟเป็นคนไทยอยู่ถึงสองคน!! ซึ่งจำได้ว่าครั้งก่อนมาเที่ยวยังไม่มีค่ะ พอคราวนี้เจอพี่คนไทยก็เลยสบายเลย คนนึงเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่นี่ ชื่อพี่โจค่ะ ส่วนอีกคนเคยเรียนจบปริญญาโทที่นี่เหมือนกัน ชื่อพี่เก่ง คราวนี้เราก็เลยปรึกษาเรื่องที่อยู่ที่กิน ตอนที่เจอกันใหม่ๆ ก็ไม่กล้ารบกวนถามอะไรมากมาย ขอแค่รู้ว่าจะไปหาหอพักยังไงก็พอแล้ว

พอได้ข้อมูลจากพี่โจมา คราวนี้ปอยกับป๊าม้าก็เดินหาตามที่พี่โจบอก จนสุดท้ายก็ได้มาห้องนึง ราคาอยู่ที่ 400,000 วอน แต่ปอยต่อเค้าเหลือเดือนละ 380,000 วอนจนได้ (ประมาณ 11,400 บาท ต่อเดือน) คือราคาหอพักแบบที่ปอยอยู่ (เรียกว่า "โกชีวอน") มันจะตกอยู่ประมาณนี้ค่ะ ห้องก็จะแคบๆ เปิดประตูเข้าไปเจอเตียงเลย หันซ้ายเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ มีทีวีเล็กๆ ตู้เสื้อผ้าแคบๆ ด้านในสุดเป็นห้องน้ำที่เล็กจนขยับอะไรมากไม่ได้ มันเล็กมากจริงๆ ค่ะ เล็กจนแบบราคานี้แพงเกินไปรึเปล่า แต่พออยู่ไปสักพักก็รู้ว่าราคาทุกที่มันก็ประมาณนี้หมด แต่โกชีวอนจะดีอย่างตรงที่มีข้าว กิมจิ รามยอน (มาม่า) ขนมปัง กาแฟ ชา ไข่ไก่สด ฟรีตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง คือถ้าเงินหมดก็ไม่อดตายแน่ๆ 5555
พอเริ่มต้นเรียน ในห้องเรียนส่วนมากจะเป็นคนญี่ปุ่นซะเยอะ แล้วก็มีจีนมาบ้างประปราย มีอเมริกันมาคนนึงค่ะ ปอยเข้ามาเรียนได้ระดับสอง ซึ่งภาษาเกาหลีจะมีระดับทั้งหมดหกระดับ ก็ต้องสอบให้ผ่านและเรียนต่อไปเรื่อยๆ แต่ปอยไปมาแค่ 6-7 เดือน คอร์สนึง 2 เดือนครึ่ง ปอยเลยเรียนถึงแค่จบระดับสามแล้วก็กลับไทยมาค่ะ

ระหว่างเรียน พอเลิกเรียนปอยก็จะว่าง ไม่รู้จะทำอะไร หอพักก็อยู่แถวมหาลัย เรียนเสร็จเราก็ไม่อยากกลับบ้านค่ะ มันเหงา ยอมรับเลยว่าตอนแรกโฮมซิกมาก วันแรกที่อยู่คนเดียวนี่แบบอึดอัดไปหมด เคยอยู่บ้าน (แม้จะหลังไม่ใหญ่โต แต่ก็ดีกว่าห้องแคบๆ นั่น TT) แบบเราหันซ้ายหันขวาก็เจอเตียง เจอกำแพง มันอึดอัดจนร้องไห้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราต้องอยู่ได้แน่ๆ แต่พอจริงๆ มันกลับไม่ใช่ค่ะ อยากกลับบ้านมากๆ คิดถึงป๊ากับม้า คืนที่เค้ากลับไทยไป ปอยเปิดคอมออนสไกป์กับพี่ชายแล้วร้องไห้ ถามหาป๊ากับม้าว่าถึงไทยรึยัง จนพี่ชายต้องบอกว่าอย่าร้องไห้ให้เค้าเห็นนะ เดี๋ยวเค้าเป็นห่วง แต่ปอยก็ผ่านช่วงนั้นมาได้ค่ะ แต่ก็ยังมีแอบเหงาเป็นระยะๆ บ้าง แต่ไม่มากเท่าวันแรก

 |
พอเลิกเรียนเสร็จเหงาๆ ไม่มีอะไรทำ ปอยเลยกลับไปหาพี่โจกับพี่เก่งที่เกสท์เฮาส์ แรกๆ ก็ไปนั่งคุยนั่งเล่นเพราะอย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกันใช่มั้ยคะ จนเราแบบเออ ไหนๆ เราก็พูดอังกฤษคล่อง พูดไทยก็ได้ เกสท์เฮาส์มีแขกคนไทยเยอะด้วยค่ะ เราเลยขอซาจังนิม (เจ้าของ) ขอมาช่วยทำงานที่นี่โดยไม่เอาค่าจ้าง เพราะอย่างน้อยปอยก็จะได้ใช้ภาษาอังกฤษ แล้วก็ได้คุยเกาหลีกับสต๊าฟคนเกาหลีที่นั่นด้วย
ปอยก็ทำมาเรื่อยๆ จนซาจังนิมเค้าพูดว่า "ต่อไปนี้มาช่วยแล้วก็กินข้าวด้วยกัน" ปอยเลยได้กินอาหารเกาหลีอร่อยๆ ฟรีทุกวัน ยิ่ง "ชิแม็ค" (ชิคเก้น+แม็กจู) หรือไก่กับเบียร์อะนะ อร่อยเว่อร์! มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มอีกค่ะ เพราะค่าอาหารที่เกาหลีนั้นค่อนข้างแพง ข้าวจานนึงไม่ต่ำกว่า 4,000 วอน (120 บาท) กลายเป็นว่าปอยทำงานแลกข้าวมาหกเดือนเต็มๆ ที่โน่น สนุกมากๆ เพราะมีแขกหลายเชื้อชาติ ได้เจอผู้คน ได้พูดคุย และก็เริ่มสนิทกับพี่โจพี่เก่งมากขึ้นๆ ได้รู้ว่าพวกพี่เค้านิสัยดีมากแค่ไหน พวกพี่คอยช่วยเหลือปอยทุกเรื่อง
พอวันเสาร์อาทิตย์เค้าก็จะชวนปอยไปโน่นไปนี่ด้วยค่ะ ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้าง พาไปเลี้ยงข้าวบ้าง สอนนั่นสอนนี่ในสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะเค้าเคยอยู่มาก่อน
ปอยโชคดีที่ได้รู้จักพี่ๆ ที่เกสท์เฮาส์นี้ ได้เพื่อนคนไทยและต่างชาติเยอะมากๆ ปอยมีเพื่อนคนฮ่องกงที่เคยทำงานที่เกสท์เฮาส์ด้วยค่ะ คนฮ่องกงนิสัยดีและเฟรนด์ลี่มากๆ คุยง่ายด้วยเพราะพวกเค้าคุยอังกฤษได้ แถมพูดไทยได้อีกเพราะพวกเค้ามีเพื่อนคนไทย แต่พูดไทยได้นี่คือแค่นิดเดียวจริงๆ นะคะ แบบได้เป็นคำๆ แต่เค้าก็พอฟังออกว่าความหมายคืออะไร เวลาปอยถามเป็นภาษาไทย เค้าจะตอบกลับมาเป็นอังกฤษ สนุกดี 555555555
เค้ารู้คำหยาบไทยเยอะมากด้วย วันนึงอยู่ๆ เค้าพูดกับปอยว่า "ด-ก" คือเราตกใจมากแบบเห้ย รู้ได้ยังไง ต่อมาซัดมาอีกคำคือตัวเงินตัวทอง(แบบหยาบ) บลาๆ เลย (ออกอากาศได้ปะเนี่ย 55) ปอยก็ถามว่าแบบรู้คำพวกนี้ได้ยังไง เค้าบอกว่าเพื่อนเค้าที่เป็นคนไทยสอนมา เราก็แบบ เฮ้ย ทำไมไปสอนแบบนั้นให้ต่างชาติล่ะ 555
|
แขกที่เกสท์เฮาส์ที่ปอยเจอมีหลายรูปแบบมากค่ะ ส่วนมากจะเป็นคนจีน ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเชีย มีหมดทุกชาติ มีหมดเลยจริงๆ เคยเจอแบบประเทศอะไรสักอย่างที่ปอยไม่เคยรู้จักด้วย จำชื่อไม่ได้ ส่วนคนจีนจะค่อนข้างถามเยอะ จุกจิก เสียงดัง ต้องการโน่นต้องการนี่ตลอดเวลา ผิดกับฝั่งอเมริกันหรือยุโรป ทางนั้นจะไม่ยุ่งกับสต๊าฟเท่าไหร่ เช็คอินปุ๊ป เข้าห้องพักปั๊บ เจออีกทีคือตอนเช็คเอาท์เลยค่ะ 55555555 แต่ถ้าเป็นคนจีนหรือญี่ปุ่น จะโผล่มาแวะเวียนคุยเล่นบ้าง ซื้อขนมมาให้กินบ้าง หรือมาขอโน่นขอนี่บ้าง
เราก็บริการไปตามเรื่องตามราว ถือว่าเป็นประสบการณ์การทำงานที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ทำมาก่อน ซึ่งมันมีความสุขมากจริงๆ เวลาที่เราต้อนรับเค้า และพอเค้าเช็คเอาท์ออกไป คนที่ปอยเคยตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลการท่องเที่ยว เค้าเดินมาจับมือแล้วก้มหัวบอกขอบคุณมากที่ดูแลเค้าอย่างดี เค้าประทับใจมาก เค้าจะไม่ลืมเราเลย เค้าจะบอกเพื่อนๆ เค้าให้มาพักที่นี่ เพราะคุณเซอร์วิสอย่างจริงใจจริงๆ แขกเกือบทุกชาติจะขอถ่ายรูปไปเกือบทุกกรุ๊ปเลยค่ะ ดีใจมากที่เค้าประทับใจเรา เป็นความทรงจำที่ดีที่สุดในชีวิตเลยค่ะ
ส่วนนี่เป็นอาหารที่ชอบมากกกกก มันเรียกว่า
"บูแดจิแก" ค่ะ ไอ้บูแดจิแกเนี่ย มันแปลว่า "
ซุปค่ายทหาร" 5555
"บูแด" แปลว่าค่ายทหารค่ะ ส่วน
"จิแก" แปลว่าซุป ที่มาของมันคือสมัยก่อนที่ชาวเกาหลีไปออกรบเนี่ย พวกทหารในกองทัพไม่มีของดีๆ จะกินค่ะ ที่มีอยู่ก็แค่พวกผักเหี่ยวๆ หัวหอมที่เหลืออยู่ ชีสบ้าง อะไรบ้าง ปนๆ กัน
สรุปมันคือของเหลือในค่ายทหาร เป็นของที่คนเค้าไม่กินแล้วนั่นแหละ พวกทหารไม่มีอะไรกิน เลยจับของที่เหลืออยู่ทุกอย่างมาใส่ลงไปในหม้อ ใส่โกจูจัง (ซอสพริกเกาหลี) ลงไป แล้วต้มกินเดือดๆ นี่เอง 5555 แต่ปรากฎว่ามันอร่อยนี่สิ เมนูนี่เลยทำกินกันมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน และสมัยนี้บูแดจิแกมีการใส่เส้นรามยอน(มาม่า)ไส้กรอก ผัก แฮม ชีส หรืออะไรก็ตามที่อยากกิน แต่จะไม่มีเนื้อสัตว์เพราะว่าดั้งเดิมมันไม่มีใช่มั้ยล่าาา~ แต่ไม่แน่ใจว่าบางร้านอาจจะดัดแปลงเอาเนื้อสัตว์มาใส่ก็เป็นได้นะ 555 ใครไปเที่ยวเกาหลีอย่าพลาดเมนูนี่นะคะ แนะนำๆ อร่อยจริงๆ แหละ >w< อ่อ! อยู่ที่โน่นได้มีโอกาสไปเรียนทำกิมจิกับต๊อกบกกีด้วยน้า ฮี่ฮี่
แล้วก็มีร้านที่อยากแนะนำจริงๆ เพราะมันอร่อยเหาะ ชื่อร้านว่า 93 DORAK อยู่แถวอีแดค่ะ (มหาลัยปอยเอง) การเดินทางไปก็ไปถึงหน้าประตูใหญ่ของมหาลัยอีฮวานะคะ เริ่มจากหน้าประตูให้เลี้ยวซ้ายเดินมาเรื่อยๆ ก็จะเป็นถนนแบบในรูปล่างนี้ ร้านจะอยู่ติดกับสมูตตี้คิงนะคะ เป็นร้านเล็กๆ มีรูปชามสีขาวอยู่ด้านบน อันนั้นแหละค่ะ เดินเข้าไปอยู่ชั้นใต้ดิน เป็นอาหารเซ็ทๆ ไม่แพงเลยล่ะ อร่อยมาก เมนูขึ้นชื่อคือเป็ดย่างค่ะ กินกับข้าวในสไตล์เกาหลี อร่อย หรูหรา ไม่แพงด้วยๆ ใครไปเที่ยวแถวนั้นต้องแวะไปน้า!
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไปมาก็มีเปติฟรานส์ คนไทยน่าจะรู้จักดีนะคะ แล้วก็ได้ไปสวนสัตว์ของเกาหลีด้วย ชอบมาก โดยเฉพาะได้ดูโชว์สิงโต ประทับใจมาก! แล้วก็มีไปจังหวัดซูวอน เอเวอร์แลนด์ ป้อมปรากาฬ และกำแพงเมือง ยิ่งใหญ่ สวยอลังการมากๆ เลยค่ะ แต่พอดีนั่งบนรถเมล์ เลยถ่ายรูปมาไม่ทัน เพราะครั้งที่ไปซูวอนปอยไปตามนักร้องแหละ 55555 คือวันนั้นไปดู เซีย จุนซู (แห่ง TVXQ) เตะบอลที่ซูวอน (อยากบอกว่าเห็นชัดมาก ยิ่งกว่าบัตรคอน 4,500 อีก)
พูดถึงคนเกาหลีแล้ว นิสัยใจคอที่แท้จริงเป็นยังไง? มีหลายๆ คนถามปอยมาบ่อยเลยค่ะ บอกได้เลยว่าพูดยาก เพราะมีหลายประเภท จะไม่ค่อยแบ่งแยกชัดเจนเท่าไหร่นัก บางคนโตเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่นิสัยเด็ก เอาแต่ใจก็ยังมีค่ะ แต่ที่พยายามสังเกตชัดๆ มาเลยคือ ผู้ชายเกาหลีแบบที่เพื่อนๆ เห็นในซีรีย์หรือละครโรแมนติกทั้งหลายแหล่ ที่ว่าพระเอกรักนางเอกจนยอมเสียสละทุกอย่าง หรือพวกนิสัยดีราวเทพบุตร หายากมากในชีวิตจริง เพราะความจริงแล้วผู้ชายเกาหลียังค่อนข้างมีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือจะไม่ค่อยแคร์คนอื่น เหมือนว่า "ฉันเป็นของฉันอย่างนี้ มีอะไรมั้ย?" ใครจะว่าอะไรยังไงไม่สนใจ หรือพูดอีกแง่ว่าเชื่อมั่นในตัวเองสูงค่ะ
อย่างเพื่อนเราคนนึงตัวเล็กมากๆ เดินช้อปปิ้งอยู่กับเราค่ะ แล้วเพื่อนเราเดินไปชนคู่รักวัยรุ่นคู่หนึ่ง ฝ่ายชายเห็นจึงใช้มือดันหัวเพื่อนเราให้พ้นทาง เพื่อให้แฟนตัวเองที่เดินจับมือกับเค้าอยู่เดินต่อไปได้โดยไม่มีใครมาขวาง ตอนนั้นตกใจมากเหมือนกัน งงเลย =O=; ทำไมต้องดันด้วย ทางอื่นก็มีทำไมไม่จูงมือกันไปเดินทางอื่น เหอะๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ทุกคนนะคะ คนดีๆ ก็มีเยอะค่ะ
แต่แอบได้รับคำแนะนำจากพี่โจผู้อยู่เกาหลีมาเกือบสามปีว่า "ผู้ชายเกาหลีอย่าไปคบเลย ถ้ายังไม่ได้ผ่านเกณฑ์ทหาร" เหมือนกับว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวมั้งคะ อันนี้ปอยก็ไม่แน่ใจ งงๆ อยู่เหมือนกัน แต่ก็เคยโดนกับตัวเองนะ 555555 พอดีปอยเคยไปเจอผู้ชายคนนึง เค้าน่ารักดีค่ะเลยคุยๆ เล่นๆ ผ่าน KakaoTalk กันมาเรื่อยๆ เค้าก็พูดดี ถามอะไรไปก็หยอดกลับตลอด แสดงว่าเป็นห่วงเราบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายเหมือนอะไรดลใจให้เราไปเจอเค้าเดินอยู่กับสาวกระหนุงกระหนิงหอมแก้มกันที่ตลาดมยองดง!!! แต่เค้าไม่เห็นปอยนะคะ พอหลังจากนั้นปอยก็เลยลองถามว่าแบบ "พี่มีแฟนรึยัง" เค้าตอบว่า "ยังไม่มี" จบเลยค่ะ เลยเลิกคุยทันทีเลย แหง่ม 555

 |
แต่ถ้าเป็นคนเกาหลีที่ไปเรียนต่างประเทศมา จะมีความคิดคนละแบบกับคนเกาหลีที่อยู่ในประเทศนะคะ เราเทียบจากรุ่นพี่ที่ทำงานที่เกสท์เฮาส์ เค้าเป็นคนเกาหลีที่ไปเรียนจีนมาเกือบสิบปี นิสัยดีมากๆ เฟรนด์ลี่ เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติทุกคนให้ฐานะเท่าเทียมกัน เค้าชื่อพี่จุนซูค่ะ พี่จุนซูนิสัยและลักษณะเหมือนกับพี่ชายแท้ๆ ปอยด้วย เลยอยู่ด้วยแล้วไม่เหงา เค้าชอบเล่นกับปอยด้วย เพราะเค้าเองก็ไม่มีน้องสาว พี่จุนซูเป็นผู้ชายเกาหลีที่ปอยมองว่าเค้านิสัยดีจริงๆ ค่ะ ส่วนคนเกาหลีคนอื่นๆ นั่นถ้ารู้จักกันแรกๆ ต้องระวังและเว้นช่องว่างนิดนึง อย่าไปจริงใจเต็มร้อย เพราะบางคนก็ดีกับเราไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
จนก่อนกลับไทย ซาจังนิมเค้าขาดคน ปอยจะได้ทำงานและรับเงินเดือนแล้วถ้าไม่ได้กลับไทยมาซะก่อน หม่าม้าบ่นว่าเสียดายเพราะเงินเดือนได้เยอะกว่าพนักงานบริษัทในไทยด้วยซ้ำไป 555555 แต่อย่าลืมว่าค่าครองชีพที่นั่นสูงกว่าไทยค่ะ ได้เยอะก็ต้องใช้เยอะเช่นเดียวกัน แต่สรุปก็ตัดสินใจกลับมาเรียนมหาลัยที่ไทยแล้วค่อยหาทางไปอีกทีถ้ามีโอกาส เพราะอุปสรรคที่โน่นหลักๆ เลยคือเรื่องอากาศหนาว ปอยได้อยู่ช่วงหน้าหนาวที่โน่น มันหนาวแบบว่าอธิบายไม่ถูก อยู่ในห้องก็อยู่แต่ในผ้าห่ม ขยับแขนขยับขาก็ไม่ได้ หนาวจนก้าวขาแทบไม่ออกเลยค่ะ อุณหภูมิติดลบ 20 องศาเซลเซียส เอาน้ำร้อนๆ วางไว้ข้างนอกแป๊บเดียว เชื่อมั้ยคะว่าเป็นน้ำแข็งเลยล่ะ ช่วงนั้นทรมานมากๆ จำได้ว่าไม่ไปช่วยงานที่เกสท์เฮาส์เลย อยู่แต่ห้องอย่างเดียว กินข้าวก็ไม่ออกไปซื้อ กินในหอนั่นแหละ 555555
|
ยังไงถ้าทุกคนสนใจหรืออยากลองไปเรียนภาษาสั้นๆ ที่นั่นดู ก็ลองหาข้อมูลนะคะ หรือถามปอยก็ได้ ยินดีจะตอบทุกเรื่องเลยค่ะ ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พักในแต่ละแบบ ค่าครองชีพ ค่ารถ ค่าอะไรสารพัด ตามดาราก็ถามได้น้า ปอยก็ตามแหละ แต่ไม่ได้เขียนเล่าให้ฟัง 55555 สนุกดีค่ะ แล้วก็อย่าไปคิดอคติมากว่าคนเกาหลีแย่ไปซะหมดประเทศ ปอยอาจจะดวงซวยเจอคนไม่ดีเองก็ได้ แต่คนดีๆ ที่ทุกวันนี้ยังคุยเป็นเพื่อนกันอยู่ก็มีเยอะค่ะ ปอยถือคติว่าทุกที่บนโลก มีทั้งคนดีและไม่ดีปะปนกันไป เราเลือกคบคนได้ค่ะ ใครดีเราก็ดีด้วย ส่วนใครไม่ดีเราก็อย่าไปยุ่ง มันจะทำให้ชีวิตเราไม่จมปลักอยู่กับความทุกข์ แคร์คนที่แคร์เรา อย่าไปแคร์คนที่เค้าไม่ดีกับเราเลยค่ะ :)
ความจริงมีเรื่องที่อยากเล่ามากมายกว่านี้ แต่เท่าที่ดูแค่นี้ก็เยอะมากแล้วอ่ะ 55555 ไว้โอกาสหน้ายังไงจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ มีอีกหลายย่านที่อยากแนะนำให้ไปช็อปปิ้ง ไม่ใช่อยู่แค่ มยองดง นัมแดมุน ทงแดมุน มันน่าเบื่อเกินไปใช่เปล่าเอ่ย? ฮี่ฮี่
สำหรับคนที่กำลังจะไปเรียน หรือกำลังจะไปเที่ยวก็ตามแต่นะคะ อยากจะบอกว่าไม่ต้องกังวลหากแลกเงินไปไม่พอ อยากบอกว่าร้านค้าที่เกาหลีทุกร้าน (ที่ไม่ได้ข้างถนนนะคะ) รับบัตรเครดิตและเดบิต ไม่ว่าจะซื้อแค่ 15 บาท 30 บาท รูดได้หมดค่ะ ปอยอยู่ที่โน่นใช้เดบิตการ์ดรูดๆ อย่างเดียวเลย พกเงินบ้างนิดหน่อยเผื่อจำเป็น ให้หม่าม้าโอนเงินเข้าบัญชีที่ไทย แล้วก็เอาบัตรไทยนี่แหละรูดได้เลยนะคะ อยากจะบอกว่า 'ไม่โดนชาร์จใดๆ ทั้งสิ้น' ไม่มีค่ารูดสำหรับเดบิตการ์ดนะคะ (แต่ถ้าเป็นเครดิตนี่ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ก่อนไปปอยลองถามธนาคารที่ไทยดู เค้าบอกเสียค่ารูด แต่พอไปรูดดูจริงๆ แล้วให้คุณแม่เอาสมุดบัญชีไปเช็ค มันไม่มีค่าธรรมเนียมเลยค่ะ แต่ถ้าเราใช้บัตรกดเงินที่ตู้ ATM อันนั้นจะเสียค่ากด 100 บาท แฮ่ๆ อันนี้บอกไว้เป็นความรู้นะจ๊ะ เผื่อเพื่อนๆ จะได้ประโยชน์จากมัน

สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่เกาหลี ขอบคุณที่ทำให้เด็กต๊องๆ คนนึงมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น สามารถอยู่และใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ สัญญาว่าจะกลับไปอีก ไม่ช้าก็เร็วค่ะ ขอบคุณป๊าม้าที่ให้โอกาส แม้จะไม่ได้อะไรกลับมามากนัก แต่ปอยก็พูดและคุยกับคนเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว รู้วิธีพูดและเขียนอย่างถูกต้อง ยังไงจะสัญญาว่าจะไม่ทิ้งภาษานี้ ไม่ทำให้เงินหลายบาทของป๊ากับม้าเสียเปล่าแน่นอน ขอบคุณพี่เป้ด้วยที่ให้โอกาสปอยได้เขียนเล่าเรื่องพวกนี้ค่ะ รูปอาจจะไม่ค่อยตรงกับที่เขียนนัก ขอโทษด้วยนะคะ 5555 ส่วนมากจะถ่ายวิวและของกินซะเยอะ ฮี่ๆ >w< ขอบคุณค่า
อ่าว!! จบแล้วเหรอคะ??? กำลังมันส์เลยอะ ขอกรี๊ดดังๆๆๆๆๆๆ น้องปอยเล่าสนุกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ มันส์มากกกกก มีครบทุกรสจริงๆ ทั้งเรียนทั้งทำงานทั้งเที่ยวทั้งตามดารา แต่ พี่เป้ ติดใจตรงพี่จุนซูที่เป็นคนเกาหลีที่เคยไปเรียนที่จีน คือน้องปอยเล่าซะแบบ หล่อเลยอะ 5555 ไว้มีโอกาสหวังว่าน้องปอยจะมาเล่าต่อภาคสองนะ!! ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ แบบนี้ อย่าลืมเขียนส่งมาอวดเพื่อนๆ ได้ที่ pay@dek-d.com พร้อมแนบรูปมาด้วยสิบรูป เดี๋ยวเอามาลงให้แน่นอนจ้า
และถ้าใครอยากไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา เกาหลีใต้ ก็มีข่าวมาฝากจ้า ตอนนี้ทุน EGPP เปิดรับสมัครแล้วนะคะ หมดเขต 12 ตุลาคม ใครสนใจเข้าไปอ่านรายละเอียดได้เลย คลิกที่นี่

TWITTER @PAYDEKD