สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกวันพฤหัสเช่นเคย ^^ ช่วงนี้ลองเข้าไปดูในเว็บบอร์ดเรียนต่อนอก(ปริญญาโท) เห็นเริ่มมีหลายๆ คนเข้ามาพูดคุยกันเรื่อยๆ ส่วนมากจะสอบถามว่าไปเรียนโทที่ไหนดี? สาขาอะไรน่าจะเวิร์ค? เพราะฉะนั้นวันนี้เลยมีประสบการณ์เด็กปริญญาโทสนุกๆ จากอังกฤษมาฝากค่ะ เป็นเพื่อน พี่เป้ เองแหละ (เอาเพื่อนมาขาย 555) เราลองมาดูดีกว่าว่า การเรียนปริญญาโทเนี่ยมันแตกต่างจากเรียนปริญญาตรียังไงบ้าง??
สวัสดีชาว Dek-D.com ทุกคนครับ ชื่อ ปาล์ม-วิสวัส จบจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ตอนนี้กำลังเรียนปริญญาโทสาขา Advertising and Marketing ที่ University of Leeds ในเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษครับผม
ก่อนตัดสินใจมาเรียนที่นี่ ก็หาข้อมูลมานานพอสมควรเลยครับ ที่กังวลคือ เราเปลี่ยนสายเรียนเลย เพราะตอนเรียนปริญญาตรีไม่เคยเรียนอะไรเกี่ยวกับ Business ก็เลยเข้าไปอ่านรายละเอียดหลักสูตร ดูว่าที่ไหนรับคนที่จบต่างสาขาบ้าง ประกอบกับรายวิชาที่ดูน่าสนใจ คือที่ University of Leeds มีคอร์สด้านการตลาดที่มาคู่กับโฆษณาพอดี โดยชื่อปริญญาคือ Master of Arts in Advertising and Marketing ซึ่งตรงกับความสนใจส่วนตัวพอดี ประกอบกับตัวมหาลัยเองก็ค่อนข้างมีชื่อเสียง เลยมุ่งมั่นที่จะสมัครที่นี่เลยครับ
พอได้รับจดหมายตอบรับจากทางมหาลัย ผมดีใจมากกกกก เพราะใฝ่ฝันอยากเรียนต่อมานาน
และต้องเป็นที่อังกฤษด้วย เพราะชอบอะไรหลายๆ อย่างของที่นี่ ทั้งภาษา วัฒนธรรม ดนตรี ประวัติศาสตร์ คือเรียกได้ว่าชอบทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวคือ อาหาร -*- อันนี้ขอข้ามไปนะครับ 555
มาถึงชีวิตที่อังกฤษ ผมพักหอพักนอกมหาวิทยาลัยครับ โดยหอพักดังกล่าวก็อยู่ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งสะดวกกว่าหอพักของมหาลัยเองมากที่ตั้งอยู่นอกแคมปัส เดินทางก็ไม่สะดวกเท่าไหร่ เด็กไทยส่วนใหญ่ที่มาเรียนที่นี่เลยพักหอนอกเสียมากกว่า ห้องก็เป็นแฟลต หนึ่งแฟลตมี 5 ห้องนอน มีตู้เสื้อผ้า เตียงนอน มีโต๊ะอ่านหนังสือ มีห้องน้ำในตัว สะดวกมากครับ ส่วนห้องครัวกับห้องนั่งเล่น เราต้องแชร์กับเพื่อนอีก 4 ห้อง ซึ่งก็ไม่ลำบากอะไรครับ สนุกดี เพราะเวลาทานข้าวก็จะมีเพื่อนๆ มาร่วมทานด้วยกันเยอะๆ โดยเฉพาะคนไทยนี่แหละครับ ทำกับข้าวทีเยอะมากแล้วก็กินกันเกือบทุกเย็น แต่หลังๆ ช่วงที่ต้องปั่นงานส่ง ก็จะห่างหายกันไป แล้วก็จะกลับมารวมตัวกันใหม่หลังส่งงานเสร็จครับ

แล้วเนื่องจากเด็กไทยนิยมจะเช่าห้องพักที่ตึกนี้ เลยมีการนัดรวมตัว Surprise วันเกิดบ่อยมากก บ่อยชนิดที่เราต้องอุทานออกมาเลยครับว่า หาาาาา เกิดอีกแล้วเหรอ!! ก็สนุกดีครับ แต่มุขที่ใช้ก็มักเป็นมุขเดิมๆ มุขลืมวันเกิดบ้าง ไม่มีเวลาหาเค้กบ้าง มุขไม่ว่างบ้าง วนเวียนไปมา จนรู้ไต๋กันหมดแล้ว ถ้าจะเด็ดสุดต้องลืมจริงๆ อันนี้เด็ดจริงครับ เพราะเจ้าตัวก็จะรอ ไม่ยอมนอน เพราะคิดว่าพวกเราเล่นมุข
แต่เปล่าครับ พวกเราลืมเตรียมเค้กจริงๆ 555 อันนี้ไม่ใช่ใคร เพื่อนผมนี่แหละครับ 555 แต่วันถัดมาพวกเราก็รวมตัวกันไปเลี้ยงที่ร้านอาหารจีนครับ สนุกสนานกันไป
มาถึงการเรียนที่นี่นะครับ เอาภาพรวมคร่าวๆ ก่อนนะครับ
การเรียนที่นี่จะแบ่งเป็น 3 เทอมครับ เทอมละ 3 เดือนโดยประมาณ ซึ่งหลักสูตรปริญญาโทที่นี่โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาแค่ 1 ปี ดังนั้นการเรียนจึงเข้มข้นมาก โดยเทอม 1 และ 2 จะเป็นการเรียนในชั้นเรียนครับ เทอมนึงเรียน 5 วิชา รวมสองเทอมเป็น 10 วิชา ซึ่งแต่ละวิชาก็จะมีการวัดผลต่างกันไป บางวิชาก็เป็นงานกลุ่ม 100% บางวิชาก็งานเดี่ยว 100% บางวิชาก็สอบ ซึ่งสองเทอมแรกนี้เป็นช่วงเวลาที่ปวดหัวที่สุดแล้ว ที่ปวดหัวที่สุดก็เพราะต้องทำรายงานเป็นกลุ่มนี่แหละครับ ปวดหัวมาก เพราะในเทอมเราไม่ได้เลือกกลุ่มเอง เค้าจะจับให้เรา แล้วต่างคนต่างที่มามาทำงานด้วยกัน เล่นเอามึนเลยครับ แต่เทอม 2 ดีขึ้นมาหน่อยที่เค้าอนุญาตให้จับกลุ่มกันเอง ก็จะมีปัญหากันน้อยลง

แต่ทั้งหมดก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะเราจะได้ฝึกทักษะการสื่อสารตลอดเวลาเลย เพราะในกลุ่มจะประชุมงานกลุ่มกันบ่อยมาก บ้างก็ต้องพรีเซนท์งาน ช่วงนี้แหละ เป็นช่วงที่ภาษาอังกฤษจะพัฒนาขึ้นจากเดิมเยอะ ถ้าจะนั่งเป็นใบ้ก็ไม่ได้ เพราะตอนสุดท้ายเค้าจะมีให้กลุ่มประเมินกันเอง ใครไม่กระตือรือร้น ไม่ยอมเสนอไอเดียอะไร ก็จะถูกประเมินต่ำกว่าคนอื่นๆ ก็จะส่งผลต่อคะแนนในตอนท้ายเทอมครับ
ตอนเรียนก็เครียดมากเหมือนกัน เพราะบางทีไม่รู้จะพูดอะไร ก็ต้องหาประเด็นไปพูดหรือไปแถนั่นเอง 555 แต่สุดท้ายพอเราผ่านมันมาได้ เราก็จะภูมิใจที่เราเอาตัวรอดได้ครับ 555 ประโยชน์ของการทำงานกลุ่มตรงนี้ก็ดีมากอีกตรงที่เราจะได้เพื่อนต่างชาติเยอะมาก ทั้งคนอังกฤษ กรีซ อิสราเอล จีน อินเดีย มีหมดเลยครับ หลากหลายมาก ตรงนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะทำงานกับคนที่มีความแตกต่างกันจริงๆ เพราะพื้นฐานความคิดนั้นคนละแบบเลย เราก็ไปแบบเด็กไทยแลนด์ สแตนดาร์ดเลย ก็ไปเรียนรู้กัน ก็สนุกดีครับ แม้ตอนทำงานด้วยกันจะมีปัญหากันบ้าง ด่ากันทั้งต่อหน้าและลับหลังบ้าง 555 แต่พอจบงาน ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติ เราก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม

ผ่านมา 2 เทอมจนมาถึงเทอมสุดท้ายก็เป็นการทำ Dissertation หรือวิทยานิพนธ์ครับ เค้าก็ให้เวลาทำทั้งเทอมเลย ไม่มีเรียนในห้องเรียน ก็นั่งทำกันไป เทอมนี้ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยเครียด เรามีเวลาทำ 3 เดือน มันอยู่ที่เราจะแบ่งเวลาทำยังไง ก็นั่งทำเรื่อยๆ ครับ หากมีปัญหาอะไร ก็สามารถปรึกษาอาจารย์ได้ จริงๆ อาจารย์ก็จะนัดเราเพื่อดูความคืบหน้าเรื่อยๆ อยู่แล้ว หัวข้อวิทยานิพนธ์เราก็เป็นคนกำหนดเอง ถ้าเราเลือกหัวข้อที่เราสนใจจริงๆ เราก็จะแรงบันดาลใจในการทำเพราะฉะนั้นการเลือกหัวข้อจึงสำคัญมากครับ
 |
กับเพื่อนชาวต่างชาติเอง ก็เรื่องที่น่าจดจำอยู่ไม่น้อยเลยครับ อย่างตอนเปิดเทอมใหม่ๆ ผมจำได้เลยว่า มีหนุ่มจากแผ่นดินใหญ่คนหนึ่ง เค้าใส่เสื้อยืดที่สกรีนเลข 8 ตรงกลางมาเรียน แรกๆ เราก็ไม่ได้สังเกตอะไรหรอกครับ จนผ่านไป จากวันเป็นสองวัน ก็ยังเห็นเลข 8 จนสามวัน ก็ยัง 8 อยู่ จนสี่ห้าวัน ก็ยังตัวเดิม ฮ่าๆๆ
ตอนนั้นอารมณ์ไหนไม่รู้ แต่คิดว่าแค่อยากรู้เหตุผลของการใส่เสื้อตัวเดิมซ้ำมาทั้งสัปดาห์ เลยตัดสินใจถามเค้าไปตรงๆ ครับ เค้าเลยบอกว่า เค้าใส่เพราะเป็นความเชื่อ คือคนจีนเนี่ยเชื่อว่าเลข 8 เป็นเลขนำโชค ผมก็เลยเก็ท แล้วก็เรียกเค้าว่า Mr. number 8 เลยครับ 5555 แต่หลังจากนั้นเราก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน พอจะจบยังเล่าเรื่องนี้ให้มันฟังอยู่เลยครับ ถามมันว่ายังจำเสื้อเลข 8 ได้มั้ย เอ๊ะ ฉันไม่เห็นเธอใส่นานแล้วนะ 555 |
อีกเรื่องที่น่าจดจำคือ ตอนไปทานข้าวเย็นกับสมาชิกกลุ่ม อย่างที่บอกครับว่าในกลุ่มก็จะประกอบไปด้วยคนหลากหลายชาติ ระหว่างนั่งทานก็คุยสัพเพเหระกันไป จนมีฝรั่งในกลุ่มซึ่งเป็นคนอังกฤษพูดขึ้นมาว่า "ฉันได้ยินมาว่า คนไทยนี่กินสุนัขกับแมว เป็นเรื่องปกติใช่มั้ย?" ทุกคนในกลุ่มหันหน้ามามองหน้ามองเป็นตาเดียว ผมเลยรีบออกตัวว่า เธอไปเอามาจากไหน ไม่ใช่หรอก จะมีก็คงเป็นบางพื้นที่ แบบเปิบพิสดาร ไม่ใช่ทั้งประเทศ รีบแก้ต่างให้คนไทยต่างๆ นานา 555 แก้ตัวยังไม่ทันจบ คนจีนในกลุ่มก็พูดตัดบทขึ้นมา (เหมือนอยากมีส่วนร่วม) ว่า "ของชั้นกินนะ ทั้งสุนัข ทั้งแมว ทั้งกระต่าย งู กบ กินหมดเลย!!!" เท่านั้นแหละครับ ทั้งวงปล่อยก๊ากออกมา 555 ผมก็อดขำไม่ได้ เพราะเราก็อุตส่าห์รีบแก้ต่างให้คนไทย แต่ดูเหมือนพี่จีนเค้ากลัวน้อยหน้า ผมได้แต่คิดขอบคุณในใจ อุตส่าห์มารับแทน 555 หลังจากนั้นทั้งวงก็หันไปสัมภาษณ์พี่จีนกันใหญ่ด้วยความตื่นเต้น เหอๆๆ รอดตัวไป

สำหรับอากาศ ขึ้นชื่อว่าอังกฤษ ฝนฟ้าถือเป็นเรื่องธรรมดามากเลยครับ ฝนตกทุกฤดู มากน้อยแล้วแต่ช่วงอยู่นี่ สิ่งที่ต้องทำเป็นประจำคือเช็คอากาศก่อนไปเรียน คือเราต้องพร้อมทุกสถานการณ์ครับ เดินฝ่าฝน ฝ่าลม ฝ่าหิมะ เราก็ต้องทำ เรื่องหิมะนี่ปีที่ไปเรียนโชคดีหน่อยตรงที่หิมะตกไม่หนัก เพราะว่าปีก่อนหน้าเค้าบอกว่าหิมะตกหนักมากจนมหาลัยต้องปิดเลย รถราก็วิ่งไม่ได้ แล้วที่เด็กต่างชาติตาดำๆ เกือบทุกคนตั้งตารอก็คือหิมะแรก ยังจำได้เลยว่า วันนั้นกำลังนั่งกินเคเอฟซีกับเพื่อนคนไทยในห้องครัว จู่ๆ นึกครึ้มใจอะไรไม่ทราบเดินไปที่หน้าต่าง เห็นอะไรขาวๆ ปลิวไปปลิวมาเต็มไปหมด เลยบอกเพื่อนให้มาช่วยดูว่าใช่หิมะรึเปล่า หลังจากนั้นทุกคนทิ้งเคเอฟซีในมือแล้วอัพเฟสบุ๊คกันใหญ่ 555 แล้วก็วิ่งลงไปเพื่อชื่นชมหิมะแรกกัน แต่ปรากฏว่าพอลงมาชั้นล่างจากหิมะกลายเป็นฝนไปหมดแล้ว ตกลงมาแค่นั้นจริงๆ ก็หงอยไปตามๆ กัน

แต่หลังจากนั้นอีกประมาณสัปดาห์หิมะก็ถล่มลงมา ทั้งคืนเลย แต่ตกแค่คืนเดียว วิ่งเล่นกันสนุกสนาน ก็ถือเป็นความทรงจำที่ดี แม้จะคืนเดียวก็ตาม 555 อากาศก็เป็นอย่างที่บอกครับ ดังนั้นแสงแดดก็เลยมีค่ามาก ตอนอยู่เมืองไทยไม่เคยเห็นคุณค่าของแสงแดดเลย เพราะหลบแดดตลอด น้องๆ ที่จะมาอังกฤษเตรียมตัวตากแดดที่ไทยให้หนำใจเลยนะครับ เพราะที่อังกฤษนี่ ฟ้ามืดครึ้มตลอดเวลา ยิ่งฤดูหนาวด้วยแล้ว จะโหยหาแสงแดดมากเป็นพิเศษ ยิ่งช่วงทำรายงานเครียดๆ มาเจออากาศแบบนี้ แดดก็ไม่มี มันเป็นบรรยากาศที่เศร้ามากๆ เคยจำได้ครั้งหนึ่งเดินไปเรียน จู่ๆ ท้องฟ้าก็แหวกออก เรารีบวิ่งไปหาตรงที่มีแดดเลย ดีใจมาก แล้วก็ยืนตากอยู่นานมาก อันนี้ไม่ได้เวอร์เพราะเราคิดถึงแดดมากจริงๆ พอนึกย้อนกลับไปก็ตลกดี มันทำให้เรารู้ว่าแสงแดดมีค่าและจำเป็นต่อมนุษย์มากขนาดไหน
มาถึงเรื่องอาหารการกิน มาเรียนที่อังกฤษก็ไม่ต้องกลัวอดอยากครับ
ที่นี่ร้านอาหารไทยค่อยข้างเยอะ อย่างที่เมืองลีดส์ก็มีร้านอร่อยๆ อยู่หลายร้านเลย ในเมืองมีประมาณ 4-5 ร้าน ถ้าออกไปรอบนอกก็มีอีกเยอะเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะคิดถึงอาหารไทย อาหารก็มีหมดทั้งส้มตำ ไก่ย่าง แกงเผ็ดเป็ดย่าง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ฯลฯ นอกจากร้านอาหารไทยก็ยังมีร้านอาหารจีนอยู่หลายร้าน อร่อย แถมไม่แพงด้วย ใครที่จะมาไม่ต้องกลัวเลยครับ แต่ถ้าเป็นอาหารสัญชาติอังกฤษเองเนี่ย ส่วนตัวไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่ แต่ก็จะมีร้านประจำที่เด็กไทยชอบไปฝากท้องทุกๆ วันจันทร์ คือร้าน Slug and lettuce เพราะเค้าลด 50% ทุกจาน วันจันทร์เมื่อไหร่จะเห็นเด็กไทยไปกองกันอยู่ที่นี่แหละครับ ฮ่าๆๆ

มาถึงเรื่องเที่ยวบ้าง ที่อังกฤษมีที่เที่ยวตามเมืองต่างๆ เยอะเลยครับ ทั้งปราสาท เมืองโบราณ หรือใครจะไปดูฟุตบอล ก็นั่งรถไฟไปเลยครับ การเดินทางที่นี่ก็สะดวกดี เพราะรถไฟเค้าเป๊ะมากจริงๆ เข้าออกตามเวลาเป๊ะ แถมรวดเร็วและสะอาด ถึงจะอยู่เมืองลีดส์ แต่ก็ได้ไปเที่ยวบ่อยๆ ที่เมืองยอร์กและแมนเชสเตอร์ ส่วนลอนดอนก็ลงไปบ้างตามโอกาส เห็นแล้วก็อยากให้การรถไฟไทยเป็นแบบนี้บ้าง จะไม่นั่งเครื่องบินเลย แต่ก็คงจะอีกนาน (มาก) 555
สุดท้ายก็อยากจะฝากถึงคนที่อยากมาเรียนนะครับ การมาเรียนเมืองนอก นอกจากความรู้ที่เราได้ในห้องเรียนแล้ว ยังมีความรู้นอกห้องเรียนให้เราเรียนรู้อีกเยอะมาก เรียนรู้ที่จะเอาตัวรอด เรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ข้อจำกัดของตัวเองแล้วก็นำไปพัฒนา อยู่ที่นี่เราต้องทำอะไรเองหมดเลย ไม่มีคนมาทำให้เรา ซักผ้า ทำความสะอาด ล้างห้องน้ำ ทำกับข้าว ใครทำกับข้าวไม่เป็น ก็มาเป็นเอาตอนนี้แหละครับ บางคนจากที่ทำไม่เป็นกลับไปแทบจะเปิดร้านอาหารได้เลยทีเดียว 555 ถ้ามีโอกาสอยากให้ได้มาสัมผัส มาเก็บเกี่ยวเอาสิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่ามันคุ้มค่ามากจริงๆ ครับ :)
เป็นประสบการณ์อีกเรื่องที่เจ๋งมากๆ ค่ะ ขอขอบคุณพี่ปาล์มมากๆ ที่มาแชร์เรื่องสนุกๆ ให้น้องๆ ได้อ่านกัน ดังนั้นใครกำลังเรียนปริญญาตรีอยู่และเกิดอยากต่อปริญญาโทในสาขาที่แหวกออกไปจากที่เรียน ก็สามารถทำได้แน่นอนค่ะ (แต่อย่าลืมดูเงื่อนไขต่างๆ นานาด้วยนะ) ส่วนใครอยากเล่าประสบการณ์เด็กนอกแบบนี้บ้าง ก็เขียนแล้วส่งมาได้เลยที่ pay@dek-d.com รออ่านอยู่จ้าาา
Twitter: @paydekd