สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย!! สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้เป็นอีกประเทศที่หลายคนฝันอยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สวยมากกกกกกกก นั่นก็คือ "สวิสเซอร์แลนด์" นั่นเองค่ะ กับประสบการณ์แลกเปลี่ยนในช่วงมหาวิทยาลัย จะสนุกแค่ไหน ลองไปอ่านกันเลย! (รับประกันว่าสนุกมากๆๆๆๆ)
สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ชื่อ "ตูน" นะคะ ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ปี 4 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ค่ะ วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์นักศึกษาแลกเปลี่ยน ตอนปี 3 เทอม 2 ระยะเวลา 1 เทอม ที่ University of Bern ที่เมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นโครงการแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยส่งไปค่ะ เราต้องสมัครผ่านมหาวิทยาลัย ยื่นเกรด และเลือกมหาวิทยาลัยที่ต้องการไปค่ะ เชื่อว่าหลายคนคงยังเข้าใจผิดกันอยู่ว่า เมืองซูริค (Zurich) นั้นเป็นเมืองหลวงของสวิตเซอแลนด์ แต่ไม่ใช่นะคะ ที่ถูกคือเมืองเบิร์น(Bern) ต่างหากค่ะ ชื่อเมืองหลวงแปลเป็นภาษาไทยแปลว่า "เมืองของหมี" ค่ะ แหล่งท่องเที่ยวเมืองนี้ก็คือบ่อหมีนี่เองค่ะ แถวบ่อหมีก็จะมีหมีอยู่สามตัวพ่อแม่ลูก วันไหนอากาศดีๆ ก็จะมานั่งนอนอาบแดดให้เห็นอยู่ริมแม่น้ำ Aarau |
นอกจากนี้ตึกในแถบเมืองเก่าของเบิร์นได้ขึ้นเป็นมรดกโลกด้วยล่ะค่ะ เป็นเมืองที่สวยมากๆ เลย แถมในเมืองยังมีบ่อน้ำพุเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ละบ่อน้ำพุก็จะมีรูปปั้นและชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น น้ำพุปีศาจกินเด็ก เป็นต้น น้ำพุทุกบ่อดื่มได้หมดเลยค่ะ เพราะเป็นน้ำจากแม่น้ำ Aarau นั่นเอง น้ำประปาของที่สวิสเนี่ยสามารถดื่มได้ โดยความรู้สึกส่วนตัวคิดว่าอร่อยกว่าน้ำแร่ราคาแพงๆ ที่ขายตามซุปเปอร์ที่เมืองไทยอีกค่ะ นอกจากนี้เมืองเบิร์นยังเป็นที่ตั้งของรัฐสภาและไอร์สไตน์ก็เคยมาอยู่ที่เมืองนี้ด้วยนะคะ และยังมีบ้านของไอร์สไตน์ที่จัดทำเป็นพิพิธภัณท์ให้เข้าชมฟรีด้วย!
ที่นี่ค่าครองชีพสูงค่ะ ทำให้ราคาของกิน ของใช้ และการเดินทางก็แพงตามด้วย โดยเฉพาะค่าเดินทางรถไฟนี่แพงมาก สมมติถ้าจะเดินทางไปเมืองซูริค(ห่างจากเบิร์นประมาณ 1 ชั่วโมง) ค่าตั๋วรถไฟตกคนละ 54 ฟรังก์ (1,836 บาท) นี่ขนาดระยะสั้นแล้วนะคะ!! ดังนั้นเด็กนักเรียนไทยที่จะมาที่นี่ควรรู้จักบัตรที่มีประโยชน์สำหรับลดราคาค่าโดยสารค่ะ
บัตรแรกเรียกว่า Halb tax card บัตรนี้จะลดราคาตั๋วครึ่งหนึ่งจากราคาปกติ ส่วนอีกบัตรคือบัตร Gleis 7 (ต้องอายุต่ำกว่า 25 ปีถึงจะซื้อได้) บัตรอันนี้ใช้บ่อยที่สุดค่ะ ก็เพราะว่าถ้าเราขึ้นรถไฟตั้งแต่เวลา 1 ทุ่มถึงตีสี่ของอีกวันนั้นเราสามารถขึ้นฟรีค่ะ แต่รถไฟเที่ยวสุดท้ายจะหมดช่วง 5 ทุ่ม เป็นส่วนใหญ่ ส่วนคุณภาพของรถไฟสวิสขอบอกว่าเลิศมากกกก เพราะตรงเวลาที่สุดในโลก ลืมภาพรถไฟไทยได้เลย ห้องน้ำในรถไฟนี่สะอาดแบบสุดๆ คนที่นี่นิยมเดินทางโดยรถจักรยานกับรถไฟค่ะ ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องรถติดสักเท่าไร อย่างไรก็ตามคนสวิสเป็นชาติที่ซื่อสัตย์ ไม่ค่อยมีใครแอบขึ้นรถไฟฟรีเลยค่ะ เพราะจะมีพนักงานตรวจตั๋วคอยตรวจ ทางที่ดีซื้อตั๋วเถอะค่ะเพราะมันไม่คุ้มเลยที่จะโดนปรับหรือโดนไล่ลงจากรถไฟ
| มหาลัยที่ตูนเรียนนั้นค่อนข้างเก่าแก่และมีชื่อเสียงในเรื่องคณะแพทย์ค่ะ อย่างบัดดี้ของตูนก็เรียนหมอค่ะ เค้ายุ่งมากๆ เพราะตั้งแต่ที่ตูนมาแลกเปลี่ยนเจอเค้าแค่ครั้งเดียวเอง 55555 คนสวิสทั่วไปจะใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษากลาง แต่ก็พูดภาษา อังกฤษเก่งใช้ได้เลยค่ะ ที่ตูนมาเรียนเป็นคณะเศรษฐศาสตร์และเรียนเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นค่ะ แต่จริงๆ แล้ว มีสาขาปริญญาตรีในมหาลัยนี้ที่เปิดสอนเป็นภาษาอังกฤษน้อยมากค่ะ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นภาษาเยอรมัน เพราะฉะนั้นตูนก็เลยต้องเรียนกับพี่ๆ ปริญญาโทแทนค่ะ T^T คนที่เรียนปริญญาโทส่วนใหญ่ก็อายุยังน้อยอยู่เลย เพราะคนสวิสนิยมต่อโททันทีที่จบปริญญาตรี ปริญญาตรีที่นี่เรียนกันแค่ 3 ปีเองค่ะ แถมได้ปิดเทอมก็ตั้งสองเดือนเต็มๆ ตูนเคยเล่าให้เพื่อนคนสวิสฟังว่าตอนอยู่จุฬา บางทีปิดเทอมแค่สองอาทิตย์เองด้วย เพื่อนก็ตกใจกันใหญ่ แบบว่าเราเอาเวลาที่ไหนไปพักผ่อนเนี่ย 555555 |
การเรียนการสอนที่นี่ จะมีการสอบแค่ครั้งเดียวคือสอบปลายภาค บางคนพอได้ยินก็ดีใจคิดว่าคงสบายใช่มั้ยคะ แต่เนื้อหาที่ออกสอบเยอะมากๆ เลยค่ะ ข้อสอบก็ยากด้วย แต่ทางมหาลัยจะจัดการสอบแบ่งเป็นสองรอบ หากใครไม่มั่นใจคะแนนในรอบแรก ก็สามารถไปสอบแก้ตัวใหม่ในรอบที่สองได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปค่ะ เพราะอาจารย์ที่นี่สอนดีมากๆ เลยค่ะ สอนแล้วเข้าใจในห้องเรียนเลย อาจารย์ก็ชอบปล่อยมุขในห้องเรียนอยู่บ่อยๆ 555 อย่างอาจารย์เคยเล่าว่า "เค้าถูกจ้างมาไม่ได้เพื่อสอนนักเรียนแค่อย่างเดียว แต่ต้องทำให้นักเรียนมีความสุขกับการเรียนทุกครั้งด้วย"
แล้วก็เวลาเลิกคลาสแต่ละครั้ง เด็กสวิสเค้าจะมีธรรมเนียมให้เคาะโต๊ะค่ะ วันแรกที่มาเรียนแบบงงมาก เคาะโต๊ะกันทำไม? ไม่พอใจอาจารย์เหรอ! 5555555 แต่ก็ยอมเคาะๆตามๆ เค้า เลยไปถามเพื่อนคนสวิสมา เค้าก็บอกว่าเป็นธรรมเนียมเยอรมันว่า เวลาที่ไปฟังบรรยายเกี่ยวกับการศึกษา เค้าจะใช้การเคาะโต๊ะแทนการปรบมือค่ะ !! ยิ่งถ้าอาจารย์คนไหนสอนดี เด็กก็จะเคาะโต๊ะกันเสียงดังเชียวค่ะ ใครไปเรียนที่สวิสหรือเยอรมันก็อย่าเผลอไปปรบมือล่ะกันนะคะ ต้องเคาะแทน 5555
| มาถึงเรื่องหอพัก หอที่ตูนอยู่มีแต่คนสวิสและไม่ค่อยมีเด็กแลกเปลี่ยนสักเท่าไร เพื่อนแลกเปลี่ยนส่วนมากจะอยู่อีกหอหนึ่งซึ่งต้องนั่งรถไฟห่างออกไปอีก 10 นาที หอที่ตูนอยู่นั้นอยู่ใกล้มหาลัยมาก เดินไปห้านาทีก็ถึงรั้วมหาลัยแล้วค่ะ ตามปกติของหอทั่วไปคือต้องมีกฏ อย่างเรื่องใช้ห้องครัว โดยเฉพาะคนเอเชียเนี่ยเวลาทำอาหารชอบผัดชอบทอด แล้วควันจะขโมง เค้าจะให้เปิดหน้าต่างออกไป เพราะครัวจะไม่มีเครื่องดูดควัน ถ้าหากไม่เปิดออกไปแล้ว สัญญาณจับควันไฟร้อง รถดับเพลิงจะมาทันที แล้วทั้งชั้นรับผิดชอบร่วมกันโดยต้องจ่ายค่าปรับ 500 ฟรังก์ ค่ะ (ประมาณ 16,000 บาท) ทีนี้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เพื่อนผู้หญิงคนสวิสในชั้นเค้าชอบต้มน้ำทิ้งไว้ แล้วก็กลับห้องไปแต่งหน้าไรงี้ ทีนี้พอดีตูนเปิดประตูห้องครัวเข้าไป โอ้โห แบบควันทั้งห้องเลย ด้วยความที่กลัวสัญญาณจะดังเลยรีบไปเปิดประตู เอากระดาษมาพัดๆ ควันออก จนสาวสวิสเข้ามาเค้าก็มาขอโทษยกใหญ่ ก็ต้องช่วยๆ กันระวังกันไป555555 |
คนสวิสเป็นคนที่ขยันเรียนมาก จะเริ่มเข้าห้องสมุดอ่านหนังสือตั้งแต่วันแรกที่เปิดเรียน ยิ่งช่วงใกล้สอบยิ่งต้องมารอตั้งแต่ห้องสมุดเปิดเลยล่ะค่ะ เพราะถ้ามาสาย ที่นั่งจะเต็มเร็วมาก นักศึกษาที่นี่จะมานั่งตั้งแต่ห้องสมุดเปิดจนปิดเลยค่ะ ห้องสมุดและห้องคอมของมหาลัยนี้ดีมาก คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเป็นของ apple เครื่องใหม่แกะกล่องมาเลย และสิ่งหนึ่งที่ชอบมากก็คือ ห้องสมุดที่นี่เงียบมาก เงียบแบบว่า สามารถได้ยินเสียงปากกาตกเลยค่ะ แต่สิ่งที่เด็กไทยต้องไปเจอเวลาเรียนเมืองนอกคือเรื่องถ่ายเอกสารเองนี่ล่ะค่ะ ปกติตอนเรียนก็เคยชินกับการมีร้านซีร็อกที่คณะคอยซีร็อกให้ แต่มาอยู่ที่นี่ต้องช่วยเหลือตัวเอง ต้องซีร็อกเองหมดค่ะ ยิ่งขึ้นชื่อว่าสวิสทุกอย่างก็แพงหมด พวกพรินต์งานกับถ่ายเอกสารตกหน้าละ 4 บาทค่ะ ส่วนมากเวลาพรินต์ชีทเรียนจะใช้วิธีอ่านจากโน้ตบุ้คเอาค่ะ ปริ้นอ่านทุกหน้าคงไม่ไหว
นอกจากนี้ คนสวิสโดยปกติแล้วเป็นคนที่มีน้ำใจ เวลามีปัญหาเค้าก็เต็มใจให้ความช่วยเหลือมากๆ หนุ่มสวิสในหอเดียวกันก็เคยเอาชีทเรียนและแนวข้อสอบเก่าๆ มาให้ด้วย หนุ่มสวิสจะมีนิสัยเป็นสุภาพบุรุษมาก แถมส่วนใหญ่ทำกับข้าวเก่งด้วย อย่างเพื่อนตูนคนหนึ่งเค้าอบขนมเค้กให้แฟนเค้าในวันเกิดด้วย โรแมนติกจริงๆ ส่วนสาวสวิส โดยรวมแล้วน่ารักดีค่ะ หุ่นดีทุกคน(ส่วนใหญ่) เด็กแลกเปลี่ยนบางคนอาจจะเจอปัญหาเรื่องสาวสวิส บ้างก็ว่าหยิ่ง บ้างก็ว่าถือตัว แต่อยากให้ทุกคนลองเปิดใจดู เพราะพื้นฐานทางวัฒนธรรมเค้าจะต่างกัน เค้าจะไม่ค่อยเปิดใจกว้างหรือเป็นมิตรตั้งแต่แรก เราอาจจะต้องเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน แต่ถ้าลองๆ คบ ลองชวนเค้าคุยดู เค้าจะค่อยๆ เปิดใจเป็นลำดับ แล้วจะรู้ว่าสาวสวิสก็ไม่ได้เป็นแบบที่เห็นภายนอกอย่างที่คิด ออกจากเฮฮาด้วยซ้ำไปค่ะ ส่วนเพื่อนแลกเปลี่ยนด้วยกันก็มีมาจากหลายเชื้อชาติ ทั้งมาจาก Mexico , America, Taiwan, South Korea เป็นต้น แต่มีเพื่อนแลกเปลี่ยนในคณะแค่ 5 คนเองค่ะ
เรื่องอาหารการกิน ถึงขึ้นชื่อว่าของแพง แต่ถ้าหากเราไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย เราก็สามารถอยู่รอดได้ค่ะ 5555 ร้านที่นี่มีสามร้านใหญ่ๆ ก็คือ Migro , Coop , Denner โดยเฉพาะร้านหลังสุดนี่เป็นที่พึ่งของเด็กแลกเปลี่ยนเลยค่ะ เพราะร้านนี้จะขายของราคาถูกที่สุด เพื่อนตูนแอบเรียกกันว่าร้านคนจนค่ะ 555 และขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองช็อกโกแล็ต ก็อยากแนะนำว่าช็อกโกแล็ตยี่ห้อ Ovolmaltine ที่เป็นของโอวัลตินนั่นเอง อร่อยมากกก ส่วนยี่ห้อ Callier ก็อร่อยเหมือนกันค่ะ นอกจากนี้ผลิตภัณท์ พวกชีส นม โยเกิร์ตก็อร่อยไม่แพ้กันเลย ส่วนเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม พวกโค้ก เป๊ปซี่ที่นี่ไม่นิยมดื่มกัน แต่เค้าจะชอบดื่มน้ำอัดลมของสวิสที่ชื่อว่า Rivella กันมากกว่า ฮิตพอๆ กับที่คนไทยชอบดื่มชาเขียวนั่นแหละ ใครไปสวิสก็อย่าลืมไปหาซื้อมาลองชิมได้ รสชาติแปลก อร่อยไปอีกแบบ แต่ไม่รู้ทำไมตั้งแต่ตูนมาอยู่ที่นี่เป็นเวลา 5 เดือน น้ำหนักลดไป 5 กิโล ใครอยากผอมลงลองมาเรียนสวิสดูนะคะเผื่อได้ผล 555
ประสบการณ์แลกเปลี่ยนช่วงสั้นๆ ในระดับมหาลัยนั้นจะไม่เหมือนกับตอนเรียนมัธยม เพราะเราจะได้อิสระจะเยอะกว่า เวลาว่างก็เยอะกว่าด้วย เพราะไม่ได้มีเรียนทุกวันเหมือนสมัยเป็นนักเรียน เวลาว่างก็คงหนีไม่พ้นเที่ยวแถบประเทศเพื่อนบ้านนั่นแหละค่ะ ส่วนมากจะนั่งเครื่องบินสายการบิน Easy Jet เอา เพราะว่าค่าตั๋วถูกว่ารถไฟอีกแถมเร็วกว่าด้วย ถ้าจองล่วงหน้าหลายๆ เดือน บางทีก็ตกเที่ยวละ 500 บาทกว่าก็มีค่ะ!! เมืองในสวิสสวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะ ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวอยากแนะนำให้ไป เมือง Lugano, Locarno สองเมืองนี้จะติดกับอิตาลี บรรรยากาศบ้านเรือนก็จะเป็นแบบอิตาลี แนวเมดิเตอเรเนียน ถึงสวิสไม่มีทะเล แต่ก็ไปเที่ยวทะเลสาบดูก็ได้ค่ะ ทะเลสาบเมืองนี้ให้อารมณ์แบบไปเที่ยวทะเลได้ดีทีเดียว
การใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศคงหนีไม่พ้นเรื่องประสบการณ์ระทึกขวัญค่ะ 555 สวิสจะมีพื้นที่ติดกับอิตาลีและฝรั่งเศส ซึ่งจริงๆ แถบที่ติดกันเนี่ยจะค่อนข้างอันตราย เพราะจะมีโจรขโมยเยอะมาก เรื่องที่เล่าให้ฟังนี้อยากจะเตือนน้องๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ห้ามทำตามที่ผู้เขียนทำเด็ดขาดเลยนะคะ !!!
เหตุเกิดเมื่อตอนที่ตูนกับเพื่อนผู้หญิงอีกคนเดินทางไปเที่ยวอิตาลีกัน ด้วยความที่อยากจะประหยัดค่ารถไฟ เราเลยเดินทางกันหลัง 1 ทุ่ม เพราะจะได้ขึ้นรถไฟฟรี ตูนก็นั่งรถไฟจากเมืองเบิร์นไปลงสถานี Chiasso ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายก่อนจะข้ามชายแดนไปอิตาลี ซึ่งค่าตั๋วจาก Chiasso ไปเมืองมิลาน ประเทศอิตาลีนั้นแค่ 300 บาทเองแต่รถไฟจะมีรอบเช้าตรู่ 6 โมงเช้า ดังนั้นเราต้องไปนอนที่สถานีรถไฟ Chiasso ซึ่งในสถานีตอนดึกก็มีนักเดินทางบางคนมานอนรอรถไฟด้วยค่ะ ตอนนั้นที่ตูนกับเพื่อนมาถึงก็เกือบตีหนึ่งแล้ว ที่สถานีรถไฟนั้นมืดมาก แล้ววันนั้นมีแค่เรากับเพื่อนสองคนเท่านั้น เราไปนั่งรอที่ห้องนั่งรอ เราก็นอนตั้งแต่ตี 1 ถึงตี 5 หลับๆ ตื่นๆ บ้าง แล้วก็ผลัดกันเฝ้าเวร 5555 ทีนี้พอตอนตี 5 ก็เตรียมตัวจะไปรอรถไฟกันซึ่งต้องข้ามอุโมงค์ใต้ดินไปอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งฝั่งนั้นจะมีตำรวจต.ม.ของอิตาลีอยู่เวรอยู่ด้วย เรียกได้ว่าอุ่นใจไว้ก่อน
สถานี Chiasso
เราก็เดินไปนั่งรอตรงแถวชานชาลา ทีนี้เรากับเพื่อนเดินไปเห็นชายผิวดำยืนรอรถไฟอยู่ แต่ท่าท่างดูมีพิรุธเพราะแอบมองเรากับเพื่อนด้วย เราก็เลยลากเพื่อนให้มานั่งห่างๆ ไปนิดนึงซึ่งตรงนั้นมีกระเป๋าเสื้อผ้าวางอยู่ด้วย เราคิดว่าคงเป็นของชายคนนั้นนั่นแหละค่ะ .... ทีนี้ชายผิวดำเค้าก็มองมาหลายรอบ เราก็เลยใจไม่ค่อยดีลากเพื่อนกลับไปรอที่ฝั่งนู้นเหมือนเดิมดีกว่า ตอนที่พวกเรากำลังเดินไปนั้น ชายผิวดำก็ตะโกนเรียกเราไว้ เราก็งงนะ ตอนแรกก็คิดว่าเราคงลืมของไว้ เค้าเลยเตือน เราก็เลยถามเพื่อนว่าลืมของอะไรไว้หรือเปล่า เพื่อนก็ส่ายหัว เราเลยโบกมือบอกชายผิวดำว่า “ไม่ได้ลืมของน้ะ ขอบคุณที่เตือน” เราก็เดินลงอุโมงค์ไปอีกฝั่งที่นั่งรอซึ่งมีรถไฟบางขบวนจอดรอไว้แล้ว ทีนี้ด้วยความที่อากาศหนาว และรถไฟของเรายังไม่มา เรากับเพื่อนก็ขึ้นไปนั่งรอในรถไฟขบวนนึงที่จะออกตอนตี 5 กว่าๆ เราก็นั่งคุยเรื่องเที่ยวกันจนลืมเรื่องชายผิวดำ
ทันใดนั้น เราก็เห็นชายผิวดำยืนอยู่นอกรถไฟ กวักมือเรียกให้พวกเราลงไป ทีนี้แหละเริ่มใจไม่ดีแล้วเพราะเราไม่ได้ไปทำอะไรเค้านะ พอเค้าเห็นเราไม่ลง เค้าก็หาทางเปิดประตูรถไฟอยู่นาน จนคนตรวจตั๋วกับคนขับรถไฟเปิดประตูขึ้นมา ชายผิวดำถึงขึ้นตามขึ้นมาได้ เราก็ถามเค้าไปว่ามีอะไรเหรอ? ชายคนนั้นเค้าพูดภาษาอังกฤษแบบไม่ค่อยแข็ง แต่ก็พอจับใจความได้ว่า “เรากับเพื่อนขโมยของเค้าไป เค้ามั่นใจว่าอยู่ในกระเป๋าเป้ของพวกเรา ให้เปิดออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเค้าจะแจ้งตำรวจ”
ตอนแรกงงมากเพราะไม่ได้ทำอะไรเลยนะ แล้วอยู่ๆ จะมาเปิดกระเป๋าคนอื่นดูได้ยังไง แต่ทีนี้เราเคยอ่านหนังสือเจอพวกมิจฉาชีพแนวๆ นี้ เราก็รวบรวมสติ บอกเค้าไปว่า “เราไม่ได้เอาของคุณไปนะ ” เค้าก็ไม่เชื่อ ส่ายหัวจะขอเปิดกระเป๋าอยู่ลูกเดียว ในตอนนั้นสถานียังร้างผู้คนมาก แต่บนรถไฟมีคนขับกับคนตรวจตั๋วอยู่ที่หัวขบวน ตอนนั้นเราสองคนกลัวกันมาก ไม่ว่าจะเดินไปไหนชายผิวดำคนนั้นตามประกบตลอด เห็นท่าไม่ดี เรากับเพื่อนก็ไปตามคนขับให้มาช่วยเคลียร์ คนขับรถไฟเป็นคุณลุงสวิสแก่ๆ ท่าทางใจดี เค้าก็ถามว่ามีอะไรกันเหรอ เราก็ร่ายยาวแบบไม่หยุดหายใจว่า “หนูเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนจากเมืองไทย เรียนอยู่มหาลัยนี้(พูดพร้อมโชว์บัตรนักศึกษา5555) ทีนี้ชายคนนี้เค้ามากล่าวหาหนูว่าขโมยของเค้าไป แต่พวกเราไม่ได้ทำน่ะ ” ทีนี้ชายผิวดำก็พูดอยู่ท่าเดียวว่า “จะขอค้นกระเป๋า เดี๋ยวเค้าจะโทรแจ้งตำรวจ” (ขณะพูดก็ทำเป็นคุยโทรศัพท์) เราก็บอกคนขับไปว่า “คุณลุงช่วยตามตำรวจมาให้หน่อยได้มั้ยคะ เพราะหนูกลัวว่าเค้าอาจจะพาตำรวจปลอมที่เป็นเพื่อนกับเค้าแล้วจับพวกหนูไป”
คนขับรถไฟคนนี้ใจดีมากๆ คุณลุงก็ปลอบว่าหนูไม่ต้องกลัวนะ ลุงจะโทรแจ้งตำรวจให้และจะอยู่เป็นเพื่อนจนกว่าตำรวจจะมา ระหว่างที่รอตำรวจ คุณลุงคนขับรถไฟก็ชวนคุยเพื่อปลอบใจ 555 คุณลุงก็ถามว่า พวกหนูมาจากเมืองไทยใช่มั้ย ลุงชอบเมืองไทยมากๆ เลย ลุงจะไปเที่ยวเมืองไทยกับครอบครัวเป็นประจำทุกปีเลย คนไทยน่ารัก อาหารก็อร่อย ลุงชอบไปเที่ยวเพชรบูรณ์มากๆ เพราะอากาศเย็นเหมือนสวิส
คุยจนเพลิน จนกระทั่งตำรวจมา ลุงก็บอกว่าลุงต้องไปแล้วนะ เพราะรถไฟต้องออกตรงเวลา เราก็ขอบคุณคุณลุงกันยกใหญ่ .........กลับมาที่เหตุการณ์ระทึกขวัญต่อ ทีนี้ตำรวจก็พาพวกเราไปที่ห้องข้างๆ สถานีรถไฟ ตำรวจสองนายที่มาเป็นผู้ชายและพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็ง เพราะพูดได้แต่อิตาลี เค้าก็ให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องคร่าวๆ และยังไม่ปักใจเชื่อสักฝ่าย เค้าจะมองว่าทั้งสองฝ่ายนั้นผิดทั้งคู่ ฝ่ายชายผิวดำก็เล่าว่า ”เค้าวางกระเป๋าเดินทางไว้ ระหว่างที่เค้ารอรถไฟไปมิลานซึ่งออกตอน 6 โมงเช้า แล้วเด็กผู้หญิงสองคนขโมยของเค้าไป ของชิ้นนั้นมีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมๆ” ตำรวจเค้าก็ให้พวกเราเอาของออกมาจากกระเป๋าทั้งหมดมากองไว้บนโต๊ะ และให้เค้าดูว่ามีของๆ เค้ามั้ย ซึ่งบังเอิญว่าในกระเป๋าพวกเราไม่มีอะไรที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยมๆ เลย มีแค่กล้องถ่ายรูป กระเป๋าสตางค์ เสื้อผ้า และส่วนใหญ่มีแต่ขนมของกินซะมากกว่า
ตอนนั้นเรากับเพื่อนทำใจแล้วค่ะว่าคงจะไม่ได้ไปเที่ยวแล้ว เพราะเหลือบดูนาฬิกาอีก 30 นาทีรถไฟจะออก ตำรวจสองนายเค้าก็โทรตามหัวหน้าเค้ามา ปรากฏว่าหัวหน้าของเค้าเป็นตำรวจหญิงท่าทางใจดี (สวยมาก) เรากับเพื่อนก็มองหน้ากันประมาณว่ารอดแล้วนะ ตำรวจหญิงเค้าก็ให้พวกเราเล่าเรื่องอีกครั้ง เค้าก็ขอดูเอกสารทั้งหมด เช่น พาสปอร์ต , บัตร residence permit , ตั๋วรถไฟ ส่วนชายผิวดำนั้น เขาบอกว่า ” บ้านอยู่มิลาน “ ตำรวจก็เลยบอกว่างั้นพูดภาษาอิตาลีได้มั้ยเพราะจะได้สื่อสารกันเข้าใจ แต่ชายผิวดำบอกว่าพูดไม่ได้ (อ้าว!) แล้วเค้าก็ขอดูตั๋วรถไฟ ปรากฏว่าไม่มี ส่วนบัตรประจำตัวก็เหมือนเป็นบัตรของประเทศหนึ่งในแถบแอฟริกา ตำรวจหญิงเค้าก็ถามเสียงดุๆ ว่า “คุณเห็นมั้ย ของที่เด็กผู้หญิงสองคนนั้นเอามาวางกองไว้ ก็ไม่มีของที่คุณถามหาเลย อีกอย่างคุณไม่มีตั๋วรถไฟ แล้วมาทำอะไรที่สถานีรถไฟ!” เค้าก็แฉไปเรื่อยว่า อ๋อ เค้ามารอรับเพื่อน รถไฟไปมิลานออกวันพรุ่งนี้แต่เค้ามาผิดวัน
ทีนี้คุณตำรวจหญิงก็เริ่มจับผิดได้แล้ว เค้าก็หันมาบอกพวกเราอย่างใจดีว่า “เอาล่ะ พวกเธอสองคนไปได้แล้ว เดี๋ยวเค้าจะกันตัวชายคนนั้นไว้ให้ก่อน เพราะเค้ายังเอาผิดอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตามเค้าต้องปล่อยชายคนนั้นไปอยู่ดี เค้าจะให้พวกเราไปก่อนละกัน “ พอตำรวจหญิงพูดจบพวกเราก็รีบโกยของใส่กระเป๋า ใส่เกียร์แปด วิ่งขึ้นรถไฟแบบไม่หยุดพักเลย ตอนนั้นกลัวมาก วิ่งกันจนหอบ วิ่งไปร้องไห้ไป 5555555 ไม่กล้าหยุดวิ่งและหันกลับไปมอง กลัวชายคนนั้นจะวิ่งตามมา และสุดท้ายก็ได้ไปเที่ยวอิตาลีต่อสมใจ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้าใครไม่มาเจอกับตัวเองคงไม่รู้หรอกว่ามันน่ากลัวแค่ไหน เพราะฉะนั้นถึงสวิสจะขึ้นชื่อว่าปลอดภัย แต่ทางทีดีก็เดินทางตอนกลางวันดีกว่า นอนที่สถานีรถไฟนั้นทั้งหนาว ทั้งนาน แถมต้องมาเจอแบบนี้ ไม่คุ้มจริงๆ เวลาเดินทางก็ควรเดินทางกันหลายๆคน ด้วยนะคะ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นเวลาไปเที่ยวไหนก็ไปกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ตลอดเลยค่ะ
ส่วนใครที่สนใจอยากไปเรียนสวิสนั้นขอแนะนำเลยค่ะ เพราะเป็นประเทศที่ค่อนข้างปลอดภัย (ถ้าเทียบกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป) ระบบการศึกษาเค้าดีมาก นอกจากจะได้ฝึกภาษาอังกฤษแล้วยังได้ภาษาเยอรมันมันด้วยนะคะ แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าเป็นเมืองที่เงียบเหงาอยู่เหมือนกันนะ เพราะร้านรวงต่างๆ ปิดเร็วมาก หกโมงเย็นก็ปิดแล้ว ดึกสุดก็ปิด 2 ทุ่ม ไม่เหมือนเมืองไทยที่มี 7-11 เปิด 24 ชั่วโมง ของกินก็หาได้ตลอด และสุดท้ายอยากบอกว่า การได้มาแลกเปลี่ยน นอกจากจะทำให้ได้พบเพื่อนต่างชาติมากมายหลายภาษาแล้ว ยังทำให้รู้จักโลกภายนอกอีกด้วยค่ะ เพราะบางอย่างเราไม่สามารถหาเรียนได้จากห้องเรียนได้ แต่เราต้องมาเจอด้วยตัวเองค่ะ และประสบการณ์จะทำให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นค่ะ ^__^
อ่านเรื่องของน้องตูนจบแล้ว ลุ้นใจหายเลยค่ะ ขอเม้าท์บ้างว่า พี่เป้ ก็เคยเจอเรื่องทำนองนี้เหมือนกันค่ะ แต่เจอที่อิตาลีแหละ แถมเป็นคนผิวสีเหมือนกันด้วย เหอๆ ไม่ได้จะเหยียดสีผิวนะคะ แต่ถ้าน้องๆ ไปแถบอิตาลีนี่ต้องระวังคนผิวสีเป็นพิเศษเลยค่ะ ยังไงก็อย่าลืมว่า ถึงยุโรปจะค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอน 100% ระมัดระวังตัวกันให้ดีด้วยล่ะ!! ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com ความยาวสัก 3-4 หน้า รูปประกอบประมาณ 10 รูป แล้วไว้เจอกันจ้า

TWITTER @PAYDEKD
33 ความคิดเห็น
ขอบคุณที่แบ่งปันประสบการณ์ดีๆ มาให้อ่านนะคะ ^^
ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่นำมาแบ่งปันค้าบบบบบบ
ขอบคุณที่มาเล่าให้ฟังนะคะ
ชายผิวสีคนนั้นน่ากลัวมากเลย! =[]=
อ่านไปตื่นเต้นไปหัวใจแทบวาย
สวิตเป็นประเทศที่อยากไปมากก ถึงค่าครองชีพจะสูงก็เถอะ- -;;;;
แต่ภาษาอ่อนแอมากกก!!~ TOT
จขกท เก่งจุงเบยยยยย
แต่แปลกใจ พี่บอกว่าเค้าพูดอังกฤษคล่องใช่ไหมค่ะ
แต่เอกสารของ AFS ระบุไว้ว่าหากต้องการไปแลกเปลี่ยนที่สวิต
จะต้องเข้าคอร์สเรียนเยอรมันและฝรั่งเศสด้วย 2คอร์สเลยหละ
สงสัยจัง บังคับด้วย -*-
ที่นู่นสวยมากกกกก ไม่คิดว่าจะเจอหิมะด้วย 55555
แต่ไม่ได้เจอในเมืองหรอกค่ะ ไปเจอในเขาจุงฟาวแล้วก็เขาแมทเทอร์ฮอร์น
อากาศหนาวมากจริงๆ 55555 ส่วนใหญ่ที่นู่นเขานั่งรถไฟฟ้ากัน
เมว่าดีเหมือนกันนะคะ จะได้ไม่ต้องใช้รถมากทั้งค่าน้ำมันแล้วก็อากาศไม่เป็นมลพิษด้วย
ขอบคุณพี่ตูนมากเลยนะคะที่มาบอก แต่ช้าไป ;p
คนที่นู่นพอเห็นเราว่าพูดภาษาไทยเค้าก็พูดไทยกันได้หลายคนเลย
เมเจอคนที่เคยมาไทยเยอะมากๆ เขาบอกว่าอาหารไทยอร่อยสุดๆ
แล้วอากาศก็ไม่หนาวมากเหมือนที่สวิตด้วย
ตอนนั้นยิ้มแก้มปริเลยที่เขาชมบ้านเรา :D
อย่างที่พี่ตูนบอกว่าได้ภาษาเยอรมันมาเยอะด้วย 555555 หลายคำเลยทีเดียว
เอ็นจอยนะคะ :)