สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย!! สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ บอกก่อนเลยว่า เป็นเรื่องที่อ่านแล้วประทับใจมากกกกกกกกกก และที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีเรื่องแนวนี้ในคอลัมน์ของเรามาก่อนเลยค่ะ เพราะเป็นเรื่องของชีวิตผู้หญิงไทยคนหนึ่ง ที่หาทางไปเรียนที่ออสเตรเลีย ... จนเวลาผ่านไป 3 ปี เธอมีธุรกิจร้านอาหารไทยที่นั่นเป็นของตัวเอง!!! โอ้โห เกริ่นแค่นี้หลายๆ คนคงอยากรู้แล้วว่า เธอคนนี้เจออะไรมาบ้าง? 3 ปีที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง? เพราะฉะนั้น ใครพลาดอ่านไปนี่น่าเสียดายสุดๆ
ก่อนอื่นคงต้องแนะนำตัวแบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าชื่อ "ชินณ์" ค่ะ ปัจจุบันอายุก็เข้าสู่ช่วงเบญจเพสพอดิบพอดี อาศัยอยู่ ณ ซิดนีย์ ออสเตรเลีย มาอยู่ที่นี่ได้ 3 ปีแล้ว .... วันนี้จะมาเล่าให้น้องๆ ชาว Dek-D ฟังว่า ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งไม่มีญาติพี่น้องหรือคนรู้จักอาศัยอยู่ในเมืองนอกเลยแม้แต่คนเดียว จะพลิกผันตัวเองจากการเป็นนักเรียนก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจร้านอาหารอย่างเต็มตัวได้ยังไง??
ถ้าจะย้อนไปเมื่อสามปีที่แล้ว ตอนที่ตัดสินใจมาที่นี่บอกตรงๆ ว่า ไม่รู้จักใครเลย ไม่มีเพื่อน ไม่มีฝูง ไม่มีญาติพี่น้อง เพราะโดยนิสัยส่วนตัวก็ไม่อยากมาอยู่กับคนรู้จักเท่าไหร่ (เพราะอยากเผชิญโลกตามลำพัง) คือเป็นคนนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว ถ้ามีคนรู้จักอยู่ทีนี่ เราก็คงเลือกไปประเทศอื่น ฮาๆๆ หลังจากหาข้อมูลจนมั่นใจแล้วว่าที่นี่แหละใช่ ก็ตัดสินใจทำเรื่องเรียน 2 ปี คือเรียนปรับภาษา 6 เดือน และเรียน Diploma (วิชาชีพคล้ายๆ ปวช. ปวส. บ้านเรา) ต้องบอกไว้ก่อนว่า จริงๆ แล้ว เราต้องการลงเรียนอะไรก็ได้ที่ค่าเรียนถูกที่สุด!! เหตุผลที่ต้องเน้นคือ เรายืมเงินพ่อแม่มาเรียนค่ะ เน้นย้ำว่ายืม ไม่ใช่ขอ และสัญญาว่าครบสองปีจะเอาเงินมาคืน ดังนั้นการเดินทางของชินณ์จึงมีหนี้สินก้อนเล็กๆ ประมาณสองแสนบาทติดตัวไปด้วย!!

ครั้งแรกที่มาเหยียบซิดนีย์นั้น อารมณ์เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงสุดๆ ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจ อะไรก็ดูเหมือนจะดีไปหมด แต่ถึงจะตื่นตาตื่นใจยังไงก็ยังไม่ลืมค่ะว่า ประเด็นหลักจริงๆ ของการมาในครั้งนี้คือ
‘ขุดทอง’ ไม่มีใครรู้ว่าวีซ่านักเรียน 2 ปีที่ได้มานั้นจะอำนวยให้หาเงินหาทองได้มากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ เมื่อมาแล้วต้องโกยให้หมดทั้งความรู้ ประสบการณ์ และเงินทอง
ดังนั้นเมื่อมาถึงวันแรกก็เริ่มหางานทำทันที โดยการค้นหาในเว็บไซต์ที่เป็น Thai community และได้งานเป็นงานทำความสะอาดสนามฟุตบอลค่ะ ลืมบอกไปว่า บินมาที่นี่ก่อนโรงเรียนจะเปิด 1 เดือน เลยทำงานได้เต็มที่
งานทำความสะอาดสนามฟุตบอลจัดว่าเป็นงานหินมากสำหรับคนที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อน แถมเป็นงานที่รับต่อมาจากพวกคนเกาหลีมาอีกต่อหนึ่ง เลยโดนตัดราคาแบบขูดเลือดขูดเนื้อถึงที่สุด แต่ก็ทำแหละค่ะ เพราะนาทีนั้นอะไรที่เป็นเงินคือเอาหมด งานนี้ทำตอนกลางคืน หน้าที่ก็คือเก็บขยะค่ะ เก็บกันจริงจังทั้งในสนามและพื้นที่นอกสนาม ทำประมาณ 4 ทุ่มถึงตีหนึ่ง จากนั้นก็จะเดินกลับบ้านระยะทางจากสนามกีฬาถึงในตัวเมืองประมาณ 1 ชม. คืออาศัยว่าเดินเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะรถเมล์หมดแล้วและแท็กซี่ก็แพงเกินไปสำหรับคนมาใหม่อย่างพวกเรา ช่วงนั้นก็ถือว่าเป็นช่วงแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันและกัน เพราะแต่ละคนที่มาทำงานนี้ก็ล้วนหัวอกเดียวกันทั้งนั้น
 |
จากนั้นเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแฮะ งานมันก้มๆ เงยๆ แถมยังมีถุงขยะหลายกิโลมัดเอว เลยเริ่มหันมาทำงานในร้านอาหาร โชคดีที่เข้าไปถึงก็ได้ทำในตำแหน่งอองเทรเลย "อองเทร" ก็คืออาหารเรียกน้ำย่อยพวก กะหรี่พัฟ ปอเปี๊ยะ ถุงทอง ไก่สะเต๊ะ ฯลฯ ต้องบอกว่าช่วงนั้นประหยัดมากค่ะ ทำงานเจ็ดวันใช้แค่เงินทิป ไม่แตะต้องในส่วนของเงินค่าจ้างทำงานเลย เช้าไปเรียน เลิกบ่ายสอง ก็มีเวลาเที่ยวเล่นนิดหน่อยก่อนจะเดินมาขึ้นรถไปทำงาน ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าโชคร้ายหรือโชคดีที่ร้านอยู่สุดสายปลายทาง ระยะเวลาในการเดินทางกินเวลาประมาณ 45 นาที- 1ชม. ก็เลยได้นอนหลับไปจนสุดสาย พอถึงป้ายสุดท้ายคนขับรถก็จะปลุกให้ตื่นเอง 555
ช่วงแรกที่ทำงานนี้บอกตรงๆ ว่าเครียด เพราะงานแต่ละงานมีความยากง่ายแตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้ “งานหนัก” คือต้องลงอองเทรของตัวเองให้ต่อเนื่องแล้วยังต้องอ่านออเดอร์เตรียมของให้กับเชฟ เพราะอาหารที่นี่ออกเป็นเซ็ต เริ่มจากทานอองเทรหรืออาหารเรียกน้ำย่อยก่อน จากนั้นจึงออกเมนคอร์ส(จานหลัก) วิธีการทำงานคือต้องลงอองเทรซึ่งเป็นความรับผิดชอบโดยตรง จากนั้นหันมาอ่านออเดอร์เพื่อให้มือผัดและมือแกงเตรียมของ แต่ถ้าวันไหนยุ่งมาก มันไม่ทันค่ะ ดังนั้นงานนี้สำคัญที่ไวและการบริหารเวลาของเรา
|
ความหนักอย่างที่สองคือ “หนักใจ” เจ้าของร้านที่เป็นป้าแก่ๆ สมัยนั้นเจ้าของร้านอาหารไทยยังไม่ใจดีแบบทุกวันนี้ ตอนนั้นวีซ่านักเรียนยังขอได้ไม่ยาก เจ้าของร้านเค้าเลยมีตัวเลือกเยอะ บางร้านด่าพนักงานเหมือนหมูเหมือนหมา ร้านนี้อาจด่าไม่เท่า...แต่ก็ด่าเยอะ !!! เครียด กดดัน แต่พี่ที่ทำงานบอกว่าให้ทำหูทวนลมไปซะ แกด่าในเวลางาน พอหลังเลิกงานแกก็หาย หลังๆ มาเลยดีขึ้น ทำงานไประยะนึงเริ่มเก๋า ทำอะไรเขาก็ไม่ด่า สรุปคือทำร้านนั้นได้ประมาณ 7-8 เดือน ก็เก็บเงินได้หนึ่งก้อนตามที่ตั้งเป้าไว้ เลยมุ่งสู่ธุรกิจต่อไปคือธุรกิจบ้านเช่า

ให้ลองนึกภาพตามนะคะว่า ที่นี่ค่าครองชีพแพง เราเลยต้องแชร์บ้านอยู่กันหลังละหลายๆ คนค่ะ ดังนั้นเจ้าของบ้านก็จะทำเงินจากการให้คนมาแชร์บ้าน ถามว่ายากมั้ย ยาก...เพราะภาษาเราก็งูๆ ปลาๆ และธุรกิจบ้านเช่านี้ตอนแรกเรามองดูว่ามันน่าจะง่าย แต่พอเข้าไปคลุกคลีจริงๆ กลับเป็นงานที่ปวดหัวยิ่งกว่าร้านอาหาร เป็นงานสบายนะคะแต่ใช้สมองเยอะเพราะต้องทำงานกับคนเยอะมาก หลายเชื้อชาติหลายภาษา แต่ถือว่างานนี้ทำให้ภาษาก้าวกระโดดเร็วมากเพราะต้องเจรจากับลูกค้าตลอด และยังช่วยทำให้เรามีไหวพริบในการสังเกตพฤติกรรมคนเพื่อจัดการคนและจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา

ราคาบ้านตอนนั้นอยู่ที่หลังละประมาณ $8,000 หรือประมาณ 2 แสนกว่าบาท คือซื้อมาทั้งธุรกิจ ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ มีคนอาศัยอยู่ก่อนแล้ว เราก็มีหน้าที่เข้าไปจัดการบริหาร การซื้อต่อคนอื่นมาจะมีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องห่วงเรื่องยิบย่อยพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ต แต่ข้อเสียคืออาจจะได้บ้านเก่าหรือบ้านที่มีปัญหา อย่างเช่นเคยถูกจับว่าอยู่กันเกินจำนวน (แน่นอนว่ามันผิดกฎหมาย) แต่มันก็เหมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เจ้าของบ้านต้องการคนมาเช่า ถ้าไม่มีคนอย่างเราที่อยู่กันแบบผิดกฎหมายหลายคน เขาก็จะไม่ได้ค่าเช่า บางทีเจ้าของบ้านต้องแกล้งมองผ่านๆ ไป แต่หากมีคนแจ้งและจับได้ เราก็จะติดบัญชีดำและอาจต้องส่งคืนบ้าน ในส่วนนี้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าบ้านแต่ละหลังผ่านศึกมาแค่ไหน ต้องพิจารณาและอาศัยดวงค่ะ
ช่วงทำบ้านนี่สบาย ไม่ต้องไปทำงานที่ไหนเลยค่ะ เดินร่อนไปร่อนมาภายในเมือง เวลามีคนย้ายออกก็ไปหาคนมาอยู่หรือที่เรียกตามศัพท์ว่าไป ‘ขายบ้าน’ หรือ ‘ขายห้อง’ ต้องแสตนด์บายตลอดเวลา ทำไปเรื่อยๆ มันก็ได้กำไรอยู่จนเริ่มมาถึงช่วงธุรกิจซบเซา เพราะคนทำกันเยอะและตามนิสัยคนไทยคือตัดราคากัน ทำไปทำมาเริ่มกำไรน้อย คนที่ไม่มีงานทำแล้วต้องรอกินเงินกำไรในส่วนนี้อย่างเราเลยเดือดร้อนเป็นที่สุด เลยตัดสินใจหางานทำเพิ่มค่ะ
 |

หลังจากนั้นก็ลองทำหลายอย่างตั้งแต่ในช่วงที่ยังทำบ้านเช่า ก็ได้มีโอกาสเป็น Sub-agent เพราะเราเป็นคนกว้างขวาง มีหน้าที่ดูแลนักเรียนไทยที่มาเรียนที่นี่ คือเด็กไทยบางคนมาเรียนผ่านเอเจนซี่ แต่ปรากฏว่าเอเจนซี่ดูแลไม่ดี เราก็แนะนำให้ไปที่เอเจนซี่ของเราแทน ในตอนแรกก็แนะนำไปฟรีเพราะรู้สึกว่าเอเจนซี่ที่เราเป็นเด็กในสังกัดเค้าดูแลดีจริงๆ หลังๆ พอแนะนำคนไปมากขึ้น พี่ที่เอเจนซี่เลยบอกให้เข้ามาเป็น Sub-agent เพื่อที่เวลาแนะนำแล้วจะได้เงินด้วย แต่ทำไปทำมา พอธุรกิจซบเซาเลยต้องหาทำงานจริงจังอีกครั้ง ทั้งขายของที่ร้านขายของที่ระลึก ทำร้านอาหารฝรั่งในตำแหน่งบาร์ ตรงนี้ชอบมากเพราะเจ้าของเขาสอนทั้งทำกาแฟและผสมค็อกเทล แต่ทำไประยะหนึ่งก็เกิดความเบื่อหน่ายและติดเรื่องค่าใช้จ่ายด้วย เลยเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
เริ่มคิดว่าไม่ไหวแล้ว ถ้าเราอยู่ต่อไปแบบนี้ คงเก็บเงินไม่ได้อย่างที่ตั้งใจไว้ แล้วเราได้วีซ่ามา 2 ปี หากวีซ่าหมดอายุและต้องต่อไป สุดท้ายก็ต้องรบกวนพ่อแม่เรื่องสเตทเมนท์อยู่ดี คือมันต้องโชว์เงินในบัญชีประมาณ 8 แสนถึงล้านเพื่อขอวีซ่าต่อ แต่ตัวเรามีไม่ถึงเพราะแปรเงินเป็นสินทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ไปหมดแล้ว ดังนั้นช่วงหลังต่อวีซ่าเสร็จแล้ว เราจึงไม่ได้ลงทุนทำอะไรนอกจากทำงานเก็บเงินอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง |

และแล้วก็เหมือนโชคเข้าข้าง เพราะพี่ที่รู้จักและเคารพเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งกำลังจะเปิดร้านอาหารไทย ซึ่งในจุดนี้มันเป็นเรื่องที่เราคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าอยากจะทำ แต่การจะเปิดร้านอาหารที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แม้แต่จะเปิดร้านแผงลอยตามตลาด Friday Market (เหมือนตลาดถนนคนเดินบ้านเรา เปิดแค่วันศุกร์เย็นเท่านั้น) ยังต้องมีการขอใบรับรองมาตรฐานอาหาร และมีขั้นตอนยุ่งยากวุ่นวายมาก เพราะฉะนั้นการเปิดร้านอาหารแบบเป็นหลักแหล่งถาวรจึงยากกว่านั้นสิบเท่า แค่เป็นวีซ่านักเรียนไม่สามารถเปิดกันเองได้ จะต้องมีหุ้นส่วนที่เป็นคนที่นี่สนับสนุน และยังต้องเรียนจบเชฟ มีใบประกาศใบรับรองถูกต้อง(ซึ่งเราไม่มีสักอย่าง) นี่ยังไม่รวมรายละเอียดปลีกย่อยในการทำสัญญาต่างๆที่ จะผูกมัดเราไปอีกหลายปี
ดังนั้นเราเลยถือโอกาสนี้ไปคุยกับพี่เขาและขอร่วมหุ้นด้วย เป็นร้านที่เทคโอเวอร์ต่อจากเจ้าของเก่ามาอีกที และพี่เค้าก็ยอมให้เราเข้าไปถือหุ้น 25% แม้มันจะเป็นเพียงร้านอาหารเล็กๆ จำนวน 30 ที่นั่ง และตัวเราก็เป็นเพียงหุ้นส่วนไม่ใช่เจ้าของใหญ่ แต่มันก็เหมือนเป็นเหมือนการขยับขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น โดยร้านของเราตั้งอยู่ในพื้นที่ Drummoyne คือนั่งรถเมล์จากในตัวเมืองไปประมาณแค่ 10-15 นาทีเท่านั้น ใครอยากรู้ว่าร้านเราหน้าตาเป็นยังไงสามารถเข้าไปดูได้ที่
http://www.chaimeethai.com.au
แน่นอนว่ามีปัญหาเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่เริ่มเปิด คือร้านเปิดมานานกว่าสิบปีแล้วและตอนนี้เจ้าของเก่าหมดไฟ ลูกค้าจึงน้อยลงไปมาก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ การดึงลูกค้ากลับมา ถือเป็นงานที่ต้องใช้ทั้งสมองและสองมือจริงๆ ค่ะ คิดกลยุทธ์เรียกลูกค้า เดินแจกเมนูด้วยการนำไปหยอดตามตู้จดหมายวันละเป็นพันๆ ใบ ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารใหม่ เรียกว่าคงไว้แค่การตกแต่งร้านและชื่อร้าน(เพราะการเทคโอเวอร์หากเปลี่ยนชื่อจะต้องเสียเงินมาก) ทุกอย่างใหม่หมดแม้กระทั่งทีมงาน
เหนื่อยมั้ย? ไม่เหนื่อยนะ รู้สึกสนุกมากกว่า เวลาที่เรารวมรวมเมนูจากร้านอาหารอื่นๆ มานั่งศึกษา ทดลองทำการตลาดแบบใหม่ ทดลองทำอาหารใหม่ๆ เพื่อสร้างความแตกต่าง แนบเป็นรายการ special ควบคู่ไปกับเมนูปกติ และมานั่งลุ้นว่าไอเดียของเรา อาหารสูตรที่เราคิดค้นขึ้นจะถูกปากลูกค้าหรือเปล่า ถือถ้าตัวไหนขายดีก็มีเฮ และอาจจะมีลุ้นบรรจุลงไปในเมนูประจำร้าน ส่วนเมนูไหนขายไม่ดี...ช่วงนั้นก็ต้องกินกันเอง แจกเพื่อนแจกฝูงเอาให้เบื่อกันไปถ้วนหน้า
สำหรับร้านอาหาร ชินณ์มองว่ามันคุ้มค่านะคะ ได้ทำในสิ่งที่เรารักและสนุกไปกับมัน งานไหนทำแล้วไม่มีปัญหามันไม่ใช่การทำงานที่แท้จริงหรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองปัญหาในมุมไหน สำหรับชินณ์มองว่ามันคือความท้าทายที่รอให้เราเข้าไปไฟต์ดูสักตั้ง ถ้าแพ้ก็หยุดพัก แล้วย้อนกลับมามองตัวเอง นำสิ่งที่เกิดไปเป็นอุทาหรณ์สอนใจ อย่างตอนทำบ้านชินณ์ก็เคยพลาด เคยโดนโกง เคยเจอปัญหาร้อยแปดพันเก้า ดังนั้นในการทำร้านอาหารชินณ์ก็ใช้ประสบการณ์จากการที่เราเคยพลาดในอดีตมาเป็นส่วนประกอบ ก่อนคิด ก่อนตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง มองถึงผลระยะยาวของการกระทำนั้นๆ

จริงๆ ตอนแรกที่บ้านก็ค้าน เพราะทางบ้านคิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าคนอายุอย่างชินณ์จะทำไหว ยิ่งรู้ว่าร้านกำลังอยู่ในช่วงขาลง ท่านก็ยิ่งกังวลกลัวว่าเงินที่เราหามาจะไปจมซะหมด แต่พอเราอธิบายถึงผลประโยชน์และค่าตอบแทนที่มากกว่าจำนวนเงิน ท่านก็ต้องยอมแพ้ (อันที่จริงห้ามไปก็ไม่มีผลค่ะ ชินณ์แอบเป็นคนหัวดื้ออยากทำอะไรก็ต้องทำ ต้องล้มต้องพลาดเอง) จริงๆ สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจทำร้านจริงๆ แล้วไม่ใช่กำไรจากตัวเงินหรอกค่ะ เพราะถ้าหวังกำไรคงไปทำร้านใหญ่ทำเลดีกว่านี้คงรวยกว่า แต่ชินณ์มองว่า หากเราเข้าร่วมหุ้นทำร้านอาหาร เราสามารถ SPONSER ตัวเองในรูปแบบของการสปอนเซอร์พนักงานด้วยวีซ่าทำงานได้ ข้อดีคือเราไม่ต้องเรียนหนังสือเพื่อหาเรื่องอยู่ที่นี่ต่อก็ได้ค่ะ เพราะทุกวันนี้ค่าเทอมแพงมาก ตกประมาณเดือนละ 15,000 ไทย ก็ตกปีละเกือบสองแสน คือถ้าเราสามารถประหยัดส่วนนั้นไปได้ เราจะเก็บได้อีกปีละเป็นแสน แถมพอทำเรื่องสปอนเซอร์ตัวเองแล้ว ในอนาคตเราจะมีสิทธิ์ยื่นเรื่องขอสัญชาติออสเตรเลียได้ (ที่ออสเตรเลียไม่มีว่าอยู่นานแล้วจะได้สัญชาตินะคะ ต้องเรียน ทำงาน เก็บสกิลให้ครบตามที่รัฐบาลกำหนด ถึงจะยื่นเรื่องขอสัญชาติได้) ตอนนี้การเป็นพลเมืองที่นี่จึงเป็นเป้าหมายต่อไป^^
สุดท้ายก็อยากจะฝากให้ทุกคนที่กำลังหวาดกลัวหรือลังเลใจ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็ตามแต่ ถ้าอยากทำก็ทำค่ะ...ถ้ามันผิดก็แก้ไข ไม่ดีก็หยุด ล้มแล้วลุกใหม่ ชีวิตนี้ไม่มีการสูญเสียอะไรโดยไม่ได้อะไรกลับมาหรอกค่ะ อย่างน้อยเราก็ได้ประสบการณ์ที่จะมาเสริมแต่งแต่ละย่างก้าวของชีวิตให้มั่นคง ส่วนใครที่อยากอ่านเรื่องราวความโหด เค็ม มันส์ ฮา ตามประสานักขุดทอง ตามเข้าไปอ่านได้ในมายไอดีนะคะ คลิกที่นี่ ได้เลยค่ะ
เป็นยังไงคะ? อ่านจบแล้วหลายคนคงทึ่งและนับถือในความอดทนของพี่ชินณ์ ลองงานมาหลายอย่างมากกกกก สุดท้ายวันนี้ก็ไม่ต้องเ็ป็นลูกจ้างใครและก็ได้มีกิจการของตัวเองสมใจอยาก ขอซูฮกมากๆ สุดยอดเลยค่ะ!! ใครกำลังท้อหรือเหนื่อยกับชีวิต หวังว่าอ่านจบแล้วน่าจะได้แรงบันดาลใจหรือแรงฮึดขึ้นมาบ้างเนาะ^^ ..... ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็เขียนความยาวสัก 3-4 หน้า แนบรูปประกอบมา 10 รูป ส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com แล้วเจอกันจ้า
TWITTER @PAYDEKD