สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคยสำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ เป็นเรื่องที่มีหลายๆ คนถามถึงบ่อยทีเดียว นั่นก็คือการไปเรียนภาษาอังกฤษที่ประเทศอินเดีย เพราะนอกจากค่าใช้จ่ายจะไม่แพงแล้ว ยังอยู่ไม่ไกลจากเมืองไทยด้วยล่ะค่ะ ใครที่เคยสงสัยว่าไปเรียนที่อินเดียต้องจ่ายเงินเท่าไหร่ ความเป็นอยู่จะเป็นยังไง จะลำบากมั้ย ต้องอ่านประสบการณ์เด็กนอกของสัปดาห์นี้เลยจ้า
สวัสดีครับ ผมชื่อ "ฟิวส์ - ธัญพิสิษฐ์ เพ็งช่วย" ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนควนขนุน จ.พัทลุง ม.6 สายวิทย์-คณิต ครับ (เรื่องนี้จะส่งมานานแล้วแต่ไม่ค่อยมีเวลาครับ)
วันนี้ผมมีประสบการณ์เรียนภาษาอังกฤษระยะสั้น ณ เมืองปูเณ่ ประเทศอินเดียเป็นระยะเวลา 30 วันครับ โดยต้องบอกก่อนเลยว่าโดยปกตินั้นตัวฟิวส์เองไม่ได้มีความรู้หรือทักษะภาษาอังกฤษอะไรมากมายนัก แต่แค่เป็นคนที่ชอบการท่องเที่ยวและทำอะไรที่ท้าทาย โดยฟิวส์เห็นว่าประเทศอินเดียมีอะไรมากมายให้ผมได้สัมผัสและลิ้มลอง โดยในครั้งนี้ผมได้เริ่มจากการหาข้อมูลของประเทศอินเดียโดยได้เจอกับสถาบัน Valuepoint Academy ซึ่งเป็นสถาบันที่มีนักเรียนหลากหลายชาติมากกว่า 25 ประเทศให้ความไว้วางใจในการตัดสินใจมาเลือกเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ไทย มองโกเลีย เยเมน อิหร่าน สวีเดน เกาหลี เป็นต้น เมื่อหาข้อมูลได้เต็มที่แล้วก็เริ่มติดต่อกับสถาบันทันที โดยโชคดีที่ทางสถาบันมีเครือข่ายอยู่ในประเทศไทยด้วย พี่ก้อยที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่นั่นให้ข้อมูลและแนะนำเราดีมาก ทำให้อุ่นใจไปเยอะทีเดียว

15 มีนาคม 2555 เป็นวันเดินทางไปอินเดีย บอกตัวเองว่า พร้อมแล้วล่ะที่ต้องเผชิญกับหลายๆ อย่าง ณ เมืองภารตะ ผมถึงสนามบินมุมไบประมาณ 18.00 น. ตามเวลาท้องถินอินเดีย ซึ่งเดินเร็วกว่าไทย 1.30 ชั่วโมง หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไป ณ เมืองปูเณ่ โดยรถของสถาบันอีกประมาณ 3 ชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่ของสถาบันดูแลเราดีมากและเป็นกันเองสุดๆ ให้ความรู้และกำลังใจอย่างเต็มเปี่ยม และเราก็มาถึงห้องพักที่ทางสถาบันจัดเตรียมไว้ให้ประมาณ 23.50 นาทีของวันนั้น โดยที่ห้องพักมีความสะดวกสบายพอสมควรและมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องหน้าตาเกาหลีๆ และเข้าก็ทำหน้าตายิ้มแย้มและต้อนรับเราเป็นอย่างมาก และผมก็ได้ทราบว่าเขาชื่อ Miyo occ เป็นคนมองโกเลีย ซึ่งเป็นรูมเมทของผมเอง อั๊กเยอออ นี้รูมเมทเราเหรอ ดูดีกว่าเรา 1000000 เท่า แต่เขาเป็นคนดีมากๆ เลย ใจกว้าง และชอบให้เรามาเล่นเกมด้วยกันเสมอ ความสนุกกำลังเริ่มต้นขึ้น คืนนี้ต้องนอนลงบนที่นอนซึ่งไม่ใช่บ้าน กับใครที่ไหนก็ไม่รู้ ก็เพิ่งได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้ ในใจคิดว่านอนเหอะฟิวส์เอ๋ย พรุ่งนี้แกต้องเจอกับอะไรมากมายอีก บอกเพื่อนว่าฝันดี แล้วก็ ZZZZZZ ฮ่าๆๆ
การเรียนใน Valuepoint Academy จะมีหลากหลายระดับโดยเริ่มจากไม่ได้เลยจนระดับสูง ก่อนผู้เรียนจะเข้าเรียน จะมีการวัดระดับผู้เรียนก่อนเสมอ โดยมีคะแนนเต็มอยู่ที่ 50 โดยผมสอบไปแล้วได้ 26.5 ฮ่าๆๆๆ ผ่านครึ่งไปหวิวๆๆ แอบคิด เรามันโง่จริงๆ ฮ่าๆๆๆ เมื่ออาจารย์ได้รับผลคะแนนของแต่ละคน ก็ต้องจัดจัดแยกนักเรียนให้เหมาะสมกับระดับการเรียน โดยผมได้เริ่มที่ระดับสามกับพี่ที่มาจากเมืองไทยด้วยอีกคน
การเรียนจะเน้นให้นักเรียนพูดและเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นที่คุณต้องพูดให้ถูกแกรมม่าในระยะแรก คุณครูบอกว่าพูดออกมาไม่ต้องอาย พอหลังๆ คุณครูก็จะเริ่มแก้แกรมม่าให้และทำให้เรามีความชำนาญมากขึ้นครับ เรียนสนุก ไม่เครียด มีกิจกรรมทั้งในและนอกสถานที่ให้ด้วย ผมเริ่มรักภาษาอังกฤษเอามากๆ ล่ะคราวนี้
ในคอร์สของผมนั้นจะเน้นไปทางการพูดเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็น Course Effective Communication Skills แต่ก็จะเน้น Speaking Fluently, Gramma, Pronunciation, Vocabulary, Listening, Reading, Writing ไปพร้อมๆ กัน และก่อนที่จะออกมาพูดหน้าชั้น คุณครูจะให้เราเขียนก่อนทุกครั้งและตรวจให้หากมีผิดหรือขาดตกอะไรไปบ้าง คุณครูก็จะเป็นคนเสริมให้ บางคาบอาจจะให้เราแสดงเป็นตัวละครร่วมกับเพื่อนๆ ในห้องที่เรียนด้วยกัน ส่วนในเรื่องของสำเนียง คุณครูเกือบทุกคนจะมีสำเนียงภาษาที่โอเคอยู่แล้วแต่อาจจะมีบ้างที่ทำให้เรางง ก็ลองนึกถึงเวลาที่คนไทยพูดอังกฤษสิครับ อิอิ

แต่ไม่ว่าคุณครูจะวางรากฐานหรือสอนให้เรามากขนาดไหน ตัวเราเองก็ต้องหมั่นพัฒนาและฝึกฝนโดยอาจจะคุยกับเพื่อนๆ เป็นประจำหรือหมั่นฝึกเขียนบันทึกประจำวันแล้วให้คุณครูมาตรวจในอีกวันหนึ่ง ถือว่าเป็นการเรียนการสอนโอเคทีเดียว หากนักเรียนคนใดมีความสงสัยหรือตามไม่ทัน ก็จะมีการติวให้ตัวต่อตัวตามที่เราต้องการหรือเท่าที่คุณครูจะมีเวลาให้ได้ แต่ส่วนมากแล้วคุณครูจะใส่ใจกับเด็กทุกๆ คนในห้องอยู่แล้วล่ะครับ อยากทราบรายระเอียดเกี่ยวกกับการเรียนเพิ่มเติมลองติดต่อ www.valuepointacademy.com (อินเดีย) ได้เลยนะครับ ในเว็บจะมีรายละเอียดอยู่เกือบทั้งหมดเลยครับ
การรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียสำหรับผมไม่ค่อยลำบากเท่าไร เพราะผมอยู่ง่ายกินง่ายและเ้ข้ากับผู้อื่นได้ง่ายจึงไม่ค่อยมีปัญหาในจุดนี้ การทานอาหารก็จะเน้นเป็นแป้ง โรตี ข้าวก็มีนะครับ และ แกงที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศเยอะๆ บางอย่างอร่อยเอามากๆ แต่บางอย่างก็ทำเราเอาเกือบอ้วก อิอิ สำหรับคนที่คิดว่าจะทานอาหารไม่ได้ก็ให้พกมาม่า หรือของแห้งจากเมืองไทยไปก็ได้ครับ แต่เป็นพวก พิซซ่า KFC ก็มีนะครับ ไม่ต้องกลัวอดตาย ฮ่าๆๆ
สำหรับการเดินทาง ผมจะไปไหนมาไหนก็เลือกใช้บริการริกชอร์ จะเหมือนตุ๊กตุ๊กของบ้านเราครับ ไม่แพงมาก พอจ่ายได้แต่ต้องเจรจากับเขาอยู่บ่อยๆ แต่ก็โอเคอยู่ครับ ส่วนตอนเย็นผมชอบออกไปเดินออกกำลังกายกับเพื่อนอินเดียและอิหร่าน เพราะตอนเย็นๆ อาการเย็นสบายๆ และเต็มไปด้วยสีสัน ผู้คนมากมายออกมานั่งและพูดคุยกันเยอะมากมาย จะไปห้าง ตลาด ก็สะดวกสบายเพราะมีอยู่มากมายใกล้หอของผม การใช้ชีวิตมีความสุขมากครับและได้พัฒนาภาษาอังกฤษอย่างมากมาย
สภาพแวดล้อมภายในเมืองที่ผมอยู่นั้นจะเป็นศูนย์กลางของเมืองเลยครับ มีความสะดวกสะบายพอสมควรครับ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล คลินิก โรงภาพยนต์ เป็นต้น สามารถเดินไปหรือโดยสารโดยริกชอร์ได้ง่ายๆ ในเรื่องของความสกปรกนั้นก็ไม่ค่อยมากเท่าไรครับ มันจะแบ่งเป็นส่วนๆ ที่สกปรกไม่ได้สกปรกไปหมดทั้งเมือง ผมว่าเปรียบเทียบกับบ้านเราแล้วเขาก็สกปรกกว่าเราสัก 20 เปอร์เซ็นได้มั้งครับ ถ้าหากให้อาศัย เรียน ท่องเที่ยว คงไม่เป็นปัญหาสำหรับคนไทยมากนะครับ แค่เปิดใจรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นว่ามันคือประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ของเราครับ ฮ่าๆๆๆ
เมื่อทุกอย่างดูลงตัวแล้ว ผมก็ได้เจอกับเพื่อนใหม่อีกเยอะมากมาย ทั้ง ไทย อินเดีย มองโกเลีย และอื่นๆ ช่วงแรกคิดถึงบ้านก็เยอะอยู่พออยู่ไปๆ ก็เริ่มสนุกและรับความรู้มากมายเกี่ยวกับอินเดีย คุณครู เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่นั่น ได้สร้างประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ให้กับเรา รวมไปถึงทำให้ทักษะภาษาอังกฤษของผมพัฒนาขึ้นมากมาย ในทุกๆ คาบเรียนคุรครูจะเอาใจใส่และอธิบายทุกอย่างจนเราเข้าใจ จากที่พูดไม่ค่อยได้ก็ทำให้คล่องขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกับคุณครูในห้องหรือเพื่อนนอกห้องเรียน
เท่าที่ผมสัมผัสได้คนอินเดียจะมีนิสัยที่ค่อนข้างโอเค ก็เหมือนเพื่อนที่ไทย บางคนก็ดีกับเราเอามากๆ บางคนก็แอบอิจฉาเราอยู่มากๆ หรือบางคนก็มีทั้งสองอย่างอยู่ในคนๆ เดียวกัน ฮ่าๆๆ คนอินเดียส่วนใหญ่แล้วหน้าตาจะดูน่าแกรงขาม แต่นิสัยก็จะมีทั้งดีและไม่ดี บางคนอาจจะไม่ค่อยมีความเกรงใจมากเท่าไหร่(หรือว่าคนไทยเราชินกับการเกรงใจที่มากเกินไปก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ)
 |
บางเวลาที่เราซื้อของมาไว้ในตู้เย็นในห้อง
พัก โดยปกตินิสัยคนไทยก็มักจะบอกเพื่อน
ว่า "กินได้นะ ซื้อของมาไว้แล้ว หิวเมื่อ
ไร่นายก็หยิบกินได้เลยนะ" (แอบใจ
ใหญ่) อิอิ
แต่พอผมกลับมาจากเรียนเปิดตู้เย็น เฮ้ยยย
ไม่มีไรเหลือเลย เพื่อนฟาดเรียบไปแล้ว
อิอิ เป็นบทเรียนชีวิตเล็กๆ นะครับ ผมไม่
คิดไรมากแต่แอบงงหน่อยๆ แต่บางคนก็จะ
มีความเป็นห่วงเรา อย่างเช่น เราไปโรง
เรียนสายเพราะว่ารู้สึกไม่ค่อยสบาย เขาก็
จะส่งข้อความมาหรือโทรมาถามเราเสมอ
ว่า "เป็นไรทำไมมาสาย,กินข้าวหรือ
ยัง,ทานยาบ้างยัง" อะไรประมาณนี้นะครับ
บางคนก็พาไปทัวร์รอบเมือง บางคนก็ชอบ
พาไปเลี้ยงข้าวหรือขนม อะไรประมาณนี้
สรุปแล้วก็ถือว่าโอเคทีเดียวเลย ไม่น่ากลัว
อย่างที่คิดครับผม นอกจากนี้ ส่วนมากแล้ว
คนอินเดียจะส่งเสริมเกี่ยวกับวัฒนธรรมและ
ศาสนาเป็นอย่างดีมาก ผู้หญิงจะนิยมแต่ง
กายกับชุดประจำชาติที่ขาเรียกว่าส่าห์หรี่
แต่ผู้ชายนั้นก็จะแต่งกายเหมือนชาวตะวัน
ตกทั่วไปครับ |
สำหรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ 32,400 บาทครับ ราคานี้รวมทุกอย่างแล้วครับ ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องบินไปกลับ ห้องพัก ค่าเรียน ค่ารับส่งสนามบิน ค่าทัศนศึกษา ค่าวีซ่า ส่วนค่าใช่จ่ายของเราเดือนนึงตกอยู่ที่ 5,000-10,000 บาทครับ แต่ผมจ่ายไปทั้งหมดเดือนนึง 5,600 เองครับ สบายมากครับค่าใช่จ่ายไม่แพงมาก ค่าครองชีพก็ไม่ค่อยสูงครับ
แต่ยังไงเมื่อมีจุดเริ่มต้นก็ย้อมมีสิ้นสุด เมื่อถึงวันใกล้กลับ เพื่อนและคุณครูก็ต่างมาลาเรากันอย่างสุดซึ่ง ไม่ว่าพี่ๆ ที่มาจากที่ไทยหรือรุ่นพี่ที่เรียนมหาลัยอยู่ที่นั่น ทุกคนดีกับผมและเพื่อนเป็นอย่างมาก เป็นมิตรภาพที่ไม่อาจลืมเลือน ประสบการณ์ครั้งนี้ยังไม่เคยเลือนจากตัวผมเลย ขอบคุณมากๆ ที่ทำให้ผมได้เจอกับอะไรแบบนี้ ขอบคุณมากครับที่ติดตามอ่านเรื่องของผม ขอบคุณเว็บเด็กดีที่มีพื้นที่ให้ผมได้แชร์ประสบการณ์ดีๆ ขอบคุณครับ (นมัสเต อินเดีย)
ปล.เพื่อนคนไหนอยากได้ประสบการณ์แบบนี้ สอบถามผมได้ที่ ithinkofyou001@hotmail.co.th นะครับ ยินดีให้ข้อมูลครับ ขอบคุณมากๆ ครับ
โอ้ว เดือนเดียวแค่สามหมื่นนิดๆ เอง ถือว่าถูกมากกกกกกกเลยนะคะ แอบตกใจนิดนึง!! ดังนั้นใครมีงบจำกัดแต่อยากลองไปเรียนภาษาที่เมืองนอก คงได้คำตอบกันแล้วนะว่าควรจะไปที่ประเทศไหนดี ^^ ยังไงก็ขอบคุณน้องฟิวส์สำหรับประสบการณ์ดีๆ ด้วยค่ะ ..... สำหรับน้องๆ คนไหนมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็รีบเขียนส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com ความยาว 3-4 หน้า และรูปประกอบ 10 รูปจ้า แล้วเจอกัน!
และห้ามพลาด !!! หนังสือจาก Dek-D.com กับ "คู่มือเรียนต่อนอกฟรีๆฉบับม.ปลาย" อัดเต็มกับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยน ทุนเรียนฟรี ข้อมูลประเทศน่าเรียน 10 ประเทศพร้อมแนะนำโรงเรียนที่น่าสนใจ การเตรียมตัวก่อนไปเมืองนอกแบบละเอียด พร้อมทั้งประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ 10 เรื่อง !! เหมาะกับน้องๆ ม.1-5 ที่อยากไปเรียนนอก ราคา 125- ใครอยากดูสารบัญคร่าวๆ คลิกที่นี่ วางขายที่ร้านหนังสือซีเอ็ด และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศจ้า

TWITTER @ PAYDEKD