สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com ... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้ มาจากประเทศยอดฮิตที่นำมาลงทีไรก็ถูกอกถูกใจน้องๆ ทุกที นั่นก็คือ "ญี่ปุ่น" นั่นเองค่ะ โดยคราวนี้เป็นประสบการณ์ระยะสั้นๆ ของการไปเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการเกิดภัยพิบัติที่ญี่ปุ่น จะเป็นยังไง ได้ความรู้หรือประสบการณ์อะไรใหม่ๆ บ้าง ต้องอ่านด่วนเลย!  | สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาวเด็กดีทุกคน ชื่อ “เต้ย” กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชา ภาษาเพื่อการพัฒนา เอกภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ค่ะ วันนี้มีประสบการณ์ที่ไปเข้าร่วม The Kizuna (Bond) Project รุ่นที่ 3 ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน – 5 ธันวาคม 2555 มาเล่าสู่กันฟังค่ะ ช่วงที่ไปนี่ยังอยู่ในฤดู ใบไม้ร่วงนะคะ แต่อากาศก็หนาวใช่เล่นเลย ก่อนอื่นขอเล่าที่มาที่ไปของโครงการ Kizuna ให้ฟังก่อนนะคะ  |
โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย และอเมริกาเหนือ หรือ The Kizuna (Bond) Project จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูบูรณะพื้นที่ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นตะวันออก ผ่านทางการจัดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนกับเยาวชน (นักเรียนมัธยมปลาย, นักศึกษามหาวิทยาลัย ฯลฯ) ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และอเมริกาเหนือ (41 ประเทศและดินแดน) ประมาณกว่า 1 หมื่นคน ภายในสิ้นเดือนมีนาคม 2556 เป็นการส่งเสริมให้ประชาคมนานาชาติมีความเข้าใจอันดีต่อการฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหลังภัยพิบัติ
สาเหตุที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้อย่างไม่ลังเลใจแม้ว่าจะไม่ได้เรียนเอกญี่ปุ่น ก็คือชอบวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ชอบฟังเพลงญี่ปุ่น ชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่น (โดยเฉพาะกันดั้ม) ชอบทานอาหารญี่ปุ่น ฮ่าๆๆ โดยส่วนตัวก็เรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่สามด้วยแต่ก็ยังไม่เก่งสักเท่าไหร่ และการได้ไปประเทศญี่ปุ่นก็ถือเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตเลยล่ะ!! (^O^)
25 พ.ย. 2555 พวกเราเดินทางถึงสนามบินนาริตะ กรุงโตเกียว ประมาณ 7 โมงเช้า หลังจากผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้วเดินทางเข้าที่พักใจกลางกรุงโตเกียว เมืองหลวงที่ไม่เคยหลับแห่งนี้มีที่เที่ยวหลายสไตล์ ตามแต่ความชอบของแต่ละคนเลยค่ะ ตัวเต้ยเองเป็นสาวกกันดั้มเลยไม่พลาดที่จะไปเยี่ยม GUNDAM CAFÉ ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Akihabara ศูนย์กลางด้านอิเล็กทรอนิกส์ ก็ชวนกันไปกับเพื่อนๆ อีก 3 คน เดินไปขึ้นรถไฟที่สถานี Suidobashi ใกล้ๆ โรงแรม แค่ 2 ป้ายก็ถึง Akihabara แล้ว สำหรับใครที่อยากไปเดินย่านนี้ไม่ต้องกลัวหลงนะ ที่สถานีมีแผนที่ภาษาอังกฤษไว้คอยบริการจ้ะ

วันต่อมา พวกเราเดินทางไปฟังบรรยายสรุปข้อมูลภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในแถบตะวันออกของญี่ปุ่นและการฟื้นฟูบูรณะประเทศญี่ปุ่น แล้วจึงเดินทางไปจังหวัดมิยากิซึ่งอยู่ในภูมิภาคโทโฮคุทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น มีชื่อเสียงด้านการปลูกข้าวและการประมง เพื่อไปเยี่ยมชมพื้นที่ประสบที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา พวกเราเดินทางโดยรถไฟชินคันเซ็นที่เค้าบอกว่าเร็วนักเร็วหนาไปลงที่เมืองอิชิโนะเซกิ ซึ่งก็เร็วจริงอะไรจริงจนหูอื้อไปหมด ฮ่าๆๆ ระหว่างการเดินทางก็ได้เห็นภูเขาไฟฟูจิด้วย หลายคนก็บอกว่าไม่ได้เห็นกันง่ายๆ นะ ตอนนั้นขนลุกเลยเหมือนสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง จากนั้นก็นั่งรถบัสไปเมืองมิยางิแล้วก็ลงเรือไปเกาะ Kesennuma-Oshima อากาศวันนั้นหนาวมากๆ เลย ชนิดที่ควันออกปากกันเลยทีเดียว (>O<)

เมื่อไปถึงเกาะ Kesennuma-Oshima นิสิตนักศึกษาซึ่งถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ก็แยกย้ายไปพักที่ Guesthouse ของแต่ละกลุ่ม (แยกชายหญิง) บ้านที่ไปพักก็มีเพื่อนๆ อยู่ด้วยกันประมาณ 28 คน มีรูมเมท 5 คน ห้องนอนก็เป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ประตูเลื่อนโชจิ ชุดนอนยูกาตะ นอนเบาะฟุตง อ๊า...สูดบรรยากาศญี่ปุ่น ฮ่าๆ เป้าหมายหลักของการมาเกาะนี้คือการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นและให้กำลังใจผู้ประสบภัย พวกเรามีโอกาสได้ทำทุ่นลูกแก้ว (Bindama) ซึ่งชาวประมงใช้ในการถ่วงอวนจับปลา และยังได้ทำธงประจำเรือ (Tairyou-bata) ซึ่งชาวประมงเชื่อว่าจะทำให้จับปลาได้เยอะ
นอกจากนี้ พวกเราก็ยังได้ไปเที่ยวจุดชมวิวที่ Kameyama ทางตอนเหนือของเกาะซึ่งต้นสนแถบนั้นก็โดนไฟไหม้ตอนเกิดสึนามิด้วยและแหลม Tatsumaiza ทางตอนใต้ของเกาะอีกด้วย ตลอดเวลา 3 วันที่พักอยู่ที่นั่น มีความสุขมากๆ ชาวบ้านใจดี ยิ้มให้กันตลอด อาหารทะเลก็รสชาติดีจนแทบไม่อยากจะเชื่อว่าที่นี่คือเกาะที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแผ่นดินไหวและสึนามิเลย อ้อ!ที่เกาะนี้มีคนไทยอยู่ด้วยนะคะ ชื่อพี่ “จริยา” ย้ายมาอยู่ที่นี่ 12 ปีแล้ว พี่เค้าเป็นคนขยันมากๆ เลยเป็นที่รักของคนในเกาะ

วันต่อมา เราก็นั่งรถไฟชินคันเซ็นกลับไปโตเกียวเพื่อต่อรถไฟไปเมืองนาโงย่า จังหวัดไอฉิ ที่มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเมืองโตโยต้าที่เราคุ้นหูกัน ที่เมืองนาโงย่านี้ทุกคนจะได้ไปพักกับ Host Family ซึ่งอยู่กับเพื่อนอีกสองคน ตอนแรกที่เห็นประวัติย่อๆ ของโฮสท์ก็อึ้งไปเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่อายุ 62 ทั้งคู่ นั่นคืออยู่ในวัยเกษียณแล้ว งานอดิเรกคือปลูกผักสวนครัว ทำงานเซรามิก ก็เกิดความรู้สึกว่าคงน่าเบื่อแน่ๆ T^T เย็นวันนั้นคุณแม่ก็ขับรถมารับไปบ้าน บ้านเจ๋งมากให้ตายเถอะ! ทีวีจอใหญ่เบ้อเริ่ม ห้องน้ำมีชักโครกที่เปิดฝาอัตโนมัติเมื่อเราเปิดประตู เตาแก๊สแบบกดสวิตช์ จานชามในบ้านคุณพ่อก็ปั้นเอง บลาๆๆ มันเริดมาก!!!! พอมีโอกาสได้นั่งคุยกันเลยทราบว่าคุณแม่เคยเป็นเภสัชกร ส่วนคุณพ่อเคยเป็น Industrial designer และได้ร่วมออกแบบหุ่นยนต์ชื่อ ifbot ไปขายในงาน EXPO 2005 AICHI!!! รอบๆ บ้านก็ปลูกผักสวนครัวไว้เพียบเลย แถมคุณพ่อคุณแม่ยังมีสวนผลไม้ของตัวเองอีก

เช้าวันต่อมา คุณพ่อคุณแม่ก็พาไปเที่ยวที่ปราสาทนาโงย่า สวยมาก!!!! ฟินสุดๆ ก็เจอเพื่อนคนไทยหลายคนไปเที่ยวที่นั่นเหมือนกัน ฮ่าๆ เพื่อนก็ลองให้ชิมไอติมดู เราก็ เอ้ย! อร่อยอ่ะ กำลังจะไปซื้อ หันมาอีกทีคุณพ่อซื้อไอติมชาเขียวมาให้แล้ว แบบว่าซึ้งมากๆ เพราะคุณพ่อเป็นคนเงียบๆ พอมื้อเที่ยงเราไปทานซูชิสายพานที่ย่าน Sakae ซึ่งเค้าคิดราคาตามสีจาน เวลาคิดเงินก็เอาจานมาซ้อนกันแล้วสแกนทีเดียว รู้ราคาเลย อึ้งค่ะอึ้ง!! เย็นวันนั้น พวกเราทำต้มยำกุ้งที่ทำเอาคุณพ่อเผ็ดจนน้ำตาไหล แล้วก็ผัดกะเพราให้ท่านทาน ฝีมืออาจจะแย่ไปนิดนึง ฮ่าๆๆๆ


ก่อนกลับโตเกียว พวกเราได้ไปเรียนรู้เกี่ยวกับพิธีชงชาซึ่งค่อนข้างจะซับซ้อนพอสมควร ฮ่าๆๆ ต่อด้วยงานสังสรรค์กับ Host family พวกเราก็เต้นเพลง Too much, So much, Very much แบบเกรียนๆ ให้ทุกครอบครัวดู จากนั้นก็ร่ำลากัน น้ำตาไหลพรากเลย T^T คุณแม่ก็ให้ของขวัญเป็นบลัชออน จากนั้นก็เดินทางไปที่ Nagoya Keizei University เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและต่อด้วยศูนย์การเรียนรู้ป้องกันภัยพิบัติของจังหวัดไอฉิ ที่นั่นพวกเราได้ทดลองอยู่ในบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว ไอ้เราก็มัวแต่หัวเราะจนลืมหลบใต้โต๊ะเลย ฮ่าๆๆ แล้วก็เข้าไปในห้องที่เกิดไฟไหม้ ซึ่งเราต้องก้มต่ำๆแล้วหาทางออก สุดท้ายคือการดับเพลิง (ปลอมๆ)

วันสุดท้ายก็คือการสรุปงานที่พวกเราได้ไปเรียนรู้มา ซึ่งผลก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจมากๆ เต้ยและเพื่อนๆ ได้ประสบการณ์ดีๆ มากมาย ได้เห็นว่าคนญี่ปุ่นเค้าใช้ชีวิตการอย่างมีระเบียบ สังคมจึงสงบสุข เรื่องความปลอดภัยของคนนี่มาเป็นอันดับหนึ่งเลย ส่วนสถานการณ์หลังเกิดสึนามิ ถือได้ว่าประเทศญี่ปุ่นฟื้นฟูประเทศได้อย่างรวดเร็วนะคะ เพราะเค้าจะฟื้นฟูในส่วนที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ที่สำคัญ เค้าเชื่อว่าเราต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ก่อนแล้วจึงช่วยผู้อื่น จากนั้นจึงรอความช่วยเหลือจากทางการค่ะ
สุดท้ายนี้ ถ้าเพื่อนๆ คนไหนมีโอกาส ขอแนะนำให้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นดูสักครั้งนึง ประเทศที่คงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ไม่ต้องกลัวกับข่าวลือต่างๆ นะคะ รับประกันความปลอดภัยค่ะ!
นอกจากประสบการณ์ล้ำค่าแล้ว การเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ยังทำให้ได้เพื่อนใหม่ๆจากหลากหลายสถาบันที่และได้สร้างสายสัมพันธ์อันดีกับชาวญี่ปุ่น ต้องขอขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่น, Japan International Cooperation Center (JICE), สมาคมการท่องเที่ยวเคะเซ็นนุมะ-โอชิมะและทุกหน่วยงานที่มีส่วนช่วยให้การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นค่ะ หรือเพื่อนๆ คนไหนอยากพูดคุยเพิ่มเติมสามารถแอดมาที่ http://www.facebook.com/taoteoy ขอบคุณค่ะ
.
เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์สดๆ ร้อนๆ เพราะเพิ่งจะกลับมาไม่กี่วันนี้เอง แต่อ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกว่า คนญี่ปุ่นนี่เค้าก็น่ารักมากๆ เลยนะคะ โดยเฉพาะโฮสท์แฟมิลี่ที่ไปอยู่ด้วย รู้สึกดีจัง ^^ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันแบบนี้บ้าง ก็รีบเขียนความยาว 3-4 หน้า แนบรูปมา 10 รูป แล้วส่งมาที่ pay@dek-d.com ได้เลยค่ะ จะไปแลกเปลี่ยน มัธยม ปริญญาตรี ปริญญาโท Work&Travel หรือไปเรียนภาษาก็ได้ เพื่อนๆ หลายคนรออ่านอยู่นะ ^^

TWITTER @ PAYDEKD