10 อันดับสาขา-มหา'ลัยน่าเรียนที่สุดในอังกฤษ เรียนแล้วคุ้ม!!!

     สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com วันนี้ พี่พิซซ่า มีอันดับที่เรียนในสหราชอาณาจักรที่เรียนแล้วคุ้มค่าที่สุดมาฝากค่ะ คุ้มในที่นี้คือค่าเล่าเรียนคุ้มค่ากับความรู้ที่ได้มา มีวิชาที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักศึกษา และยังมีสังคมและบรรยากาศการเรียนที่น่าเรียนสุดๆ อีกต่างหาก เอาเป็นว่าเรียนสนุกแถมจบแล้วยังได้งานดีๆ ที่จะคืนทุนค่าเทอมได้อย่างรวดเร็ว อยากรู้ว่ามีที่ไหนบ้าง รีบอ่านเลยค่ะ

 

10 อันดับสาขาเรียนแล้วคุ้มที่สุดในอังกฤษ!!!


     1. สาขNursing & paramedical studies (พยาบาลศาสตร์และผู้ช่วยแพทย์) - University of Glasgow เมืองกลาสโกว์





     นักศึกษาในสหราชอาณาจักรที่มีความสุขมากที่สุดคือนักศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์และผู้ช่วยแพทย์ ของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ โดยให้คะแนนความคุ้มค่าในการเรียนมากถึง 96.8% จากผลการสำรวจของ National Student Survey

     การเรียนปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ที่นี่อยู่ในความรับผิดชอบของ Nurse & Health Care School ซึ่งเป็นคณะพยาบาลศาสตร์ที่ใหญ่และครบครันเป็นอันดับต้นๆ ประเทศ และยิ่งเป็นที่เรียนสุดคุ้มขนาดนี้ ทำให้ต้องคัดคนเข้าเรียนกันหลายขั้นตอนซะหน่อย อย่างน้อยควรมี A-levels เป็น ABBB โดยต้องมีวิชาเคมี, ชีววิทยา, ฟิสิกส์ หรือเลข อย่างน้อย 2 วิชา นอกจากนี้ยังต้องสอบสัมภาษณ์อีกครั้ง ซึ่งจะจัดขึ้นช่วงมีนาคมถึงเมษายนของทุกปี และผู้สมัครควรมีประสบการณ์เกี่ยวข้องทางด้านนี้ เช่นดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (อาจเป็นญาติ) หรืออย่างน้อยก็ควรช่วยงานห้องพยาบาลที่โรงเรียน





     ส่วนเรื่องอนาคตหลังจบปริญญาตรีนั้น ที่นี่การันตีเลยว่าทุกคนที่จบที่นี่ ถ้าไม่ได้ทำงานในสายงานนี้ทันทีก็คือศึกษาต่อเท่านั้น ไม่มีใครเดินเตะฝุ่นหรือต้องไปทำงานด้านอื่นเลย และส่วนใหญ่ยังได้รับการเสนองานจากทั่วโลกด้วยซ้ำ ขอย้ำว่า ได้รับการเสนองานค่ะ ไม่ได้เดินไปสมัครเอง เรียกว่างานมาเกย



     2. สาขAnatomy & physiology (กายวิภาคศาสตร์ & สรีรศาสตร์) - Loughborough University เมืองลัฟเบรอะ 




     นักศึกษาสาขากายวิภาคและสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัยลัฟเบรอะ (ชื่ออ่านยากมาก) ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 2 ที่ 96.4% สูสีกันมากและยังเป็นสาขาด้านสุขภาพเหมือนอันดับหนึ่งค่ะ

     เห็นชื่อวิชาแล้วก็แอบตกใจ เพราะเป็นสาขาที่ยากมากๆ ในเมืองไทยนั้นเป็นวิชาที่คนเรียนหมอจะต้องเรียนด้วย แต่ในต่างประเทศเค้าแยกมาเป็นสาขาเลยค่ะ เด็กสายศิลป์อาจไม่เข้าใจว่าคือสาขาอะไร แต่เด็กสายวิทย์น่าจะเข้าใจดี เพราะสาขานี้เป็นสาขาที่ต้องเรียนเกี่ยวกับร่างกายและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ (ต้องเรียนกับร่างของอาจารย์ใหญ่นั่นเองค่ะ) ใครอยากเรียนด้านนี้ ต้องเน้นวิชาชีววิทยาเป็นพิเศษนะเออ 



     นอกจากนี้จะได้เรียนเกี่ยวกับพันธุกรรม เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย การเจริญเติบโตและการพัฒนาของร่างกาย กระบวนการเกิดโรคต่างๆ และที่เป็นไฮไลต์เลยก็คือ จะได้เรียนการพิสูจน์ DNA ด้วยค่ะ!! ความคุ้มมันอยู่ตรงนี้แหละ!



     2. าขา Electrical, electronic & computer engineering (วิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์) - University of Kent เมืองเคนท์




     ว่าที่วิศวกรไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ในอนาคตน่าจะมีความสุขที่ได้เริ่มต้นอนาคตที่มหาวิทยาลัยเคนท์ เพราะได้ที่ 2 คู่กับกายวิภาคศาสตร์ที่ลัฟเบรอะ แต่อาจจะเหมาะกับผู้ชายมากกว่านะเพราะที่นี่มีนักศึกษาชายมากกว่าผู้หญิงถึง 12.19 เท่า OoO หรือถ้าสาวคนไหนอยากมาป๊อปที่นี่ก็น่ามาเรียนนะคะ

     การเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ที่ Kent นั้น อยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์และดิจิตอล ซึ่งมีทั้งหลักสูตรปริญญาตรี (3 ปี) และปริญญาตรีควบโท (4 ปี) รวดเร็วมากๆ เลยค่ะ 4 ปีเท่าป.ตรีบ้านเราแต่ได้โทมาด้วยเลย แถมตรียังเป็นโครงการเกียรตินิยมด้วย ออกตัวแรงมากเลยค่ะ 





     ส่วนการสมัครเข้าเรียนที่นี่นั้น ใช้คะแนน IELTS แค่ 6.5 ซึ่งนับว่าเป็นคะแนนปานกลางสำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำเช่นนี้ แล้วก็ต้องได้ A-levels เป็น ABB โดยมีวิชาคณิตศาสตร์อย่างน้อยหนึ่งตัวด้วยค่ะ 

     นอกจากนี้ยังเป็นอีกที่หนึ่งที่มีโอกาส "
งานมาเกย" สูง เพราะบริษัทชั้นนำต่างๆ จะมาร่วมงานแสดงผลงานของนักศึกษาเป็นประจำ ทำให้หลายคนได้งานชัวร์ตั้งแต่ถูกเรียกให้ไปฝึกงานเลย ส่วนใครที่ยังไม่ได้เรียกตัวนั้น คณะก็มีบริการจัดหางานให้โดยเป็นบริษัทที่ให้ความร่วมมือและเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยมาช้านาน หมดปัญหาโดนหลอกแน่นอน



   
 4. สาขา Anatomy & physiology 
(กายวิภาคศาสตร์ & สรีรศาสตร์) - The University of Huddersfield เมืองเวสต์ยอร์กเชอร์




     เคยมีผู้กล่าวว่าสุขภาพกายที่ดีกับสุขภาพใจที่ดีมักจะมาคู่กันเสมอ และคำกล่าวนี้คงจะเป็นเรื่องจริงเพราะนักศึกษากายวิภาคและสรีรศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮัดเดอร์สฟิลด์ ให้คะแนนความคุ้มค่าในชีวิตการเรียนที่นี่มากถึง 96.2%

     การเรียนด้านนี้ที่มหาวิทยาลัยฮัดเดอร์สฟิลด์นั้น มีให้เลือก 2 ปริญญาตรี ระหว่างชีววิทยามนุษย์และสรีรศาสตร์บำบัด ซึ่งต่างก็เป็นหลักสูตรเกียรตินิยมเหมือนกัน สำหรับปริญญาตรีแรกนั้นเป็็นการตีแผ่เรื่องจริงของมนุษย์ละเอียดกันถึงขั้นที่ว่ายีนส์กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปเลย แต่ดีที่ใช้ A-levels เกรด BBC เท่านั้น ส่วนปริญญาตรีหลังนั้นเป็นกายนำความรู้ด้านสรีรศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ซึ่งทางคณะรับรองว่าไม่ใช่เรียนเป็นหมอนวดธรรมดาๆ แต่จะเป็นการเรียนแบบแพทย์ผสมกับกายภาพบำบัด แต่ก็ไม่ทิ้งความเรียบง่ายแบบเทรนเนอร์ในฟิตเนส และการเรียนสรีรศาสตร์ครอบจักรวาลแบบนี้ จำเป็นต้องใช้ A-levels ABB โดยมีชีววิทยาด้วยหนึ่งตัว

     5. สาขา Forensic science (นิติวิทยาศาสตร์) - University College London (UCL) เมืองลอนดอน



     สาขานิติวิทยาศาสตร์ของ University College London เปิดสอนเป็นปริญญาโทอยู่ภายใต้สถาบันที่มีชื่อว่า Jill Dando Institute Centre for the Forensic Sciences  และท่าทางว่าการเรียนนิติวิทยาศาสตร์จะสนุกเหมือนที่เห็นในทีวีจริงๆ เพราะนักศึกษาที่ UCL ให้คะแนนความสุขกับการเรียนมากถึง 96% เลยล่ะค่ะ 

     หลายๆ คนอาจจะงงๆ ว่า เอ๊ะ นิติวิทยาศาสตร์คืออะไรเหรอ? นิติวิทยาศาสตร์ก็คือการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเก็บและพิสูจน์หลักฐาน ตรวจร่างกายและวัตถุพยานตามคดีต่างๆ เช่น พิสูจน์รอยนิ้วมือ หรือหากมีเหตุการณ์รถคว่ำและคาดว่าจะถูกตัดสายเบรค เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ก็ต้องเป็นคนเข้าไปตรวจสอบค่ะ ... พอจะเห็นภาพขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ ใครชอบดูพวกแนวซีรีส์สืบสวนสอบสวนต้องโดนใจแน่ๆ 




     และความพิเศษของสาขานิติวิทยาศาสตร์ที่นี่ก็คือ เป็นการบูรณาการระหว่างศาสตร์ด้านจิตวิทยา เคมี วิทยาการคอมพิวเตอร์ ชีววิทยา การจัดการทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม กฏหมาย และโบราณคดี ..... โห บูรณาการขนาดนี้ คุ้มไม่รู้จะคุ้มยังไงแล้วค่ะ!! อ้อ แต่ขอบอกนิดนึงนะคะว่า ใครอยากเรียนต่อสาขานี้ ณ มหาวิทยาลัยนี้ต้องเก่งเทพกันหน่อยล่ะ เพราะเขากำหนดว่าต้องจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 2 ขึ้นไปนะถึงจะสมัครได้ 




     5. สาขา Sports science & leisure studies (วิทยาศาสตร์การกีฬาและสันทนาการ) - Aberystwyth University เวลส์

     นักศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬาและสันทนาการ ที่มหาวิทยาลัยแอเบอริสต์วิธ (อ่านยากอีกแล้ว) คงเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ช่วยยืนยันคำกล่าวในข้อ 4 เพราะท่าทางนักศึกษาที่นี่จะสุขภาพดีทั้งกายและใจ ให้คะแนนไปถึง 96%




     การเรียนการสอนจะใช้ทั้งเล็กเชอร์ สัมมนา เวิร์คช็อป ทำกิจกรรมกลุ่ม ทำโปรเจ็คต์ และเข้าห้องแล็บ แต่ชาววิทย์กีฬาที่นี่ก็ไม่ทิ้งความรู้ด้านอื่น เพราะจะได้เรียนทักษะการสื่อสารทุกด้าน จนเมื่ออ่านงานเขียนของนักศึกษาที่นี่แล้ว จะรู้สึกเหมือนกำลังอ่านสำนวนของนักเขียนดังๆ แทน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสร้างความสามัคคีช่วยกันแก้ปัญหาอยู่เรื่อยๆ ราวกับมีกิจกรรมรับน้องทุกวัน 

     ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ ก็ไม่ได้มีแค่ใช้ฟิตเนสมหาวิทยาลัยไม่จำกัดเท่านั้น แต่ยังมีสิทธิใช้ห้องแล็บวิเคราะห์ผลเทียบเท่าในโรงพยาบาล และยังได้ใช้
ห้องสมุดชั้นหนึ่ง ที่ได้รับทรัพยากรต่างๆ จากหอสมุดแห่งชาติเวลส์ ซึ่งมีเพียง 6 แห่งในประเทศเท่านั้น จะไฮโซมากไปมั้ยเนี่ย



     7. สาขา Nursing & paramedical studies (พยาบาลศาสตร์และผู้ช่วยแพทย์) - University of Liverpool เมืองลิเวอร์พูล

     อีกหนึ่งสาขาพยาบาลศาสตร์และผู้ช่วยแพทย์ ที่ติดอันดับมาด้วยคะแนน 95.8% นอกจากนี้เวลานักศึกษาจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูลออกไปฝึกงาน แม้ลักษณะงานดูจะเต็มไปด้วยความเครียด ก็ยังมองโลกในแง่ดีได้เสมอ ทำให้ผู้ป่วยมีกำลังใจที่ดีขึ้น ทันทีที่เห็นผู้ดูแลอารมณ์ดี



     ปริญญาตรีพยาบาลศาสตร์ที่นี่จะเรียนตั้งแต่สิ่งแวดล้อมแคบลงมาจนถึงตัวบุคคล และมีเอกลักษณ์ตรงที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนรายคนจริงๆ หลังจากที่เรียนวิชาพื้นฐานครบทุกด้านแล้ว อาจารย์จะแนะนำเลยว่าแต่ละคนควรเรียนวิชาเฉพาะด้านไหนต่อในปีสูงๆ เช่นใครกระตือรือร้นสูงก็ควรไปอยู่แผนกห้องฉุกเฉิน หรือใครเข้ากับคนง่ายและชอบเดินทางก็จะได้ฝึกเป็นพยาบาลดูแลที่บ้าน เรียกได้ว่าเพื่อลดอัตราพยาบาลใจร้าย ก็อย่าส่งคนเกลียดเด็กไปอยู่แผนกเด็ก นี่คงจะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้พยาบาลจากลิเวอร์พูลแจ่มใสอยู่เสมอ

     ทางคณะการันตีมาว่า
98% ของบัณฑิตจะได้ทำงานในสิ่งที่ชอบหรือเรียนต่อทันทีไม่เกิน 6 เดือน



 
   8. สาขา Clinical dentistry (
ทันตกรรมคลินิก) - University of Glasgow เมืองกลาสโกว์

     การเรียนทันตกรรมคลินิกของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์น่าจะมีส่วนช่วยทำให้ยิ้มไม่หุบจริงๆ  ถ้าหมอฟันเรียนแบบมีความสุข จบไปก็น่าจะเป็นหมอฟันใจดี ไม่ดุ ไม่แยกเขี้ยวเนอะ




     ทันตแพทยศาสตร์ที่นี่เป็นหลักสูตรปริญญาตรี 5 ปี ที่จบมาเปิดคลินิคได้เลย ซึ่งนอกจากจะได้เรียนด้านทันตแพทยศาสตร์แล้ว ยังได้เรียนการบริหารคลินิกไม่ให้เจ๊งด้วย รวมไปถึงการพูดคุยกับคนไข้ และจิตวิทยาการดูแลคนไข้ เพื่อไม่ให้มีหมอโหด หรือหมอที่เอาแต่คุยตลอดเวลาที่คนไข้อ้าปาก และยังได้ฝึกงานโดยร่วมทีมแพทย์ชนบทไปช่วยเหลือคนไข้ยากไร้ในพื้นที่ห่างไกลหรือในประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ (ช่วงปิดเทอมปี 4)

     ส่วนในช่วงปี 5 นั้นจะ
ไม่มีเรียนทุกวันพุธ เพื่อทำงานให้กับคลินิกทันตกรรมในชุมชนรอบๆ มหาวิทยาลัย สลับกับการไปดูแลช่องปากตามบ้านในเขตใกล้เคียงแบบพุธเว้นพุธ แต่ถ้าใครสนใจอยากได้ปริญญาตรีสาขาอื่นอีกซักใบ ก็สามารถเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยได้โดยเพิ่มเวลาเรียนอีกแค่ปีเดียวเองค่ะ คุ้มเนอะ



     
9. สาขา Pharmacy & pharmacology (เภสัชศาสตร์และเภสัชวิทยา) - University of Liverpool เมืองลิเวอร์พูล

     นักศึกษาสาขาเภสัชศาสตร์และเภสัชวิทยา มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล โหวตคะแนนความคุ้มค่าของการมาเรียนที่นี่สูงถึง 95.4% บางทียาอาจจะให้มากกว่าการรักษาโรค




     ปริญญาตรีเภสัชวิทยาใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีเท่านั้น (สุดยอด!!!) โดยจะได้เรียนทั้งเภสัชศาสตร์ สรีรศาสตร์ จุลชีววิทยา ชีวเคมี ส่วนในปีที่ 3 จะเป็นวิชาหลักด้านเภสัชฯ ตั้งแต่โบราณจนถึงวันที่เรียนเลย ให้ผู้เรียนมีความรู้อัพเดตที่สุด รวมไปถึงวิชาอย่างเภสัชวิทยาระบบเลือดและหัวใจ เภสัชวิทยาระบบหายใจ เภสัชวิทยาระบบประสาท การทำคีโม การกลายเป็นพิษ การเมตาบอลิซึ่ม และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยและผลิตยาของภาควิชา 

     การเข้าเรียนใช้ผล
A-Levels ABB โดยเป็นวิชาเคมีหนึ่งตัว ส่วนเส้นทางหลังเรียนจบนั้นก็สามารถเป็นเภสัชกรได้ทันที แต่ถ้าใครอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์วิจัยยาโดยเฉพาะก็ควรเรียนปริญญาโทหรือเอกต่อ 



 
   9. สาขา European Modern languages (ภาษายุโรปสมัยใหม่) - University of Glasgow เมืองกลาสโกว์

     นอกจากจะได้คะแนนเท่ากับเภสัชฯ ลิเวอร์พูลแล้ว ยังเป็นสาขาสายศิลป์อันเดียวที่ติดอันดับด้วย ท่าทางการเรียนภาษายุโรปสมัยใหม่ที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์จะคุ้มค่าจริงๆ เพราะนักศึกษาต่างบอกว่าการตัดสินใจเรียนที่นี่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

     การเรียนภาษาที่นี่มีทั้งภาษาโบราณอย่างกรีกไปจนถึงภาษาปัจจุบันที่เราใช้กัน ในส่วนของภาษายุโรปสมัยใหม่นั้น ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน รัสเซีย อิตาลี โดยทุกภาษาที่กล่าวมานี้เป็นหลักสูตรปริญญาโทอักษาศาสตรมหาบัณฑิตค่ะ 

     เป็นเรื่องน่าสงสัยเหมือนกันที่ทำไมสาขายากๆ อย่างพวกวิทยาศาสตร์อันดับก่อนๆ ใช้เวลาเรียนนิดเดียว แต่ปริญญาโทภาษาใช้เวลาเรียนถึง 4 ปีแน่ะ (คุณพระ!!!) ทั้งๆ ที่ก็เป็นภาษาใกล้ๆ บ้านเค้าทั้งนั้น แสดงว่าต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าแน่ๆ 

     การเรียน 2 ปีแรกคือการเก็บวิชาทั่วไปและวิชาด้านภาษาระดับเบื้องต้น ถ้าคะแนนออกมาไม่ดีจะไม่ได้ไปต่อปี 3 ถ้าผ่านเกณฑ์มาอย่างดีแล้ว หากเป็นภาษาอังกฤษจะได้ต่อปี 3 ทันทีที่เรียกว่าปี Junior Honours หรือเกียรตินิยมปี 3 แต่ถ้าเลือกเรียนภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของตน (ส่วนใหญ่คือภาษาอื่นนอกจากอังกฤษ) จะ
ต้องเดินทางไปอยู่ประเทศนั้นเป็นเวลา 1 ปีก่อน ถึงจะกลับมาต่อปี 3 ได้ และหลังจากปี 3 ก็จะเป็น Senior Honours หรือเกียรตินิยมปี 4 ที่จะเป็นการเก็บตกและทำวิจัยเชิงลึกของภาษานั้นๆ ถ้าใครเลือกเรียนแบบ 2 ปริญญา 2 ภาษาควบ ก็ควรขยันเป็น 2 เท่าหากอยากจะจบ 4 ปีเหมือนเพื่อน โอ้ว ของเค้าแรงจริงๆ





     จาก 10 อันดับจะเห็นว่าแทบทั้งหมดเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพมนุษย์ น่าจะเป็นเพราะมีรายวิชาครอบคลุมในสิ่งที่นักศึกษาอยากรู้ มีโอกาสได้งานสูง (เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา) และได้งานที่ตรงสายที่เรียนมาในเวลารวดเร็ว ทำให้คืนทุนเร็วกว่าสาขาอื่น อย่างพี่เรียนอักษรฯ พี่ยังรู้สึกว่ารายวิชายังไม่สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่พี่อยากรู้ได้หมดเลยเช่น ไม่มีวิชาวิเคราะห์วรรณกรรมหลายเรื่องที่พี่ชอบ แต่มันไม่คลาสสิก เป็นต้น

     ส่วนมหาวิทยาลัยกลาสโกว์น่าจะเป็นมหาวิทยาลัยที่คุ้มค่ากับการเรียนที่สุด เพราะติดอันดับถึง 3 อันดับ แถมยังได้อันดับที่ 1 ด้วย อย่างน้อยบรรยากาศการเรียนและสังคมที่นี่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้นักศึกษาคิดว่ามาเรียนแล้วคุ้มค่าเทอมจริงๆ

     น้องๆ คนไหนมีที่เรียนที่เรียนแล้วคุ้มบ้าง ลองเล่าให้เพื่อนๆ ฟังด้านล่างได้เลยค่ะ และถ้าน้องๆ สนใจอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมของแต่ละสาขา สามารถคลิกได้ที่ชื่อภาษาอังกฤษของแต่ละอันดับเลยนะคะ



ข้อมูล
http://www.gla.ac.uk/undergraduate/choosingyourdegree/artssciencesocialsciences/arts/
เว็บไซต์แต่ละสาขา

รูปภาพ
เว็บไซต์แต่ละสาขา
เฟซบุ๊คอย่างเป็นทางการของแต่ละมหาวิทยาลัย

http://www.macstories.net

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

14 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
เคียวกะซุยเกสึ Member 28 ธ.ค. 55 15:54 น. 3
นิติวิทยาศาสตร์   สักวันหนึ่งจะต้องไปเรียนต่อเป็นปริญญาโทให้ได้ 

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 28 ธันวาคม 2555 / 15:55
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ปะการังน้ำใส Member 29 ธ.ค. 55 11:18 น. 7

สาขา Clinical Dentistry น่าสนใจมาก เรียนแค่ 5 ปีเอง  

ต่ออีกปีก็ได้ปริญญาบัตรอีกใบ เท่ากับเรียน 6 ปีได้สองสาขาเลย . 

น่าไปเรียนจังเลย \(. v .)/
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ดกก 29 ธ.ค. 55 15:37 น. 9
ป.โท ภาษาต่างประเทศเมืองไทย ไม่ว่าจะอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน หรือแม้แต่เอกภาษาไทยของเราก็ตาม ถ้าเป็นมหาลัยดังๆด้านภาษา อย่างจุฬา ธรรมศาสตร์ ศิลปากร เกษตร ก็ต้องเรียน 4 ปี โหด และ ยากกว่าสายวิทย์อีกนะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
แหม่มซ่า 11 มี.ค. 56 13:27 น. 13
คุณพิซซ่า เคยได้ยินทุน texteducation ไหมคะ
ทำไมสอบง่ายจัง ไม่มีสอบสัมภาษณ์ด้วย
ค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000 บาทอะค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด