สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคยจ้า! เมื่อไม่นานมานี้ เด็กม.6 ทั้งหลายต้องเจอกับข้อสอบอันน่าจะปวดเศียรเวียนเฮดอย่าง 7 วิชาสามัญ อะไรคือสังฆชยันตี อะไรคืออานม้า อะไรคือ cornea??? โอ๊ย ออกจากห้องสอบถึงกับกุมขมับ แอบเห็นน้องที่อยากเข้าหมอหลายคนถึงกับซึมทีเดียว T^T
อย่างที่น้องๆ คงรู้กันดีว่า การแข่งขันเข้าเรียนหมอในเมืองไทยนั้นแข่งขันกันสูงมากจริงๆ ค่ะ บางคนอยากเรียนหมอมากจริงๆ ตั้งเป้าแล้วว่าชีวิตนี้ต้องเป็นหมอเท่านั้น แต่สุดท้ายสอบไม่ติด จะให้ไปเรียนคณะอื่นก็ไม่เอา ใจเราอยากจะเป็นหมอเท่านั้น ไม่อยากซิ่วด้วย แล้วจะทำยังไงดี?? ปัจจุบันการไปเรียนต่อหมอในเมืองนอกโดยเรียนเป็นหลักสูตรอินเตอร์(ภาษาอังกฤษ)นั้น ได้รับความนิยมในหมู่เด็กไทยมากเลยค่ะ ประเทศฮิตๆ ก็ไม่พ้นฟิลิปปินส์ รัสเซีย หรือแม้แต่ประเทศมหาอำนาจโลกอย่างจีนก็มีหลักสูตรแพทยศาสตร์แบบอินเตอร์เหมือนกัน วันนี้ประสบการณ์เด็กนอกจะขอพาน้องๆ ไปฟังประสบการณ์การเรียนหมอของรุ่นพี่ที่เพิ่งเข้าเป็นเฟรชชี่หมาดๆ ที่จีน ลองดูดีกว่าว่า เรียนหมอที่จีนนั้น ดีจริงมั้ย?
สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาว Dek-D ชื่อ 'เมย์' นะคะ อายุ 19 แล้ว ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่คณะแพทยศาสตร์หลักสูตรภาษาอังกฤษ ที่ Dalian Medical University ปี 1 เทอม 1 ที่เมืองต้าเหลียน ประเทศจีน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่แพทยสภาไทยรับรองค่ะ
เมย์อยากเป็นหมอตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ถึงจะโตแล้ว แต่ก็ยังอยากเป็นหมอไม่เปลี่ยนอยู่ดี เมย์เป็นคนถ้าชอบอะไรจะหาข้อมูลจนถึงแก่น คือก็รู้อยู่แล้วว่าที่ไทยการแข่งขันสูงมาก ก็เลยเริ่มคิดว่าแล้วจะทำยังไงดีเพื่อให้เราได้เป็นหมอจริงๆ? แล้วช่วงม.6 เทอมหนึ่ง เมย์ก็หาข้อมูล หาโอกาส หาหนทางที่จะทำให้เมย์ได้เรียนหมอมากขึ้น ก็มาเจอแพทย์หลักสูตรอินเตอร์ค่ะ ด้วยตัวเมย์เคยไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้ แล้วบ้านเมย์เป็นคนเชื้อสายจีน ทำให้มีเหตุผลและข้อดีมากมายเข้ามาในหัว แต่อีกใจก็คิดว่า ถ้าเราไปจีน แล้วเราจะได้อะไร? คือคิดไกลมาก...ถ้าสมมติเราไปจีนจริงๆ เราจะอยู่ได้ไหม? ไหวไหม? อาหารการกินล่ะ? สภาพแวดล้อมล่ะ? แบบถามตัวเองเยอะมาก แต่สุดท้าย...เราไปเรียนนะไม่ได้ไปเที่ยว ฮาาา แถมตอนที่เมย์สมัครไป เมย์โชว์เดี่ยวอีกต่างหาก ไม่มีเพื่อนร.ร.ให้อุ่นใจ ก็ห่วงนะ...แต่ก็คิดว่าเราก็ไม่ใช่คนมนุษย์สัมพันธ์แย่ ออกจะอัธยาศัยดีถึงดีมากด้วยซ้ำ คงไม่ห่วงเรื่องนี้ บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นใจไปแล้ว...ถ้าฉันไม่ติดหมอรัฐบาลที่ไทย ฉันจะไปจีน!!!

แต่ระหว่างนั้นก็มีคนรอบข้างมาถามเยอะมาก ทั้งญาติ ทั้งผู้หวังดีแต่ไม่หวังดี(5555) ประมาณว่า ไปเรียนหมอที่จีนจะกลับมาทำงานที่ไทยได้เหรอ? จะสอบใบประกอบโรคศิลป์ผ่านเหรอ? ส่วนตัวเมย์คิดว่า ถ้ามหาวิทยาลัยที่เราจะไปเรียนไม่ดีจริง แพทยสภาคงไม่รับรองหลักสูตรให้หรอกค่ะ และอย่างที่บอกไปแล้วว่าเมย์ศึกษาข้อมูลหลายรอบมาก คิดเยอะมาก สอบถามรุ่นพี่หลายคน สุดท้ายก็ตัดสินใจมาค่ะ อีกเหตุผลนึงที่เลือกมาจีนก็เพราะว่า อีกไม่นานจะเปิดอาเซียน หมอเป็นอาชีพที่ทุกประเทศขาดแคลน นอกจากจะได้ภาษาอังกฤษแล้ว เรายังมีโอกาสได้ภาษาจีนด้วย
สำหรับการสมัครนั้น เมย์สมัครผ่านเอเจนซี่ค่ะ ใช้รูปถ่าย ใบสมัคร พาสปอร์ต ทรานสคริปต์ม.หกเทอม 1 ค่ะ แล้วก็เงินค่าสมัคร 5 พันบาท เมย์ยื่นไปช่วงธ.ค. พี่เอเจนซี่ที่ Prointered บอกว่าผลจะออกช่วงมี.ค.ซึ่งเป็นช่วงก่อนแอดมิดชั่น ใจนึงก็ชิล อีกใจก็ไม่ชิลค่ะ ไม่รู้ว่าทำไมใจคิดว่ายังไงก็ต้องได้แน่ๆ ถึงแม้มันมีเปอร์เซ็นต์ที่จะไม่ได้เหมือนกัน แถมเกรดรวมตอนม.หกเทอม 1 ก็ไม่ได้เยอะด้วย แต่ก็เอาไงเอากัน... จากนั้นเมย์ก็ใช้ชีวิตปกติ สอบปกติค่ะ 7 วิชาสามัญ แกท แพท แล้ว...มี.ค. ผ่านไป... เม.ย.ผ่านไป...พ.ค.....แอดมินชั่นประกาศแล้ว!!! ตึง!...แต่จีนยังไม่ตอบรับมาเลย TT
จนผลแอดมิชชั่นออก เมย์แอดมิชชั่นติดคณะและสถาบันแห่งหนึ่ง ซึ่งเมย์รักสถาบันนี้มาก ปฎิญาณกับตนเองว่า ไม่ว่าฉันจะเรียนหรือจะทำงาน อย่างน้อยก็ขอทำงานหรือเรียนที่นี่สักครั้งในชีวิต....คือก็บอกแม่ว่า...เมย์ติดนะ แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ไปสัมภาษณ์ เพราะคือกลัว...ตอนนั้นบอกตรงๆ ถ้าเราไปสัมภาษณ์ที่นี่ แล้วถ้าเราติดที่จีน? แม่เรายังจะให้ไปจีนอยู่หรือป่าว? เพราะแม่อยากให้อยู่ไทยมากกว่า คิดนานมาก...จนตัดสินใจว่าไม่ไปสัมภาษณ์มหาลัยนั้น เพราะยังไงเราก็ไม่มีที่เรียน แม่ต้องให้เราไปเรียนที่จีนอยู่แล้ว กล้ามากทั้งๆ ที่ผลยังไม่ออก 555...
คือมันเป็นช่วงนานมากค่ะ...เมย์โทรหาเอเจนซี่ทุกวัน ทุกอาทิตย์ วันเว้นวัน กลัวพี่เอเจนซี่จะรำคาญบ้าง พี่เขาก็บอกว่าพี่ก็เร่งให้ทุกวันแล้วน้องเมย์ น้องเมย์ใจเย็นๆ นะ พี่ตามให้ตลอด...ช่วงนั้นชีวิตเรื่อยเปื่อยมาก แบบอยากให้ถึงวันพรุ่งเร็วๆ เพื่อพี่เอเจนซี่จะโทรศัพท์มาบอกผลเรา...จนวันหนึ่งเมย์ก็โทรหาตามปกติ...และคำถามเดิมว่า..."พี่....ผลหนูมาหรือยังคะ?" พี่เขาก็ตอบคำตอบเดิมว่ายังไม่มาเลย จนประมาณห้าโมงครึ่ง พี่เขาโทรมาหาและบอกว่า “น้องเมย์ น้องเมย์ได้ผลตอบรับแล้วนะ น้องเมย์ติดแล้ว พี่เพิ่งได้มา พี่เลยโทรบอกน้องเมย์” ตอนนั้นซาบซึ้งมาก ขอบคุณนะคะที่อุตส่าห์โทรมาบอกหนู T^T

นอกเรื่องมานาน...สุดท้ายเมย์ก็ได้มาที่ต้าเหลียน ต้าเหลียนเป็นเมืองที่สวยค่ะ ธรรมชาติดี อากาศดีไปจนถึงหนาวมากค่ะ ที่นี่เขาจัดสวนได้สวยมาก สถาปัตยกรรม ตึกรามบ้านช่อง...บอกเลยว่าเหมือนไม่ได้มาอยู่จีน ถ้าตัดตัวอักษรจีนออก บอกว่าอยู่ญี่ปุ่นหรือรัสเซียเมย์ก็เชื่อนะ(ที่นี่เคยเป็นเมืองขึ้นรัสเซียกับญี่ปุ่นค่ะ) ต้าเหลียนเป็นเมืองใหม่และทันสมัยค่ะ มีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ หอศิลป์ ใครอยากเล่นสกีก็มีให้เล่น สวนสนุกก็มี ถือว่าครบทุกอย่างเลยนะคะ แอบกระซิบว่าที่นี่เป็นแหล่งปลูกเชอร์รี่กับสตอเบอร์รี่ค่ะ ได้กินสตอเบอร์รี่แล้ว...อร่อยมว๊ากกกกกกกกกก ฟินไปสามโลกเลย ผลไม้ที่นี่อร่อยมากค่ะ ทั้งองุ่นไร้เม็ด หรืออย่างส้มโชกุนที่ไทยแพงมาก แต่ที่นี่ถูกมากค่ะ ตอนฤดูที่มันออกนะ เมย์ซื้อไว้กินเล่นเลย ทั้งส้ม สาลี่ บอกเลยว่าแตกต่างจากไทยมาก อร่อยมาก ทั้งๆ ที่ปกติเมย์เป็นคนไม่กินส้มค่ะ แต่มาอยู่นี่กินเยอะมากค่ะ
สำหรับข้อเสียของต้าเหลียน ด้วยความที่เป็นเมืองใหม่ ทำให้เสื้อผ้า ของใช้อื่นๆ อาจจะแพงกว่าเมืองอื่น แต่ไม่แตกต่างจากไทยมาก (แต่เราก็มีแหล่งของถูกค่ะ คล้ายพวกสำเพ็ง แพลทตินัมอะไรทำนองนี้ค่ะ) ส่วนใครห่วงเรื่องห้องน้ำก็หายห่วงนะคะ พอใช้ได้เลย แต่ก็ไม่ได้สะอาดขนาดนั้น ส่วนเรื่องบุหรี่หรือเขาถุยน้ำลายต้องทำใจ อยู่ไปจะชินเอง...สูบจัดมาก ส่วนน้ำลายก็มีเสียงเตือนก่อนค่ะ ฮา อย่าหันไปเห็นก็พอ
Dalian Medical University เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่นอกเมืองเลยนะคะ นั่งรถกว่าจะเข้าเมืองก็ 40 นาทีได้ ช่วงแรกเมย์ก็เข้าเมืองบ่อยนะ ว่างไม่มีอะไรทำ ไปเที่ยวอะไรแบบนี้ แต่พอหลังๆ นี่แบบ...การเที่ยวเล่นคืออะไรหรอ ไม่มีโหมดเหมือนสัปดาห์แรกเลย อยากกลับไปเที่ยวให้เยอะกว่านี้ 5555
มหาลัยอยู่บนภูเขา...ดังนั้นที่นี่เลยไม่ค่อยมีจักรยาน เพราะขี่กันไม่ไหวและทางก็ไม่อำนวยต่อจักรยานกันเท่าไรด้วยค่ะ เวลาไปไหนก็ต้องเดินแหละค่ะ แล้วมีทะเลด้วยนะ อย่างหอที่เมย์อยู่ ข้างนอกเป็นทะเล ข้างหลังเป็นภูเขา ฮวงจุ้ยและบรรยากาศดีเชียว ในมหาลัยนี่สะดวกสบายค่ะ ห้องสมุด โรงอาหาร ร้านผลไม้ ร้านโทรศัพท์ ร้านตัดผม เยอะแยะมากมาย เดินออกไปข้างนอกหน่อยก็เป็นซีฟู้ดสตรีท มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า มีร้านขายอาหาร รถเข็นขายของกระจุกกระจิกด้วย แต่ไปตอนนี้คงไปไม่ไหวค่ะ เพราะอากาศหนาวค่ะ ติดลบทุกวัน วันไหนองศาเลขตัวเดียวนี้ชิลเลยนะคะ กินไอติมได้สบายๆ ฮา
สำหรับเรื่องการเรียนหมอ มาอาทิตย์แรกยังชิลๆ แต่ก็โดนรับน้องด้วยนะ รับโดยพี่คนไทยนี่แหละ ที่นี่มีเด็กไทยประมาณ 100 กว่าคน (เรียนหมอกับเรียนทันตะ) ตอนนี้รวมรุ่นเมย์ก็มีเด็กไทยรุ่นที่ 6 แล้ว มีกิจกรรมของเด็กไทย มีรับน้อง มีสายรหัส ถามว่าโหดไหม โหดบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่รุ่นพี่ทุกคนน่ารักมากเลยนะคะ มีอะไรช่วยตลอด ถามพี่ได้นะ ปรึกษาพี่ได้ พี่ๆ ทุกคนยินดีช่วยเสมอค่ะ ส่วนเพื่อนนิสัยดีทุกคนค่ะ ปกติการมีเพื่อนในแต่ละคลาสก็ต้องมีคนไม่ดีบ้าง แต่ที่นี่ถือว่าไม่มีเลยค่ะ ฮา ช่วยกันดูแลกันตลอด ชีวิตที่นี่สนุกค่ะแต่ก็หนักมาก ก็มาเรียนหมอนี่เนอะ
สำหรับวิชาที่เจอในเทอมแรก
คณิต - เนื้อหาไม่ยากเกินม.หกที่เรียนมาค่ะ ถือว่าง่ายกว่าด้วยซ้ำ เพราะไม่ซับซ้อนเท่า...รู้สึกขอบคุณเบาๆ นะคะที่โรงเรียนไทยสอนเนื้อหามาซะเยอะ ฮา
ภาษาจีน – เรียนตั้งแต่พื้นฐานค่ะ เหมือนเราเรียนภาษาอังกฤษแต่แค่มาเรียนจีน อาจารย์ยังสอนเป็นอังกฤษอยู่ค่ะ
พละ – อาทิตย์นึงจะเรียน 2 คาบค่ะ ให้เล่นบาส วอลเลย์ หรือปิงปอง แต่หลังๆ เริ่มเล่นได้หลายๆ อย่างไม่บังคับ เวลาสอบก็มีแค่ผ่านกับไม่ผ่านค่ะ
อนาโตมี(กายวิภาคศาสตร์) – เทอมนี้เรียนประมาณ 2 บท พอเรียนจบบทก็สอบเก็บคะแนนค่ะ มีทั้งปรนัยและอัตนัย แต่เน้นอัตนัยมากกว่า ท่องหัวฟูกันทีเดียว มีแล็บอนาโตมีด้วยนะคะ แต่ก็ยังไม่ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่จริงๆ แค่ศึกษาที่เค้าผ่าไว้แล้ว อย่างโครงสร้างของกระดูก ก็เอากระดูกมาให้ดู อาจารย์ก็ชี้ให้ดู เราก็จะได้รู้ว่ารูปร่างของจริงเป็นยังไง เรียนจากของจริงน่ะค่ะ
ส่วนคะแนนสอบที่นี่ตัดกันที่ 60 คะแนน การสอบอยู่ที่เล่าซือ(อาจารย์) ว่าจะสอบทีเดียว 100 คะแนนหรือจะสอบหลายรอบ หากสอบไม่ผ่าน เทอมหน้าก็ต้องสอบซ่อม เรียนซ่อม โดยแต่ละวิชาต้องจ่ายเงิน 300 หยวน(1,500 บาท) ยกเว้นวิชาภาษาจีนจะต้องจ่าย 600 หยวน(3,000 บาท) ถ้าไม่ผ่านอีกก็ต้องเก็บเอาไปสอบปี 6 ก่อนที่จะจบค่ะ...โหดนะ ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย T__T
มาที่เรื่องค่าใช้จ่าย อย่างรุ่นเมย์จ่ายค่าเทอมปีละ 250,000/ปี แต่ปีแรกจะเพิ่มค่าหลายๆ อย่างบวกอีกไม่เกิน 3 หมื่นนะคะ ส่วนค่าหอ เมย์อยู่หอรวม จ่าย 55,000/ปี ห้องละสองคน มีเตียง มีโต๊ะ มีผ้าห่ม หมอน ตู้ ให้คนละชุด แล้วก็มีห้องน้ำในตัวอีก ส่วนค่าน้ำค่าไฟไม่เสียค่ะ ส่วนค่าอยู่กินอยู่ที่ตัวเราเองนะ ถ้าเป็นโรงอาหารมหาวิทยาลัย อาหารก็ประมาณ 7-8 หยวน(35-40 บาท) ราคาเท่าบ้านเรา แต่ปริมาณเยอะกว่าบ้านเรามาก อย่างข้าวผัดนี่เมย์กินสามมื้อยังได้เลยค่ะ จริงๆ แล้วค่ากินอยู่มันอยู่ที่เราจะฟุ่มเฟือยแค่ไหนมากกว่า จัดการการเงินยังไง ไปซื้อเสื้อผ้ารองเท้าหรือเปล่า เพราะอยู่มืองหนาวแต่งอะไรได้เยอะค่ะ ล่อตาล่อใจ อันนี้ก็น่ารัก อันนู้นก็น่ารัก

สำหรับนิสัยคนจีนเท่าที่สัมผัส ตอนแรกบางคนอาจดูน่ากลัวค่ะ แต่บอกตรงๆ เลยว่าที่บางคนดูน่ากลัวเพราะการพูด คนจีนพูดเสียงดัง บางทีก็ทำให้น่ากลัว แต่จริงๆ น่ารักมากเลย ช่วงแรกๆ เมย์ไปหาพี่รหัสที่หอพักซึ่งเป็นหอชายล้วน ไปหาชูชู(คุณลุง)คุมหอ แบบมาแรกๆ เมย์พูดภาษาจีนก็ไม่ได้ แต่ชูชูก็เข้าใจ เปิดสมุดรายชื่อนักศึกษาให้ดูเลยค่ะ แล้วก็บอกตลอดคนนี้ไท่กั๋วเหริน(Taiguoren=คนไทย) ใช่หรือป่าว? สุดท้ายเมย์ก็ได้เจอพี่รหัสค่ะ คือคนจีนใจดีมาก พยายามช่วยเต็มที่
หรืออีกเรื่องคือ มีวันหนึ่งหนาวมาก จะไปกินข้าวที่โรงอาหาร เจอชูชูที่ส่งน้ำพอดี แกก็บอกประมาณว่า ให้เราขึ้นรถ(เป็นรถกระบะส่งของเล็กๆ)มากับเค้าได้ เดี๋ยวเค้าไปส่งที่โรงอาหาร ทั้งๆ ที่แกไม่ได้ผ่านทางนั้นเลย หรือในวันรับน้อง เขาก็ตั้งภารกิจให้แต่ละกลุ่มไปพาคนจีน 5 คนมาทำกิจกรรมกัน มาตอนแรกเราก็พูดจีนไม่ได้ ไม่รู้จะสื่อสารกับเขายังไง คนจีนส่วนมากก็พยายามช่วยเราเต็มที่ค่ะ ประทับใจมาก .... ส่วนที่ไม่ประทับใจก็คงเป็นเรื่องการขับรถของคนที่นี่ค่ะ ไม่รู้จะบรรยายยังไง บอกได้แค่ว่าน่ากลัว 5555 ตอนข้ามถนนนี่คนจีนอยากข้ามตรงไหนเค้าก็ข้ามเลยค่ะ น่ากลัวมาก
สำหรับน้องๆ ที่อยากเรียนหมอที่จีน พี่ว่าก็เป็นอีกทางเลือกนึงค่ะ ถ้าน้องอยากเป็นหมอจริงๆ แถมได้ภาษาจีนกับอังกฤษเพื่อต้อนรับสมาคมอาเซียน ก็แนะนำให้มาที่จีนเลยค่ะ ฮา อ้อ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องเอเจนซี่โกงเงินเด็กที่สมัครไปเรียน ดังนั้นอยากให้ศึกษาประวัติเอเจนซี่ด้วย เขาส่งเด็กไปกี่คนแล้ว แล้วพอส่งไปแล้ว เขาดูแลยังไงบ้าง อยากให้น้องๆ ศึกษาให้ดีๆ มีอะไรสงสัยก็ปรึกษาได้นะคะ ที่@ayamemay หรือ @dream_dek ถ้าเฟสก็ Phiromruj Chairungpanya ส่วนอีเมล์ก็ may_and_my@hotmail.com ยินดีรับปรึกษา(ถ้าว่าง)
ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ บางคนอาจจะเคยได้ยินว่าการเรียนหมอที่จีนไม่ได้คุณภาพหรือมีกระแสแอนตี้การเรียนหมอที่จีนอยู่บ้าง แต่ถ้าถามความเห็นของ พี่เป้ พี่คิดว่า น้องควรศึกษาข้อมูลให้มากๆๆ พูดคุยกับรุ่นพี่ที่เรียนอยู่ว่าการเรียนการสอนเป็นยังไง หรือควรหาโอกาสบินไปดูมหาวิทยาลัยหรือโรงพยาบาลที่เราจะต้องฝึกเลยค่ะว่าได้คุณภาพมั้ย .... บางคนอยากเป็นหมอจริงๆ แต่สอบไม่ติด อย่าก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมค่ะ มองดูรอบๆ ตัว มันต้องมีสักทางที่จะได้ทำฝันให้เป็นจริง สู้ๆ นะคะ ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ บ้าง ก็เขียนและส่งมาได้เลยที่ pay@dek-d.com รออ่านอยู่จ้า^^
TWITTER @PAYDEKD