ติดต่อพื้นที่โฆษณา / แนะนำบริการเรียนต่อนอก

บทความล่าสุดของเรียนต่อนอก ป.โท ประสบการณ์ทางบ้าน

ดูทั้งหมด

เรื่องอื่นๆที่ี Tag ใกล้เคียง

ยังไม่มีเรื่องอื่น ๆ ที่มี Tag ใกล้เคียง

เรียนต่อนอก ป.โท ประสบการณ์ทางบ้าน

บทความนี้ โพสโดย


ตามติด!! ชีวิตนักศึกษาสาขาแฟชั่นสุดเริด ณ ลอนดอนสุดหรู!!


      สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com...เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกทุกวันพฤหัสเช่นเคยจ้า^^ สำหรับเรื่องที่นำมาฝากวันนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลยค่ะ กับประสบการณ์ของรุ่นพี่(ทั้งเก่งทั้งสวย)ที่เปลี่ยนสายจากอักษรศาสตร์ไปยังด้านแฟชั่น!! โอวววว มันจะไปด้วยกันได้เหรอเนี่ย แล้วจะเรียนยากมั้ย??? ต้องอ่านประสบการณ์เด็กนอกเรื่องนี้เลย!!




สวัสดีค่ะ ชื่อ "อ้อ - นันทิยา เดชอมรธัญ" จบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอังกฤษ โทศิลปการละคร ตอนนี้เรียนอยู่ที่ London College of Fashion เป็น 1 ใน 6 วิทยาลัยของ University of the Arts London

สาเหตุที่เลือกเรียนที่นี่เป็นเพราะว่า ในอนาคตคิดอยากจะประกอบธุรกิจ แต่ในใจก็ชอบพวกศิลปะ ความสวยความงาม ไม่อยากจะเรียนอะไรที่เป็นธุรกิจล้วนๆ เพราะคิดว่าน่าจะไม่ชอบแล้วก็ไม่สนุกด้วย ก็เลยคิดว่า มันเหลือสาขาไหนบ้างที่เราสามารถได้ทั้งความสนุก + เพิ่มทักษะเอาไปใช้ในชีวิตการทำงานได้ + แล้วก็ได้ใช้สิ่งที่เราเรียนมาตอนปริญญาตรี เลยคิดว่าสาขานี่แหละที่ชอบที่สุด 

ตอนนี้คอร์สที่อ้อเรียนชื่อ ปริญญาโทสาขา Fashion Retail เป็นสาขาที่เรียนเกี่ยวกับเรื่องของการค้าปลีก เน้นในเรื่องของการตัวร้าน เช่น พวก window displays ว่าเหมาะไหม จัดร้านแบบนี้ สีแบบนี้ เข้ากับแบรนด์ไหม สื่อสารกับลูกค้าไหม มีทำโปรเจคท์ส่งวางแผนขยายธุรกิจให้แบรนด์จริงๆ ด้วย แล้วก็มีรายละเอียดอื่นๆ อีกแตกต่างกันตามวิชาไป 


     หลายคนคงสงสัยว่า เอ๊ะ เรียนจบอักษร จะมาเรียนด้านแฟชั่น มันจะเข้ากันเหรอ มันจะต่อเนื่องไปด้วยกันได้เหรอ?? จริงๆ แล้วก่อนเข้าอักษรเคยสงสัยเหมือนกันว่า จบอักษรไปแล้วทำอะไรได้บ้าง แต่พอจบมาก็ได้รู้ว่าจริงๆ จบอักษรสามารถทำได้ทุกอย่าง เพราะเป็นสาขาวิชาเรียนที่สอนให้เราคิดวิเคราะห์และมองได้รอบ เลยเอาไว้ไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกงาน อันนี้พูดได้เพราะเห็นเพื่อนหลายๆ คนที่ไปกันคนละทิศละทาง 
   
     แต่ว่าจุดอ่อนของการเรียนภาษาเป็นวิชาหลักคือ ภาษาที่เราเรียนเป็นสิ่งที่คนประเทศอื่นก็รู้อยู่แล้ว แถมเขาไม่จำเป็นต้องเรียนเหมือนเราด้วย เขาก็พูดได้ อย่างเราจบเอกอังกฤษ แต่คนอังกฤษเค้าก็พูดได้เก่งตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว
ดังนั้นการที่เราเรียนภาษาเป็นวิชาหลัก ถ้าเราอยากทำงานต่างประเทศหรืออะไรที่ต้องใช้ทักษะแบบจำเพาะเจาะจง ก็เท่ากับว่าเราสู้เขาไม่ได้เลย แต่จุดแข็งก็คือ การที่เราเรียนอักษร มันเหมือนเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราต่อยอดขยายไปสู่สาขาอื่นๆ ได้ เพราะว่าภาษาเราแข็งกว่าคนอื่นเขา ไม่ได้หมายความเก่งกว่าประเทศอื่นอะไรแบบนี้นะ แต่เก่งมากพอที่จะทำให้เราเข้าเรียนที่ๆ เราอยากเข้า แล้วก็เรียนได้อย่างไม่มีปัญหา 

 
   และก็มีคนถามต่อว่า แล้วทำไมไม่เรียนปริญญาตรีด้านแฟชั่นแต่แรก? สาเหตุที่ไม่เข้าเรียนแฟชั่น บอกตรงๆ ว่า เป็นคนหัวต่อต้านการเรียนพิเศษ เพราะตอนแรกอยู่สายอังกฤษ-ฝร่ังเศสที่เซนต์โยแล้วคิดว่า การที่เด็กนักเรียนต้องเสียเวลาพักผ่อน จากที่ต้องเรียนหนักมากๆ อยู่แล้ว ไปเรียนถึงดึกดื่น และมีการบ้านมีอะไรอีก เป็นอะไรที่ไม่แฟร์เลย เลยไม่เรียน อ่านเอง ในใจก็มุ่งเข้าอักษรนะ แต่ในใจก็ยังแอบอยากเข้าแฟชั่นอยู่ 

    พอถึงเวลาไปสอบศิลปะก็ไปสอบนะ แต่ข้อเสียคือคณะศิลปกรรมตอนนั้นใช้เลขกับวิทย์โอเน็ตด้วย และเราไม่ชอบสองวิชานี้มาก ก็ไม่ค่อยพยายาม คะแนนของศิลปกรรมคำนวณแล้วก็คิดว่าไม่ไหว ก็เลยมาจบที่อักษรเนี่ยแหละตรงสายตอนนั้นที่สุด แต่เราคิดว่า ถ้าเรียนภาษาอย่างเดียวเรียนแล้วจะเป็นจุดอ่อนได้ เราเลยเลือกเรียนโทละครไปด้วย เพื่อให้ได้เรียนอย่างอื่นที่ไม่ใช่ภาษาโดยตรงด้วย 






   จริงๆ ตอนนั้นไม่ค่อยรู้เรื่อง คิดแต่ว่าแฟชั่นคือวาดรูปออกแบบเสื้อผ้า แต่จริงๆ แล้วแฟชั่นคือมีหลายสาขามาก ก็เหมือนๆ กับทุกวงการที่จะอาศัยแค่คนกลุ่มเดียวไม่ได้  ตอนนี้ที่เรียนอยู่เลยเป็นแฟชั่นในแง่มุมของธุรกิจ ส่วนเรื่องการวาดรูปอะไรแบบนี้ ถ้าจะเป็นดีไซเนอร์ก็อาจจะจำเป็น แต่คิดว่าถ้าลองพิจารณาดีไซเนอร์ดังๆ หลายคนในโลกนี้ ก็จะเห็นว่าเขาไม่ได้จบแฟชั่นมา แต่เรียกว่าต้องมี passion สำหรับวงการนี้มากๆ ถึงจะทดแทนกันได้ ถ้าอยากวาดเป็นจริงๆ คิดว่ากลับไทยไปเรียนเทคนิคการวาดก็ไม่สาย เพราะสิ่งที่สำคัญในวงการแฟชั่นจริงๆ คือไอเดียต่างหาก


   วิชาที่เรียนก็ขึ้นอยู่กับคอร์สที่เราเลือก เราเลือกเรียน Fashion Retail ตามชื่อ retail คือการค้าปลีก แต่ในแง่นี้ไม่ได้เรียนว่าขายยังไง ซื้อยังไง เป็นพนักงานขายอะไรแบบนี้นะ แต่ถ้าจะสรุปคือ เรียนให้รู้ว่าแต่ละแบรนด์สื่อสารกับลูกค้าได้สำเร็จหรือเปล่า ถ้าไม่จะปรับแก้ไขยังไง แต่ว่าจุดโฟกัสคือตัวร้านค้าซึ่งเป็นจุดสื่อสารโดยตรง มีเรื่องของการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย 


   เราต้องรู้วิธีการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าของเรา อะไรพวกนี้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทิ้งความเป็นตัวตนของแบรนด์ไป การเรียนที่นี่เลยคิดว่าได้ใช้ความเป็นอักษรโดยตรง เพราะคนที่เรียนอักษรมาจะรู้ว่า ภาษาจริงๆ แล้วเป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารและทำความเข้าใจ เราเรียนสิ่งที่เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ผ่านงานวรรณกรรม ผ่านตัวละคร ผ่านประวัติศาสตร์ และอย่างอื่นอีกมากมายนับไม่ถ้วน บอกได้เลยว่าที่เข้ามาเรียนที่นี่ได้ก็เพราะคณะอักษรด้วย 


   ถ้าถามว่าโดนใจไหม? ก็บอกได้นะว่ามีความสุข เพราะว่าที่นี่ไม่ได้สั่งงานเยอะเว่อร์เหมือนที่อื่น ที่นี่จะเป็นสไตล์ประมาณว่า อาจารย์จะบอกมาเลยว่าสุดท้ายต้องส่งอะไรบ้าง ส่งไม่เยอะ แต่ว่าต้องวางแผนการทำงานเอาเอง แต่สั่งชิ้นนึงคือคลุมทุกอย่างของคอร์สเลยนะ ส่วนระหว่างเทอมก็เรียนๆ เล่นๆ มีเวลาให้ทำอะไรเยอะแยะ
ที่สำคัญคือคนที่มาเรียนที่นี่ก็เป็นคนที่รักในแฟชั่น รักในศิลปะเหมือนๆ กัน มาจากหลายๆ แบคกราวนด์ หลายประเทศ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมาก โรงเรียนชอบจัดให้มีอาจารย์พิเศษจากแบรนด์ต่างๆ จากห้างอะไรพวกนี้ ได้รู้อะไรๆ น่าสนใจเยอะมาก 
   

    บอกเลยว่าอุปสรรคที่เจอคือเยอะมาก ตั้งแต่มาจนถึงตอนนี้ ไม่รู้ว่าโชคร้ายไปเองหรือเปล่านะ แต่ว่าตอนได้การตอบรับจากมหาลัย (ได้จากการสัมภาษณ์กับอาจารย์ฝรั่งที่เมืองไทย) แต่กว่าจะได้ตัวหนังสือตอบรับที่เป็นลายลักษณ์อักษรคือล่าช้ามาก จนจองหออะไรช้าไปหมด พอมาจองหอก็แทบไม่มีห้องเหลือ สู้แทบแย่กว่าจะได้ห้องที่ต้องการ ซึ่งคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ที่นี่แอบบอกมาว่า ที่เค้าช่วยเหลือเราดี เพราะเราพูดจาดี เพราะพอมีปัญหา เราส่งอีเมล์ภาษาอังกฤษคุยกับเขาดีๆ ตลอด ต้องขอบคุณคณะอักษรด้วยที่สอนวิชาเขียนจดหมายมา 55555 
 
    จนกระทั่งมาถึงอังกฤษ ก็มีปัญหาตั้งแต่รถรับที่สนามบิน เพราะเราจองรถผ่านเว็บมหาลัย มหาลัยบอกว่าบริษัทรถชื่อนี้ แต่พอมาถึง คนอังกฤษบอกว่าบริษัทรถนี้ไม่มีอยู่แล้ว เราตกใจโทรหาวุ่นวาย โชคดีที่แฟนที่ขึ้นเครื่องบินมาเรียนพร้อมๆ กันซื้อซิมเผื่อไว้ สุดท้ายรู้ว่าบริษัทเปลี่ยนเป็นอีกชื่อ สุดท้ายก็ถึงหอแบบปลอดภัย แต่ก็ลำบากลำบนขนของคนเดียว ผ้าปูที่นอนหมอนอะไรไม่มีเลยสักอย่าง โชคดีที่มีเพื่อนๆ อยู่นี่มาก่อนแล้ว ก็เลยช่วยๆ กันหา จนพ้นช่วงช็อกวันแรกๆ ไปได้  แต่จนถึงทุกวันนี้ปัญหายังไม่หมด เพราะเพื่อนร่วมหอชอบเสียงดังจนดึกตลอด ช่วงนี้เลยต้องไฟต์ขอย้ายห้อง เพราะช่วงก่อนหน้า เคยขอให้เขาเงียบเขาก็ไม่ยอมเงียบ เราเลยคิดว่าถ้าย้ายห้องได้ก็ดี เพราะเราต้องทำงานเยอะ ส่งงานไม่พร้อมกัน เพราะเขาเรียนปริญญาตรี ยังเด็ก ชอบสนุก ก็ต้องดูกันต้องไปว่าจะสำเร็จไหม 555


     สำหรับชีวิตความเป็นอยู่ในอังกฤษ นี่เป็นครั้งแรกที่มาอังกฤษ ต่างจากที่คิดไหม? ก็ไม่ได้มากนะ คาดหวังมาก่อนว่าอังกฤษจะเป็นที่ที่คนเป็นระเบียบ รีบเร่ง เวลาเป็นเงินเป็นทอง ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ สิ่งผิดคาดเล็กน้อยคือมีชาวต่างชาติเยอะกว่าที่คิด คือเห็นหน้าเป็นฝรั่งเหมือนกัน แต่พอรับโทรศัพท์ขึ้นมาพูดภาษาอะไรไม่รู้ เอเชียก็เหมือนกัน แขกด้วย 555
   
     บอกได้เลยว่าความเป็นอยู่เป็นอะไรที่ใหม่สุดๆ เพราะตอนอยู่เมืองไทย นอกจากการขับรถไปไหนมาไหนเองแล้ว ก็ไม่ได้ทำงานบ้านเองเลย จริงๆ ทำได้นะ แต่สิ่งที่ไม่เคยทำคือ ทำกับข้าว กับซักผ้ารีดผ้า อยู่ที่นี่นอกจากจะต้องเรียนให้ดีแล้ว เรายังต้องแบ่งเวลาทำอะไรอย่างอื่นอีก ซักผ้าตอนแรกก็ไปยืนจ้อง อ่านว่าต้องทำยังไง โชคดีมีคนหอเดียวกันเขาช่วยบอก เลยได้เพื่อนมาหนึ่งคนจากห้องซักผ้า ในขณะที่เรารอผ้าซักเสร็จ เราก็ช่วยสอนคนอื่นต่อ เราเลยได้เพื่อนมาอีกคน (ซึ่งเป็นเพื่อนที่สนิทถึงตอนนี้) 




   ส่วนเรื่องทำอาหาร ตอนแรกก็กินอาหารกล่องกับกินข้างนอกอย่างเดียว แต่พอผ่านไปนานๆ เริ่มรู้สึกว่าว่ากินข้างนอกแพง และไม่อร่อยด้วย คิดถึงอาหารไทย เลยลองทำเอง ทำครั้งแรกๆ แค่กระเทียมยังไหม้เลย แต่พอทำไป 3-4 ครั้งเริ่มลงตัวแล้วก็อยู่ได้ไปเอง โชคดีที่หอใกล้เทสโก้มากด้วย อยู่ข้างๆ ไม่มีทางอดตาย


    ส่วนเรื่องอากาศก็แย่อย่างที่ใครๆ พูด ลอนดอนเป็นเมืองที่อากาศแปรปรวน เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวหนาวมาก เดี๋ยวหนาวเฉยๆ เดี๋ยวฝนตก พออากาศเปลี่ยนง่าย ก็เลยป่วยง่ายไปด้วย ต้องคอยกินวิตามินแล้วก็ใส่เสื้อหนาๆ เคยสงสัยเหมือนกัน หลายๆ คนดูใส่บางมากเขาทนก็ได้ยังไงนะ แต่เราหนาวมาก เราไม่สนใจเลย ใส่หกชั้นก็มีบางวัน 5555  


   
นอกจากเรียนแล้ว สิ่งที่พยายามทำให้เป็นประโยชน์ต่อคอร์สเรียนก็คือไปพิพิธภัณฑ์ ไปดูนิทรรศการ หาแรงบันดาลใจ เก็บข้อมูล ที่สำคัญที่สุดที่ใครๆ ต้องอิจฉาคือ การไปชอปปิ้ง เพราะมันเป็นการศึกษาโดยตรงของคอร์สเรา เราต้องคอยศึกษาว่าแต่ละร้านมีเอกลักษณ์ยังไง จัดร้านแบบไหน สื่อสารกับลูกค้าได้ไหม มีอะไรน่าสนใจในร้านที่แตกต่างจากร้านอื่นไหม คอยอัพเดทความรู้ตลอดเวลา แล้วก็เคยออกไปนอกเมืองทีเดียว คือไป Windsor Castle 


   ส่วนปาร์ตี้ก็เคยไป ไปปาร์ตี้ Freshers ปาร์ตี้ Halloween เคยแฝงตัวไปเป็นคนฮ่องกงเพราะเป็นปาร์ตี้คนฮ่องกงก็ลองมาแล้ว ที่คลับไทยก็เคยไปมาเหมือนกัน สนุกดี เป็นการเจอเพื่อนใหม่ๆ คลายเครียดด้วย ส่วนชีวิตประจำวัน ถ้าว่างก็หาว่าที่ไหนน่าสนใจไปก็ไป ไปกับแฟนบ้าง ไปกับเพื่อนๆ บ้าง แล้วแต่ใครจะว่างไปกับเรา แต่ถ้าไม่มีใครว่าง ไปดูหนังคนเดียวก็เคยไปมาแล้ว อยู่อังกฤษชีวิตต้องสู้ 555 ต้องพยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้  


    มาถึงเรื่องภาษาที่ใช้บ้าง แม้ว่าจะเรียนเอกอังกฤษมา ก็มีงงเหมือนกัน เพราะตอนเรียนจะเน้นอ่านเขียนธุรกิจมากกว่าบทสนทนาในชีวิตประจำวันมาก เคยมีครั้งหนึ่งไปซื้อคุ้กกี้ แล้วเราก็สั่งไปแล้วดิบดี แล้วเราก็ยืนรอของเรายังไม่มา พนักงานมาถามว่า Have you been served? เราก็นึกว่า serve ในที่นี้คือ ได้ของหรือยัง ประมาณว่าในความหมายแบบไทยๆ เราก็บอกว่า ยัง เรารออยู่ จนแฟนต้องมาตอบแทนให้ว่า YES อ่าว งงเลย .....เพราะจริงๆ แล้วเป็นประโยคคำถามในที่นี้คือ มีคนมารับออร์เดอร์รึยัง? serve อีกความหมายคือมารับใช้ มาช่วยเหลือเรานั่นเอง 


 
     นอกจากนี้ เวลาเราซื้อของ เค้าจะชอบถามเร็วๆ จนฟังไม่ค่อยทัน แรกๆ คือ do you have club card? คือพวกสะสมแต้มแต่ละร้าน แล้วก็ชอบพูดว่า May I put the receipt  (อ่านว่าริซีท) in the bag? แบบเร็วมากๆ ก็อย่าตกใจไป นอกจากนี้คำทักทายประจำคือ Hiya! กับ You ok? ตอนแรกนึกว่า ถามทำไมนะ หน้าตาเราไม่โอเคหรอ 55555  


     ฝากถึงน้องๆ  สำหรับคนที่อยากมาเรียนที่นี่ ก็บอกได้เลยว่า ถ้าเป็นสาขาธุรกิจ ไม่จำกัดว่าต้องจบทางศิลป์มาเท่านั้น จบอะไรก็ได้ ต้องฟิตภาษาอังกฤษให้ดี เพราะนอกจากจะมีคู่แข่งซึ่งเป็นคนประเทศอื่น ก็ยังมีคนอังกฤษอีกซึ่งภาษาแข็งกว่าเรามากๆ .... หลายๆ มหาลัยที่คนไทยชอบไปเรียน จะมีคอร์สที่รับคนที่ไม่มีประสบการณ์เลย แต่คอร์สที่เราเรียน คนที่มาทางแฟชั่นจะเป็นพวกประสบการณ์โชกโชน หลายๆ คนอายุไม่เท่าไหร่ แต่ทำงานมาแล้วฝึกงานมาแล้วนับไม่ถ้วน เพราะเขาถือว่าวงการแฟชั่นเป็นวงการที่เข้ายาก การแข่งขันสูง ยิ่งสร้างพอร์ตฟอลิโอ สร้างโพรไฟล์ไว้ยิ่งเยอะยิ่งดี แต่เราก็เริ่มจากไม่มีประสบการณ์เหมือนกัน เคยฝึกงานทีเดียว ที่นิตยสารที่ไม่เกี่ยวกับแฟชั่นเลย เรามานี่เรายิ่งต้องตั้งใจ เปิดหูเปิดตา มองให้รอบ รับข้อมูลให้เต็มที่ ทำตัวเป็นแก้วเปล่าที่พร้อมรับความรู้ใหม่ๆ เสมอ ทั้งจากครู จากเพื่อน จากประสบการณ์รอบๆ ตัว ใช้เวลาเรียนรู้ให้เต็มที่ ที่สำคัญอย่ากลัวที่จะถาม ไม่ต้องอายว่าเราไม่รู้หรือกลัวว่าคนอื่นมองว่าเราโง่ เพราะถ้าเราจะรู้สึกว่าตัวเองโง่ ก็คือตอนยังไม่รู้ พอเรารู้แล้วผลดีก็ตกอยู่ที่ตัวเราเอง




     ไม่รู้มีใครคิดเหมือนกันมั้ยว่า พี่อ้อแอบหน้าเหมือนดาซม วง SISTAR น่ารักมากๆๆ >//< แถมยังเก่งอีกด้วย!! ฟังดูแล้วก็เป็นสาขาที่น่าเรียนมากเลยนะคะ แถมยังได้ช้อปปิ้งบ่อยๆ อีกต่างหาก 5555 เริดจริงๆ .... ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็เขียนส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com จ้า รออ่านเรื่องของน้องๆ อยู่นะ
เด็กดีดอทคอม :: 28 วันใน
Twitter: @paydekd

    »
  • บนสุด
  • อ่านความเห็นแรก
  • ไปโพสต์ความเห็น
  • บันทึกหน้านี้ใน My.iD
  • Print หน้านี้
ไม่ตกข่าวเรียนต่อนอก
X

    มาดูความคิดเห็นดีๆที่ต้อง ปักหมุดไว้หน่อย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความเห็นส่วนตัวที่น่าสนใจ หรือจะช่วยเพิ่มเติมเสริมเนื้อหาของบทความนี้ก็ได้ทั้งนั้น อย่ารอช้า! เว็บมาสเตอร์ จะรีบปักหมุด ติดดาวให้เลย!

  • ความเห็นที่ 10

    ค่าใช้จ่ายเข้าเว็บ London College of Fashion เลยค่ะ แต่ละคอร์สจะไม่เท่ากัน
    แต่ถ้าสำหรับคอร์สนี้ 13,300 ปอนด์
    ค่าหอพักแล้วแต่หาค่ะ อยู่หอน.ร.ก็ตั้งแต่ 150-200 ต้นๆ ปอนด์ต่ออาทิตย์ แล้วแต่โลเคชั่น สภาพห้อง ขนาด
    ค่ากินอยู่แต่ละเดือน จะอยู่ประมาณ 600-1,000 ปอนด์ แล้วแต่ความสามารถในการบริหารเงินค่ะ
    พี่อ้อผู้เยี่ยมชม
    • Name : พี่อ้อ [ IP : 176.251.49.229 ]
    • Email / Msn: cheenea(แอท)hotmail.com
    • วันที่: -
Page 1 of 1 1 
  • ความคิดเห็นที่ 1

    น่าอิจฉาา ดูสนุกอะ
    sayong ผู้เยี่ยมชม
    • Name : sayong [ IP : 58.10.171.225 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 31 มกราคม 2556 / 09:38
  • ความคิดเห็นที่ 2

    จริงด้วย แอบคล้ายดาซมวง Sistar เลย น่ารักแถมเก่งด้วย ดีจัง >______<,,,
    Gothic_geminle ผู้เยี่ยมชม
    • Name : Gothic_geminle [ IP : 110.169.251.65 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 31 มกราคม 2556 / 10:34
  • ความคิดเห็นที่ 3

    รูปแรกเปิดมาปุ๊บ เหมือนเลย! เหมือนดาซม sistar มากๆๆ ><
    พี่เขาเก่งมากๆเลยค่า เด็กนอกดูสู้ชีวิตจริงๆ
    ออม-สิน Popular Member
    • Name : ออม-สิน < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ ออม-สิน [ IP : 110.168.200.77 ]
    • Email / Msn: yr_aum21(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 31 มกราคม 2556 / 18:21
  • ความคิดเห็นที่ 4

    อยากได้เฟสบุก หรืออินสตารแกรม
    มีเค้าจังเลยค่ะ
    ใครมี รบกวนโพสทิ้งไว้หน่อยนะค่ะ
    ขอบคุณค่ะ ^O^
    nne ผู้เยี่ยมชม
    • Name : nne [ IP : 58.11.29.51 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 31 มกราคม 2556 / 18:45
  • ความคิดเห็นที่ 5

    ดีอะ ถ้าได้ไปเรียนบ้างคงช้อปปิ้งตลอดเลย 555+ เหมือนดาซมจริงๆด้วย !!
    buabua ผู้เยี่ยมชม
    • Name : buabua [ IP : 110.168.142.27 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 31 มกราคม 2556 / 19:13
  • ความคิดเห็นที่ 6

    พี่สวยจัง อ่านไปดูรูปไป ฟินเลย
    +YooNRaE+ Extra Member
    • Name : +YooNRaE+ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ +YooNRaE+ [ IP : 58.9.82.209 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 5 กุมภาพันธ์ 2556 / 22:22
  • ความคิดเห็นที่ 7

    เห็นด้วยกับพี่เป้ค่า เหมือนดาซมเลย แล้วก็เหมิือนจียูลวงดาชาเบ็ทด้วย 5555
    baby-p Superb Member
    • Name : baby-p < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ baby-p [ IP : 58.11.101.52 ]
    • Email / Msn: -
    • วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 03:09
  • ความเห็นที่ 8 - ลบโดย Webmaster
  • ความคิดเห็นที่ 9

    อยากรู้เรื่องค่าใช้จ่ายจังงงง
    Ino Chan Extra Member
    • Name : Ino Chan < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Ino Chan [ IP : 115.87.234.42 ]
    • Email / Msn: www.alone_away(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2556 / 17:25
  • ความคิดเห็นที่ 10

    ค่าใช้จ่ายเข้าเว็บ London College of Fashion เลยค่ะ แต่ละคอร์สจะไม่เท่ากัน
    แต่ถ้าสำหรับคอร์สนี้ 13,300 ปอนด์
    ค่าหอพักแล้วแต่หาค่ะ อยู่หอน.ร.ก็ตั้งแต่ 150-200 ต้นๆ ปอนด์ต่ออาทิตย์ แล้วแต่โลเคชั่น สภาพห้อง ขนาด
    ค่ากินอยู่แต่ละเดือน จะอยู่ประมาณ 600-1,000 ปอนด์ แล้วแต่ความสามารถในการบริหารเงินค่ะ
    พี่อ้อ ผู้เยี่ยมชม
    • Name : พี่อ้อ [ IP : 176.251.49.229 ]
    • Email / Msn: cheenea(แอท)hotmail.com
    • วันที่: 9 กุมภาพันธ์ 2556 / 07:55
Page 1 of 1 1 

กฏการตั้งกระทู้
แสดงความคิดเห็น
Login *

Password *
ชื่อ Email รูปตัวแทน

โปรดใส่รหัสตามรูป