สำหรับประสบการณ์เด็กนอกวันนี้ก็เป็นเรื่องจาก "อินเดีย" ค่ะ กับการไปเรียนภาษาอังกฤษที่นั่น จะโหด มันส์ ฮาแค่ไหน ต้องอ่านเลย!
สวัสดีค่ะทุกคน ชื่อ ‘นันท์’ นะคะ ตอนกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนขอนแก่นวิทยายน จังหวัดขอนแก่นค่ะ วันนี้นันท์จะมาแชร์ประสบการณ์จากการไปเรียนภาษาช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว ที่ English masters institute ณ เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดียเป็นเวลา 2 เดือนค่ะ (ส่งเรื่องมาฉลองครบรอบ 1 ปีเย่!!)
เริ่มตั้งแต่การไปเลยแล้วกัน วันที่ 15 มีนาคม 2555 นันท์เดินทางโดยสายการบินไทย พร้อมกับเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยอีก 2 คนจากหาดใหญ่ คือพี่กิ๊ฟกับเต้ยค่ะ เที่ยวบิน TG325 21.35 น. ใช้เวลาบินทั้งหมด 3.50 ชม. ตลอดเวลาบนวุ่นวายมากกกกกกสมคำร่ำลือจริงๆ อาหารบนเครื่องก็คือไบรยานี รสชาติคล้ายๆ ข้าวหมกไก่บ้านเรา มี 2 แบบค่ะคือมังสวิรัติ ละไม่มังสวิรัติ สารภาพตรงๆ กินไม่ได้ค่ะ 5555 (คิดยากเลยขนาดอาหารบนเครื่องบินไทยยังกินไม่ได้ ถ้าถึงอินเดียแล้วนันท์จะกินอะไร?)
และแล้วเราก็มาถึงสนามบินนานาชาติเบงกาลูรู เวลาท้องถิ่น 23.55 น.(บังกาลอร์เวลาช้ากว่าไทย 1.30 ชม.ค่ะ) สิ่งแรกที่เราต้องทำคือต้องผ่านตม.ก่อน จะมีพนักงานมาช่วยดูเรากรอกใบขาเข้าค่ะ เจอสิ่งแรกที่ต้องแปลกใจคือ ถ้าถามแล้วเค้าส่ายหน้าแปลว่า ‘ใช่’ ค่ะ พอถึงช่องตม. เกือบไม่ผ่านค่ะ เพราะฟังภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียไม่ออกจริงๆ เกือบตายค่ะ ณ จุดๆ นั้น เมื่อออกมาจากตม.ได้แล้ว ก็มีเอเจนท์คนไทยมารับค่ะ ชื่อพี่ซูเฟียน เราก็ต้องนั่งรถเข้าเมืองอีกราวชั่วโมงกว่าๆ เป็นรถแท็กซี่เหมาค่ะ ไม่มีแอร์เปิดหน้าต่างตลอดทาง กลิ่นตามทางมันเอิ่ม.. มากค่ะ แต่ก็โอเคนะคะ มันไม่ได้สกปรกมากมายอย่างที่เราคิด แต่มันก็สกปรกอยู่เหมือนกัน
เมื่อมาถึงหอพักค่ะ นันท์ได้รูมเมทเป็นชาวอินเดีย ชื่อตรีชาลา เธอเป็นคนไขข้อสงสัยที่ได้ยินมาว่า คนอินเดียตัวเหม็นจริงหรือ.. เพราะนางเหม็นจริงๆ ค่ะ คนอินเดียเค้าไม่นิยมอาบน้ำตอนเย็นค่ะ เพราะน้ำไม่ค่อยไหล แล้วไฟดับก็ดับแทบทุกวันค่ะ เพราะเป็นประเทศใหญ่(มาก) เลยทำให้ต้องสลับดับไฟเป็นเมืองๆ ให้อีกเมืองได้ใช้ บางวันก็นาน บางวันก็แป๊บเดียวค่ะ แต่ทั้งหมดนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับนันท์ เพราะที่หน้าปากซอยจะมีร้านกาแฟชื่อร้าน Cuppa café ค่ะ เป็นที่สิงสถิตของเด็กไทยเลยค่ะร้านนี้ เพราะผู้ชายไม่สามารถเข้าหอหญิงได้ (แต่ได้ข่าวว่าผู้หญิงเข้าหอชายได้ค่ะ)
เข้าเรื่องการกิน ตอนก่อนไปใครๆ ก็คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ใช่มั้ยคะ แต่จริงๆ แล้วไม่เลยค่ะ เพราะที่อินเดียมีฟาสท์ฟู้ดที่คนไทยรู้จักกันดีค่ะ เช่น KFC Mcdonald's และ Subway หลายๆ จุดค่ะ แต่ว่าคนอินเดียเยอะค่ะ เรื่องศาสนาก็สำคัญ เพราะคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม(ไม่ทานหมู) และฮินดู(ไม่ทานเนื้อ) ทำให้คนศาสนาพุทธอย่างเราต้องกินแต่ ’ไก่’ ค่ะ คนไทยที่โน่นนิยมทานฟาสท์ฟู้ดค่ะ แต่จริงๆ ที่โน่นจะมีข้าวค่ะ เพราะคนอินเดียก็ทานข้าวเป็นหลักเหมือนกัน แต่รสชาติข้าวแขกแน่นอนว่าไม่หอมอร่อยเหมือนข้าวมะลิที่ไทยแน่นอน แต่เราก็ต้องกินเพื่ออยู่ค่ะ
ร้านอาหารที่เราสามารถกินได้ก็จะมีร้านอาหารอาหรับ อาหารจีน Beijing (มีอาหารไทยด้วยค่ะ แต่รสชาติไม่ไทยแน่นอนฮ่าๆ ต้องไปโดนผัดไทที่นี่ค่ะ ใส่ทั้งเห็ดทั้งข้าวโพด รสชาติออกเปรี้ยวๆ แต่เขียนมาได้ว่า ‘ผัดไท’) แต่ที่อินเดียมีไฮไลต์ค่ะ มีร้านอาหารเกาหลีและญี่ปุ่นโดยเจ้าของร้านก็เป็นต้นตำรับแท้เลย แน่นอนว่า คนที่ไปกินส่วนใหญ่ก็เป็นคนเกาหลีและญี่ปุ่น ฮ่าๆ เป็นที่สอดส่องสายตาชั้นเลิศค่ะ (ที่อินเดียมีคนญี่ปุ่นและเกาหลีเยอะแยะค่ะ เขานิยมมาเรียนเหมือนกัน) แต่ราคาย่อมไม่สบายกระเป๋าแน่นอน กินแต่ละมื้อเฉลี่ยต่อคนประมาณ 500 รูปีหรือประมาณ 270 บาท
แต่ที่สำคัญที่สุดของการไปอินเดียที่พลาดไม่ได้คือโรตีค่ะ ที่ไม่เหมือนโรตีบ้านเรา จะเป็นแป้งนุ่มๆ ทานกับแกงค่ะ และต้องใช้มือเท่านั้นค่ะเพื่อความเข้าถึงอรรถรสในการกิน แต่ต้องมือขวานะคะ เพราะเขาถือว่ามือซ้ายใช้เวลาเข้าห้องน้ำ แต่จริงๆ แล้วนันท์ใช้มือซ้ายค่ะเพราะเป็นคนถนัดซ้าย และเราไม่แคร์ค่ะ แต่ที่คนไทยนิยมทำเองก็เยอะค่ะส่วนใหญ่เป็นเมนูไข่ และเรื่องแปลกก็คือไข่ไก่ที่นี่เป็นสีขาวค่ะ โดยรวมแล้วการทานอาหารที่แปลกไปจากที่เคย แน่นอนแรกๆ ย่อมมีอาการค่ะ อ้วกบ้างท้องเสียบ้าง กินไปกินมาเดี๋ยวก็ชินไปเองค่ะ ฮ่าๆๆ มีหลายคนที่เลื่อนวันกลับก่อนกำหนดเพราะทนไม่ได้
ต่อไปเป็นเรื่องการเดินทางและสาธารณูปโภค(ผงซักฟอก ยาสีฟัน โฟมล้างหน้า บลาๆ) การเดินทางเรานิยมเดินทางด้วย ‘รถออโต้’ ค่ะ หน้าก็คล้ายรถตุ๊กตุ๊กบ้านเรานี่แหละ ทั้งๆ ที่จริงแล้วมีมิเตอร์ค่ะ แต่ไม่นิยมเปิด คนมักนิยมต่อราคา และเราก็เชื่อได้เลยค่ะกับคำโบราณที่ว่า ‘ถ้าจะแขกกับงูให้ตีแขกก่อน’ เพราะเขาจะโกงเราทุกวิถีทาง เราต้องต่อราคาให้จมดินค่ะ ถ้าเขาบอกไม่ เราไม่ต้องไปง้อค่ะ ไปรอคันใหม่ แต่บางคันที่ยอมเปิดมิเตอร์ก็มีค่ะ แต่ก็จะโดนโกงโดยการขับอ้อมโลกค่ะ แต่ถ้าเอาชัวร์ไม่อยากต่อ ก็ไปขอบิลที่ตำรวจค่ะ บอกตำรวจว่าจะไปไหน ตำรวจจะเขียนบิลให้แล้วก็ไปยื่นให้กับรถค่ะ
นอกเหนือจากออโต้แล้วยังมีรถเมล์ค่ะ ใครว่ารถเมล์กรุงเทพโหดสุดๆ เจอรถเมล์อินเดียรถเมืองกรุงต้องหลบไปค่ะ ฮ่าๆๆ เลวร้ายกว่ากันเยอะ ส่วนเรื่องของใช้ต่างๆ เราหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตค่ะ ไม่ต้องกลัวถูกโกงราคานะคะเพราะทุกถุงมีราคาพิมพ์ติดมาอยู่แล้วค่ะ แต่ตอนทอนเงิน ถ้ามีเศษสตางค์ พนักงานมักจะให้ทอฟฟี่แทน 1-2 รูปี เราต้องทวง!!ค่ะ อย่าไปกลัว บอกเค้าว่าฉันจะเอาเงินไม่เอาทอฟฟี่ โดยรวมของใช้บางอย่างก็แพงกว่าไทย บางอย่างก็ถูกกว่าค่ะ มีมากมายหลายยี่ห้อ มีแบบไทยเป๊ะของไทยเลยก็มี
มาเข้าเรื่องเรียนกันดีกว่า นันท์ว่าโอเคนะ สำหรับนันท์ได้ฝึกการออกเสียงที่ถูกต้องยกเว้น ‘r’ เพราะเค้าจะ ‘ร’ จ๋าเลย แต่การเรียนอาจไม่เหมาะสำหรับคนต้องการแบบเน้นเรียนเลยทีเดียว เพราะส่วนใหญ่จะเน้นคลาส conversation ซะมากกว่า สถานที่เรียนไม่ใหญ่มากแต่โอเคเลย มีเพื่อนต่างชาติเยอะแยะ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนทางอาหรับ มาจากเยเมน ซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และมีมาจากญี่ปุ่นคนนึงค่ะ เพื่อนๆ น่ารักมาก แต่สำเนียงคนเหล่านี้น่ากลัวกว่าคนอินเดียเยอะค่ะ 55555555 แต่อยู่ๆ ไปก็จะเริ่มชินหูแล้วฟังรู้เรื่องเองค่ะ แต่เรื่องแกรมม่า คำศัพท์อาจไม่เยอะมาก เพราะเราเริ่มตั้งแต่พื้นฐานเลยและระยะเวลาเรียนเราไม่นานค่ะ ใครสนใจลองดูที่ http://www.englishmasters.net/ นี่เว็บของสถาบันที่นันท์เรียนนะคะ ไม่ได้โฆษณานะ แต่ครูน่ารักทุกคน พวกเขาใส่ใจเด็กไทยมากค่ะ ถ้าเราป่วยนี่วิ่งแจ้นหายามาให้เลยค่ะ หากไม่ไปเรียนก็มีมาเยี่ยมที่หอเลยด้วย แล้วยังมีจัดทริปไปเที่ยวสวนสนุก woderla ด้วยล่ะ
|
เรื่องสุดท้ายที่นันท์จะแชร์คือเรื่อง ‘เที่ยว’ เนื่องจากนี่เป็นการเดินทางฉายเดี่ยวครั้งแรกในชีวิต เราก็ต้องหาประสบการณ์ให้คุ้มค่ะ แน่นอนว่าประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานขนาดนี้ สถานที่เที่ยวไม่ต้องห่วงค่ะ เยอะมาก ทั้งทางธรรมชาติ โบราณสถาน และห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย แต่การท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของนันท์ คือการแบ็คแพ็คไปกรุงนิวเดลีเมืองหลวงประเทศอินเดียค่ะ นันท์เดินทางไปพร้อมกับพี่ๆ อีก 5 คน อันได้แก่ พี่หนิง พี่ไหม พี่ดิว พี่มาร์ช และพี่บอส
เราเดินทางโดยรถไฟ slipper class ที่สุดแสนจะลำบากเป็นเวลา 40 ชม.เต็มๆ โดยที่มีเพียงน้ำเปล่าและขนมปังเปล่าๆ แต่เราก็รอดมาได้ด้วยดี และที่สำคัญที่สุดเราได้ไปชมทัชมาฮาล 1 ใน 7สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย แต่ค่าเข้าสำหรับต่างชาติแพงมากค่ะ คงจะคล้ายๆ กับที่วัดพระแก้วเก็บเงินต่างชาติเนอะ การไปเที่ยวครั้งนี้เป็นประสบการณ์ชีวิตที่นันท์จะไม่มีวันลืมเลย >.< ป.ล.แต่ขา กลับเรากลับเครื่องบินนะคะ สายการบิน Indigo สาบานได้ว่า ของเค้าอินดี้จริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ |

ส่วนค่าเรียน+ที่พัก+วีซ่า นี่จ่ายให้กับเอเจนท์ 49,000 บาท ทั้งหมดนี้รวมไปกับค่าน้ำค่าไฟค่าอินเตอร์เน็ตซิมการ์ด(แต่เติมเงินเองนะคะ) และยังจ่ายค่าเข้าสวนสนุกให้เราด้วยค่ะ ค่ากินค่าอยู่ไม่แพงมากค่ะเพราะคนอินเดียกินเยอะ ทำให้ข้าว 1 จานกินได้ถึง 3-4 คน เราก็แชร์กันค่ะ ถ้าไม่ช้อปปิ้งเยอะแยะ 20,000 บาท เอาอยู่ค่ะ แต่แน่นอนว่าของล่อตาเยอะมากค่ะ อย่างเช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม เสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ราคาถูกกว่าที่ไทยค่ะ(ไม่ใช่ทุกแบรนด์นะคะ) ส่วนเรื่องการเดินทาง รถออโต้เริ่มที่ 20 รูปีค่ะ นั่งได้ไกลพอสมควรเลยหรือไม่ราคาก็ขึ้นอยู่กับฝีปากที่เราต่อราคา ส่วนรถเมล์มีตั้งแต่ 7-15 รูปีค่ะ นั่งยาวเลยค่ะ
ที่นันท์เล่ามาเป็นประสบการณ์จริง ที่มันแอบจะดูลำบากเล็กน้อยแต่ว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่เราไม่สามารถหาได้จากประเทศอื่น คนชนชาติอื่น การไปอยู่ต่างประเทศลำพังแล้วเจอคนชาติเดียวกันทำให้เราเหมือนมีครอบครัวอีกครอบครัวที่คอยดูแลกันและกันเสมอ ถึงแม้ว่าตอนเราต้องแยกย้ายกันกลับไทยตามภูมิลำเนา ติดต่อกันบ้าง ไม่ได้ติดต่อกันบ้าง แต่ทุกคนยังอยู่ในใจนันท์เสมอนะคะ ขอบคุณพี่ๆ ครอบครัวคนไทยที่อินเดียทุกคนค่ะ <3 ป.ล.พี่คนนึงบอกไว้ว่า ‘งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ขอบคุณโชคชะตาที่ให้เรามาพบกัน ’
เป็นไงล่ะ น่าสนใจล่ะสิ พี่เป้ เองก็อยากหาโอกาสไปแบ็คแพ็คที่อินเดียเหมือนกัน แต่คงต้องฟิตให้พร้อมกว่านี้ อ่านที่น้องนันท์เล่าแล้วเหนื่อยแทนเลยค่ะ นั่งรถไฟ 40 ชั่วโมง โอ๊ยยย ปวดก้นแทนเลย .... ส่วนใครมีประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ อยากแบ่งปันเพื่อนๆ แบบนี้บ้าง ก็เขียนเล่ามาได้ที่ pay@dek-d.com ความยาว 3-4 หน้า รูปประกอบ 10 รูป เดี๋ยวพี่นำมาลงให้แน่นอน! (รบกวนน้องๆ แยกไฟล์รูปมานะคะ อย่าใส่มากับไฟล์เนื้อหาเรื่องเลย พี่ขอร้อง)

Twitter: @paydekd

31 ความคิดเห็น
แต่ไม่ค่อยชอบระบบวรรณะของอินเดียเลย
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 4 เมษายน 2556 / 13:39
.
.
.
.
.
ปลงง
พ่อเราเป็นคนอินเดีย บ้านที่อินเดียก็อยู่tamil nadu จ้า
แล้วภาษาต้องดีมากไหมอ่ะ เราเป็นคนที่บอกเลยว่าค่อนข้างโง่ภาษาเลย
แต่กล้าแสดงออกเป็นมิตรสัมพันธ์คนอื่นได้ง่าย (เรียกว่าปรับตัวเก่ง)
คือเรากลัวแค่ว่าไปจะคุยกับคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่องมากอ่า
อยากไปมาก
ขอบคุณมากที่แชร์กัน
สมบุกสมบันน่าดู ครั้งหนึ่งในชีวิต...น่าลอง!