สวัสดีค่ะน้องๆ ชาว Dek-D.com .... เจอกับ พี่เป้ และเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ ทุกวันพฤหัสเช่นเคย^^ เมื่อไม่นานมานี้ โครงการ 1 อำเภอ 1ทุน หรือทุนโอดอสก็ได้ประกาศผลไปเป็นที่เรียบร้อย แต่กลับมีผู้สอบผ่านแค่เพียงร้อยกว่าคนเท่านั้น หลายคนคงรู้สึกเฟลมากๆ แต่ก็ไม่ต้องใจเสียกันไปค่ะ เพราะแว่วมาว่าจะมีการรับรอบสองแน่นอน!!
ดังนั้นประสบการณ์เด็กนอกวันนี้ มีเรื่องดีๆ จากรุ่นพี่ทุนโอดอสรุ่นที่ 3 มาฝากค่ะ นอกจากจะฝากกำลังใจมาให้รุ่นน้องแล้ว ยังมาเล่าชีวิตความเป็นอยู่ส่งตรงจาก "ญี่ปุ่น" ด้วยจ้า
|
สวัสดีครับน้องๆ เพื่อนๆ ชาว Dek-D ขอแนะนำตัวก่อนเลยนะครับ ชื่อนายภวินท์ จารย์ลี ชื่อเล่นชื่อ "กัน" ครับ เป็นนักเรียนทุนในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) รุ่นที่ 3 กำลังศึกษาปรับพื้นฐานภาษาญี่ปุ่น อยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา Sendagya Japanese School เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นครับ ตอนแรกที่เห็นทุนนี้ ก็คิดว่าน่าจะเป็นทุนที่เราสามารถสอบแข่งขันได้เพราะเอาอำเภอละหนึ่งคน ซึ่งจุดประสงค์ในตอนนั้นก็คือเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว เนื่องจากคุณแม่ต้องหาเงินคนเดียวเพื่อเลี้ยงลูก 3 คนครับ ตอนนั้นก็ยังไม่คิดนะว่าจะไปต่างประเทศ คิดแต่ว่าจะแอดมิชชั่นเข้าจุฬาฯ ให้ได้ แล้วก็ใช้ทุนนี้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนการเตรียมตัวสอบ ในช่วงนั้นกันคิดว่าอ่านหนังสือมาเต็มที่อยู่แล้วเพื่อจะสอบ gat pat o-net ครับ ก็เลยมั่นใจนิดๆ ว่าข้อสอบน่าจะคล้ายๆ กัน แต่พอสอบจริงๆ ข้อสอบเป็นของสายวิทย์ทั้งนั้น เด็กศิลป์อย่างเราก็ตายสิครับบบ แต่โชคยังดีที่วิชาสังคมกับภาษาอังกฤษตอบได้เกือบหมด เลยน่าจะผ่านเพราะอันนี้แหละครับ ดังนั้นน้องๆ ก็ต้องพยายามทำคะแนนภาษาอังกฤษให้ได้เยอะๆ ด้วยนะครับ^^ พอหลังสอบผ่านแล้วก็จะมีค่ายแนะแนวแต่ละประเทศจากทาง กพ. ทำให้รู้ว่าตัวเองน่าจะลองออกไปท้าทายชีวิตในต่างแดนดูบ้าง เมื่อโอกาสมาถึง ก็ต้องใช้โอกาสนั้นให้ถึงที่สุด สุดท้ายก็ตัดสินใจโดยการสละสิทธิ์ไม่เรียนต่อที่ครุศาสตร์ จุฬาฯ ครับ ตอนนั้นเสียใจมากๆ ทั้งที่เป็นคณะที่เราอยากเรียนมากจริงๆ อยากเป็นคุณครูด้วย แต่ก็เลือกมาประเทศญี่ปุ่น เพราะตัวเองเรียนศิลป์ญี่ปุ่นมาอยู่แล้ว แล้วก็เคยได้ทุนมาทัศนศึกษาที่ญี่ปุ่นเมื่อสองปีที่แล้วก็ประทับใจ เลยอยากมาอีกครับ ด้านสาขาวิชาเรียนได้เลือกด้านการสอนภาษาญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นภาษาที่ 2 ครับ เพราะใกล้เคียงกับความเป็นครูที่อยากเป็นมากที่สุดแล้ว |
ในตอนนี้กำลังปรับพื้นฐานภาษาอยู่ที่โรงเรียนสอนภาษา sendagaya การเรียนการสอนที่นี่สนุกมากๆๆๆ และสอนดีมากกกกกก คุณครูใจดีทุกคน มีระบบคุณครูประจำชั้นด้วย ดังนั้นจะสนิทกับคุณครูมากๆ ครับ เหมือนโรงเรียนนานาชาติ มีคนจากทั่วโลกมาเรียน โดยเฉพาะคนจีนจะเยอะเกือบ 70%
และนอกจากจะต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นแล้ว ยังต้องเลือกเรียนวิชาคณิต วิทย์ สังคม ภาษาอังกฤษ ทั้งหมดเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่น เพื่อใช้สอบเข้าเรียนต่อของมหาวิทยาลัยที่นี่ด้วยครับ ถ้าถามว่ายากไหม? จะบอกว่าง่ายก็คงจะหาว่ากันโกหก ฮ่าๆๆ มันก็ยาก แต่ถ้าเราขยันก็ทำได้บ้างเกิน 50% ครับ
หลังจากเรียนปรับพื้นฐานภาษาจบแล้ว ก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ แต่ยังไม่ได้เลือกว่าจะเข้าที่ไหน ต้องดูคะแนนสอบ EJU (ข้อสอบของนักเรียนต่างชาติในญี่ปุ่น สอบภาษาญี่ปุ่น คณิต วิทย์ สังคม เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ) ว่าคะแนนจะได้เท่าไหร่ เพื่อเป็นการตัดสินใจอีกทีครับ สำหรับคนไทยแล้ว การสอบ EJU นี้ถือว่าหิน(ก้อนใหญ่)มากเลยทีเดียวครับ โชคดีตรงที่ว่าไม่ต้องแข่งกับนักเรียนญี่ปุ่น แต่ก็โชคร้ายตรงที่ว่าเราก็เสียเปรียบคนจีน เพราะคนจีนมีอักษรคันจิ(อักษรญี่ปุ่นที่นำมาจากอักษรจีน)ติดตัวมาแล้ว เสียเปรียบคนเกาหลี ที่ไวยากรณ์ภาษาเขาคล้ายๆ กันครับ ดังนั้นคนไทยอย่างเราๆ ก็ต้องขยันเป็นสองเท่าครับ ^^ สู้ตายครับพี่น้อง คนไทยจะถูกชมจากคุณครูผู้สอนอยู่ตลอดครับว่าขยันมากๆ นี่ก็คือข้อดีของเราครับ^^
ส่วนชีวิตความเป็นอยู่ในโตเกียว ปรับตัวง่ายมากๆ ครับ ทั้งด้านเวลาและชีวิตความเป็นอยู่ซึ่งก็สะดวกสบายครับ การเดินทางสะดวกมากกกกกกกก ปลอดภัย เพราะไปไหนมาไหนก็คือขึ้นรถไฟแล้วก็เดินอย่างเดียว เดินเยอะมากจนรองเท้าขาดไปสองคู่แล้วครับ มาอยู่เกือบ 7 เดือน รู้สึกเหมือนได้เดินจากกทม.ไปกลับเชียงใหม่เลย 5555
| เมืองนี้มีความปลอดภัยสูงมากๆๆ เพื่อนๆ ผู้หญิงไปคนเดียวก็ไม่อันตรายเลยครับ ส่วนอากาศก็ไม่หนาวจนเกินไปครับ หิมะตกบ้างแค่วันสองวัน พอให้คนไทยอย่างเราๆ ได้เล่นบ้าง สำหรับอาหารการกินที่นี่คล้ายๆ ไทยครับ ปรับตัวง่ายๆ ไม่ต้องกลัวอะไรเลย ที่สำคัญมีรุ่นพี่คอยดูแลมากมาย ทั้งพี่ๆ ทุนเดียวกัน ทุนอื่นๆ และพี่ๆ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนที่ญี่ปุ่น ซึ่งมีหน้าที่ดูแลพวกผมโดยเฉพาะ ดังนั้นไม่มีอะไรต้องกังวลเลยครับ ส่วนน้องๆ บางคนที่กลัวแผ่นดินไหว มาแล้วน้องจะชินเองครับ ฮ่าๆๆๆ ไหวแทบทุกวันให้ตื่นเต้น แต่ไม่มีอะไรแน่นอนครับ ที่นี่ตึกเขาสร้างอย่างดี มาช่วงแรกก็ได้อยู่หอเดียวกันกับเพื่อนๆ คนไทย ไม่ต้องกลัวเหงาเลยครับ ผู้คนก็ใจดี เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีคำว่าแก่งแย่งชิงดีกัน แม้ว่าคนจะเยอะแยะก็ตาม โดยเฉพาะคนแก่ พอเห็นเราเป็นชาวต่างชาติก็เข้ามาคุยด้วย ให้ความช่วยเหลืออย่างดีครับ |
ถ้าถามว่าชอบอะไรที่นี่ บอกเลยว่าชอบญี่ปุ่นแทบจะทุกอย่าง โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นครับฮ่าๆๆๆๆ ณเดชน์ชิดซ้าย ญาญ่าชิดชิดขวาเลย คนเดินตามท้องถนนนี่ หล่อๆ สวยๆ ทั้งนั้นครับ แต่ที่ไม่ชอบอย่างเดียวก็คือค่าครองชีพค่อนข้างแพงไปหน่อย แต่ว่าไม่ต้องกลัวนะครับ รัฐบาลไทยให้เงินมาเพียงพอต่อการใช้จ่ายครับ
อยากฝากถึงน้องๆ รุ่น 4 ทั้งรอบ 1 และรอบ 2 ที่กำลังจะมาว่า ขอให้น้องๆ สู้ๆ ตั้งใจอ่านหนังสือสอบดีๆ ถ้าคิดว่าเราทำได้ มันก็จะทำได้ อย่าเครียดและกดดันตัวเองจนเกินไป ส่วนน้องๆ รอบ 1 ที่ติดมาแล้ว ก็เปิดใจรับฟังพี่ๆ กพ.แนะแนวให้ดีนะครับว่าประเทศไหนตรงกับเราที่สุด เพราะมันคือชีวิตเราทั้งสิ้น จะเรียนสาขาอะไร ต้องเอาที่เราชอบและเป็นไปได้มากที่สุด เพราะมาอยู่ที่ต่างประเทศไม่ว่าจะที่ไหน แน่นอนครับว่ามันลำบากมากๆๆ ทั้งการเรียน การใช้ชีวิต แต่ที่พี่คนนี้สู้ต่อไปได้ก็เพื่อ “ฝัน” ที่พี่เอามาจากตัวเองครับ
ส่วนน้องๆ รอบ 2 ขอให้ตั้งใจอ่านหนังสือ พี่ๆ ที่นี่ทุกคนเป็นกำลังใจและรอน้องๆ อยู่ สู้ๆ ต่อไปนะครับ ผลจะออกมาเป็นอย่างไรถ้าเราทำดีที่สุดแล้ว น้องจะไม่เสียใจภายหลัง โชคดีนะครับ
โอ้วววว สะดุดตาตรงรูปนี่แหละค่ะ รูปสวยมากกกกกกกกกกก เห็นแล้วอยากแพ็คกระเป๋าไปญี่ปุ่นซะเดี๋ยวนี้เลย >___< ยังไงก็ต้องขอบคุณน้องกันมากๆ ที่มาเล่าประสบการณ์ดีๆ ให้น้องๆ ฟัง ดังนั้นใครที่กำลังรอสอบทุนโอดอสรอบ 2 ก็อดใจรอกันอีกนิดนะคะ ถ้าระเบียบการออกเมื่อไหร่ พี่เป้ จะรีบนำมาฝากแน่นอนจ้า
ส่วนใครอยากเล่าประสบการณ์เด็กนอกสนุกๆ แบบนี้บ้าง ก็เขียนและส่งมาได้ที่ pay@dek-d.com เดี๋ยวนำมาลงให้แน่นอนจ้า

31 ความคิดเห็น
มีอะไรปรึกษาพี่กันได้ตลอด ไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือการใช้ชีวิต
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะค่ะ^^
กำลังคิดเรื่องแบ็คแพ็คไปเที่ยวเมืองปลอดภัยๆกับเพื่อน2-3คนน่ะค่ะ
ใจดีจังเลย น้องปาล์มปลื๊มมมมมม ปลื้มมมม
พล่ามอะไรมาเนี่ย 55555 สำหรับคนที่จะไปญี่ปุ่นขอให้คิดกันดีๆนะคะ^^ ใครรักการ์ตูนของที่นั่นและเป็นสาววายมาคุยได้นะ เราเฟรนลี่~^^
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 8 พฤษภาคม 2556 / 03:55