|
มีคนเคยบอกพี่ปาล์มว่า "จะเรียนไปทำไม นิเทศฯ น่ะ เรียนไปก็ตกงาน" หรือไม่ก็ "เรียนนิเทศฯ เหรอ? นี่เป็นคณะสุดท้ายที่เราคิดจะเรียนเลยนะ" พี่ปาล์มฟังแล้วก็ได้แต่ยิ้มและไม่อยากจะโต้ตอบอะไร เพราะว่าหลายคน ก็หลากความคิด และคงไม่ใช่พี่ปาล์มคนเดียวที่คิดแบบนี้ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการได้สัมภาษณ์นักศึกษานิเทศศาสตร์ 3 คน เค้าจะว่าไงกันบ้าง ตามมาอ่านเลยค่ะ

คำถามยอดฮิตของเหล่าบรรดาบัณฑิตสาขานิเทศฯ เมื่อจบใหม่ในยุคข้าวยากหมากแพงนาทีนี้อย่างไรก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของภาวะการณ์รองรับของงานที่มีอยู่ไม่เพียงพอเท่ากับจำนวนบัณฑิตที่จบส่งผลให้ผลิตผลของทางสถาบันอุดมศึกษาตกอยู่ในภาวะ คนว่างงาน เป็นจำนวนมาก หรือมักได้งานไม่ตามสาขาที่เรียน
การจัดการเตรียมรับมือกับปัญหาดังกล่าว ทำอย่างไรให้ตนเองได้รับการพิจารณาเข้าทำงานในการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งการทำตัวเองให้มีความน่าสนใจ ฟิตพร้อมสู่โลกของการทำงาน เหล่านิสิตนักศึกษาพวกเขาคิดอย่างไร มีวิธีตระเตรียมตัวเองที่แตกต่างกันออกไป เราลองไปติดตามกัน
อิ๋ว- อาทิตยา มากระจันทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ อิ๋วเปรยว่ากลัวตกงานเหมือนกัน แต่ที่กลัวไม่ใช่เพราะภาวะเศรษฐกิจเป็นเพราะการกดดันจากความเคยชินของคนรอบข้าง
ก็เหมือนเป็นธรรมดาไปแล้ว คือเรียนจบเราอยากมีงานทำ เรียนจบไปไม่มีงานทำ ก็ถูกคนมองว่าเตะฝุ่นเลยกดดัน อยากทำให้พ่อแม่ภูมิใจตรงนี้ด้วยเราเลยเครียดบ้าง เลยเอาฝันตัวเองตั้งไว้และทำตามคือจะไปสมัครงานอยากเป็นนักข่าว แต่หากแข่งขันไม่ได้ หรือเขาไม่เลือกเรา อิ๋วก็มองที่ตัวเองนะ ไม่ได้วัดที่สถาบัน ส่วนวิธีเตรียมรับคือมองไว้ว่าจะไปเรียนต่อเลยหากไม่มีงานทำ ด้านสาขาที่เกี่ยวข้องไปเลย เพราะที่อิ๋วเรียนอิ๋วอยากไปสายของอาจารย์อยากเป็นครู เรียนเพื่อความรู้มาต่อยอดไปเลย
ด้าน พู -นที ปฐมศาสตร์ นักศึกษาชั้นปี่ที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาโฆษณา จากม.สยามเช่นกันที่พูยอมรับว่ากลัวตกงานแต่ทว่าสาเหตุของเธอที่กลัวนั่นมาจากตัวเธอเอง
พูเรียนเอกโฆษณา งานที่รองรับของบริษัทมันน้อยกว่าเด็กโฆษณาที่จบมา แต่ละที่เขาก็ต้องการคนที่มีความคิดโดดเด่น เราไมมีความมั่นใจตัวเองว่ามีความคิดแหวกแนว คือปัญหา ของพูอยุ่ที่ตัวเอง แต่พูก็มองสิ่งเตรียมรับมือไว้นะค่ะ คือ สำหรับแผนที่วางไว้คือ ก็คงต้องไปหางานอย่างอื่นทำ อย่างงานทั่วๆไปและก็ไม่เลือกงานมากนัก เป็นงานพวกติดต่อประสานงานอะไรประมาณนี้เราจะถนัดกว่า พูวางตัวเองไว้ว่าจะไม่เลือกงานมองว่าตัวเองมีคุณสมบัติในเรื่องการสื่อสารและมีความอดทนมากกว่าค่ะ
ไม่เพียงเรื่องของภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับภาวะคนว่างงานอย่างเดียว อาการประหม่าไม่มั่นใจกลัวที่จะตกงานนั้นก็ประกอบมาจากหลายปัจจัย ทั้งตลาดการแข่งขันที่สูงขึ้น หรือบ้างยังไม่ค้นพบตัวตนที่แท้จริง แต่สำหรับคนที่ไม่กลัวภาวะตกงาน เหตุนั้นก็มาจากการทำงานเสริมที่ประกอบการเรียนมาตลอด ทำให้เขาเรียนรู้หลักในการทำงานและพร้อมมากกว่าคนจบใหม่
เม ภัทรมน ตรีศิริภพ นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ขั้นปีที่ 4 สาขาประชาสัมพันธ์ จาก มหาวิทยาลัยจันทรเกษม เมบอกไม่กลัวที่จะตกงานเธอมีความมั่นใจในส่วนหนึ่งว่างานยังคงมีอยู่เสมอหากเราพร้อมที่จะทำเพราะได้สะสมประสบการณ์ระหว่างเรียนมาตลอด
จบมาก็ไม่กลัวนะ เพราะจบแล้วจะไปทำงานที่ไหนก็ได้ ประสบการณ์ก็มีเพราะเคยได้ทำงานอื่นๆขณะเรียนมาเอาประสบการณ์มาแล้ว เหมือนว่าเราเคยทำมาก่อนแล้ว เลยกล้าที่จะทำงานพร้อมคิดว่าทำได้ หรือหากงานไม่สมดุลกับค่าตอบแทน เมก็หาทางออกกับธุรกิจของที่บ้านไว้ และเหมือนกับว่าเป็นอะไรที่เราชอบด้วยบางทีทำงานบริษัทก็ มองว่ามันโตช้านะ เหมือนว่าและเลยอยากลองธุรกิจของที่บ้านสักพัก"
การสะสมประสบการณ์ด้วยการทำงานข้างนอกรั้วมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนอยู่ทั้งนี้เมเสริมว่าอยากให้คนที่กลัวพกความมั่นใจไว้กับตัวเองพร้อมกับหาสิ่งที่ตัวเองถนัดให้เจอ
"ที่นี้หากมีเวลามีโอกาสควรจะคว้าเอาไว้สร้างเสริมให้ตัวเองมีประสบการณ์ จริงที่กลัวเพราะ หาตัวเองไม่เจอมากกว่า ลองถนัดในสิ่งนั้นจริงๆภาวะเศรษฐกิจแม้จะเป็นส่วนหนึ่งแค้คงไม่ใช่ปัญหา เบ็ดเสร็จหากมีความมั่นใจก็มีชัยไปกว่าครึ่ง
ก็ฝากเอาไว้ให้น้องๆ ลองคิดดูนะคะ พี่ปาล์มว่าเราจะเรียนอะไรก็ตาม ขอให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และอดทน ก็ประสบความสำเร็จได้ทั้งนั้น แล้วน้องๆ คิดว่ายังไงกันบ้างคะ?

พี่ปาล์มขอบคุณบทความและภาพประกอบจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการค่ะ |
28 ความคิดเห็น
อันนี้ไม่ได้หลบหลู่ใครน่ะครับ
เพราะผมเข้าใจว่าความฝันมันก็เหมือนการเมือง / ศาสนา
ใครชอบอะไรอย่างไงไม่เหมือนกัน
ผมว่าน่ะ นิเทศ ตอนนี้อ่ะ ตกงานลำบากที่สุดแล้ว
เพราะตอนนี้สินค้ามันหลากหลาย ประเทศไทยอุตสาหกรรมก็เจริญแล้ว
เรียนโฆษณาไป ยิ่งความคิดแหวกแนว เป็นของตัวเอง เจ้านายคนไหนเห็นก็อยากได้
จะไปเป็นดีไซน์เนอร์ หนังสือ นิตรยศาสน์ ก็ได้
ดีไม่ดี เปิดบริษัทเอกชนของตัวเอง เป็นนักข่าวเอง เปิดนิตรยศาสน์เอง ออกแบบเอง ก็ได้
มันประยุกต์ได้หลายอย่างมาก ๆ เลยน่ะ
แต่ก็ขึ้นอยู่กับคนมองอ่ะ
บางคนก็มองว่าเฉย ๆ หมอดีกว่า วิศวะ ดีกว่า
( แต่คนเรียนกันให้พรึ่บ ไม่รู้ใครจะตกงานกันแน่ )
ผมว่าตอนนี้เรียนหมอ ค่อนข้างเสี่ยงมากที่สุดแล้วอ่ะ
เรียนไป 6 ปี บางทีต้องไปเรียนเฉพาะด้านต่อ แถมต้องไปบรรจุทำงานที่ต่าง ๆ ก่อนได้ทำงานจริง
ทำดีก็รอดไป ทำพลาดขึ้นมาโดนฟ้องซวยหนัก หมอบางคนรักษาหายก็ว่าหมอเก่ง แต่บางคนเจอเคสหนัก ๆ ใหม่ ๆ ก็จอด
( อันนี้ไม่ได้ว่าเรียนหมอไม่ดีน่ะ ผมว่าถ้าคนในครอบครัวเป็นหมอสักคนอ่ะสุดเจ๋ง ให้ไปเบิกยาให้โรงพยาบาลได้ส่วนลด แถมไม่ต้องไปคลินิกหาหมอแพง ๆ หุหุ )
แต่สุดท้ายแล้วอาชีพที่ทำเงิดได้เยอะสุดก็คือ....
"นักการเมืองงงงงงงงงงงง!!!!!!~~"
( อย่าคิดมาก ๆๆ อิอิ )
ฮ่า ๆ ๆ ^O^
มาอ่านก่อนเลยค่ะ!! >U<
ที่จริงเพิ่งจะ ม. 2 เอง~ ^^;; แต่อยากรู้มากไปนิดส์~ (ไม่นิดหรอกม้างงงงง~ ++-_-)
เลยแอบมาอ่านก่อน ^O^ เอิ๊ก ๆ ๆ ^^
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดี ๆ ค่ะ :D
มันน่าจะมีปัญหานี้ทุกสาขาแหละ คนนึงทำงานไปอย่างน้อยสามสิบปี แต่ทุกปีมีนศ.เรียนจบเป็นแสน
สาขาไหนที่คนกำลังขาดก็จะหางานง่าย
หลายสาขาต้องแข่งกันที่วุฒิ เดี๋ยวนี้เรียนสูงๆกันทั้งนั้น ได้ตำแหน่งเล็กๆไม่ใช่เรื่องแปลก
หลายสาขาหางานยากมาก ต้องเก่งๆ
หรืออาจจะได้งานแต่ความก้าวหน้าก็น้อย ต้องเก่งจริงๆ
งานกำลังน้อยแล้วก็แนวโน้มจะน้อยลง ถ้ามีการสร้างงานใหม่ก็ช่วยได้
เช่น การสร้างกิจการใหม่ การพัฒนางานที่ไส้แห้งให้รุ่งเรือง สร้างค่านิยมใหม่ๆ
..นิเทศตกงานคงเพราะโดนสาขาอื่นมาแทรกแซงด้วยมั้ง (เหตุผลนึง) เช่นจบสาขาอื่นแต่มาทำงานด้านนี้
แล้วนิเทศก็ดันอยู่ในฐานะที่ไปทำงานด้านที่พวกนั้นจบมาไม่ได้
มีทั้งออกแบบและเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก
จบมาทำงานได้หลากหลาย
^^
ใฝ่ฝันมานาน
มันไกลเกินสมองนู๋คร่ะ
แต่ ช้านจะไคว่คว้ามา
555555+
เลือกที่ไม่ชอบ เรียนไม่ไหว ซิ่วอีก เสียดายเวลาอ่ะ
เรียนอะไรมันก็เสี่ยงพอๆ กันแหละ
ใช่ว่าวิดวะจะไม่ตกงาน หรือนิเทศจะได้งาน เหอๆๆๆ
--------------
งานมันมีรองรับทุกคณะแหละ (อาจมีตรงสาขาบ้างไม่ตรงบ้าง)
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะทำ หรือ ไม่ทำ?
แต่ตอนเลือกคณะปี1 พี่เรามองอนาคตไว้ว่าอีกหน่อยสินค้าจะเยอะ
บันเทิงจะเริ่มเข้า นิเทศก็จะมีงานทำ
เราว่านะเรียนอะไรก็เรียน
ขอแต่เป็นสิ่งที่เราชอบ
ถ้าเราชอบแล้วเรื่องงานมันก็อีกส่วนหนึ่ง
คือถ้าเรามีความสุขกับงานและชอบงานที่เราทำยังไงเราก็ไม่ตกงานหรอก
เรียนอะไรมันก็เหมือนๆกันแหละ
ยิ่งถ้าเลือกเรียนที่เราไม่ชอบไปฝืนใจเรียนอาจจะไม่จบก็ได้
ชอบนิเทศอย่ากลัวว่าจะตกงานเพราะไม่ว่าจะอาชีพไหนก็เสี่ยงเท่าๆกัน
เรียนในสิ่งที่ชอบดีกว่า
และผมก็ชอบคณะนี้ด้วย
^____________^
จะได้มีคนมาเรียนทางด้านนิเทศน้อยลง
แต่พวกคุณไม่รู้หรอก ว่าตอนนี้ บุคลากรทางด้านในนี้
ในสาขาบางสาขาเค้าต้องการบุคลากรเยอะเหมือนกัน
ท่าเรียนนิเทศแล้วจบออกมามีความสามารถ ก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะตกงาน
สถาบันใครว่าไม่เกี่ยว ไม่ได้อยากตัดกำลังใจน่ะ แต่มันเกี่ยวจริงๆ
นิเทศอ่ะ เก่งอย่างเดียวไม่รอด แต่ต้องได้โอกาศด้วย
อย่าง กาละแมร์ อย่าง สรยุทร เป็นต้น อยู่ในวงการมา เป็น 10ๆปี ท่าได้โอกาศที่ดีและตัวเองก็มีความสามารถ รวยฉิบหายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
กาละแมร์ ได้รายได้อย่างต่ำ เดือนละ 6 แสน สรยุทรนี้แทบไม่ต้องพูดถึง
อย่าง จุฬา มธ มกรุงเทพ มรังสิต 4ม. นี้คือชั้นนำในด้านนี้ในยุคปัจจุบัน
เพราะว่าเค้ามีผลงานจากรุ่นพี่ที่ดี
เราก็เรียนนิเทศ มเอกชน แต่ตอนนี้ไม่เห็นจะกลัวเลยว่าจะตกงาน เพราะเรามีความมุ่งมั่นพอ
อ่ะ อยากเรียนนิเทศเหมือนกาน สู้ๆๆ
โดนสาขาอื่นแทรกแซง แต่นิเทศเราไปแทรกแซกเค้าไม่ได้
.
.
แต่เราเรียนนิเทศศิลป์ อ่ะ!!!
๕๕๕+ - -"