เคล็ดลับเรียนเก่ง...แบบฉบับ ไอสไตน์

  สวัสดี ยามเช้าของวันใหม่ ที่ใครหลายๆคนคงกำลังวุ่นๆอยู่กับการเตรียมตัวสอบปลายภาค ซึ่ง 1 ในนั้น ก็คือพี่ปอนั่นเอง ฮ่าๆ ช่วงนี้หัวหมุนติ้วๆ เลย ทั้งทำงาน ทั้งอ่านหนังสือ ยิ่งคิดยิ่งอยากเป็นอัจฉริยะ จริงๆ ประมาณว่าอ่านหนังสือจนเป็นอัจฉริยะข้ามคืนกันไปเลย พูดถึง อัจฉริยะ ทำให้พี่ปอ นึกถึง ไอสไตน์ อัจฉริยะ ชื่อก้องโลก ที่ทุกคนคงจะรู้จักและเคยได้ยินชื่อมาเป็นอย่างดี วันนี้พี่ปอเลยมีเคล็ดลับการเป็นอัจฉริยะของไอสไตน์มาฝาก เผื่อว่าจะนำไปปรับใช้ในการเรียน การสอบไล่ของเราได้ไง อิอิ จะได้เป็นอัจฉริยะกันถ้วนหน้าเลย

 

  

  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ พยายามจะอธิบายว่า การค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ทุกอย่างของเขา มาจากจินตนาการ และถ้าจะเทียบระหว่างความรู้ กับ จินตนาการ เขาบอกว่า จินตนาการสำคัญกว่า จินตนาการเป็นเชาว์ปัญญาขั้นสูงสุด และมันจะนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่ๆได้อย่างไม่สิ้นสุด ขณะที่มีชีวิตอยู่ เขาย้ำนักย้ำหนาหลายต่อหลายครั้งกับนักศึกษาที่เขาสอน และต่อที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์อยู่บ่อยๆว่า “จินตนาการ สำคัญมากกว่าความรู้” แต่เขาก็ไม่อธิบายต่อว่า เพราะอะไร จินตนาการจึงสำคัญกว่าความรู้

   



   นักเรียนที่เรียนเก่ง ก็ค้นพบความลับนี้ เขาจะกลับมานั่งคิดและจินตนาการต่อที่บ้านเสมอ นักเรียนทุกคนในห้อง เรียนกับอาจารย์คนเดียวกัน บรรยากาศเดียวกัน แต่ความสามารถในการจินตนาการต่างกัน สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหมู่เด็กที่เรียนเก่งคือ จะมีจินตนาการสูงมาก ความลับนี้เขาไม่ได้บอกใคร อาจเพราะไม่อยากบอก หรือ ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไร เด็กที่เรียนเก่งทุกคนจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ คือเมื่อเห็นภาพปุ๊บ เขาจะใส่ความรู้สึกเข้าไปปั๊บ เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมๆกัน โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถฝึกได้

 
   ประสบการณ์ที่เหมือนกันเปี๊ยบระหว่างคนสองคน จึงส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตได้ไม่เท่ากัน เพราะความสามารถในการจินตนาการต่างกัน แน่นอนว่า อุปนิสัย ความชอบ ความสนใจ ความถนัด ฯลฯ เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้มีพลังแห่งจินตนาการสูงขึ้นหลังจากได้พบกับประสบการณ์จริง พวกเขาจะเห็นภาพแห่งความสำเร็จในเรื่องที่ตนเองชอบหรือถนัด ชัดเจนกว่าคนอื่น จึงมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้ง่ายกว่า

    


   ประสบการณ์จากชีวิตจริง จะประทับลงในจิตใต้สำนึกได้ ต้องมีจินตนาการ เราอาจจะเคยตีแบดมินตัน แต่ผ่านแล้วก็ผ่านเลยไป ไม่เคยจินตนาการต่ออีก ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สูญเปล่า การตีในครั้งต่อไปเราจะไม่เก่งขึ้น เพราะจิตใต้สำนึกจะเข้าใจภาพแห่งจินตนาการเท่านั้น มันไม่มีส่วนเชื่อมต่อโดยตรงกับทวารทางกายทั้งห้า เหมือนอย่างจิตสำนึก

    
   อัจฉริยะของโลกทุกคน ทุกสาขา ค้นพบความลับสุดยอดนี้แล้ว นักศึกษาแพทย์ที่เก่งๆ จะจินตนาการลักษณะของเส้นเลือดร่างกายแต่ละระบบ พยายามบิวด์ความรู้สึกเขาไป แล้วค่อยไปเรียนรู้ลักษณะย่อยของเส้นเลือดแต่ละเส้นในระบบนั้น นิสิตวิศวกรรมที่เก่งๆ สามารถพิสูจน์สมการทางแคลคูลัสได้ โดยคิดย้อนจากคำตอบขึ้นมา ทำให้ไม่ว่าอาจารย์จะกำหนดสมการแบบไหนมา เขาก็ตอบถูกเสมอ เพราะเอาคำถามของอาจารย์นั่นแหละ เป็นตัวตั้งคิดย้อนขึ้นไปพิสูจน์ ทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีมันสมองที่ใหญ่กว่าคนอี่น แต่เพราะพวกเขาพบความลับนี้ อาจจะด้วยพรสวรรค์ หรือ การเรียนรู้ แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือ ไม่มี

   


   ถ้าเราไปถามศิลปินนักวาดภาพที่เก่งๆ ว่าทำไมถึงวาดภาพได้ขนาดนี้ เขาจะตอบไม่ได้ ทั้งๆที่ ภาพนั้นฝังอยู่ในใจตั้งแต่แรกแล้ว มือเขาเพียงแต่วาดไปตามความรู้สึกเท่านั้นเอง ศิลปินระดับนี้ จึงต้องบิวด์อารมณ์ก่อนทำงานเสมอ เพราะอารมณ์จะทำให้ภาพในใจชัดเจนยิ่งขึ้น วันไหนไม่มีอารมณ์ จะทำงานไม่ได้เลย


  สมองคนเราถูกออกแบบมาให้มีโครงสร้างไม่แตกต่างกัน สิ่งที่ต่างกันคือความสามารถในการจินตนาการ ไอน์สไตน์ จึงบอกว่า จินตนาการสำคัญมากกว่าความรู้ จงพยายามจินตนาการไปแล้วอย่าลืมใส่ความรู้สึกเข้าไปด้วย ในที่สุดมันจะมีพลังมหัศจรรย์จากจิตใต้สำนึก มาขับดันให้คุณเกิดการหยั่งรู้โดยอัตโนมัติ

  สรุป แล้วว่า ความคิด จินตนาการ และความรู้ คือสิ่งสำคัญที่ต้องควบคู่กันไป และที่ขาดไม่ได้ คือการฝึกฝนนะครับ อิอิ สุดท้ายนี้ก็ขอให้โชค A ในการสอบทุกคนน๊าคร๊าบ Good Bye

  พี่ปอขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก วิชาการ ดอท คอม

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

Katepary Member 12 ก.ย. 60 19:24 น. 24

คือหนูผลการเรียนตกต่ำค่ะไม่รู้ว่าเพราะโทรศัพท์รึป่าวหนูเสียใจมากที่ตัวเองเรียนตกต่ำมากกว่าเพื่อนที่เคยแพ้เราแม่ก็บอกว่าทำไมเปลี่ยนไปขนาดนี้หนูเสียใจมากกกฮือออออ

0
กำลังโหลด

25 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
lew539 Member 18 ก.ย. 51 12:17 น. 5

เราก็ว่าวันไหนไม่มีอารมณ์ทำไมวาดภาพออกมาดูทุเรศ

พอวันไหนมีอารมณ์วาดก็จะวาดออกมาซะเหมือนจริง = =

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
katy 30 ก.ย. 51 13:17 น. 12
อย่าอยากเก่งมากเลย ถ้าโง่แล้วมีความสุขก็โง่ต่อไปเถอะ ถ้าโลกนี้มีแต่คนระดับไอสไตน์คงยุ่งพิลึก
มาแข่งกันทำความดีดีกว่า เพราะความดีไม่เคยไม่ร้ายใคร แต่ความเก่งนั้นมันไม่แน่ ดูไอสไตน์สิ ใช้ความเก่งของตนเองสร้างระเบิดปรมณูทำลายผู้อื่น และที่โลกเราวุ่นวายขนาดนี้ก็มาจากพวกคนเก่งๆที่ไร้ศีลธรรมกันทั้งนั้น ชีวิตคนเราสั้นนัก เดี๋ยวก็ตายแล้ว อยู่ในโลกอย่างมีความสุขตามอัตภาพดีกว่า อยู่อย่างพอเพียงและมีความสุขกับชีวิตและผู้อื่น ทำความดีไว้มากๆ ตายไปก้จะได้มีความสุขตลอดนิรันดร์อีก อย่างนี้สิคุ้มกว่าการตะเกียกตะกายอยากเป็นคนเก่งเยอะเลย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด