| ฮัลโหลๆ น้องๆ เด็กดีดอทคอมทุกคน เตรียมตัวเหินฟ้าจะไปเรียนต่อเมืองนอกกันถึงไหนแล้วคะ พี่ปาล์มว่าขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนไปเรียนนี่สำคัญมากๆ เลยล่ะนะ เพราะหากว่าเราเตรียมความพร้อมมาอย่างเต็มที่ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยล่ะค่ะ ไหนๆ ตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา พี่ปาล์มก็แนะนำเรื่องการเตรียมตัวสอบ เตรียมตัวยื่นวีซ่า กันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ มาคราวนี้พี่ปาล์มแนะนำวิธีจัดกระเป๋าเดินทางจะดีกว่า
เอาล่ะ เตรียมตัวจะแพ็คกระเป๋ากันแล้วใช่มั้ย? งั้นมาดูกันเลยว่าจะต้องจัดยังไงถึงจะโอเค๊ !
จัดกระเป๋าล่วงหน้ากี่วันดี?
- น้องๆ ควรจัดกระเป๋าล่วงหน้าก่อนวันเดินทางอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และเช็กดูว่ามีของอะไรที่เหลือหรือขาดเพื่อป้องกันปัญหาการลืมของชิ้นนั้นชิ้นนี้ในวันเดินทางจ้า (สำคัญนะ อย่าลืมล่ะ)

วิธีจัดกระเป๋าเดินทาง
- น้องๆ ลองเขียนรายชื่อสิ่งของที่จะต้องนำไปด้วยลงในกระดาษ แล้วแยกประเภทว่ามีสิ่งของประเภทไหนบ้าง หลักๆ แล้ว สิ่งของจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว และอาหาร ดังนั้น น้องๆ ควรจะเอาสิ่งของที่แตกหักได้ง่ายไว้ระหว่างเสื้อผ้าหนาๆ แต่ไม่ควรจะเป็นภาชนะที่บรรจุของเหลว เช่น ขวดสบู่ แชมพู เพราะอาจจะหกเลอะเทอะกระเป๋าได้ และของพวกสบู่ แชมพู ครีมทาผิว น้องๆ ควรแยกใส่ถุงพลาสติกไว้ต่างหาก อย่างน้อยเวลามันหกจะได้ไม่เลอะเทอะกระเป๋านะคะ
พี่ปาล์มเข้าใจว่า การเดินทางไปยังต่างแดนและต้องอยู่นานกว่า 1 สัปดาห์ มันทำใจลำบากขนาดไหนในการเลือกของลงกระเป๋า อันนั้นก็ดี อันนี้ก็ได้ อันนู้นก็เหมือนจะไม่ได้ใช้แต่ติดไปก่อนก็ดีเพื่อความอุ่นใจ 5555+ พี่ปาล์มเลยอยากให้น้องๆ เลือกของที่คิดว่าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ดีกว่าเอาของทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะทำให้หนักกระเป๋า หิ้วหรือลากลำบากแล้ว อาจเอาไปรกเปล่าๆ ด้วยล่ะค่ะ (แถมถ้าน้ำหนักเกินที่สายการบินกำหนด อาจต้องเสียค่าปรับด้วยนะเออ)
*ของจำพวกแก้ว ที่แตกหักได้ง่าย ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าเอาไปเลยนะคะ เดี๋ยวของแตกระหว่างการขนส่ง เสียดายค่ะ*

ประเภทของกระเป๋าที่ต้องเตรียมไป
1.กระเป๋าสะพายติดตัวขึ้นเครื่อง (Overnight Bag)
- กระเป๋าแบบนี้เหมาะสำหรับใส่เงิน ใส่ของกระจุกกระจิกจำเป็นต่างๆ แต่น้องๆ ห้ามนำของมีคม เช่น กรรไกรตัดเล็บ มีดเล็กๆ ติดกระเป๋าไปด้วยเด็ดขาดนะคะ
2.กระเป๋าที่หิ้วขึ้นบนเครื่อง (Carry On Bag)
- นอกจากกระเป๋าสัมภาระที่สายการบินอนุญาตให้โหลดเข้าใต้ท้องเครื่องได้ไม่เกินคนละ 1 ชิ้นแล้ว (ยกเว้นคนที่จะเดินทางไปสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดา สามารถนำกระเป๋าโหลดเข้าใต้ท้องเครื่องได้คนละไม่เกิน 2 ชิ้นค่ะ) น้องๆ ยังสามารถนำกระเป๋าเดินทางใบเล็กขึ้นไปบนเครื่องบินได้ แต่ส่วนมากแล้วไม่ควรมีน้ำหนักเกิน 7 กิโลกรัม และสามารถวางไว้บนช่องเก็บของเหนือศีรษะผู้โดยสารได้ค่ะ

ของใช้จำเป็นที่ควรนำไปด้วย
- ของใช้ในครัว เช่น ช้อน ส้อม จานและแก้ว (เลือกที่เป็นพลาสติกนะคะ) หรือพวกกล่องอาหารที่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ค่ะ (กันอดตาย 5555+)
ของใช้ส่วนตัวที่ควรนำไปด้วย
- สบู่ ครีมทาผิว ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แชมพู ผงซักฟอก แป้งทาตัว มีดโกนหนวด ที่ตัดเล็บ ลิปมัน (ในกรณีน้องผู้หญิงบางคน นิยมนำผ้าอนามัยติดตัวไปด้วย จริงๆ แล้วที่ต่างประเทศก็หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปเหมือนเมืองไทย แต่บางทีมันอาจไม่เหมาะกับสรีระของคนเอเชียอย่างเราเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ถ้าจะพกไปด้วยเยอะๆ ก็ได้ค่ะ แล้วแต่สะดวก)
*สำหรับของใช้ที่เป็นของเหลว น้องๆ ควรแยกใส่ถุงพลาสติกแยกต่างหาก เพื่อป้องกันการเลอะเทอะหรือบรรจุภัณฑ์แตกหัก ระหว่างการขนย้ายสัมภาระระหว่างการเดินทาง รวมถึงสิ่งของมีคมทุกชนิด น้องจะต้องใส่ไปกับสัมภาระที่โหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง ซึ่งปัจจุบันรวมไปถึงของเหลวทุกชนิดด้วยค่ะ*
เสบียงอาหารที่ควรนำติดตัวไปด้วย
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวสาร เครื่องปรุงรส พริกแกงปรุงเสร็จสำเร็จรูป กะทิผง พริกป่น (ความจริงพวกของไทยต่างๆ ที่ต่างประเทศก็มีขาย แต่จะมีราคาแพง เพราะฉะนั้น ถ้าจะพกไปก็ดีค่ะ แต่ต้องดูด้วยนะคะว่าสิ่งของนั้นๆ ทางสายการบินและประเทศนั้นๆ เค้ายินยอมให้นำเข้าไปหรือเปล่า)
อื่นๆ (ซึ่งต้องไม่เป็นสิ่งของที่เค้าห้ามนำเข้าประเทศนะคะ)
- ยาสามัญประจำบ้าน และยาสำหรับน้องคนไหนที่มีโรคประจำตัว เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องนำติดตัวไปด้วย ซึ่งยานั้นๆ จะต้องอยู่ในบรรจุภัณฑ์เรียบร้อยและจะต้องมีฉลากยาเป็นภาษาอังกฤษกำกับ ซึ่งจะบ่งถึงประเภทของยานั้นๆ สำหรับน้องที่มีโรคประจำตัวจะต้องนำยาไปให้เพียงพอต่อระยะเวลาที่ต้องอยู่ต่างประเทศ รวมทั้งต้องให้แพทย์ออกใบรับรองและเขียนรายละเอียดของยาไปให้เรียบร้อยชัดเจนค่ะ
*หมายเหตุ* ยาลดความอ้วนทุกประเภท ไม่ควรนำไปด้วย เพราะสารบางชนิดในยาดังกล่าว เป็นสิ่งต้องห้ามนำเข้าประเทศและถือว่าเป็นยาเสพติด หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบเราอาจมีความผิดได้ค่ะ
ส่วนน้องๆ ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ควรซื้อคอนแทคเลนส์สำรองจากเมืองไทยไปให้เพียงพอ เพราะเราอาจไม่สามารถหาซื้อคอนแทคเลนส์เองได้โดยไม่มีใบสั่งของจักษุแพทย์ และเราจะต้องเสียเงินค่าตรวจและขอใบสั่งจากจักษุแพทย์ก่อนซื้อค่ะ
ก็มีประมาณนี้แหละค่ะ ข้อแนะนำในการเตรียมกระเป๋าก่อนเดินทาง พอเราเก็บของเรียบร้อยแล้วก็พร้อมจะลุยเดี่ยวในเมืองใหญ่ (หรือเล็ก - - แต่ก็ไม่ใช่บ้านเกิดเรานี่เนอะ) แล้วนะคะ พี่ปาล์มขอให้น้องๆ สู้ๆ สู้ตาย นำความสำเร็จกลับมากันทุกคนค่ะ ว่าแต่ว่าน้องคนไหนที่มีเทคนิคอะไรพิเศษอีก อย่าลืมมาบอกกันบ้างนะคะ

พี่ปาล์มขอบคุณข้อมูลจาก การศึกษาอัพเกรด
ขอบคุณภาพประกอบจาก
www.theluggageprofessionals.com.au
www.socius.or.kr
www.hardnewscafe.usu.edu
สนใจอยากเล่าประสบการณ์เด็กนอก แนะนำ ติ-ชม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรียนเมืองนอก
ส่งเมล์หรือแอด msn มาได้ที่ palm@dek-d.com |
31 ความคิดเห็น
ตอนตรวจ ต้องแบบ ถอดรองเท้า เข็มขัด แจ๊กเก็ต เข้มงวดสุด ๆ
เรา มีแบบ ลูกแก้ว กลม ๆ ที่มีตุ๊กตาข้างใน เขย่าๆ ยังไม่ผ่านเรย
เราเสียดาย มากอ๊ะ ๆ เพราะซื้อมาจาก m&m world
แร้ว lap top อ๊ะ ก้อต้องเอาออกจากกระเป๋าหิ้ว ด้วย ยย
คิดแร้วอยากกลับไปอเมริกาอีกจัง
>//////////// <
เคยไปแต่ญี่ปุ่นอ่าค่า ลำบากเหมือนกันเพราะว่าคนที่นู่นเค้าไม่พูดภาษาอังกฤษกัน แต่คนที่นั้นนิสัยดีมากกกกกกก แล้วที่นู่นก้อสวยมากกกกก
แล้วตอนมาเปิดกระเป๋าดูอ่า โห้!!!!!!!!!!!!!แชมพูหก แต่ดีที่ไม่เลอะเท่าไหร
อยากไปอีกกกกก
ตอนมาก็ตรวจสุดๆ
ถอดรองเท้า ถอดเข็มขัด laptopก็ต้องเอาออกจากกระเป๋า
เลยพอไปถึง เจ้าหน้าที่ก็ตรวจกระเป๋าอีกที (2 มือด้วยแหละ)
แต่ถ้ารัฐไหนคนเยอะๆ บางทีก็ไม่เข้มงวด (หรือเปล่า)
จำได้ว่าถูกยึดโจ๊กซองด้วยอ่า เศร้ามากกกกกกก !
แล้วก็อีกที เราย้ายรัฐ ก็นั่งเครื่องบินอีกอ่ะ
แล้วคือเราย้ายถาวรเลยไง แต่บ้านที่เคยอยู่ก็ยังฝากของไว้อยู่เพราะแบกมาได้ไม่หมด
ตอนที่นั่งเครื่องระหว่างประเทศอ่ะ ได้กระเป๋าโหลดลงเครื่องใยเดียว -*-
ก็เลยยัดกันเต็มที่ 555+ แอบโกงตาชั่งที่สนามบินด้วย สามใบเลย (เรา แม่ พี่ชาย)
แล้วกระเป๋าที่ลากที่ลากขึ้นเครื่องอ่ะ ความจริงใบไม่ใหญ่หรอก
แต่อัดของไปเยอะ (ของต่างหน้า พวกตุ๊กตา แบกมาจากเมืองไทย)
มันใหญ่มากๆ จน ยัดเข้าไปบนช่างข้างบนไม่ได้อ่ะ
โชคดีที่เจอสจ๊วดใจดี เค้าเลยลากไป แล้วบอกว่าจะไปโหลดไว้ใต้เครื่องให้
แต่เวลาเราเช็คเรื่องน้ำหนักของกระเป๋าในเวปไซด์ของสายการบินอ่ะ
เค้าบอกว่า 7 กิโลจริงๆ แต่เราว่าเค้าไม่ได้มาสนใจอะไรหรอกมั้ง ?
เพราะว่าเราขึ้นเครื่องบินทีไร เค้าไม่ได้ชั่งน้ำหนัก แค่แสกนกับ รื้อเฉยๆ
อันนั้นไม่มั่นใจเหมือนกัน
ปล.อยากกลับเมืองไทย ! อ๊ากกกกกกกก
ใครอยู่อเมกาแอทมาคุยกันนะ pb_tiko@hotmail.com
ขวดน้ำอ่ะค่ะ เค้าไม่ให้เอาเข้าไป
ตอนนั้นที่ย้ายรัฐอ่ะ
แม่เราก็ไม่ทันคิดไง ก็เอาขวดน้ำไปด้วย
เผื่อไว้กันหิวบนเครื่อง
และตอนที่เค้าเช็ค แสกนกระเป๋า(ที่ลากติดตัว)
เจ้าหน้าที่คนนึงน่ารักมากๆ
บอกกับแม่เราว่าให้เทน้ำทิ้ง
แล้วเก็บขวดเอาไว้ ไปเติมตามตู้น้ำ (ที่ตามทางสนามบิน กดๆอ่ะ)
ก็เป็นอีกประสบการณ์นึงนะค่ะ
^__^
เค้าให้เอากระเป๋าไปโหลดได้ 2 ใบ
แต่ต้องไม่เกินใบล่ะ 50 กก นะคะ
ถ้าเกินเนี่ย เค้าจะคิดแพงมั่กๆ
ถ้าอยากเอาไปเกิน 2 ใบก้อได้
แต่เราต้องจ่ายค่า fee เพิ่มนะคะ
ประมาน 100 $ ค่ะ
แชร์ประสบการณ์บ้างค่ะ : )
ตอนไปเที่ยวที่นิวยอร์ค กระเป๋าแตก! (แต่เราทำเอง ไม่เกี่ยวกับสนามบิน ฮ่าๆ)
พอได้กระเป๋าใหม่มา ตอนขากลับ น้ำหนักก็เกิน TT
แต่โฮสต์ใจดีนะคะ ช่วยจ่ายให้เรา ประมาณ $100 ค่ะ
ตอนจะเข้าไป เราร้องไห้ไม่อายใครเลย
โฮสต์เราบอกว่า ร้องไปเลย น้ำตาแห่งความเสียใจที่จะต้องจากกัน : ))))
พอผ่านจุดตรวจค่ะ
ปกติเราผ่านสนามบินเราจะใส่เข็มขัดอีกเส้นนึง
พอใส่เส้นนี้ มันก็ร้องๆๆๆๆๆ
ครั้งที่สองเราก็ยังไม่ถอด ไปถอดอย่างอื่นแทน ฮ่าๆ
เค้าเลยต้องตรวจแบบคนที่มีพิรุจน์น่ะค่ะ
ใช้เครื่องตรวจที่เป็นแท่งๆ มีเสียงตื๊ด เต็มไปหมด = =
กางเกงยีนส์มีกระดุมโลหะแล้วผิดตรงไหน?!!!
ก็ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ : )
กลับได้อย่างสงบสุข.
คำเตือนค่า.
ไปเรียนนอก ไม่ต้องเอาของไปเยอะนะคะ
ถ้าเอาของไปเยอะ จะลำบากเวลาเดินทางในสนามบิน
(เผื่อใครจะนำ carry on หรือ personal belongings ไปค่ะ)
ถ้าใครจะเอา personal belongings ไป ไซส์ไม่ควรใหญ่มากนะคะ เป็นล้อลากยิ่งดี
เพราะไม่งั้น ลำบากวุ่นวายมากค่ะ
คำเตือนค่า.
ไปเรียนนอก ไม่ต้องเอาของไปเยอะนะคะ
ถ้าเอาของไปเยอะ จะลำบากเวลาเดินทางในสนามบิน
(เผื่อใครจะนำ carry on หรือ personal belongings ไปค่ะ)
ถ้าใครจะเอา carry on ไป ไซส์ไม่ควรใหญ่มากนะคะ เป็นล้อลากยิ่งดี
เพราะไม่งั้น ลำบากวุ่นวายมากค่ะ
เราไม่กล้าไปประเทศหนาวๆอ่ะ
เป็นแพ้อากาศ โพรงจมูกอักเสบ
เวลาหายใจเอาอากาศเย็นๆเข้าไปแล้วมันเจ็บTT_TT
ขอบคุนสำหรับคำแนะนำคะ
อยากไปนอก แต่ว่าโนมันนี่
อยากบอกว่า สำหรับผู้ชายโสด ๆ อะ ควรพก Condom ไปด้วย หากต้องการจะใช้นะ เพราะเมืองนอกแพงมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ อะ ไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของราคาที่ซื้อตาม Seven ในบ้านเราอะ
ตอนเราไปเรียน ก็มีเพื่อนเป็นคนต่างประเทศทั้งนั้น ซึ่งเขาถือว่า เรื่อง sex เป็นเรื่องปกติอะ ซึ่งการมี sex เหมือนแค่จับมือกัน สรุป เราเลยต้องให้น้องเรา ส่ง condom ไปให้ ซึ่ง รวมค่าขนส่งแล้ว ยังถูกกว่าซื้อที่เมืองนอกอะ