สาวน้อยผจญภัยในแดนภารตะ (นะนายจ๋า !)

 

นมัสเต...สวัสดีจ้า ชาวเด็กดีหน้าใสกิ๊งทุกคน ^^ เล่าประสบการณ์เด็กนอกสัปดาห์นี้ พี่ปาล์มภูมิใจนำเสนอ ประสบการณ์ "โหด มัน ฮา อ่านแล้วขำน้ำตาร่วง" จากน้องสาวที่มีชื่อว่า "น้องน้ำ" น้องๆ รู้มั้ยคะว่า พี่ปาล์มสัมภาษณ์น้องน้ำไป หัวเราะไป เรียกได้ว่าประสบการณ์เรียนนอกคราวนี้ เป็นประสบการณ์ที่สุดยอดจริงๆ เลยค่ะ เอ้า...เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราไปอ่านกันเลยดีกว่า

1.แนะนำตัวก่อนเลยจ้า

สวัสดีค่ะ หนูชื่อน้ำ ชื่อจริง วิภาวี ติระตระกูลเสรี ตอนนี้ก็อายุ 17 ปีค่ะ ตอนที่เรียนอยู่ที่อินเดีย เรียนโรงเรียนชื่อ St.Jude's public school & Junior college ค่ะ ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยค่ะ

2.ไปเรียนอินเดียได้ยังไงคะ?

ที่น้ำไปเรียนอินเดียก็เพราะจากเพื่อนของพ่อเขาส่งลูกไปเรียนอินเดียค่ะ แล้วเขาก็มาแนะนำป๊าหนูให้ส่งหนูไปเรียนบ้างค่ะ ตอนที่หนูรู้ก็ยังงงๆ อยู่เลยว่าป๊าไปถามไถ่เขาถึงไหน จนกระทั่งป๊าก็เริ่มคิดที่จะส่งน้ำไปบ้าง

3.ตอนไปอายุเท่าไหร่คะ?

ตอนนั้นก็เพิ่งจบ ม.3 จากโรงเรียนนวมินฯ สตรีวิทยา 2 ค่ะ ไปเรียนที่นู่นตอนอายุ 15 ปี

4.ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่อินเดียคะ?

อันนี้ต้องขอบอกว่าเป็นความบังเอิญค่ะ ที่จริงในสมองตอนนั้น คือ อยากพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ เห็นญาติไปทำงานที่อเมริกาเลยอยากตามไปเรียนด้วย อยากหาประสบการณ์ด้วยน่ะค่ะ เลยบอกป๊าว่าอยากไปเรียนต่างประเทศที่ไหนก็ได้ เอาอังกฤษ หรืออเมริกาก็ได้ พอป๊าได้ยินดังนั้นเลยบอกว่ามันแพงไม่เอา แต่น้ำก็พยายามขอบ่อยๆ ขึ้นเรื่อยๆ โดยอ้างว่าไปเป็นลูกบุญธรรมของน้าที่อเมริกาก็ได้จะได้ไม่เสียค่าเรียนเพราะน้าเป็นพลเมืองของที่นั่น แต่ป๊าก็ไม่ยอมค่ะ บอกว่ากลัวน้ำใจแตก ข้อสรุปที่จะไปเรียนเมืองนอก เลยต้องกลายเป็นเพียงความฝันค่ะ

แล้วพอใกล้จบ ม.3 อยู่ดีๆ ป๊าไปเอาเรื่องเรียนต่ออินเดียมาจากไหนไม่รู้ แล้วก็มาถามน้ำว่าน้ำจะไปไหม น้ำขอบอกเลยว่าตอนแรกตกใจมาก น้ำนึกถึงประเทศที่เรียกว่าอินเดียไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะกับสิ่งที่เคยเห็นในสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับอินเดีย ยิ่งทำให้ความอยากไปหดหายไปเป็นกองเลย แต่ป๊าบอกว่าอย่าเพิ่งตัดสินใจ ไปดูที่ออฟฟิศของเอเจนซี่ที่จะพาเราไปก่อนก็ได้ ตอนนั้นแหละค่ะที่เพิ่งตัดสินใจ พอไปถึงเขาให้ดูวีซีดี ที่ถ่ายสภาพโรงเรียน ขอบอกว่าสภาพโรงเรียน เป็นอะไรที่หนูนึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นในวีซีดีค่ะ มันสวยค่ะ อย่างกับหลุดไปในแดนมหัศจรรย์ (ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดได้ยังไง อีแบบนี้) แถมเครื่องแต่งกายหรือเครื่องแบบ ก็หลุดไปในแบบญี่ปุ่น แล้วผสมกับหนังเวทย์มนตร์ เรื่องแฮรี่ พอตเตอร์ เลย เป็นอันว่าชอบมากค่ะ เลยบอกป๊าว่าตกลงทันทีในวันแรกที่เจอกับเอเจนซี่ค่ะ

ที่จริงญาติพี่น้องพอรู้ข่าวนะคะ ไม่มีใครยินดีที่หนูจะไปเรียนที่นั่นเลยค่ะ เพราะว่าเป็นห่วงไหนจะขึ้นชื่อเรื่องสกปรก การแบ่งชนชั้นและอื่นๆ ที่ไม่น่าพิศมัยนัก ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอย่าไปเลย ขนาดแม่ก็ไม่ค่อยสนับสนุน แต่จนแล้วจนรอดก็ไปจนได้ค่ะ

5.ไปเรียนเมืองไหนคะ?

ไปเรียนที่ จังหวัดทามินนาดูค่ะ เมืองโคตากีรี (ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่าที่จริงแล้วควรเรียกว่ารัฐหรือเปล่า)

6.ศึกษาอะไรล่วงหน้าเกี่ยวกับอินเดียมาบ้าง?

ศึกษาเหรอคะ ความจริงต้องบอกว่าแทบไม่ได้สนใจใฝ่รู้เรื่องนั้นเลยค่ะ บอกตัวเองอย่างเดียวว่ามันน่าตื่นเต้น ในชีวิตไม่เคยเรียนโรงเรียนนานาชาตินี่คะ เลยอยากใส่ชุดที่แปลกออกไปน่ะค่ะ ถ้าจะให้บอกว่ารู้อะไรก่อนไปเรียนบ้างก็ต้องบอกว่ารู้ว่าที่ที่จะไปอยู่ถึงจะเป็นทางใต้แต่มันก็หนาวค่ะ เพราะอยู่บนภูเขา แล้วก็อินเดียเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมาร้อยกว่าปี แล้วทราบอีกอย่างว่าที่ที่จะไปเรียน เรียนหนักมาก ต้องระวังขอทานอย่าไปให้เขาง่ายๆ เพราะเดี๋ยวจะมีมาเพิ่มเพียงพริบตา แล้วก็มีการแบ่งชนชั้น แล้วยิ่งหนูเป็นผู้หญิง จะกินจะใช้ก็ไม่สะดวกเท่าผู้ชาย เพราะที่นั่นเขาให้เพศชายคือผู้นำก่อนค่ะ สิ่งอำนวยความสะดวกเลยมีให้ผู้ชายมากกว่า และหนูจะต้องพยายามยอมรับกับวัฒนธรรมที่ล้าหลังกว่าเรายี่สิบ สามสิบปีของที่นั่นให้ได้ อะไรประมาณนี้ ตอนนั้นรู้แค่นี้จริงๆ ค่ะ

7.ขึ้นชื่อว่าอินเดีย หลายๆ คนก็คงคิดถึงความสกปรก น้องน้ำไม่กลัวว่าไปอยู่แล้วจะลำบากเหรอคะ?

อันนี้แน่นอนค่ะ บอกป๊าว่าไม่เอา มันสกปรก ไปอเมริกาไม่ได้เหรอ คำตอบเดิมค่ะ ไม่ได้มันแพง หนูก็เลย เอ้า...เอาก็เอา อินเดียก็อินเดีย มันจะสกปรกแค่ไหนกันเชียว คนอื่นอยู่ได้ทำไมเราจะอยู่ไม่ได้ แถมสิ่งที่ได้กลับมา คือ ภาษาที่อยากจะพูดได้ ก็ต้องตายเป็นตาย สกปรกเป็นสกปรกแหละค่ะ

8.พอเราตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่ว่ายังไงบ้างคะ?

คุณพ่อสนับสนุนอยู่แล้วค่ะ ตัวตั้งตัวตีเลย บอกว่าเพื่อภาษาอังกฤษกับอนาคตที่ดี อยู่ที่ประเทศไทยเรียนภาษาที่โรงเรียนพิเศษตั้งหลายที่ก็ไม่เห็นจะได้เรื่อง ยังพูดได้แค่ถามชื่อกับถามอายุอยู่เลย ไปเรียนอินเดียล่ะดีแล้วไม่แพงด้วย แถมคนเคยเรียนมักพูดว่าเรียนที่อินเดียพอฟังได้ปุ๊บ ไปประเทศไหนก็จะฟังเขารู้เรื่อง เพราะคนอินเดียพูดภาษาอังกฤษฟังยากที่สุด ส่วนคุณแม่ ตอนแรกที่ได้ยินก็ไม่สนับสนุนเลยค่ะ บอกว่าเป็นห่วง แล้วมันจะได้ภาษาอังกฤษจริงเหรอ แต่ป๊าก็คอยย้ำว่าอินเดียเคยอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษมาร้อยกว่าปี ย่อมพูดได้อยู่แล้วไม่ต้องห่วงเรื่องที่ว่าจะได้ภาษามาจริงไหมเลย แม่เลยบอกว่าแล้วแต่น้ำแล้วกัน

9.เตรียมตัวก่อนไปยังไงบ้าง?

ซื้อของใช้ค่ะ เพราะกลัวค่ะว่าเราจะไปใช้ของใช้ที่นั่นไม่ไหว ถ้าบอกว่าไปอังกฤษ ญี่ปุ่น หรืออเมริกายังพอเบาใจ แต่หากไปอินเดียของที่ใช้จะต้องคิดมากทันตาเห็นเลย ไหนจะเสื้อกันหนาวห้าหกตัว ผงซักฟอก สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ยาสระผม แว่นสำรอง และอื่นๆ อีกมากมายที่เกี่ยวกับของใช้ธรรมดาทั่วไปค่ะ เพราะว่ากลัวว่า ของที่ขายที่นั่น มันนึกภาพไม่ออกจริงๆ ค่ะว่ามันจะรูปร่างหน้าตายังไง กลัวไปแล้วหาของที่ตัวเองต้องการไม่ได้ค่ะ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ บนภูเขามีลิง โรงเรียนอยู่บนภูเขาเลยเจอลิงค่ะ เลยต้องเตรียมเซ็ตเสื้อชั้นในไปโหลครึ่ง เพราะพี่เอเจนซี่ว่ามาว่าเดี๋ยวลิงมันจะขโมยไปค่ะ อ้อ...แล้วอีกอย่างที่ไม่ควรลืมเลยก็คือ ลูกกุญแจกับแม่กุญแจ สักสองสามอันเอาไว้กันขโมยค่ะ

10.ก้าวแรกที่เหยียบอินเดีย เป็นไงบ้างคะ?

ตื่นตาค่ะ กลัวว่าน้ำจะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ขอบอกว่ามันเริ่มตั้งแต่อยู่ในเครื่องบินแล้วค่ะ พี่แอร์บนเครื่องบินดันถามว่า จะเอาแบบเว็ต หรือ นอนเว็ต น้ำงงค่ะ ถึงจะมีประสบการณ์ขึ้นเครื่องบินมาบ้างแต่ก็ไม่เคยเจอคำถามเรื่องอาหารแบบนี้ ตอนนั้นเอ๋อไปเลยค่ะ ต้องคอยถามรุ่นพี่ (ที่เพิ่งรู้จักกันที่สนามบิน) ที่เคยมาเรียนแล้วน่ะค่ะ ว่ามันต่างกันอย่างไง ('เว็ต-vegetarian'หมายถึงอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่ผัก , ส่วน'นอน-เว็ต-non-vegetarian' หมายถึง อาหารที่รวมเนื้อสัตว์ไว้ในนั้นด้วย) แต่พอเหยียบอินเดียสภาพที่เห็นคือ ตื่นตาค่ะ รู้สึกว่าที่นี่มันบ้านนอกของแท้เลยค่ะ เห็นผู้คนเดินผ่านหนูไปมาด้วยชุดท้องถิ่นที่ไม่คุ้นตา กับหน้าตาที่ดูตอนแรกแทบแยกไม่ออกว่าใครคือใคร รู้สึกว่าคนอินเดียหน้าตาเหมือนกันหมดเลยค่ะ อากาศที่นั่นเขาดีค่ะ (อาจเพราะลมมันหนาวพัดสบายดีค่ะ) แล้วก็คิดว่าเรามาถึงแล้ว แน่ใจแล้วเหรอ กลับไปไม่ได้แล้วนะ อีกอย่างก็คือ กลัวค่ะ กลัวที่จะอยู่คนเดียว คิดถึงแม่กับป๊าค่ะ

11.จัดการเรื่องโรงเรียนยังไงบ้าง ไปพักกับใครคะ?

อ๋อ เรื่องที่โรงเรียนก่อนเข้าจะมีสอบค่ะ เพื่อวัดระดับภาษา น้ำนะคะ จากร้อยคะแนนเต็มวิชาอังกฤษกับเลข (ทั้งหมดเป็นข้อเขียน) อังกฤษดันได้แค่8กับเลขอีก14 ค่ะ แจ๋วไหมคะ แล้วเรื่องสมัครอื่นๆก็เราแค่จ่ายตังค์ พี่เอเจนซี่ก็ทำให้หมด ส่วนเรื่องวีซ่า ก็ผ่านสบายค่ะ เรื่องที่พักยิ่งไม่ต้องห่วงค่ะ พักกับหอโรงเรียน พี่เอเจนซี่บอกว่ามันเป็นห้องนอนรวม (ห้องหนึ่งมีประมาณ 30 คนขึ้นไปค่ะ) ทางโรงเรียนจะเลือกเตียงให้เองในเวลาที่ไปถึงที่นู่นแล้วค่ะ ตอนแรกฟังแทบขยาดค่ะเรื่องที่พักแต่ก็ต้องจำใจค่ะ ป๊าบอกว่าสู้ๆค่ะ

12.วันแรกที่ไปเรียนเป็นยังไงบ้างคะ? ทั้งบรรยากาศ อากาศ เพื่อน อาหาร ทุกอย่างเลย ^^

ร้องไห้ค่ะ เพราะวันแรกที่ไปถึงอีกสองวันจะเป็นวันเกิดค่ะ คิดถึงป๊ากับแม่มากค่ะ ขอบอกเลยว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยค่ะ เกาะติดเด็กไทยที่นั่นอย่างเดียวประมาณว่าให้พี่เขาแนะนำ พอไปเจอห้องพักถึงกับตะลึงค่ะ มันแย่ยิ่งกว่าสภาพที่นึกอีกค่ะ ลองคิดดูนะคะ หนูน่ะ ตอนนั้นก็ 15 แล้ว จะให้นอนร่วมกับเด็กประถมก็ยังไงอยู่ ห้องนอนที่ตอนแรกพี่เอเจนซี่พูดว่ามันมีสามห้องใหญ่ๆ ห้องหนึ่งอยู่กันสามสิบคนขึ้นไป พอเห็นสภาพปุ๊บอยากบอกดังๆ ว่าไอ้สามห้องใหญ่ๆ นี่ ดูยังไงมันก็ห้องเดียวกัน ก็เพราะห้องสามห้องนี้เดินทะลุกันค่ะ ที่มีก็แค่กำแพงกั้นแบบเหลือที่ไว้ให้เดินน่ะค่ะ เหมือนประตูที่ไม่มีบานประตู เดินทะลุกันได้ค่ะ ห้องน้ำที่นั้นนะคะ ขอบอกว่าห้องนอนสามห้องใหญ่ๆ ติดกันกับห้องนอนแยกใหญ่ๆ อีกห้อง มีส่วนที่เป็นห้องน้ำหญิงอยู่สองส่วนค่ะ แล้วเวลาเรียนเขาเปิดให้ใช้แค่ส่วนเดียว ในนั้นมีห้องขับถ่าย 8 ห้องอาบน้ำอีก 8 ลองนึกดูนะคะ เวลาจะอาบน้ำทีรอเป็นชาติเลยค่ะ ถ้าไม่ได้จองก่อน อยากจะบอกว่าหอที่ไปอยู่มันแบ่งกันส่วนใครส่วนมัน มาใช้ห้องน้ำห้องอื่นไม่ได้ค่ะ หนูเลยใช้ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอย่างที่ว่าไปอย่างล่ะ 8 ห้อง แล้วพอบวกลบคูณหารกันดู ห้องน้ำกับห้องอาบน้ำอย่างละ 8 นี่ไม่เหมาะสมกับจำนวนนักเรียนที่มีในหอนั้นเลยค่ะ มีประมาณ70กว่าคนค่ะ คิดยังไงก็คิดไม่ออกค่ะว่าจะอาบน้ำ ขับถ่ายกันลงตัวยังไง

บ่นเรื่องห้องหอแล้วต้องต่อเลยมาที่ห้องเรียนค่ะ โต๊ะนั่งเคยเห็นใช่ไหมคะ? ที่มันเป็นแบบติดกันสองที่แล้วแยกออกไม่ได้ แต่ที่นี่เขาเจ๋งกว่าค่ะมันติดกันสี่ที่ค่ะ เวลานั่งทีเหาแทบกระโดนข้ามหัวเล่นเลยก็ว่าได้ พอพูดถึงเหาต้องพูดถึงความสกปรกของเด็กที่นี่ค่ะ เขาจะไม่ค่อยอาบน้ำ บ้างก็วันเว้นวัน บ้างก็อาทิตย์ละสองวัน บ้างก็อาทิตย์ละหน เลยไม่ต้องห่วงเรื่องเด็กที่นี่มีเหาไหม มีแน่นอนค่ะ ต้องขอยอมรับว่าเหาที่นี่มันแรงจริงๆ ค่ะ ขนาดหนูกับเพื่อนที่เป็นเด็กไทยอาบน้ำกันเช้าเย็น สระผมทุกวันยังได้มาคนละตัวสองตัวบนหัวเลย

เพื่อนอินเดียจะเรียกว่าเพื่อนก็กระไรค่ะ เพราะจบม.3จากไทยกลับต้องมาต่อเกรด 8ที่นี่ ก็คือ ม.2ดีๆ นี่เอง น้ำต้องมาเรียนซ้ำถึงสองปีค่ะ เด็กที่นี่เคารพรุ่นพี่ก็จริงแต่พี่แกไม่ได้ดูที่อายุแต่ดูที่ระดับชั้นค่ะ เลยกลับกลายเป็นว่าน้ำต้องกลายเป็นน้องเขาค่ะ (ด้วยความที่หน้าเด็กด้วย ฮิฮิ ไม่ได้โม้ค่ะ เด็กอินเดียที่นี่หน้าแก่ค่ะ) เลยต้องเชื่อฟัง พวกรุ่นพี่เก็บกดค่ะ จะมาลงที่น้องๆ น้องๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ค่ะ เพราะถึงไปฟ้องใครรุ่นพี่ก็ถูกอยู่วันยังค่ำ แต่กับเด็กไทยไม่มีใครกล้าหือมากนัก เพราะรู้ว่าคนไทยมันแปลก ถ้าเข้าใกล้มากอาจโดนมือสังหารเป็นได้นะคะ เด็กที่นี่หน้าไหว้หลังหลอกซะส่วนใหญ่ค่ะ เขาช่วยเราเขาหวังค่ะว่าจะได้อะไรจากเราตอบแทน เพื่อนที่ห้องหนูแทบไม่มี มีแต่เด็กผู้ชายค่ะ เพราะในห้องมีกับสามสิบคน เป็นเพศหญิงซะ8นอกนั้นชายล้วนค่ะ เพราะคนอินเดียส่วนมากไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือค่ะ ถ้าจะเรียนเลยมักส่งไปที่โรงเรียนหญิงล้วนมากกว่า ส่วนใหญ่สนิทกับเด็กไทย เด็กที่มาจากเนปาล (เด็กเนปาลหน้าตี๋มากค่ะ) กับเด็กอินเดียที่เขาว่าแก่นแต่น้ำคิดว่าคงแก่นได้ยังไงก็ไม่เท่าเด็กที่เมืองไทยหรอกค่ะ

อากาศที่นั่นสดชื่นค่ะ สบาย ยิ่งช่วงหน้าหนาวหนาวมากเลย เคยมีหิมะตกด้วยแต่เขาบอกว่าเมื่อนานมาแล้วค่ะ (ไม่รู้จริงเท็จนะคะ) เพราะว่าอยู่ทางใต้โอกาสที่หิมะจะตกมีน้อยมากค่ะ นอกจากจะไปเรียนทางเหนือ

ถ้าถามหนูเรื่องอาหารต้องบอกว่าชอบค่ะ แต่เด็กที่ไปส่วนใหญ่จะกินกันไม่ได้ค่ะ แต่ทุกคนจะโดนจับยัดถ้ากินไม่หมด แล้วทุกคนก็ยอมนะคะ เพราะรุ่นพี่จะโดนด่าด้วยค่ะว่าไม่ดูแลน้อง ใครกินไม่หมดอาจารย์จะด่ารุ่นพี่แล้วทำโทษรุ่นน้องคนที่ทานไม่หมดค่ะเลยต้องทาน อันไหนที่ไม่ชอบต้องพยายามฝืนอย่างมากค่ะ แล้วอาหารที่นั้นนะคะมีแต่ของอ้วนๆ แป้งกับกะทิกับนมจะขาดไม่ได้ค่ะ เขาว่ากันว่าเด็กอ้วนไปอินเดียจะผอมเด็กผอมไปแล้วจะอ้วน จริงเลยค่ะหนูจากตอนแรก 45 กิโลกรัม กลับจากอินเดียปุ๊บ55 กิโลกรัมปั๊บ ใครๆก็บอกว่าอ้วนขึ้น

13.มีปัญหาในการสื่อสารบ้างไหมคะ? แล้วภาษาอังกฤษของชาวอินเดีย ที่ฟังยากมากๆ น้องน้ำมีปัญหาตรงนี้ไหมคะ?

เรื่องภาษามีแน่นอนค่ะ เพราะภาษาที่นี่เป็นแนวอังกฤษแบบสมัยก่อนค่ะไม่ใช่แนวอเมริกันหรือแบบอังกฤษมากนัก แล้วยิ่งภาษาไม่แข็งแรงอย่างน้ำเลยได้แต่ทำมือทำไม้ค่ะ ตอนไปถึงวันแรกยิ่งตื่นเต้นค่ะ ขนาดจะถามชื่อยังสั่นๆ นึกอะไรแทบไม่ออก พยายามนึกที่เรียนๆ มาจากเมืองไทยมันก็ไม่ออกมาเลยค่ะ รู้สึกเลยว่าภาษาที่เรียนจากไทยมาไม่ช่วยอะไรน้ำเลยค่ะ พอเขาตอบมาเร็วมากค่ะ แต่พอฟังนานๆ ก็เริ่มเข้าใจไปเองค่ะ ปีแรกไปอยู่กับเพื่อนคนไทยซะส่วนมากภาษาเลยพัฒนาไม่ได้มาก แต่พอปีต่อไปเริ่มสนิทกับเพื่อนอินเดีย เริ่มฟังพูดได้มากขึ้นค่ะ ประมาณว่าไปไหนก็ไม่หลงแล้วเพราะพอพูดฟังได้น่ะค่ะ

14.ใช้เวลาปรับตัวนานไหมคะกว่าจะชิน?

ก็สำหรับหนูกว่าจะชินก็เกือบสาม-สี่เดือนค่ะ เพราะต้องพยายามยอมอดทนครูที่หัวรั้น ครูที่นี่ขี้ฟ้อง จะชอบฟ้องอาจารย์ใหญ่ค่ะ และต้องยอมรับบทลงโทษที่โหดค่ะ แล้วยิ่งถ้าหากน้ำเป็นเด็กอินเดียจะยิ่งน่าสงสารค่ะ เพราะการทำโทษของที่นี่ให้คุกเข่าตลอดวันหรือตลอดคาบเรียนโดยต้องยกก้นค่ะ มันจะเจ็บมากเลยค่ะ เคยมีเด็กไทยคนหนึ่งถึงกับต้องผ่าตัดเพราะช้ำหรือมีสาเหตุจากการคุกเข่านานๆ ค่ะ แล้วหากเป็นเด็กอินเดียจะโดนตบด้วยค่ะ ขอบอกว่าตบหน้าค่ะ อาจารย์เข้าใจวัฒนธรรมเด็กไทยค่ะ เลยมีน้อยคนที่เป็นเด็กไทยจะโดนอาจารย์ตบหน้า นอกเสียจากครูแกจะทนไม่ไหวจริงๆ ครูที่นี่ฟังความข้างเดียว คนไหนแกเห็นว่าถูกก็จะถูกค่ะ คนไหนแกเห็นเป็นลูกรักก็ไม่พยายามทำโทษค่ะ ไหนจะเพื่อนที่เห็นแก่ได้ ห้องน้ำห้องท่าที่หลังจากย้ายไปอีกหอก็ดีขึ้นหน่อย น้ำขอบอกเลยว่าอยู่ที่นั่นร้องอยากกลับบ้านทุกวันเลยค่ะ อยู่แล้วอึดอัดค่ะ ผู้ใหญ่ที่นี่ไม่เข้าใจเด็กเลยค่ะ แล้วยิ่งช่วงแรกนี่ร้องไห้แทบทุกวันเลย

15.อยู่ที่นั่นได้เจออะไรแปลกตาที่อยากเล่าให้เพื่อนๆ ชาวไทยฟังบ้างไหมคะ?

บอกได้เลยว่ามันแปลกทุกอย่างเลยค่ะ ทั้งการแต่งตัว วัฒนธรรม อุปนิสัยของเด็กที่นั่น อยากเล่าว่าเด็กผู้ชายอินเดียที่นี่เป็นพวกกลัวผู้หญิงค่ะ บางคนเป็นเอามาก แค่เดินผ่านทำอย่างกับเราเป็นตัวเชื้อโรค คุณชายเล่นเอาตัวแนบกำแพงอย่างกับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมันซะงั้น ฟังเหมือนจะเป็นสุภาพบุรุษนะคะ แต่ไม่ใช่หรอก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ากลัวอะไรนักหนา ส่วนเด็กผู้หญิงอินเดียจะไม่ค่อยคุยกับเด็กผู้ชายนอกเสียจากจะมีอะไรเป็นเรื่องป็นราวจริงๆ พอพวกเด็กผู้ชายเจอเด็กผู้หญิงไทยเข้าไปนะคะ มีบางคนร้องไห้ก็มีค่ะ เพราะต้องมานั่งใกล้หนู ไม่รู้ว่ามันรังเกียจหรือกลัวอะไร

เครื่องแต่งกายค่ะ ของผู้หญิงจะมีที่รู้จักกันดีที่เรียกว่าส่าหรีกับจูดีด้าค่ะ จูดีด้าจะใส่ได้ทุกวัย แต่สาหรีจะจำกัดว่าถ้าไม่มีงานพิเศษอะไรจะใส่ได้เฉพาะผู้หญิงที่มีประจำเดือนแล้วเท่านั้นค่ะ

เวลาเราถามเด็กไทยว่า หากจะแต่งงานเธอจะแต่งงานแบบคลุมถุงชนหรือเลือกเอง เป็นใครก็มักตอบว่าเลือกเองใช่ไหมคะ? แต่เด็กอินเดียที่นี่กลับตอบว่าให้พ่อแม่เลือกให้ค่ะ หนูก็ถามว่าไม่กลัวจะได้คนไม่ดีเหรอ เขาบอกมาอย่างงี้ค่ะว่า สิ่งที่พ่อแม่เลือกให้คือสิ่งที่ดีที่สุด หนูเหวอไปเลยค่ะ เพราะต้องยอมรับค่ะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาในอินเดียที่จะแต่งงานแบบส่วนใหญ่ที่พ่อแม่หามาให้จากชนชั้นเดียวกัน

ถึงจะบอกว่าเลิกกฎที่มีการแบ่งชนชั้นไปแล้ว แต่ความจริงมันยังมีอยู่ทุกซอกทุกมุมของประเทศอินเดียแห่งนี้ค่ะ คนวรรณะเดียวกันเท่านั้นถึงจะแต่งงานด้วยกันได้ ศาสนาเดียวกันเท่านั้นถึงจะแต่งงานกันได้ ยากค่ะที่พ่อแม่เจ้าสาวหรือพ่อแม่เจ้าบ่าวจะยอมรับกับสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมใหม่ๆ

16.คนอินเดียมีลักษณะท่าทางยังไงบ้าง? ใจดีมั้ย? ดุมั้ย?

อย่างที่บอกค่ะว่าส่วนใหญ่จะเห็นแก่ตัวค่ะ แต่พอโตขึ้นหน่อยจะเริ่มคิดเองได้ค่ะ เด็กผู้ชายจากที่กลัวผู้หญิงบางคนกลายเป็นยอมรับวัฒนธรรมใหม่และปรับตัวค่ะ ขอบอกเลยว่าที่นี่จะเรียกว่าใจดีก็ไม่ได้ ดุก็ไม่ได้ มันกลางๆ ค่ะ เพราะครูรุ่นใหม่จะเริ่มมีมากขึ้น ทำให้พวกเขาเข้าใจเด็กนักเรียนมากขึ้น บอกเลยว่าตอนปีที่สองนี่โดนเรื่องแบ่งเพศอย่างที่สุด ขนาดเป็นโรงเรียนสหที่มีทั้งชายและหญิงเรียนรวมกันแต่แทบจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่สหซะงั้น เพราะว่าครูห้ามให้ผู้หญิงนั่งใกล้ผู้ชาย ห้ามมองหน้ากัน ห้ามพูดกัน บางคนถึงกับโดนไล่ออกเพราะมีแฟนก็มีค่ะ ตอนนั้นพูดกันเลยค่ะว่าพวกเราไม่ใช่ปลากัดนะที่จ้องตากันแล้วจะท้องน่ะ คนที่นี่ไม่ค่อยยอมรับสิ่งใหม่ๆ เท่าไหร่ บ้างบอกว่าในทีวีมีได้ แต่เรื่องจริงห้าม (หมายถึง เรื่องการแต่งตัว) มีด้วยนะคะ ที่ว่าครูสั่งว่าห้ามใส่กางเกงไม่ว่าจะยาวหรือสั้นแต่ใส่กระโปรงได้ค่ะ บางคนใส่ซะสั้นเต่อจนเห็นไปไหนต่อไหนอาจารย์แกดันไม่ว่า มาว่าคนใส่กางเกงขายาวซะงั้น

ต่างหูก็ไม่ให้ใส่ค่ะ หนูว่าอยู่ไปเรื่อยๆ ชักรู้สึกว่าโรงเรียนล้าหลังเข้าไปทุกๆ ปีซะงั้น แต่ถ้าจะถามว่าโรงเรียนที่อื่นในอินเดียเป็นแบบนี้ไหม ก็ตอบได้ว่าอาจมีบ้างที่เป็นแบบนี้แต่ถ้าไปเรียนทางเหนือจะไม่ค่อยเจอเพราะเด็กทางนั้นเขาหัวทันสมัยกว่าเด็กทางใต้ค่ะ รวมถึงครูด้วยค่ะ

17.ประทับใจอะไรที่อินเดียที่สุดคะ?

ต้องบอกว่าอาหารและมิตรภาพที่ดีค่ะ ถึงตอนปีแรกที่ไปจะรู้สึกเหงาเพราะเจอสังคมแบบนี้ แต่พอเจอกับเพื่อนที่เป็นคนไทยแล้วก็ครูอินเดียบางคน (ที่จะเข้าใจเรา) และเพื่อนอินเดียที่พอโตขึ้นเริ่มจะนิสัยดีตามตัว แล้วกับเด็กอินเดียผู้ชายที่เป็นกันเอง ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาค่ะ การจากมาจากที่นั่นของน้ำมันกลับทำให้น้ำเสียใจค่ะ เพราะสังคมแบบนี้ที่เด็กไทยทุกคนเห็นใจกันเข้าใจกันช่วยเหลือกันมันจะหาไม่ได้อีกแล้วค่ะ หนูคิดถึงวันวานที่อยู่ที่นั้นค่ะไม่ว่าจะทุกข์สุขพวกเราก็พยายามฝ่าฟันมันเข้าไปให้ค่ะ มีความสุขก็สุขด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน ถึงแม้เราจะมาจากต่างถิ่นแต่กลับรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านอีกหลังนึงค่ะ และอยากขอบคุณอาจารย์ที่นั้นค่ะ ถึงบางคนจะดุมากแค่ไหนแต่ถ้าไม่ดุด่าหนูก็คงไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไง จะบอกว่าที่เล่าๆ มาบางคนอาจคิดว่ามันโหดร้ายสกปรก แต่ทุกอย่างที่นี่กลมกลืนกันค่ะมันผสมผสานทุกอย่างเข้ากันอย่างลงตัว หนูขอบอกเลยว่าอยากกลับไปเรียนที่นั่นอีกค่ะ จนบางครั้งที่เคยใฝ่ฝันว่าเรียนปริญญาตรีจบ จะเรียนต่อโทและทำงานด้านสื่อสารมวลชนซักอย่าง แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าหากเรียนจบตรีเมื่อไหร่ จะกลับไปที่นั่นในฐานะใหม่คือ อยากเป็นครูค่ะ จะสอนสิ่งที่ครูที่นั่นไม่ยอมรับให้เข้าใจไม่มากก็น้อยแต่ก็ยังดีค่ะ แล้วอยากช่วยเหลือเด็กที่นั่นด้วยไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรืออินเดียค่ะ

18.ฝากอะไรถึงเพื่อนๆ เกี่ยวกับการไปเรียนที่อินเดียหน่อยจ้า

อยากจะบอกว่า อาจมีหลายคนที่ไปแล้วอยู่ไม่ได้ แต่ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ เพราะว่าอีกไม่นานสิ่งที่เพื่อนๆ คิดว่ามันโสโครกสกปรกจะกลายเป็นความทรงจำที่ดีที่ลืมไม่ลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเจอคนดีๆ เสมอไปแต่ขอให้สู้ต่อไปค่ะ อยากบอกว่าสำหรับเพื่อนๆ ที่อยากเรี่ยกภาษาอังกฤษแต่ไม่มีทุนทรัพย์ ขอแนะนำว่าไปเรียนอินเดียค่ะ ถึงบางที่อาจลำบากแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือวันวานดีๆ ที่ลืมไม่ลงพร้อมกับความรู้ที่จะไม่หายไปง่ายๆ เหมือนกับสมบัติเงินทอง ขอบอกว่ามีแต่จะคุ้มกับคุ้มค่ะ ค่าเรียนที่อินเดียไม่แพงพอๆ กับโรงเรียนอินเตอร์ในเมืองไทยเลย แถมหลายที่ถูกกว่าก็มี คนส่วนมากพูดว่าหากอยู่ที่อินเดียได้ อยู่ที่ไหนในโลกก็จะอยู่ได้ค่ะ รวมไปถึงภาษาที่ฟังยาก หากฟังภาษาของคนที่นี่เข้าใจไม่ว่าที่ไหนเพื่อนๆ ก็สามารถปรับฟังภาษาได้ง่ายขึ้นค่ะ

ขอบอกว่าไปเรียนอินเดียสนุกค่ะ สังคมแปลกตา วัฒนธรรมแปลกใจ แต่สิ่งที่ได้กลับมา สำหรับคนอื่นอาจคิดว่าแปลกและไม่อยากพบแบบนี้ แต่สำหรับน้ำทุกอย่างที่ได้มา ดูไม่แปลกเลยค่ะ และดีใจค่ะที่ได้เคยเป็นนักเรียนของที่นั่น จนอยากกลับไปอีก และคิดว่าตนเองจะอยู่ที่นั่นได้ไม่มีวันเบื่อ

บางคนไปเรียนประเทศอื่นที่ไม่ใช่อินเดียเพราะคิดว่าไม่แพงมากแถมได้ภาษา แต่หนูคิดว่าหากไปเรียนแล้วคนไทยที่นั่นเยอะเรากลับจะไม่ได้ภาษาเพราะถ้าหากเรากระจุกอยู่กับแค่เพื่อนคนไทย ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ก็คงได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพียงเท่านั้น เพื่อนบางคนอยากเก่งภาษาอังกฤษไปมาแล้วหลายที่หลายประเทศกลับมาดันไม่ได้อะไร ยังพูดไม่ค่อยจะได้ ฟังยังไม่รู้เรื่อง อยากบอกว่าในบางครั้งเราต้องพยายามพูดภาษาต่างประเทศกับเพื่อนคนไทย หรือถ้าจะให้ดีคบเพื่อนต่างชาติเลยค่ะไม่งั้นเราจะไม่พัฒนาหรอกค่ะ อันนี้ไม่ว่าเราจะไปประเทศไหนก็แล้วแต่เราควรทำแบบนี้ค่ะไม่งั้นความหวังเรื่องภาษาที่จะพูดได้ก็ยังคงเป็นแค่ฝ้นเท่านั้นค่ะ

จากนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนทุกคนที่อยู่ต่างประเทศและไทยให้ พยายามต่อไป และเพื่อนที่St.Judeที่กำลังตั้งใจเรียนอยู่ตอนนี้ด้วยค่ะ ขอบคุณพี่ปาล์มมากค่ะที่เปิดโอกาสให้เล่าถึงประสบการณ์ที่มีมา

โอ้ จบเสียแล้ว พี่ปาล์มยังอ่านเพลินอยู่เลย น้องน้ำเล่าเรื่องได้สนุกและน่าประทับใจมากเลยนะคะ และถึงจะมีทั้งดีและร้าย แต่พี่ปาล์มเชื่อว่า "น้องน้ำ" และน้องๆ ที่ได้ไปเรียนเมืองนอกทุกคน ไม่ว่าจะประเทศอะไร ย่อมมีแต่ความสุขและประทับใจกลับมาแบบไม่มีวันลืมเลยนะคะ ว่าแต่อ่านประสบการณ์ของน้องน้ำแล้ว พี่ปาล์มก็ชักอยากไปเรียนที่อินเดียแล้วสิ ท่าทางจะมันส์มากเลย 555 น้องๆ ล่ะ อยากไปมั้ย? อิอิ

สนใจอยากเล่าประสบการณ์เด็กนอก แนะนำ ติ-ชม มีคำถามใดๆ

ส่งอีเมล์หรือแอด msn มาได้ที่ palm@dek-d.com

 
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

34 ความคิดเห็น

นัท 17 ต.ค. 51 18:47 น. 1
คนที่รู้จักเรียนที่อินเดีย ก่มีเยอะนะ
ส่วนมากเค้าเรียนทางเหนืออะ หิมะ ตก ๆ

^ ^
ขอบคุนนะงิ ที่มาเล่าปะสบการณ์ดีๆให้ฟัง
0
กำลังโหลด
กระดิ่งพระจันทร์ Member 17 ต.ค. 51 19:40 น. 2
โหย สนุกอย่างแรงอ่ะ นั่งอ่านจนลืมดูเวลา 55 ฟังแล้วอยากไปบ้างจัง แต่อยากไปที่อื่นนะ 55 น้ำเก่งมากเลย ที่อดทนตั้งใจเรียนจนจบได้ ^_^ เคยได้ยินเรื่องลูกชาวบ้าน หอบกระเป๋าไปเรียนอิืนเดียเหมือนกัน เห็นว่าอากาศดีสุดๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
tang_jp1 Member 17 ต.ค. 51 20:49 น. 4
มีความอดทนดีมากๆเลย  เป็นเรากลับบ้านไปนานแล้ว
เค้าบอกว่าที่อินเดียเนี่ยเรียนยากสุดๆ จริงไหมเนี่ย??
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Cartoonny Member 18 ต.ค. 51 14:55 น. 6

เป็นเรื่องที่จิงสุดๆๆ อิอิ

เรียนอยู่อินเดียเหมือนจ่ะ

แต่อยู่ บังกาลอร์ อากาศดีมาก

แต่ ช ที่นี่ ไม่เห็นให้เกียรติ ญ เลย

ชอบหรอกแต๊ะอั๋ง โดนส้นเท้าเด็กไทยไปหลายราย

เด็กไทยมาเรียนอินเดียเยอะมาก

ยิ่ง บังกาลอร์ เด็กไทยแทบล้นเมือง

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เบบี๋ Member 19 ต.ค. 51 00:08 น. 8
เด็ก Tamilnadu เหมือนกันเลย แต่อันนี้อยู่ Ooty ขึ้นไปไกลกว่า St.Jude อีกนิดนึง อากาศนี่ดีตลอดทั้งปี แทบจะไม่ร้อนเลยก็ว่าได้ ชอบอากาศ เราเรียนอยู่ Good Shepherd International School อ่ะ กฏโหดกว่า St.Jude และหลายๆโรงเรียนใน Bangalore เยอะเลย แต่มันก็ดีนะ เป็นประสบการณ์อะไรแปลกๆใหม่ๆ ไปอยู่ตั้งแต่ 13 อยู่ประมาณเกือบๆสี่ปี โหได้อะไรเยอะแยะมากมายอะ เพื่อนแล้วก็อะไรอีกเยอะแยะที่เมืองไทย หรือต่างประเทศอื่นไม่มี สนุกดีอยู่อินเดีย แล้วสำเนียงเค้าฟังยากมากๆจิงๆ พอไปอยู่อังกฤษนะ โหสบายไปเลยภาษาอังกฤษเราอะ
0
กำลังโหลด
ไอเซอาห์ Member 19 ต.ค. 51 00:14 น. 9
โอ้ว ฟังแล้วก็น่าไปนะ แต่ถ้าไปอาจจะไม่ได้ตีกะเด็กด้วยกันอะ อาจจะได้ตะลุมบอนกับครูแทน=="(ว่าที่นี่ก็แย่แล้วนะเนี่ย ที่เขาว่าอยู่อินเดียได้อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้นี่เรื่องจริงเลยสินะ)แล้วเราก็อาจจะอยู่ไม่ได้ด้วยคงทนไม่ไหวหรอกขนาดนั้น(ความอดทนยิ่งต่ำๆอยู่(โดยเฉพาะฟิวล์ที่ขาดบ่อยมาก)
0
กำลังโหลด
flyinggirl Member 19 ต.ค. 51 00:21 น. 10
อ่านแล้วสนุกดีอ่ะค่ะ

เพื่อนเราคนนึงก้อยุที่อินเดียแต่ไม่รุว่าอยุไหนอ่ะ แต่มันบอกว่าผุชายอินเดีย(บางคน)หล่อมาก 55

เรียนเป็นภาษาอังกฤษทุกวิชาเลยรึเปล่าอ่ะคะ??

ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆนะคะ ^^"
0
กำลังโหลด
น้ำ 19 ต.ค. 51 00:22 น. 11
เราน่ะเคยได้ยินน่ะ โรงเรียน กูดแชฟเพิดน่ะ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันไกลกว่า st.jude เพราะว่าโรงเรียน เซ้นจูดมันบ้านนอกอะ ทำให้เวลามีหอลิเดย์ที น่ะเราต้องลงมาที่ooty ตลอดเลย ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง เอ่ที่ที่เรียนนานยังอะ
ผู้หญิงผู้ชายหรอ แล้วตอนเรียนได้เจอแบบไปแข่งกีฬากับต่างโรงเรียนบ้างปะอ่ะ เพื่อเจอคนรู้จักนิ มีคนรู้จักแบบเป็นรุ่นพี่เราที่ เซ้นจูดบ้างป่ะ
ถามความเห็นที่8 น่ะ
ตอบได้จะดีใจมากเลยยยยยยยยยย
0
กำลังโหลด
however 19 ต.ค. 51 14:18 น. 12
แตกต่างกับอเมริกาคนละเรื่องเรยแฮะ เรากำลังเรียนอยู่



โรงเรียนที่นี่ เค้ามี ESL CLASS อะ (English 2nd language จะเป็นคลาสของเด็กที่พูดอังกริดไม่ค่อยเก่ง ถ้าเก่งแล้วก้อจะไปอยู่คลาสธรรมดา)


เด็กไทยไม่ค่อยมี(ไม่มีเรยก้อว่าได้) มีเด็กอินเดียด้วยอะ 2 คน (อินเดียใน esl class เหอะๆ)

อาหาร อร่อย เพราะมันหลายสันชาติอะ แต่สู้ที่ไทยไม่ได้

ของแพง!! มาก น้ำขวดนึง 1.25 ดอลล์ (เกือบ 40 บาท)



ผู้หญิงกับผู้ชายเท่าเทียมกัน (แค่เพื่อน ยังกอดกันเรย เราก้อโดนเพื่อนผู้หญิงกอด +.+ ก้อคนมันหล่อ 55+)


อยู่ที่นี่จะเจออะไรแปลกๆ หลายอย่างมาก อย่าง อเมริกันฟุตบอล เบสบอล MMA สเก็ตบอร์ด สโนว์บอร์ด

สกี บลาๆๆ อ้อ แร้วจะได้ภาษาสเปนมาด้วยนะ เราก้อพอพูดได้




แต่บางอย่างก้อสู้ที่ไทยไม่ได้หรอก

ยกตัวอย่างหนังสือการ์ตูน มีให้อ่านไม่มาก แถมเปนภาษาอังกริดไม่ก้อสเปนอีก

(เราเรยต้องมาอ่านใน เด็กดี แทน)




ที่เราไม่ชอบสุดๆเรยก้อคือ คนอเมริกันบางคนเกลียด คนเอเชียกับคนผิวดำ


(ชอบที่สุดก้อ ผู้หญิง ญี่ปุ่นกับเกาหลี และฮ่องกง น่ารักมากๆ)
0
กำลังโหลด
Bebe~ BeE` Member 19 ต.ค. 51 20:40 น. 13
เฮ้ยยย....เราก็เด็ก GOOD  SHEPHERD เหมือนกับ คห 8  555 ( คห 8 รุ่นน้องเราเอง ) น้องพูดถูกมาก...กฏโหดสุดๆ...แต่ก็ได้อะไรกลับมาเยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะเพื่อน เนอะๆ++ พูดแล้วก็คิดถึงโรงเรียน...จบมา ปีกว่าแล้วอ่ะ ตอนนี้อยู่ ปีสองแล้ว ( มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะ SIIT ) คิดถึงเพื่อนนนนนนนน..
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เบบี๋ Member 20 ต.ค. 51 14:14 น. 15
อินเดียส่วนมากระบบเรียนจะเป็นแบบอังกฤษนะ ก็จะเอาหลักสูตรของอังกฤษมา ส่วนมากก็จะเป็นจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หรือบอร์ด IGCSE ก็คือช่วงมัธยมต้น ส่วนมัธยมปลายก็จะแบ่งออกเป็นสองบอร์ด ก็คือบอร์ดของอังกฤษ แคมบริดจ์ แล้วก็บอร์ดของสวิสเซอร์แลนด์มั้งถ้าจำไม่ผิด หรือเรียกกันสั้นๆว่า IB เด็กอินเดียจะเรียนหนักมากๆ เรียนหนักกว่าเด็กไทยเยอะอยู่เหมือนกัน นอนตีสองตื่นตีสี่ช่วงสอบ อ่านหนังสือกันไม่บันยะบันยังเลย เรียกได้ว่าหามรุ่งหามค่ำกันจิงๆ ตอบคนชื่อน้ำ คห. 11 นะคะ ก็มีไปแข่งกีฬานอกโรงเรียนบ้าง เช่น Inter School Athletic อะไรแบบนี้ ก็เจอโรงเรียนอื่นบ้าง แต่ส่วนมาก GSIS จะเป็นเจ้าภาพมากกว่า เพราะโรงเรียนมันใหญ่ พื้นที่มันเยอะแล้วสนามก็มาตรฐานด้วย ก็จะมีพวก Hebrons, St.Jude อะไรบ้าง จำชื่อรร.ไม่ค่อยจะได้แล้ว รู้สึกจะมี Laidlaw, Lawrence ขึ้นอยู่กับกีฬาด้วยว่าเป็นกีฬาแบบไหน บางทีก็มาจากที่ไกลๆเช่น KIS มาแข่ง Basketball Inter School อะไรแบบนี้ บางทีก็ไปแข่งข้างนอก ขึ้นอยู่กับว่าที่ไหนแล้วแต่กำหนดแต่ละแมทช์ๆ ก็อยู่ GSIS มาสี่ปีค่ะ ตั้งแต่ Fm-1 จนถึง Fm-4 สอบบอร์ด IGSCE เสร็จก็ไปต่ออังกฤษอีกปีนึง
0
กำลังโหลด
เบบี๋ Member 20 ต.ค. 51 14:15 น. 16
อินเดียส่วนมากระบบเรียนจะเป็นแบบอังกฤษนะ ก็จะเอาหลักสูตรของอังกฤษมา ส่วนมากก็จะเป็นจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ หรือบอร์ด IGCSE ก็คือช่วงมัธยมต้น ส่วนมัธยมปลายก็จะแบ่งออกเป็นสองบอร์ด ก็คือบอร์ดของอังกฤษ แคมบริดจ์ แล้วก็บอร์ดของสวิสเซอร์แลนด์มั้งถ้าจำไม่ผิด หรือเรียกกันสั้นๆว่า IB เด็กอินเดียจะเรียนหนักมากๆ เรียนหนักกว่าเด็กไทยเยอะอยู่เหมือนกัน นอนตีสองตื่นตีสี่ช่วงสอบ อ่านหนังสือกันไม่บันยะบันยังเลย เรียกได้ว่าหามรุ่งหามค่ำกันจิงๆ

ตอบคนชื่อน้ำ คห. 11 นะคะ

ก็มีไปแข่งกีฬานอกโรงเรียนบ้าง เช่น Inter School Athletic อะไรแบบนี้ ก็เจอโรงเรียนอื่นบ้าง แต่ส่วนมาก GSIS จะเป็นเจ้าภาพมากกว่า เพราะโรงเรียนมันใหญ่ พื้นที่มันเยอะแล้วสนามก็มาตรฐานด้วย ก็จะมีพวก Hebrons, St.Jude อะไรบ้าง จำชื่อรร.ไม่ค่อยจะได้แล้ว รู้สึกจะมี Laidlaw, Lawrence ขึ้นอยู่กับกีฬาด้วยว่าเป็นกีฬาแบบไหน บางทีก็มาจากที่ไกลๆเช่น KIS มาแข่ง Basketball Inter School อะไรแบบนี้ บางทีก็ไปแข่งข้างนอก ขึ้นอยู่กับว่าที่ไหนแล้วแต่กำหนดแต่ละแมทช์ๆ ก็อยู่ GSIS มาสี่ปีค่ะ ตั้งแต่ Fm-1 จนถึง Fm-4 สอบบอร์ด IGSCE เสร็จก็ไปต่ออังกฤษอีกปีนึง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด