
|
สถาบัน I-TIM ต้องเรียนเก่ง...ถึงจะมีอนาคตที่ประสบความสำเร็จ สวัสดีครับเพื่อนๆ และน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ จากประสบการณ์ชีวิตจริงจะมาแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนให้น้องๆ ได้อ่านกันครับ อาจจะยาวหน่อย แต่น้องๆ ก็อาจได้แนวคิดดีๆ ในการเลือกอนาคตของตัวเองครับ ตอนเรียนมัธยม พี่เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไร ออกจะเกเรด้วยซ้ำครับ พอตอนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้สนใจที่จะอ่านหนังสือ หรือตั้งใจเรียนให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง หัวไม่ดี และก็เกลียดการอ่านหนังสือมากๆ เลยครับ ดังนั้น พอจบมัธยม ก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนึง ซึ่งตอนเข้าเรียนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำครับว่า คณะที่เลือกเรียนเรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปแล้วจะทำอะไร ก็เข้าเรียนเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกผิดล่ะสิครับ แต่ก็ไม่ถึงขื้นเสียใจอะไร เพราะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเรียนมาตั้งแต่แรก ที่ยากก็คือไม่รู้จะบอกพ่อแม่ยังไง คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกไปตามตรงครับ พอบอกไป คุณแม่ถึงกับร้องไห้ เพราะท่านเสียใจมากๆ แต่ก็ไม่ได้ด่าว่าอะไรรุนแรงเลยครับ ทีนี้ล่ะครับ ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกสำนึก มันก็ประดังเข้ามา อาจเพราะพื้นฐานจริงๆ เราก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ซึ่งพี่ก็เชื่อว่าน้องๆ ที่เรียนไม่เก่งทุกๆ คนก็เหมือนกัน คือไม่ได้เป็นเด็กไม่ดีอะไร เพียงแต่อาจไม่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบหรือถนัด ยังไม่ได้คิดถึงอนาคต เลยไม่มีความรับผิดชอบเพียงพอ หรือว่าเรียนแล้วไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียนสามารถนำไปใช้อะไรได้ ส่วนตัวพี่เอง เป็นทั้งหมดที่ว่ามาเลยล่ะครับ
ทีนี้ก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยล่ะครับ พอดีเพื่อนคุณแม่ มีลูกที่เคยไปเรียนอยู่ที่สถาบันสอนด้านการโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะเป็นสถาบันสายอาชีพ แต่เห็นว่าเป็นหลักสูตรอินเตอร์ ตัวพี่เค้าเองเคยไปฝึกงานในต่างประเทศ และปัจจุบันก็ได้งานทำในต่างประเทศด้วย เค้าแนะนำให้ไปเรียนที่นั่น เค้าบอกว่า เรียนแล้วหางานได้ง่าย ได้ภาษาอังกฤษ แถมโอกาสที่จะไปทำงานในต่างประเทศก็สูง ด้วยความที่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เรียนต่อที่ไหนดี ก็เลยเชื่อคุณแม่ครับ เพราะเราเองก็ทำผิดพลาดมาแล้ว ก็เลยลองไปซักถามเกี่ยวกับหลักสูตรที่สถาบันแห่งนั้นดูครับ
สถาบันแห่งนี้ชื่อว่า สถาบันไอทิม (I-TIM) ชื่อภาษาไทยว่า โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติครับ ซึ่งหลักสูตรที่เรียนจะเป็นหลักสูตรอินเตอร์ 2 ปี จบแล้วจะได้เป็นวุฒิ Diploma (อนุปริญญาตรี) โดยที่หลักสูตรจะเน้นภาคปฏิบัติแบบสวิสเซอร์แลนด์ และนำทฤษฎีด้านบริหารจัดการแบบอเมริกามาเสริมวิชาปฏิบัติอีกที เรียนเฉพาะวิชาที่จะได้ใช้ในการทำงานจริงๆ ซึ่งพี่ก็เห็นว่าน่าสนใจ เพราะไม่ต้องมาเรียนพวกวิชาพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้ทำงาน และตอนนั้นก็อยากจบอะไรซักอย่างให้เร็วที่สุด จึงตัดสินใจมาเรียนที่นี่
พอได้เข้าศึกษาที่นี่ การเรียนก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ครับ คือเรียนสิ่งที่จะนำไปใช้งานจริงๆ แบบลงลึก ลงมือปฏิบัติจริงๆ ซึ่งทำให้เห็นภาพของการทำงานได้เป็นอย่างดี และที่ต่างจากมหาวิทยาลัยปกติมาก ก็ตรงที่ เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นมากๆ ระบบของโรงเรียนจะปรับพฤติกรรมให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเยอะ
หลังจากพี่ใช้เวลาเรียนที่นี่ 2 ปีครึ่ง (ปกติจะเป็น 2 ปีครับ แต่ถ้าฝึกงานต่างประเทศจะเป็น 2 ปีครึ่ง) ซึ่งรู้สึกว่าไม่นานเลย แถมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะไปหมด ก็มาถึงตอนเข้าทำงานครับ สรุปว่าพี่จบ Diploma ในเวลาใกล้เคียงกับเพื่อนๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งพี่ค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าเพื่อนๆ เพราะว่ามีเงินเก็บจากตอนที่ไปฝึกงานในต่างประเทศอยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว ยังไงก็ไม่ต้องเดือดร้อนพ่อแม่แล้ว ก็กะว่าจะค่อยๆ หางานไปเรื่อยๆ แต่พอไปสมัครโรงแรมที่ชอบ เค้าดูจากความสามารถทางภาษา และประสบการณ์ทำงานของเรา เค้าก็รับเลยครับ แถมยังได้เงินเดือนเยอะกว่าเพื่อนๆ ที่จบปริญญาตรีอีกต่างหาก เพราะงานในสายนี้เค้าดูกันที่ความสามารถจริงๆ ครับ
สำหรับบทความนี้ก็คงจบไว้เพียงเท่านี้ครับ ก็เป็นอีกแนวทางในการเรียน และการปฏิบัติตัว ที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ โดยที่เราเลือกทำในสิ่งที่เราชอบ และก็รู้ตัวว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร พร้อมกับการได้มีโอกาสไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราได้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทำให้เรารู้ว่าที่นั่น เค้าไม่สนใจว่าเราจะมาจากที่ไหน จบอะไรมา แต่วัดคุณค่าของเราด้วยความสามารถล้วนๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นแนวคิดที่ดี ที่น่าจะนำมาใช้ปรับระบบการศึกษา และการเข้าทำงานของประเทศเราด้วยนะครับ ขอบคุณน้องๆ ทุกคนมากครับ หากน้องๆ ท่านใดสนใจสมัครเรียน หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่ |






83 ความคิดเห็น
คนิต ก็ไม่ค่อยจะเก่ง ไม่รุจะเข้ามหาลัยได้รึป่าว ทำไมปะเทดไทยมันเคียดงี้ T^T
ที่เมือองนอกเค้าไม่เหนจะต้องมาเรียนพิเสดทั้งวันเลย
เบื่ออ
...การเรียนระดับอุดมศึกษา หรือการเรียนระดับมหาวิทยาลัย สิ่งเเรกที่ต้องทำคือการปรับตัว และสิ่งที่จะตามมาคือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง เพราะฉะนั้้นความรับผิดชอบอยู่ที่ตัวเรา เเละยิ่งสังคมที่ต้องช่วยเหลือตัวเองอย่างมหาวิทยาลัยเเล้ว ความรับผิดชอบต้องมีมากพอจึงจะเอาตัวรอดได้
...ดังนั้นการที่บอกว่าสถาบัน I-TIM ต่างจากมหาวิทยาลัยปกติตรงที่ต้องมีความรับผิดชอบมาก นั้นไม่น่าจะใช่ประเด็นหลัก!!!
...เเละที่สำคัญคือ"อนาคตที่ประสบความสำเร็จ" วัดกันที่เงินเดือนเหรอ!!!
ปล.คุณอาเราก็เป็น Assistant Director of Food & Beverage ที่โรงเเรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ เราจึงรู้เรื่องการโรงเเรมพอสมควร
แล้วแต่คนมากกว่า เงินทุนก็สำคัญมากเช่นกันค่ะ
คือค้าขาย คอนแฟร์มคับ
ไม่ประสบความสำเร็จเสมอไปหรอกครับ
อยู่ที่ความรู้รอบตัวและมนุษยสัมพันธ์มากกว่า
เรียนไม่เก่งก็ไม่เห็นเป็นไง
พี่เองเรียนไม่เก่งยังสอบตรงติดได้เลย
(ยังงงตัวเองว่าติดได้ไง)
ครูสอนดนตรีไทยคนหนึ่งของหนูได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินล้านนา เเสดงทีได้ชั่วโมงละ 1หมื่นกว่าเเนะ
เเต่โรงเรียนที่จบน่ะ ไปถามใครคงไม่มีใครรู้จักหรอก ขนาดเพื่อนที่อยู่ตั้งเเต่เกิดยังไม่รู้จักเลย เเต่ตอนนี้เป็นคนที่ดังมากๆ ทั้งๆที่ครูก็ไม่ได้เรียนสายวิทย์-ศิลป์ซักหน่อย
ส่วนความรับผิดชอบที่มากกว่าเรียนมหาลัยมันเป็นเรื่องจรงิคือเพื่อนเราเรียนที่นี่บอกว่าทุกวิชามีการเช็คชื่อ มีการตัดคะแนนความประพฤติหากว่าใครมาเรียนสาย(ซึ่งในมหาลัยที่ไหนก็ไม่ค่อยมีหรือมีก็ไม่ทุกวิชา) หรือใครแต่งกายไม่ถูกระเบียบ และถ้าใครคะแนนความประพฤติไม่ดีจะไม่มีโอกาสไปฝึกงานต่างประเทศ หรือไม่ก็เลือกที่ฝึกงานได้หลังคนที่มีคะแนนความประพฤติสูงกว่า
สรุปแล้วรู้ว่าชอบอะไรแล้วค่อยเรียนที่นั้นถือว่าเป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว
เด็กจุฬา...
แต่ไม่เก่งภาษาอย่างแรง ง
แหะๆ
ขอบคุณที่เอามาให้อ่านกันคะ
บอกทีค๊า