ต้องเรียนเก่ง...ถึงจะมีอนาคตที่ประสบความสำเร็จ

 

สถาบัน I-TIM

ต้องเรียนเก่ง...ถึงจะมีอนาคตที่ประสบความสำเร็จ
เรื่องจริง....หรือแค่ความเชื่อ

     สวัสดีครับเพื่อนๆ และน้องๆ ชาวเด็กดีทุกคน  วันนี้มีเรื่องราวดีๆ จากประสบการณ์ชีวิตจริงจะมาแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนให้น้องๆ ได้อ่านกันครับ อาจจะยาวหน่อย แต่น้องๆ ก็อาจได้แนวคิดดีๆ ในการเลือกอนาคตของตัวเองครับ

     ตอนเรียนมัธยม พี่เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนเก่งอะไร ออกจะเกเรด้วยซ้ำครับ พอตอนจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้สนใจที่จะอ่านหนังสือ หรือตั้งใจเรียนให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง หัวไม่ดี และก็เกลียดการอ่านหนังสือมากๆ เลยครับ ดังนั้น พอจบมัธยม ก็เข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งนึง ซึ่งตอนเข้าเรียนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำครับว่า คณะที่เลือกเรียนเรียนเกี่ยวกับอะไร จบไปแล้วจะทำอะไร ก็เข้าเรียนเพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
     คณะที่เลือกมีคนเลือกเรียนเยอะ และคิดว่าคงไม่ยากเกินไป เรียนๆ ไป ก็คงเรียนจบได้ แต่พอตอนที่เข้าเรียนจริงๆ มันไม่เป็นอย่างที่คิดครับ เพราะมีเพื่อนๆ ใหม่เยอะแยะ กิจกรรมก็เยอะ วิชาเรียนก็ยาก แถมมีวิชาที่ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไมอีกตั้งเยอะแยะ อย่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ พอเข้าเรียนแล้วก็ไม่ตั้งใจเรียน เพราะเรียนไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการโดดเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ไปทำอะไรที่มีประโยชน์เลยครับ พอโดดเรียนก็ไป เตะบอล เล่นเกม กินเหล้า (อันนี้ไม่ควรเอาอย่างเป็นอย่างยิ่งครับ) เกเรสารพัด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นไปติดสิ่งเสพย์ติดนะครับ สุดท้ายทนเรียน ทนแก้เกรดอยู่ได้ปีครึ่งครับ ก็ถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัย เพราะเกรดไม่ถึงครับ

 

     ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกผิดล่ะสิครับ แต่ก็ไม่ถึงขื้นเสียใจอะไร เพราะไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องเรียนมาตั้งแต่แรก ที่ยากก็คือไม่รู้จะบอกพ่อแม่ยังไง คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ตัดสินใจบอกไปตามตรงครับ พอบอกไป คุณแม่ถึงกับร้องไห้ เพราะท่านเสียใจมากๆ แต่ก็ไม่ได้ด่าว่าอะไรรุนแรงเลยครับ ทีนี้ล่ะครับ ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกสำนึก มันก็ประดังเข้ามา อาจเพราะพื้นฐานจริงๆ เราก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ซึ่งพี่ก็เชื่อว่าน้องๆ ที่เรียนไม่เก่งทุกๆ คนก็เหมือนกัน คือไม่ได้เป็นเด็กไม่ดีอะไร เพียงแต่อาจไม่ได้เรียนในสิ่งที่ชอบหรือถนัด ยังไม่ได้คิดถึงอนาคต เลยไม่มีความรับผิดชอบเพียงพอ หรือว่าเรียนแล้วไม่รู้ว่าสิ่งที่เรียนสามารถนำไปใช้อะไรได้ ส่วนตัวพี่เอง เป็นทั้งหมดที่ว่ามาเลยล่ะครับ

 

     ทีนี้ก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตเลยล่ะครับ พอดีเพื่อนคุณแม่ มีลูกที่เคยไปเรียนอยู่ที่สถาบันสอนด้านการโรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะเป็นสถาบันสายอาชีพ แต่เห็นว่าเป็นหลักสูตรอินเตอร์ ตัวพี่เค้าเองเคยไปฝึกงานในต่างประเทศ และปัจจุบันก็ได้งานทำในต่างประเทศด้วย เค้าแนะนำให้ไปเรียนที่นั่น เค้าบอกว่า เรียนแล้วหางานได้ง่าย ได้ภาษาอังกฤษ แถมโอกาสที่จะไปทำงานในต่างประเทศก็สูง ด้วยความที่ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เรียนต่อที่ไหนดี ก็เลยเชื่อคุณแม่ครับ เพราะเราเองก็ทำผิดพลาดมาแล้ว ก็เลยลองไปซักถามเกี่ยวกับหลักสูตรที่สถาบันแห่งนั้นดูครับ

 

      สถาบันแห่งนี้ชื่อว่า สถาบันไอทิม (I-TIM) ชื่อภาษาไทยว่า โรงเรียนการจัดการโรงแรมและการท่องเที่ยวนานาชาติครับ ซึ่งหลักสูตรที่เรียนจะเป็นหลักสูตรอินเตอร์ 2 ปี จบแล้วจะได้เป็นวุฒิ Diploma (อนุปริญญาตรี) โดยที่หลักสูตรจะเน้นภาคปฏิบัติแบบสวิสเซอร์แลนด์ และนำทฤษฎีด้านบริหารจัดการแบบอเมริกามาเสริมวิชาปฏิบัติอีกที เรียนเฉพาะวิชาที่จะได้ใช้ในการทำงานจริงๆ ซึ่งพี่ก็เห็นว่าน่าสนใจ เพราะไม่ต้องมาเรียนพวกวิชาพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้ทำงาน และตอนนั้นก็อยากจบอะไรซักอย่างให้เร็วที่สุด จึงตัดสินใจมาเรียนที่นี่

 

      พอได้เข้าศึกษาที่นี่ การเรียนก็เป็นอย่างที่ว่าจริงๆ ครับ คือเรียนสิ่งที่จะนำไปใช้งานจริงๆ แบบลงลึก ลงมือปฏิบัติจริงๆ ซึ่งทำให้เห็นภาพของการทำงานได้เป็นอย่างดี และที่ต่างจากมหาวิทยาลัยปกติมาก ก็ตรงที่ เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นมากๆ ระบบของโรงเรียนจะปรับพฤติกรรมให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเยอะ
     วิชาที่เรียนที่นี่ก็จะเรียนครบทุกแผนกของการโรงแรม เหมือนกับหลักสูตรการโรงแรม ในต่างประเทศครับ คือเรียนทั้ง Front Office, Kitchen Operations, Restaurant Service, Bar, Housekeeping นอกจากนี้ก็จะเป็นวิชาด้านการบริหารจัดการในโรงแรม การท่องเที่ยว และสายการบินด้วยครับ หลักสูตรแบ่งเป็นการเรียน 5 เดือน ฝึกงาน 5 เดือนสลับกันครับ ปีแรกเป็นฝึกงานในประเทศ ปีที่สองเลือกฝึกในต่างประเทศได้ ซึ่งพี่เองก็มีโอกาสได้ไปฝึกงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 1 ปีด้วยครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการเรียนในสถาบันปกติอย่างมาก
    
     นอกจากการเรียนภาคปฏิบัติ อย่างเข้มข้นแล้ว ยังมีการฝึกงานที่ส่งเสริมให้นักศึกษาได้เลือกฝึกปฏิบัติงานในโรงแรม 5 ดาว รีสอร์ท บริษัทนำเที่ยว หรือสายการบิน ตามแต่ความชอบ ความถนัดของนักศึกษาแต่ละคน ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งดี และเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักศึกษาได้เลือกหนทางของตัวเอง  แถมระยะเวลาฝึกงานก็ยาวนานกว่าสถาบันไหนๆ
      ทางโรงแรม หรือสถานประกอบการ เค้าก็สอนงานเราอย่างเต็มที่ เพราะหลังจากที่เรารู้งานแล้ว ยังมีเวลาให้เราลงมือปฏิบัติงานจริง ช่วยเหลือทางโรงแรมอีกหลายเดือน อย่างแผนกที่พี่ฝึกจะเป็นแผนกครัวครับ ซึ่งพี่ก็ได้ไปฝึกในครัวหลักของโรงแรมจริงๆ ทั้งในปีแรกในประเทศไทย และปีที่สองในต่างประเทศ ซึ่งเค้าก็สอนงาน และใช้งานเราอย่างเต็มที่ (การฝึกงานในต่างประเทศเราจะได้รับค่าแรงด้วยนะครับ ซึ่งค่อนข้างสูงทีเดียวครับ) ทำให้เราได้รับประสบการณ์ และเชื่อมั่นได้เลยว่า จบออกมาแล้ว เราจะทำงานได้จริงๆ ในสายงานที่เราชอบครับ

 

     หลังจากพี่ใช้เวลาเรียนที่นี่ 2 ปีครึ่ง (ปกติจะเป็น 2 ปีครับ แต่ถ้าฝึกงานต่างประเทศจะเป็น 2 ปีครึ่ง) ซึ่งรู้สึกว่าไม่นานเลย แถมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะไปหมด ก็มาถึงตอนเข้าทำงานครับ สรุปว่าพี่จบ Diploma ในเวลาใกล้เคียงกับเพื่อนๆ ที่จบจากมหาวิทยาลัย ซึ่งพี่ค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าเพื่อนๆ เพราะว่ามีเงินเก็บจากตอนที่ไปฝึกงานในต่างประเทศอยู่ค่อนข้างเยอะทีเดียว ยังไงก็ไม่ต้องเดือดร้อนพ่อแม่แล้ว ก็กะว่าจะค่อยๆ หางานไปเรื่อยๆ แต่พอไปสมัครโรงแรมที่ชอบ เค้าดูจากความสามารถทางภาษา และประสบการณ์ทำงานของเรา เค้าก็รับเลยครับ แถมยังได้เงินเดือนเยอะกว่าเพื่อนๆ ที่จบปริญญาตรีอีกต่างหาก เพราะงานในสายนี้เค้าดูกันที่ความสามารถจริงๆ ครับ
     นอกจากนี้ยังได้เซอร์วิสชาร์จอีกค่อนข้างเยอะในแต่ละเดือน  สรุปแล้วได้เงินมากกว่าเพื่อนที่จบปริญญาตรีหลายเท่าตัวเลยครับ แถม ณ ปัจจุบัน พี่ก็ได้เป็นหัวหน้าเชฟ ในครัวหลักของโรงแรม 5 ดาวแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แล้วด้วย ส่วนเพื่อนๆ คนอื่น ที่จบจากไอทิม ปัจจุบันก็มีทั้ง เป็นหัวหน้าไกด์, Front Office Manager, พนักงานต้อนรับบนเครื่อง หรือบางคนก็เป็นเจ้าของกิจการร้านอาหารฯลฯ  ซึ่งทั้งความก้าวหน้า และเงินเดือน ดีกว่าเพื่อนๆ หลายๆ คนที่ตอนเรียนปริญญาตรี เป็นคนที่เรียนเก่งซะอีกครับ

 

      สำหรับบทความนี้ก็คงจบไว้เพียงเท่านี้ครับ ก็เป็นอีกแนวทางในการเรียน และการปฏิบัติตัว ที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ โดยที่เราเลือกทำในสิ่งที่เราชอบ และก็รู้ตัวว่าชีวิตนี้เราต้องการอะไร พร้อมกับการได้มีโอกาสไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้เราได้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย ทำให้เรารู้ว่าที่นั่น เค้าไม่สนใจว่าเราจะมาจากที่ไหน จบอะไรมา แต่วัดคุณค่าของเราด้วยความสามารถล้วนๆ ซึ่งก็น่าจะเป็นแนวคิดที่ดี ที่น่าจะนำมาใช้ปรับระบบการศึกษา และการเข้าทำงานของประเทศเราด้วยนะครับ ขอบคุณน้องๆ ทุกคนมากครับ

      หากน้องๆ ท่านใดสนใจสมัครเรียน หรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามได้ที่
สถาบัน I-TIM
ซอยรามคำแหง 50
โทร.
02-732-0170-3 กด 0 e-mail : info@i-tim.ac.th www.i-tim.ac.th

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

83 ความคิดเห็น

++ พิม 18 ธ.ค. 51 18:53 น. 1
อือ ตอนนี้ก็ยังเซงอยุ ตอนนี้ยังไม่รุเหมือนกันว่าโตขึ้นจะเปนไร
คนิต ก็ไม่ค่อยจะเก่ง ไม่รุจะเข้ามหาลัยได้รึป่าว ทำไมปะเทดไทยมันเคียดงี้ T^T
ที่เมือองนอกเค้าไม่เหนจะต้องมาเรียนพิเสดทั้งวันเลย
เบื่ออ
0
กำลังโหลด
เด็กวิดวะ 18 ธ.ค. 51 18:53 น. 2
"ที่ต่างจากมหาวิทยาลัยปกติมาก ก็ตรงที่ เราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นมากๆ ระบบของโรงเรียนจะปรับพฤติกรรมให้เราเป็นคนตรงต่อเวลา และมีความรับผิดชอบ และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเยอะ"

...การเรียนระดับอุดมศึกษา หรือการเรียนระดับมหาวิทยาลัย สิ่งเเรกที่ต้องทำคือการปรับตัว และสิ่งที่จะตามมาคือความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง เพราะฉะนั้้นความรับผิดชอบอยู่ที่ตัวเรา เเละยิ่งสังคมที่ต้องช่วยเหลือตัวเองอย่างมหาวิทยาลัยเเล้ว ความรับผิดชอบต้องมีมากพอจึงจะเอาตัวรอดได้

...ดังนั้นการที่บอกว่าสถาบัน I-TIM ต่างจากมหาวิทยาลัยปกติตรงที่ต้องมีความรับผิดชอบมาก นั้นไม่น่าจะใช่ประเด็นหลัก!!!

...เเละที่สำคัญคือ"อนาคตที่ประสบความสำเร็จ" วัดกันที่เงินเดือนเหรอ!!!

ปล.คุณอาเราก็เป็น Assistant Director of Food & Beverage ที่โรงเเรม 5 ดาวในกรุงเทพฯ เราจึงรู้เรื่องการโรงเเรมพอสมควร
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
222222 18 ธ.ค. 51 21:11 น. 4
มีเพืื่อนเรียนจบมา ทำงานเสริฟอาหารตามโรงแรม เงินเดือนไม่ถึงหมื่น(พนักงานที่นั้นบางคนจบมอ3เค้าก์รับทำงานแล้ว) โอกาศไปทำงานนอกต้องใช้เงินส่วนตัวไปหาโอกาศเอาเอง ตอนนี้ลาออกไปขายประกันละ
0
กำลังโหลด
ดดดดดดด 18 ธ.ค. 51 21:20 น. 5
ดูเหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงๆไม่ง่ายเลย

แล้วแต่คนมากกว่า เงินทุนก็สำคัญมากเช่นกันค่ะ
0
กำลังโหลด
แมวน้อยเลือดกบปาก Member 19 ธ.ค. 51 09:15 น. 7
ในสังคมมนุษย์ คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเขาวัดกันที่ จำนวนรายได้ที่หามาได้กับความโด่งดังของชื่อเสียง
0
กำลังโหลด
gULiGoGo Member 19 ธ.ค. 51 10:50 น. 8
อยากให้ลองมองตัวเองดีๆนะน้องๆ คณะพี่มีเยอะ พวกที่เรียนเก่งๆอ่ะ แบบว่าเรียนอะไรก้อได้ ก้อเรยไม่รุจะเรียนอะไร เลือกหมอ ทั้งๆที่วาดรูปสวยมาก อาร์ตโคดๆ ขนาดเรียนอยู่ยังรับทำโปรเจกได้หลายตังเลย เสียดายอ่ะ แต่เกรดก้อไม่สวยหรู ถ้าไปเปนพวกสถาปนิกอะไรงี้พี่ว่าไปได้ไกลเรยนะ ..
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
kwang 19 ธ.ค. 51 11:35 น. 10
คนเรียนเก่งอ่ะ

ไม่ประสบความสำเร็จเสมอไปหรอกครับ

อยู่ที่ความรู้รอบตัวและมนุษยสัมพันธ์มากกว่า

เรียนไม่เก่งก็ไม่เห็นเป็นไง

พี่เองเรียนไม่เก่งยังสอบตรงติดได้เลย

(ยังงงตัวเองว่าติดได้ไง)
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
1234 19 ธ.ค. 51 15:58 น. 13
หนูก็คิดอย่างพี่คนเขียนน่ะ คือ เรียนอะไรก็ได้ ที่เราชอบเเละทำให้ดีที่สุด

ครูสอนดนตรีไทยคนหนึ่งของหนูได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินล้านนา เเสดงทีได้ชั่วโมงละ 1หมื่นกว่าเเนะ

เเต่โรงเรียนที่จบน่ะ ไปถามใครคงไม่มีใครรู้จักหรอก ขนาดเพื่อนที่อยู่ตั้งเเต่เกิดยังไม่รู้จักเลย เเต่ตอนนี้เป็นคนที่ดังมากๆ ทั้งๆที่ครูก็ไม่ได้เรียนสายวิทย์-ศิลป์ซักหน่อย
0
กำลังโหลด
กอล์ฟ 19 ธ.ค. 51 17:06 น. 14
เราว่าคนเขียนบทความก็คงไม่ได้มีความคิดเปรียบเทียบความสำเร็จเรื่องเงินทองหรอกเพียงแต่ก็รู้ๆกันอยู่ว่าพ่อแม่หรือเพื่อนเราก็วัดกันอยู่เสมอว่าใครเรียนจบมาแล้วหางานทำได้ไหม หรือว่าเงินเดือนที่เท่าไหร่

ส่วนความรับผิดชอบที่มากกว่าเรียนมหาลัยมันเป็นเรื่องจรงิคือเพื่อนเราเรียนที่นี่บอกว่าทุกวิชามีการเช็คชื่อ มีการตัดคะแนนความประพฤติหากว่าใครมาเรียนสาย(ซึ่งในมหาลัยที่ไหนก็ไม่ค่อยมีหรือมีก็ไม่ทุกวิชา) หรือใครแต่งกายไม่ถูกระเบียบ และถ้าใครคะแนนความประพฤติไม่ดีจะไม่มีโอกาสไปฝึกงานต่างประเทศ หรือไม่ก็เลือกที่ฝึกงานได้หลังคนที่มีคะแนนความประพฤติสูงกว่า

สรุปแล้วรู้ว่าชอบอะไรแล้วค่อยเรียนที่นั้นถือว่าเป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่งแล้ว

เด็กจุฬา...
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
~*อยากเจอกอล์ฟ-ไมค์*~ Member 19 ธ.ค. 51 18:43 น. 17
คือ  อยากรู้ว่าถ้าไม่เก่งอังกฤษละค่ะ  ตัวพี่เองเก่งเปล่าอะค่ะตอบในข้อความได้ไหมอะค่ะพอดีไม่ได้เข้าอีกนานเลยอะอยากได้แนวทางอะค่ะ
0
กำลังโหลด
นัท 19 ธ.ค. 51 21:04 น. 18
ค่าเทอม จ้ายเป็นปี ปีหนึ่งก็70000 up เรียน 2ปี ถ้าตั้งใจเรียนจริงอาจได้ทุนไปทำงานที่ต่างประเทศ 6เดือน-1ปีครึ่ง แต่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายส่วนตัวเรื่องค่าเครื่องบินไป-กลับ นู้นนี้จิปาถะที่ต้องออกเองเป็นก็ปาไปแสนกว่า แต่ถ้าได้ไปทำอ่ะจะคุ้มเพราะ เดือนนึงได้เงิน 60000up แต่ต้องคำนึงด้วยว่าค่าครองชีพที่นั้นก็สูงเช่นกัน ตอนแรกก็จะไปเรียนแต่ก็คิดๆดูเบรคไว้ก่อนดีกว่า
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด