|
นักศึกษาเภสัชศาสตร์ คนที่ 1 สุริยน อุ่ยตระกูล (แต๋ง) คณะเภสัชศาสตร์ สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปี 6 พี่เป้ : อยากให้ช่วยแนะนำตัวหน่อยค่ะ พี่แต๋ง : สวัสดีครับ ชื่อสุริยน อุ่ยตระกูล ชื่อเล่นชื่อแต๋งครับ ตอนนี้เรียนอยู่คณะเภสัชศาสตร์ สาขาการบริบาลทางเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ครับ ปัจจุบันก็ปี 6 กำลังจะจบแล้วครับผม
พี่เป้ : แล้วทำไมถึงเลือกเรียนคณะเภสัชนี้ล่ะคะ ? พี่แต๋ง : ขอสารภาพตามตรงเลยนะครับ ว่าตอนที่เลือกเข้ามานั้นไม่รู้เลยจริงๆ ว่าคณะเภสัชศาสตร์มีอะไรบ้าง ยิ่งเป็นสาขาการบริบาลทางเภสัชกรรมนี่ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันเรียนเกี่ยวกับอะไร ทำไมต้องเรียน 6 ปี แตกต่างจากสาขาทั่วไปด้วย อาจเนื่องจากขณะนั้นยังไม่มีเว็บไซต์หรือคนที่คอยให้คำแนะนำ เรื่องการเรียนเหมือนเว็บ dek-d ก็ได้ครับ ฮะๆๆ ที่ผมเลือกคณะนี้ก็เพราะคุณแม่ ที่เป็นพยาบาลแนะนำว่าเป็นคณะที่เหมาะสมกับตัวผมเองดีครับ แต่เมื่อผมเข้ามาเรียนแล้ว ทั้งอาจารย์และรุ่นพี่ในคณะ ต่างก็ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับคณะเภสัชศาสตร์มากมาย ทำให้ผมรู้สึกชอบคณะนี้ขึ้นมากเลยครับ
พี่เป้ : แล้วตอนที่แอดมิชชั่นเข้ามา ได้คะแนนแต่ละวิชาเท่าไหร่บ้างคะ พอจำได้มั้ย? พี่แต๋ง : บอกแล้วแล้วอย่าหัวเราะนะครับ ตอนผมเข้ามายังไม่มีแอดมิดชั่นเลยครับ เป็นระบบการเอนทรานซ์ธรรมดา ถ้าจะถามคะแนนเอนท์ก็จำได้ลางๆว่า ภาษาอังกฤษกับฟิสิกส์ได้ประมาณ 70 กว่าๆ ภาษาไทยกับสังคมศึกษา ได้ประมาณ 60 กว่าๆ แล้วก็คณิตศาสตร์ เคมี และชีววิทยาได้ประมาณ 50 กว่าๆ ครับ รวมแล้วก็ประมาณ 420 ต้นๆ
พี่เป้ : แล้วที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แบ่งคณะเภสัชออกเป็นกี่สาขาบ้างคะ ? พี่แต๋ง : คณะเภสัชศาสตร์ที่นี่แบ่งออกเป็น 5 ภาควิชาครับ คือภาควิชาเภสัชกรรมคลินิก , เภสัชเคมี , เทคโนโลยีเภสัชกรรม , เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ , และภาคบริหารเภสัชกิจครับ แต่เฉพาะคนที่ต้องการเรียนสาขาการบริบาลเภสัชกรรม (เภสัชกรรมคลินิก) เท่านั้นที่ต้องเลือกไว้ตั้งแต่ตอนสอบเข้า ส่วนคนที่ไม่ได้เรียนทางคลินิก สามารถเลือกเรียนอีก 4 สาขาที่เหลือได้ตอนปี 4 ครับ
พี่เป้ : ลองเล่าถึงวิชาที่โหดๆ ยากๆ มาให้ฟังสัก 2 วิชาหน่อยสิคะ ว่ายากยังไง พี่แต๋ง : ขึ้นชื่อว่าวิชาที่โหดที่สุดของเภสัชศาสตร์ เห็นจะไม่พ้นวิชา Medicinal chemistry หรือวิชาเคมียา (ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไร) นะครับ ความยากของวิชานี้อยู่ที่การ เข้าใจ โครงสร้างทางเคมีของยาทุกกลุ่ม เภสัชกรต้องสามารถบอกได้ว่ายาตัวนี้มีสูตรโครงสร้างอย่างไร ละลายในน้ำหรือน้ำมันได้ดี แล้วถ้าต้องการให้ออกฤทธิ์ดีขึ้นต้องปรับส่วนไหนของสูตรโครงสร้าง เป็นต้น อีกวิชาหนึ่งที่ได้ชื่อว่ามีคนได้ A น้อยมากๆ คือวิชา Pathophysiology หรือพยาธิสรีรวิทยา นั่นเองครับ แต่วิชานี้จะได้เรียนเฉพาะสาขาการบริบาลฯ เท่านั้นนะครับ วิชานี้ยากตรงที่มัน ก้าวข้าม ความเป็นเภสัชกรไป นั่นคือเราต้องไปเรียนรู้กลไกการเกิดโรคต่างๆ เรียนรู้ว่าโรคต่างๆ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วส่งผลอย่างไร ซึ่งตรงนี้โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของหมอมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การรู้เอาไว้ก็เป็นผลดีนะครับ

|
|


พี่เป้ : แล้วได้ทำกิจกรรมอะไรของคณะหรือมหาวิทยาลัยบ้างคะ พี่แต๋ง : กิจกรรมหลักๆที่ผมทำก็จะเป็นกิจกรรมรับน้อง และการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ (เห็นหน้าตาแบบนี้ก็สามารถเป็นลีดได้เหมือนกันนะครับ อิๆๆ) นอกจากนั้น บางปีก็เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางคณะจัดบ้าง เช่น เดินพาเหรดงานลอยกระทง ถือพานวันไหว้ครูประมาณนี้น่ะครับ ความจริงแล้วคณะเภสัชศาสตร์ถือว่าเป็นคณะที่มีกิจกรรมเยอะ คณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยนี้เลยนะครับ
พี่เป้ : ว่าแต่คณะเภสัชที่ มอ. มีอะไรน่าอวดบ้าง เล่าให้ฟังหน่อยสิ ? พี่แต๋ง : เมื่อพูดถึงเภสัช มอ.แล้ว เห็นทีจะไม่อวดไม่ได้แล้วละครับ เพราะว่าคณะเภสัชที่นี่สร้างชื่อเป็นที่หนึ่งของประเทศเรื่องมีเด็กที่จบมาแล้วสอบใบประกอบวิชาชีพได้มากที่สุดมา 2 ปีแล้วนะครับ (ปี 2550 และปี 2552) นอกจากนั้น คณะเภสัชศาสตร์ที่นี่ยังเป็นคณะเภสัชที่มีอาจารย์จบดอกเตอร์มากที่สุด อีกด้วยนะครับ น้องๆ ที่คาดหวังกับเรื่องคุณภาพการศึกษา รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ สำหรับน้องที่อยากได้บรรยากาศในการเรียน ก็ขอบอกได้เลยว่าที่นี่มีบรรยากาศการเรียนที่เป็นกันเองมากๆ รุ่นพี่รุ่นน้องสนิทกันอย่างกับเพื่อน เพื่อนๆ ไม่เคยหวงวิชา มีอะไรก็แบ่งปันกัน ช่วยกันติว ช่วยกันอ่านหนังสือ
พี่เป้ : แล้วในอนาคตตั้งใจว่าจะทำงานอะไรคะ พี่แต๋ง : ตอนนี้ที่คิดไว้คืออยากเป็นอาจารย์สอนในคณะเภสัชศาสตร์ สักมหาวิทยาลัยหนึ่งครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับหรือเปล่า แหะๆๆ ถ้าไม่รับก็อาจจะไปเรียนต่อต่างประเทศก่อนน่ะครับ กลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที
พี่เป้ : สุดท้ายนี้ ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเข้าคณะนี้หน่อยค่ะ พี่แต๋ง : น้องๆ หลายคนที่มีความใฝ่ฝันอยากเรียนเภสัช แต่ยังลังเลอยู่ด้วยเหตุผลนานาประการ เช่นไม่มั่นใจว่าจะเรียนได้ ไม่เก่งเคมี กลัวจบมาแล้วไม่มีงานทำ ฯลฯ พี่ขอบอกว่า เดินตามความฝันของน้องเถอะ สิ่งแวดล้อมทุกอย่างในคณะนี้ พร้อมที่จะปั้นน้องทุกคนให้ออกมาเป็นเภสัชกรที่มีคุณภาพของประเทศ ไม่ว่าน้องจะเป็นอย่างไรมาก็ตามครับ สำหรับน้องๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองมีความชอบเคมี อยากรู้เรื่องยา อยากทำงานโรงพยาบาลหรือร้านยา ไม่อยากเป็นแพทย์หรือทันตแพทย์ กระทั่งน้องที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำงานอะไร คณะเภสัชศาสตร์พร้อมจะเป็นทางเลือกหนึ่งให้น้องได้พิจารณา เผื่อว่าวันหนึ่งน้องอาจจะค้นพบว่า I was born to be a pharmacist ก็ได้นะครับ
|
|
นิสิตเภสัชศาสตร์ คนที่ 2 ปวีณา เจริญรักษ์ภักดี (กลอย) คณะเภสัชศาสตร์ ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ(บริบาลเภสัชกรรม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 5
พี่เป้ : แนะนำตัวแก่น้องๆ ชาว Dek-D.com หน่อยค่ะ พี่กลอย : ชื่อปวีณา เจริญรักษ์ภักดี (กลอย) นิสิตชั้นปีที่ 5 ภาควิชาเภสัชกรรมปฏิบัติ(บริบาลเภสัชกรรม) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พี่เป้ : อะไรเป็นแรงจูงใจหรือสาเหตุที่ทำให้เรียนเภสัชล่ะคะ? พี่กลอย : เพราะเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นค่ะ อยากช่วยให้คนที่ไม่สบายหายจากโรคเร็วๆ แต่ก็ไม่อยากที่จะเรียนหนักไปมากเท่ากับหมอ (ความจริงก็เรียนหนักพอๆ กันทุกคณะแหละค่ะ) อีกอย่างเราก็ยังไม่รู้อนาคตว่าจบไปจะทำอาชีพอะไรดี ซึ่งเภสัชกรสามารถทำงานได้หลากหลายค่ะ ไม่ใช่ว่าจะต้องทำงานในโรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว เช่น โรงงานยา, ผู้แทนยา (รายได้หลักแสนเลยทีเดียว), ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพยา, โรงงานอาหารบางแห่งต้องใช้เภสัชกรแล้ว, โรงพยาบาล รวมทั้งร้านขายยา หรืออาจเป็นเภสัชบริหารก็ได้นะคะ ก็ถือว่าเป็นคณะที่น่าสนใจเลยทีเดียวค่ะ
พี่เป้ : แล้วพอเข้ามาเรียนจริงๆ ต่างกับที่คิดไว้มั้ย? พี่กลอย : ก็ต่างนะคะ เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะต้อง เรียนทุกอย่างขนาดนี้ คิดว่าเรียนแต่ยากับโรค แต่พอเรียนจริง ต้องเรียนแทบทุกอย่างนอกจากจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับยาแล้ว ยังเรียนเรื่องเกี่ยวกับ ต้นไม้ว่ามีวงศ์ไหน สปีชีส์นี้ต่างกันยังไง, เรียนเกี่ยวกับสัตว์บ้าง, เรียนกฏหมาย, เรียนการตลาด, เรียนบัญชี อีกต่างหาก เรียนไปเรียนมาชักงง ว่าเรียนคณะอะไรอยู่ แต่ก็ดีค่ะ เพราะหลักสูตรก็ดักไว้หมดแล้วสำหรับอนาคตของเรา ถ้าเราจะไปทำอย่างอื่นก็ยังพอมีพื้นฐานบ้างค่ะ ถ้าถามว่ายากมั้ย ก็คงไม่ยากเท่าไหร่หรอกค่ะ เชื่อว่าใครที่เข้ามาในคณะนี้แล้วก็คงทำได้กันทั้งนั้น แต่ส่วนมากคณะนี้มักจะเน้นไปทางด้านวิชาเคมีกับชีวะค่ะ อ่อ แล้วก้อเน้นท่องจำมากๆๆๆ วันๆ ท่องกันจนหัวบานเลย อิอิ
พี่เป้ : แล้วปี 1 ถึงปี 5 ปีไหนเรียนหนักสุด ปีไหนสบายสุดล่ะเนี่ย? พี่กลอย : คิดว่าปี 3 หนักสุดค่ะ เพราะว่าวิชาเรียนค่อนข้างหนักเลยทีเดียว เป็นการเรียนเกี่ยวกับยาล้วนๆ (ปีอื่นยังพอเรียนอย่างอื่นบ้าง เช่น เรียนเกี่ยวกับพืช, จุลินทรีย์) แต่ความจริงก็เริ่มหนักตั้งแต่ปี 2 แล้วหละค่ะ ส่วนปีที่สบายที่สุด คือ ปี 1 เพราะวิชาเรียนยังเป็นของคณะวิทยาศาสตร์อยู่ วิชาเลือกก็เยอะแยะ เพราะฉะนั้นควรใช้ชีวิตช่วงเฟรชชี่ให้คุ้มค่าที่สุดนะคะ
พี่เป้ : ได้ยินว่าต้องฝึกงานด้วยใช่มั้ยคะ ได้ไปฝึกมาที่ไหนยังไงบ้าง? พี่กลอย :ก็ต้องฝึกงาน(บังคับอ่ะ)ด้วยค่ะ จะมีการฝึกงานตั้งแต่ปี 2 ฝึกที่โอสถศาลาตอนเปิดเทอม ก็แค่ให้รู้จักยา เน้นยาสามัญประจำบ้าน แล้วพอปิดเทอมใหญ่ก็จะมีโปรแกรมให้เลือกฝึก 40 ชั่วโมง แล้วแต่จะเลือกค่ะ (มีโรงงานยา, โรงพยาบาล, เดินป่าเก็บตัวอย่างสมุนไพร, ร้านยา) ก็เป็นคล้ายๆ การไปดูงานประมาณนี้ พอขึ้นปี 3 ก็ต้องฝึกโอสถศาลาเหมือนเดิม เน้นไปถึงการออกฤทธิ์ของยาแต่ละกลุ่ม แต่พอปิดเทอมต้องไปฝึกงานที่ศูนย์บริการสาธารณสุขในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 5 สัปดาห์ค่ะ ได้พบปะผู้ป่วย ได้ทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพทางสาธารณสุขค่ะ พอขึ้นปี 4 ต้องไปฝึกงานที่โอสถศาลาอีกเช่นกัน เน้นการวินิจฉัยโรคกับการใช้ยาค่ะ พอปิดเทอมก็ต้องออกไปฝึกงานตามโรงพยาบาลและร้านยาต่างๆ ทั่วประเทศค่ะ แล้วแต่จะเลือกแหล่งฝึกงานค่ะ ส่วนมากต้องจับฉลากกัน บางคนได้ไปที่ไกลๆ ก็มี แล้วแต่ดวงค่ะว่าจะได้ไปที่ไหน อิอิ พอขึ้นปี 5 ก็ไปฝึกงานตามภาควิชาที่เรียนค่ะ แต่ว่าน้องๆที่จะเข้าใหม่ปีนี้ คณะเภสัช จุฬาฯ ได้ปรับหลักสูตรเป็นแบบ 6 ปีแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นการฝึกงานอาจแตกต่างไปบ้าง เพราะหลักสูตรนี้ชั่วโมงการฝึกงานจะเพิ่มมากขึ้น แต่การฝึกก็คงจะไม่หนีไปจากนี้ เพียงแต่อาจจะฝึกระยะเวลาที่นานหน่อยมั้ง
พี่เป้ :คิดว่าจุดเด่นของเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ คืออะไร? พี่กลอย :ความเป็นวิชาชีพที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ร่วมกันในการทำงานค่ะ เป็นศาสตร์ตรงที่ต้องมีความรู้ความสามารถ และใช้ศิลป์ในการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยค่ะ ซึ่งแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป ส่วนจุดเด่นของคณะเภสัช จุฬาฯ ก็คิดว่าเป็นคณะที่ค่อนข้างแข็งในด้านวิชาการ โดยเฉพาะฝ่ายเภสัชกรรมเกี่ยวกับการผลิตยา การพัฒนาสูตรตำรับยาต่างๆ แล้วก็เป็นคณะที่ค่อนข้างอยู่ใจกลางเมือง เพราะติดกับสยามแสควร์เลยค่ะ ใครเดินผ่านก็แวะเค้ามาสอบถามกับรุ่นพี่ในคณะได้นะคะ พี่ทุกคนเต็มใจที่จะตอบคำถามน้องๆ เสมอค่ะ

|
|
พี่เป้ : แล้วคิดว่าคนที่จะเรียนคณะนี้ ควรมีคุณสมบัติอะไรเป็นพิเศษบ้างคะ? พี่กลอย : ขยันค่ะ ขอพียงแค่ขยันแล้วพร้อมจะสู้ ก็สามารถประสบความสำเร็จกับการเรียนคณะนี้แล้วหละค่ะ เรื่องความเก่งหรือฉลาดคงเป็นเรื่องที่รองๆ ลงมาค่ะ วิชาชีพนี้เป็นอีกวิชาชีพหนึ่งที่ต้องทำงานร่วมกันกับหลายๆ สาขาอาชีพ เพราะฉะนั้นเรื่องมนุษยสัมพันธ์ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคณะนี้ค่ะ
พี่เป้ : แล้วในอนาคตอยากทำงานไรเหรอคะ พี่กลอย : ในอนาคต ก็อยากทำงานเป็นเภสัชกรโรงพยาบาลค่ะ เพราะว่าชอบช่วยเหลือคนป่วยให้หายจากโรคค่ะ (ตอบเหมือนนางสาวไทยมั้ย อิอิ) อยากให้มีการใช้ยาอย่างเหมาะสมค่ะ ไม่อยากให้ฟุ่มเฟือยเรื่องการใช้ยามากเกินไป เพราะไม่มียาชนิดไหนที่จะให้แต่ประโยชน์ ยาทุกชนิดมีทั้งคุณและโทษค่ะ
พี่เป้ : ฝากถึงน้องๆ ที่อยากเรียนคณะนี้หน่อย พี่กลอย : ก็อยากให้ตั้งใจเรียนมากๆ ขยันๆ โดยเฉพาะตั้งใจเรียนวิชาเคมีกับฃ ชีวะ เพราะคณะนี้ใช้พื้นฐานทั้งสองวิชานี้มากจริงๆ และเวลาเลือกสาขาอ่ะคะ ควรถามตัวเองดีๆ ก่อนว่าอยากประกอบอาชีพอะไร ถ้าอยากทำงานในโรงพยาบาล ก็เลือกแขนงบริบาลเภสัชกรรม หรือถ้าไม่ชอบโรงพยาบาล แต่อยากทำงานด้านการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ ก็ควรเลือกแขนงเภสัชกรรมค่ะ สุดท้ายก็อยากบอกไว้ว่า ขอเพียงแค่น้องๆ มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนคณะนี้ น้องๆ ก็จะประสบความสำเร็จ อย่างแน่นอนค่ะ อ่อ แล้วถ้าใครสนใจ อยากมาลองสัมผัส กับคณะนี้นะคะ ก็สามารถสมัครเข้าร่วม Pharma Camp ได้ค่ะ เป็นการเปิดบทบาทของคณะให้น้องๆ ได้รับรู้ถึงการเรียนและการทำงานต่างๆ ของคณะเภสัชศาสตร์ค่ะ ซึ่งจะเปิดรับสมัครเร็วๆ นี้แหละค่ะ แล้วจะมีค่ายช่วงต้นปีหน้าค่ะ |
|
นักศึกษาเภสัชศาสตร์ คนที่ 3 ปริญญ์ จักรสมิทธานนท์ (ฮ๊อป) คณะเภสัชศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการทางเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ปี 4
พี่เป้ : ก่อนอื่นช่วยแนะนำตัวหน่อยสิคะ พี่ฮ๊อป : นักศึกษาเภสัชศาสตร์ปริญญ์ จักรสมิทธานนท์ (ฮ๊อป) ปี 4 มหาวิทยาลัยศิลปากรครับ
พี่เป้ : ทำไมถึงอยากเรียนคณะนี้ล่ะ ? พี่ฮ๊อป : เราว่ามันเจ๋งดีนะ ยามีเป็นพันๆ ตัว เค้าเลือกใช้ถูกได้ไง อย่างยาฆ่าเชื้ออย่างเงี้ย คนเดียวกัน เป็นแผลที่เดียวกัน แต่ทำไมใช้ยาไม่เหมือนกัน สงสัยมาก เลยอยากเรียน
พี่เป้ : แล้วตอนที่แอดมิชชั่นมีวิธีเตรียมตัวยังไงบ้าง จำคะแนนสอบได้มั้ย ? พี่ฮ๊อป : จริงๆ แล้วเราติดสอบตรงรอบแรกของคณะ คะแนน Admission ก็ไม่ได้ใช้ เอาเท่าที่จำได้ละกัน O-NET: สังคม 84 ไทย 81 อังกฤษ 75 คณิต 71 วิทย์ 71 A-NET: วิทย์ 56 อังกฤษ 69 ส่วนคณิต ไปสอบไม่ทัน 555++ ในเรื่องของการเตรียมตัว ตอนม.ปลายเราก็เรียนพิเศษนะ เรียนระห่ำเลยแหละ อย่างช่วง summer นี่เรียนตั้งแต่ 7:30 จนถึง 4 ทุ่มกว่าแบบไม่มีเวลาพักกินข้าวเลย พอเรียนเสร็จเราก็กลับมาทำการบ้าน อ่านทวนที่เรียน เราเลยใช้เวลาอ่านหนังสือหนักๆ ช่วง summer พอใกล้สอบจริงๆ ก็อ่านแค่ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอนพอ บางวิชาก็ไปอ่านหน้าห้องสอบเอา
พี่เป้ : แล้วคณะเภสัชศาสตร์ที่ศิลปากร แบ่งเป็นสาขาอะไรบ้างคะ พี่ฮ๊อป : ที่ศิลปากรจะมีสาขาเน้นให้เลือกอยู่ 3 สาขา ซึ่งหลักสูตรใหม่ปีหน้านี้จะเรียน 6 ปีหมดเลย แบ่งเป็น 1. Pharmaceutical Care (บริบาลทางเภสัชกรรม) : จะเรียนเน้นไปที่ผู้ป่วย ซึ่งจะแบ่งไปอีก 3 สายคือ - สาย clinic ก็จะเป็นพวกเภสัชกรโรงพยาบาล จะต้องมาคำนวณระดับยาในเลือด ขนาดและเวลาที่ควรใช้ในผู้ป่วยแต่ละราย - สายชุมชน ก็จะเป็นเภสัชกรร้านยา จะเรียนเกี่ยวกับระบาดวิทยา การส่งเสริมสุขภาพในเชิงป้องกัน - สาย marketing ก็จะเป็นผู้แทนยา (ดีเทลยานั่นแหละ)
2. Pharmaceutical Science (วิทยาการทางเภสัชศาสตร์) : จะเรียนเน้นไปที่ตัวยา ซึ่งจะมีสายแบ่งไปอีก 5 สายด้วยกัน - Pharmaceutical Technology จะเน้นไปที่การผลิตยา การพัฒนาเภสัชภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ - Pharmaceutical Chemistry (เราเรียนสาขานี้) จะเน้นไปที่การสังเคราะห์ยาใหม่ พัฒนาโครงสร้างยาเพื่อให้ประสิทธิภาพของยาดีขึ้น และการวิเคราะห์ตรวจสอบคุณภาพยา - Biopharmacy จะเน้นที่ยาชีววัตถุ พวกวัคซีน เซรั่ม - Pharmacology and Toxicology ก็จะเรียนเกี่ยวกับกลไกการออกฤทธิ์ของยา ตั้งแต่ยาเข้าสู่ร่างกายจนถึงยาถูกขจัดออกจากร่างกาย - Pharmacognosy ก็จะเรียนเกี่ยวกับการสกัดสารในธรรมชาติ ทั้งพืชและสัตว์เพื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ในการรักษา และที่หลายคนอาจนึกไม่ถึงคือการหายาจากสัตว์น้ำทะเลลึก ซึ่งสามารถสกัดสารมารักษาโรคที่สำคัญหลายๆ โรคได้เลยทีเดียว เช่น โรคเอดส์ มาลาเรีย เป็นต้น
3. Pharmacy Health Informatics (สารสนเทศศาสตร์ทางสุขภาพ) : อันนี้ขอนำเสนอ เพราะที่ศิลปากรเป็นคณะเภสัชศาสตร์แห่งเดียว ในประเทศไทยที่มีสาขานี้ ซึ่งเป็นสาขาที่ต่างประเทศกำลังตื่นตัวมาก จะเรียนเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมต่างๆ อย่างที่คณะกำลังพัฒนาอยู่ จะเป็นโปรแกรม Drug Identification คือพิมพ์ลักษณะของเม็ดยาลงไป ก็จะขึ้นว่ามันคือยาอะไร มีฤทธิ์ในการรักษาอย่างไร รวมไปถึงวิธีใช้และ ข้อควรระวังในการใช้ยา แต่ไม่ว่าจะเรียนสาขาเน้นไหนก็ตาม คุณสมบัติพื้นฐานที่นักศึกษาเภสัชศาสตร์ทุกคนต้องมีคือสามารถจ่ายยาได้ รวมไปถึงประเมินอาการของโรคและปัญหาที่เกิดจากการใช้ยา ซึ่งมีการวัดผลโดยการสอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงครับ ไม่ว่าจะเรียนสายไหน ก็จบเป็นเภสัชกรได้เหมือนกัน



|
|


 พี่เป้ : ส่วนตัวฮ๊อปคิดว่าความยากง่ายของเภสัชอยู่ตรงไหน พี่ฮ๊อป : อาจารย์หลายท่านพูดตรงกันว่าเภสัชกรเปรียบเสมือน เป็ด คือทำได้ทุกอย่าง แต่ไม่สุดซักอย่าง คือว่ายน้ำก็ได้ แต่ก็ไม่เท่าปลา จะเดินก็ได้ แต่ก็ไม่ค่อยถนัด จะบินก็ได้ แต่ก็ไม่ได้นานเท่านก คือจะพยายามเปรียบว่าการเรียนเภสัชฯ นั้นเราจะต้องเรียนรู้แทบทุกอย่าง คือเราก็เรียนเหมือนแพทย์ กลไกการเกิดโรคก็ต้องรู้ ต้องประเมินอาการของโรคได้ เพื่อจะได้เลือกใช้ยาให้เหมาะสม แต่ไม่ลึกเท่าเค้า ในขณะที่เค้าก็ไม่ได้มาเรียนลึกเท่าเราว่ายานี้ ถ้าอยากจะให้ออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ ควรจะทำเป็นยาเม็ดหรือยาเคลือบ ส่วนสายบริหารก็ต้องเรียน ไม่งั้นเปิดร้านยาไปบริหารร้านไม่เป็น มันก็เจ๊ง แต่ก็ไม่ได้เรียนลึกเท่าคณะบริหาร เพราะฉะนั้นความยากจึงไม่ใช่แค่เนื้อหา ที่ซับซ้อน แต่มันยากเพราะเราเรียนเยอะ เยอะจริงๆ - - ดูจากสาขาเน้น ที่มีให้เลือกก็ได้ confirm ครับ!!!
พี่เป้ : เรียนเภสัชอย่างนี้ มียาในฝันที่อยากผลิตบ้างหรือเปล่า พี่ฮ๊อป : ยาที่อยากให้มีเหรอ
คงเป็นยาที่สามารถรักษาโรคเรื้อรังทั้งหลาย ให้ได้แหละมั้ง เพราะตอนนี้มีแต่ยาบรรเทาอาการ ไม่สามารถรักษาให้หายได้ (พวกเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ)
พี่เป้ : คิดว่าจุดเด่นของคณะเภสัชศาสตร์ ศิลปากรอยู่ที่อะไร ลองพรีเซนท์หน่อยสิ พี่ฮ๊อป : ถึงจะเรียนเภสัชฯ แต่ที่ศิลปากรก็ต้องเรียนวาดภาพ จัดสวน ออกแบบด้วยนะ เชิญอาจารย์จากคณะมัณฑนศิลป์มาเลย เจ๋งป่ะล่ะ
พี่เป้ : แล้วจบไปในอนาคตอยากทำอะไรคะ พี่ฮ๊อป : เราเลือกสายการวิเคราะห์ก็ต้องอยากทำในโรงงานยาน่ะแหละ อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน อิสระด้วย ไม่ต้องวางตัวให้ดูน่าเชื่อถือมาก พอแก่ตัวค่อยไปเปิดร้านยา
พี่เป้ : อยากให้ช่วยฝากถึงน้องๆ ที่อยากเข้าคณะนี้ พี่ฮ๊อป : อย่าเลือกเพียงแค่เผื่อพลาดโอกาสจากคณะอื่น เพราะเรียนเภสัชฯ รัฐลงทุนให้สูงมาก ค่าสารเคมีขวดเล็กๆ แค่ขีดเดียว ราคาเกือบหมื่น ไม่คุ้มกัน ถ้าไม่อยากเรียนก็อย่าเลือกเลย ทรมานเปล่าๆ เพราะมันเรียนหนัก แต่ถ้าตัดสินใจว่าอยากเข้าคณะนี้แล้วก็อย่าลังเล มีอะไรใหม่ๆ มากมายรอให้มาศึกษาอยู่ ที่หลายๆ คนบอกว่าเรียนเภสัชฯ ต้องเก่งเคมี มันไม่จริงเลยซักนิด เพราะมันใช้ทุกวิชามาบูรณาการ และประยุกต์เข้าด้วยกันต่างหาก เก่งเคมี แต่อ่อนชีวะ แล้วจะไปรู้เรื่องได้ไงว่า ยาไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะนั้นยังไง เก่งเคมี แต่อ่อนฟิสิกส์ จะคำนวณได้มั้ยว่าจะต้องใช้แรงเท่าไหร่ถึงจะตอกยาให้เป็นเม็ดที่แข็งกำลังดีได้ จริงปะ หลายคนอ่านแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันยากเกินไปมั้ย บอกได้เลยว่าทุกอย่างมันเริ่มจากพื้นฐาน เรียนไปก็จะรู้สึกว่าไม่ยากหรอก สู้ๆ ละกันนะน้อง ชาวเขียวมะกอกทุกคนรอต้อนรับน้องอยู่ครับ
|