อาจต้องประชุมอีกรอบชี้ขาดโอเน็ต

       ทปอ.เสียงอ่อนอาจจะต้องหารืออีกครั้งเรื่องใช้โอเน็ตครั้งแรกครั้งเดียวยื่นแอดมิชชัน ประธาน ทปอ.ระบุมีอธิการบดีบางคนเห็นต่าง 14 พ.ค.นี้ เตรียมหารือในที่ประชุมคณะทำงานแอดมิชชัน

       รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงกรณีที่จะมีการประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ทปอ. และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เพื่อพิจารณาเรื่องผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ครั้งแรก ตามกรอบที่ สทศ.วางไว้ เกี่ยวกับการสอบโอเน็ตครั้งแรกของนักเรียนซึ่งสอบเพียงบางวิชาปีที่แล้ว และสอบซ้ำอีกในปีนี้ ว่า การประชุมวันที่ 2 พ.ค.นี้คงไม่สามารถฟันธงหรือสรุปได้ เป็นเพียงการไปรับทราบข้อมูลและปัญหาที่เกิดขึ้น

       “ในฐานะตัวแทน ทปอ.คงไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้ ต้องเป็นความเห็นจากที่ประชุม ทปอ. ซึ่งเท่าที่พูดคุยกับอธิการบดีบางคนยังมีความเห็นต่างจากตนที่ยืนยันว่าควรจะใช้ผลโอเน็ตครั้งแรกเป็นหลักเพื่อไม่ให้ขัดกับมติ ทปอ.เพราะคิดว่าต้องพิจารณาให้รอบคอบและยึดถือผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากเป็นประเด็นเร่งด่วนต้องรอดูสถานการณ์ก่อนอาจต้องนัดประชุม ทปอ.นัดพิเศษอีก ทั้งนี้ คณะทำงานศึกษาแอดมิชชั่นที่มี รศ.ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) เป็นประธาน จะมีการประชุมในวันที่ 14 พ.ค.นี้ คงจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวเสนอในที่ประชุมพิจารณาด้วย”


:: ( S O U R C E ) :: ( ผู้จัดการออนไลน์ )* ::

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

4 ความคิดเห็น

คนบาป Member 2 พ.ค. 50 15:56 น. 2
ถ้า ทปอ แน่จริง.....ทำไมไม่เปิดทำประชาพิจารย์..........ทำไมต้องประชุมกันแค่อธิการบดี แต่ไม่ให้เสียงของคนทั้งประเทศมีส่วน......เพื่อจะได้ไม่เกิดข้อขัดแย้งในสังคมอีก.................................และถ้าจุดประสงค์ของโอเน็ทคือเอ็นที......ก็ไม่ควรที่จะนำมาคิดถึง 35-70 เปอร์เซน ถ้าคิดจะให้สอบครั้งเดียว.......แต่ถ้าจะใช้ 35-70 เปอร์เซน ก็ต้องให้สอบหลายครั้งได้ ใช้คะแนนปีต่อปี เพื่อความเป็นธรรม สำหรับทั้งรุ่นน้อง ม.6 และเด็กที่ทรานซ์เฟอร์คณะ................................แน่จริงก็ทำประชาพิจารย์เลยครับ ไม่ต้องสุมหัวกัน......เพราะที่ผ่านมา มันก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ วุ่นวาย แล้วยังมาโบ่ยความผิดให้เด็ก........
0
กำลังโหลด
*+* ผู้เสียหาย *+* 7 พ.ค. 50 17:53 น. 3
หากทางกระทรวงต้องการเปลี่ยนระบบ...หรือเกณฑ์ในการคัดเลือกนักศึกษาในปีต่างๆ...ควรประกาศออกมาให้ชัดเจนก่อนว่านักเรียน/นักศึกษาคนใด...มีหรือไม่มีคุณสมบัติในการเข้าสอบคัดเลือกบ้าง...จะได้ชัดเจนกันไปเลยทุกฝ่าย...ไม่ใช่มาบอกในภายหลัง...ทำอย่างนี้เข้าขั้นเผด็จการ...นักเรียน/นักศึกษาเสียหาย…การประกาศก่อนจะลดความเสียหายตรงนี้ได้มาก… +++โดยเฉพาะ+++ นักศึกษาที่เรียนไปแล้วเรียนไม่ไหว (รู้ตัวก่อน) หรือนักศึกษาที่โดนรีไทน์ (หมดหนทาง)...แล้วต้องการสอบใหม่ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้อาจมองดูเหมือนเข้าข้างนักศึกษา(เด็กซิ่ล)ที่ถูกจำกัดสิทธิสักหน่อย...หากแต่ก็กล่าวเพื่อนักเรียนรุ่นใหม่นี้ที่กำลังจะก้าวเข้าสู้มหาวิทยาลัยด้วย...อนาคตเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้...ดิฉันเชื่อแน่ว่า...นักเรียนชั้นม.6 ในปีนี้...ไม่มีใครทราบว่านักเรียนจะสมัครคัดเลือกเข้าสอบใหม่หรือไม่...นักเรียนจะเรียนไหวหรือเปล่า...เรียนไปแล้วจะโดนรีไทน์ไหม...แล้วท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย...ไม่คิดตรงจุดนี้บ้างหรือ?...มองอีกแง่หนึ่ง...หากยังมีการรีไทน์จากมหาวิทยาลัยอยู่...เด็กกลุ่มที่ท่านบอกว่าเป็นปัญหาก็ต้องมีอีกแน่ไม่จบสิ้น..ท่านจะแก้ไขอย่างไร...ให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปหรือ...ในความคิดของดิฉัน...เป็นไปไม่ได้ ...กรุณายอมรับจากตรงนี้ด้วยว่า...ที่มีจำนวนนักศึกษาสอบใหม่มากมายอย่างนี้..ประการหนึ่งเป็นเพราะระบบที่ผิดพลาด อยากทำอะไรก็ทำงั้นหรือ...นักเรียนไม่ใช่หนูทดลอง...ที่จะลองผิดลองถูก..หากจะเปลี่ยนระบบ...น่าจะเป็นแผนล่วงหน้าสัก 3 ปี...มีผลเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่นักเรียนรุ่นนั้นๆขึ้นชั้น ม.4 และห้ามเปลี่ยนแปลงกลางทาง การเปลี่ยนแผนไปมา...อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล...หรือเปล่า...คณะรัฐมนตรีพยายามกำหนดนโยบาย...ให้ดูเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่า...ท่านไม่ได้เลียนแบบรัฐบาลชุดที่แล้ว...หรือไม่ ดิฉันก็ไม่แน่ใจกฏเกณฑ์ตรงนี้...ทุกวันนี้เหมือนเปลี่ยนระบบกันโดยไร้เหตุผล...ทั้งๆที่ระบบเEntrance แบบเก่ามีระบบการประเมินผลดีอยู่แล้ว 1. มีการสอบ 2 ครั้งเพื่อลดความเครียดนักเรียนลง 2. นักเรียนไม่ต้องเสียเวลารออีก 1 ปี...หากเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ....การสอบครั้งที่2จะช่วยได้มาก
0
กำลังโหลด
lo man 12 พ.ค. 50 16:11 น. 4
*-* การที่ถูกตัดสิทธิในการซิ่ว เป็นสิ่งที่ผิดนะครับ เพราะแต่ก่อนก้อมีการซิ่วอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ปีแล้วเพื่อนผมก้อซิ่วจบปี47 รหัส48 แต่ก้อซิ่วพร้อมน้องที่จบปี48 นี่เป็นข้อได้เปรียบของเด็กปี1 คือไม่ต้องลาออก แล้วไม่จำเป็นต้องเอาเลือกคณะที่แอดติดก้อได้ คือกลับมาเรียนคณะเดิมได้อยู่ นี่ต่างหากหล่ะครับ " กันที่ของจิง " เพราะเพื่อนผมก้อยังเรียนอยู่คณะเดิม รหัส48 เหมือนเดิม โดยคณะที่แอดได้ใหม่เขาก้อไม่สนใจเพราะไม่ชอบเท่าคณะเก่า ที่ว่าง 1 ที่นี้ครัยรับผิดชอบได้มั่งครับ แต่สำหรับเด็กปี2ขึ้นไป ที่คิดจาซิ่วต้องลาออก " แล้วเด็กที่โดนรีไทร์หล่ะครับ " เด็กส่วนนี้ไม่ต้องกลัวเลยครับว่าที่จาว่าง คือพวกนี้เอาแน่ๆนี่คือทางสุดท้ายแล้ว เขาไม่มีสิทธิที่จะสอบเข้าไหม่เลยรึไง คุณไปจำกัดสิทธิพวกเค้าอ่ะ ทั่งๆที่ปีผมก้อมีเด็กซิ่ว ตอนผมสอบก้อมีพี่ซิ่วมาสอบด้วย ผมก้อไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอกครับ ของอย่างนี้วัดกันที่ความรู้และความสามารถครับ เค้ามาเปลี่ยนเป็นรับปีต่อปีกันแล้วเหรอ การกันเด็ก พันกว่าคนที่ผมคิดว่า90% ติดแน่ๆ ออกอ่ะมันถูกแล้วเหรอ คุณคิดอะไรกันอยู่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ ทำไมระบบใหม่ต้องมีปัญหา ทำไมการสร้างผลงานใหม่ๆเพื่อเลียแข้งเลียขามันยังไม่หมดไปจากสังคมไทยเสียที ทหารออกรบถูกจับ 1 คน รัฐบาลยังต้องรีบหาทางช่วยเหลือกลับมาเลย แต่นี่เด็กตั้งพันกว่าคน อนาคตของชาติครับ มีครัยหน้าไหนไม้ครับที่จะพอแก้ไขได้ รัฐบาลใหม่ ไม่จำเป็นต้องสร้างผลงานมาก แต่การปกครองที่มีประสิทธิภาพ และการทำงานอย่างซื่อตรง ตามหน้าที่ต่างหากหล่ะครับที่มันสำคัญที่สุด นี่อาจเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องจากคาวมผิดพลาดของการทำงานจากรัฐบาลที่แล้ว(ย้ำ ที่แล้ว) ในการปรับปรุงอะไรบางอย่าง อาจไม่ได้หมายความว่ามันจะดีขึ้นกว่าเดิม ของเดิมบางทีก้อดีอยู่แล้ว ระบบการรับก้อเหมือนกัน แม้ต่ระบบการรับยังไม่ดีพอ ยังมีช่องโหว่ มีความเสียหายให้กับเด็ก พันกว่าคน เด็กที่จาซิ่ว กับไทร์ไปแล้วไม่มีสิทธิบ้างเลยเหรอ วัดกันที่คะแนนได้เปล่า ปัญหาบางทีอย่านั่งมองแต่ข้างบน ลงมามองจากข้าล่าง อาจทำให้การแก้ปัญหาทำได้ดีขึ้น
0
กำลังโหลด

ความคิดเห็นนี้ถูกลบเนื่องจาก

ถูกลบโดยทีมงาน เนื่องจากงดตั้งกระทู้วิจัย โครงงาน หรือใช้พื้นที่เว็บบอร์ดเพื่อการส่งการบ้าน เนื่องจากเป็นการรบกวนผู้ใช้บอร์ดท่านอื่นๆ ขออภัยในความไม่สะดวก

กำลังโหลด
กำลังโหลด