องคมนตรี แนะทุกภาคส่วนน้อมนำพระบรมราโชวาท รู้ รัก สามัคคี ปรับใช้กับการจัดการศึกษาของประเทศ รวมทั้งนำผล โอเน็ต เป็นเครื่องมือจัดการศึกษา ขณะที่นักวิชาการเผยประเทศไทยทุ่มงบฯ ด้านการศึกษาสูง แต่ยังแพ้ประเทศเวียดนาม
กลุ่มศึกษาภิวัตน์ ร่วมกับกลุ่มธรรมาธิปไตย จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการ วิกฤติการศึกษาของชาติและแนวทางแก้ไขแบบบูรณาการ โดยมี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ร่วมปาฐกถาหัวข้อ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศไทย ในตอนหนึ่งระบุว่า เรื่องการจัดการศึกษาของประเทศ ควรเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการเพียงลำพัง โดยเฉพาะพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องการ รู้ รัก สามัคคี สามารถนำมาใช้สำหรับการจัดการศึกษาได้ โดย รู้ คือ รู้ทุกแง่มุมเกี่ยวกับการศึกษาของไทย รัก คือ เห็นคุณค่า มีความรักความพอใจในงานที่ทำ และ สามัคคี ร่วมกันทำงานด้วยความจริงใจ เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ทั้งนี้ การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งการขจัดความยากจน ทำให้เกิดความมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ความยั่งยืนของธรรมชาติและโลกใบเขียว เกิดความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รวมทั้งส่งเสริมสันติภาพชุมชนและสันติภาพโลก
ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประชากรของประเทศเกือบ 20 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 10 ของประชากร 50 ล้านคน ยังมีการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ฉะนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกันหาทางแก้ไขและดำเนินการให้ประชากรของประเทศได้รับการศึกษาอย่างน้อยการศึกษาภาคบังคับ กระทรวงศึกษาฯ อย่างเดียวทำไม่ทัน องคมนตรี กล่าว และว่าอยากให้ผู้บริหารการศึกษานำผลสอบโอเน็ตแต่ละปีมาเปรียบเทียบ เพื่อเป็นเครื่องมือปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการศึกษาแต่ละระดับด้วย เช่น คะแนนโอเน็ต ปี 2549 เฉลี่ยระดับประเทศ วิชาภาษาไทย ร้อยละ 50.33 คะแนนตั้งแต่ 0.00-97.50 เหตุใดจึงมีนักเรียนสอบได้คะแนนศูนย์ ทั้งที่ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ หรือวิชาสังคม เฉลี่ยเพียงร้อยละ 37.94 เป็นต้น
ด้าน นพ.บุญ วนาสิน ประธานกลุ่มศึกษาภิวัตน์กล่าวว่าประเทศไทยใช้งบประมาณสำหรับเรื่องการศึกษามากกว่าประเทศเวียดนาม หลายเท่า แต่ผลผลิตของการศึกษาออกมาด้อยกว่ามาก โดยเด็กไทยต่ำกว่าร้อยละ 50 ไม่จบประถมศึกษา ที่จบชั้นมัธยมศึกษาก็ไม่สามารถทำงาน หรือศึกษาต่อได้ ระดับอุดมศึกษาก็มีปัญหาจบออกมาแล้วไม่มีงานทำ มีเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ทั้งที่แรงงานต่าง ๆ โดยเฉพาะฝีมือขาดแคลนมหาศาล แสดงถึงระบบการศึกษาไทยล้มเหลว ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น ทั้งความยากจน ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ช่องว่างระหว่างคนรวย คนจน ตลอดจนคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ล้วนแต่มุ่งชี้ไปที่คุณภาพของการศึกษา ดังนั้น จึงขอเสนอให้ผู้นำประเทศคนต่อไป เห็นความสำคัญ และประกาศเรื่องการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ โดยคนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจกันผลักดันการศึกษาให้เด็กไทยมีคุณภาพ เน้นตั้งแต่ก่อนวัยเรียน เพราะสมองเด็กจะพัฒนาตั้งแต่อายุแรกเกิดถึง 3 ขวบ โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้ ฉะนั้น รัฐต้องมีองค์กร จัดงบฯ และแผนรองรับดูแลเด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด จนกระทั่งเข้าโรงเรียน เพราะที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลพยายามพัฒนาเด็กหลังวัยเรียนแล้ว ซึ่งไม่ทัน
ตอนนี้เราล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านจะเห็นได้จากรายงานขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยตกลงไปทุกปี ปีที่แล้วตกลงไป 2 จุด คุณภาพของการศึกษาประเทศเวียดนาม ซึ่งใช้เงินน้อยกว่าหลายเท่าตัว สามารถผลิตเด็กให้มีคุณภาพทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และภาษาอังกฤษ ดีกว่าของเรา ประเทศไทยใช้เงินในการศึกษาประมาณ 1 ล้านล้านบาท คือ ภาครัฐใช้ 3 แสนล้านบาทก็ไม่น้อย จำนวนครูที่มีอยู่ 1 ต่อ 18 ต่อนักเรียน 9 ล้านคน คือ มีครูประมาณ 6 แสนคน หารด้วย 9 ล้านคน ก็ประมาณ 1 ต่อ 18 แต่ที่เกาหลี มี 1 ต่อ 40 แต่ทำไมเด็กมีคุณภาพมากกว่า ฉะนั้น วิกฤติการศึกษาทั้งหมดอยู่ที่การบริหารจัดการ ใช้เงินเยอะ มีคนเยอะ แต่ผลิตผลที่ออกมาไม่ได้ผล ดังนั้น การบริหารจัดการเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด นพ.บุญ กล่าว
:: ( S O U R C E ) :: ( ผู้จัดการออนไลน์ )* ::
39 ความคิดเห็น
มันตกมาทอด ๆ ใช่ป่ะ แล้วก็มาถึงรุ่นเราพอดี
จึงต้องป่วนให้มันวุ่นวายเข้าไว้ ฮ่าๆๆๆ สร้างกระแสว่าสถาบันนี่ยอด สถาบันนั้นเยี่ยม ให้เด็กมันแย่งกันสอบเข้า ฮ่าๆๆๆ หลงคิดว่าตัวเองเก่ง ที่แท้กระจอกกว่าเวียดนาม ต่อไปก็กระจอกกว่าลาว เขมร .......ติมอร์ตะวันออก เฮ้อ...
เซ็งเลย