พี่ยอด และ พี่แตงกวา สถาบัน Artstudio

 

 

สวัสดีจ๊ะ น้องๆ ชาว Dek-D ที่น่ารักทุกคน กลับมาพบกัน พี่ผึ้ง ในคอลัมน์ Hot Tutor แนะนำสถาบันกวดวิชาชื่อดังของเมืองไทยจ๊ะ ซึ่งครั้งนี้ พี่ผึ้ง จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับติวเตอร์คนดัง อะ...แต่ไม่ได้มาคนเดียวนะ เขามากันเป็น “ทีม” จ๊ะ  และกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักเรียนที่สนใจด้านศิลปะและสถาปัตย์ โดยสถาบันนี้ตั้งแถวสะพานหัวช้าง เกริ่นมาถึงตอนนี้ พี่ผึ้งว่าคงมีน้องหลายๆ คนคงเริ่มเดาออก.....กันบ้างแล้ว ขอเชิญน้องๆ พบกับ อาจารย์ปิยวัฒน์ นนทเวชช์  หรือ พี่ยอด  และ อาจารย์ธิญาณี คุณมาศ  หรือ พี่แตงกวา  แห่งสถาบัน Artstudio ได้ที่นี่!!!

 

พี่ผึ้ง : ขอให้อาจารย์ช่วยแนะนำตัวหน่อยคะ

พี่ยอด : ถ้าจะสัมภาษณ์ลงคนเดียวก็คงแปลกๆ ครับ เพราะปกติที่นี่สอนกันเป็นทีมครับ เพราะอาร์ตสตูฯ ไม่ได้มีคนสอนเพียงคนเดียวครับ แต่จะมีหลายท่านช่วยกันสอน โดยแต่ละคนจะมีวิชาแยกสอนกันไปตามนี้ คือ

• ผมเอง (พี่ยอด) จะสอน ความถนัดสถาปัตย์ และ พื้นฐานการออกแบบนิเทศศิลป์ นฤมิตศิลป์ ความถนัดนิเทศศิลป์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ และทฤษฎี นฤมิตศิลป์ และทัศนศิลป์ (ประวัติศาสตร์ศิลปะและการออกแบบ)  เรียกง่ายๆว่าสอน สถาปัตย์ + ออกแบบ + ทฤษฎีศิลปะ ครับ (ปกติที่อื่นๆไม่ค่อยมีคนสอนประวัติศาสตร์ศิลป์จริงจัง)

ประวัติการศึกษา

B.F.A.  เกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   และ  M.F.A. ภาควิชานฤมิตศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(Graphic Design)

• พี่แตงกวา จะสอน วาดเส้นมัณฑนศิลป์ นฤมิตศิลป์ ทัศนศิลป์ และทุกๆอย่างที่เป็น DRAWING

ออกแบบภายใน ออกแบบผลิตภัณฑ์ ออกแบบนิเทศศิลป์ ประยุกต์ศิลป์ เครื่องประดับ และเซรามิกส์

และทฤษฎีการออกแบบ เรียกง่ายๆว่า สอน DRAWING + ออกแบบวิชาภาค และนฤมิตศิลป์

ประวัติการศึกษา

B.A. คณะมัณฑนศิลป์ สาขาวิชาการออกแบบตกแต่งภายใน มหาวิทยาลัยศิลปากร

• พี่เก่ง จะช่วยดูแลหลักสูตรสถาปัตย์ และสอนทฤษฎีทางสถาปัตยกรรม

ประวัติการศึกษา

B.Arch. (Interior Architecture) คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

•  พี่เอ๊ะ เป็นฝ่ายประเมินข้อสอบและสถิติ อีกคนครับ

ทีมหลักๆ ก็จะมี 4 คนครับ โดยผมกับแตงจะสอนมากที่สุด ส่วนเก่งก็จะเข้ามาใน CLASS ที่สอนทฤษฎีสถาปัตยกรรมครับ  หรือ คือแบ่งออกเป็นทีมปฏิบัติคือพี่ยอดและพี่แตง  ส่วนพี่เอ๊ะกับพี่เก่งจะเป็นทีมทฤษฎีและสถิติครับ  และมีผู้ช่วยสอนอีกหลายคนด้วยครับ

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : ประวัติความเป็นมาของการก่อตั้งสถาบัน Artstudio

พี่ยอด : หลังจากเรียนจบปริญญาโทแล้ว ผมได้มาเป็นอาจารย์พิเศษที่ศิลปกรรม จุฬาฯ ด้วยเลยเริ่มชอบสอนมาตั้งแต่ตอนนั้น ต่อมาเริ่มสอนคอมพิวเตอร์ และอยากจะติวเด็กขึ้นมา เลยตั้งสถาบันนี้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อก่อนจะอยู่ที่เพลินจิต อาคารร่มฤดี ซึ่งตรงนั้นที่มันเล็กไป ก็เลยขยับขยายมาเป็นที่ตรงนี้(สะพานหัวช้าง)ครับ ซึ่งมีเด็กจบไปจากสถาบันนี้ได้ประมาณ 4 – 5 รุ่น(สอบเอนท์)แล้วครับ

พี่แตงกวา : เริ่มติวมาตั้งแต่ปี 2 และปีสุดท้ายได้มาช่วยพี่ยอดติว เลยติวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้คะ

 

พี่ผึ้ง : แนวทางการสอนของสถาบันเป็นอย่างไรคะ

พี่ยอด : วิธีการติวศิลปะมันอาจไม่เหลือการเรียนวิชาอื่น ที่มาฟังครูพูดๆ และทำความเข้าใจตาม แต่มันจะมีสิ่งที่เหลือกว่าตรงนั้นขึ้นไปอีก คือ กลับบ้านไปคุณต้องไปฝึกหัด หรือคุณต้องมีทักษะ หรือมีสมาธิมากขึ้น ทุกอย่างคุณต้องพร้อมเสมอ เพราะอัตราคู่แข่งของพวกวิชาปฏิบัติมันค่อนข้างสูง  และยังมีอีกประเด็นหนึ่ง คือ ถ้าน้องไปสอนในห้องสอบแล้วเกิดไม่มีสติ แล้วเขาทำงานผิดโจทย์ขึ้นมา ทุกอย่างจะพังหมด ที่ติวมาเป็นปีๆ จะพังหมดเลย สมมุติแค่เขาทำน้ำหกลงไปในงานเขาก็จะไม่ติดแล้ว  ดังนั้นสิ่งที่จะสอนคงเป็น ให้เด็กเขามีสติมากขึ้นครับ

พี่แตงกวา :  จริงๆ การติวศิลปะนะค่ะ มันจะไม่เหมือนเราไปติววิชาการที่กลับบ้านไปอ่านทวนได้  ในฐานะที่เป็นผู้สอน เด็กแต่ละคนเขาก็จะมีเทคนิคของเขา ซึ่งมันเป็นการบ้านของเราว่า วิธีนี้น้องคนนี้ทำไม่ได้ เราต้องทำอย่างไรให้เขาทำได้  ดังนั้นมันค่อนข้างจะหลากหลาย โดยเฉพาะยิ่งเวลาตรวจงาน พองานมีหลากสไตล์มากขึ้น เราก็จะมีมาตรฐานในการตรวจงานหลากหลายขึ้นด้วยคะ

พี่ยอด : เรียกง่ายๆ ว่า ต้องใช้เทคนิคการสอนที่แตกต่างกันไปตามเด็กแต่ละคน เพราะเด็กแต่ละคนก็มีปัญหาไม่เหมือนกัน  และเราไม่ได้ติวเด็กเยอะมาก มีประมาณ 2 – 3 ชั้นเท่านั้นครับ ดังนั้นพี่ทุกคนจะจำชื่อน้องได้หมด  และสมมุติว่า น้องเอถนัด Drawing มาก แต่เขาไม่ถนัดออกแบบเลย แต่เด็กอีกคนถนัดออกแบบไม่ถนัด Drawing เลย  เราก็ต้องซ่อมเป็นประเด็นๆ ไปครับ ดังนั้นเราต้องผสมและแก้ไขจุดบกพร่องของแต่ละคนไปให้มันเจอจุดกึ่งกลางของตัวเอง ที่จะสามารถไปทำข้อสอบได้ นี่ล่ะครับแนวทางของที่นี่  คือ พยายามดึงความสามารถส่วนตัวของเด็กให้ออกมามากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ยัดเยียดความมีสติให้เขา เพราะคุณต้องมีสติตอนทำข้อสอบ 

 

         

 

พี่ผึ้ง :  ส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มมาติววิชาทางด้านศิลปะตั้งแต่เมื่อไรคะ

พี่ยอด : โดยมากเด็กจะเรียนมาตั้งแต่ ม. 4 เทอม 2 , ม.5 , ม.6 เทอม 1 พอจบปั๊บ เขาก็จะสอนตอนเดือนตุลาคมพอดี เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เขาฝึก 2 – 3 ปีนี้ ฝึกไปแทบตาย ถ้าคุณไปทำผิดโจทย์ 1 ครั้ง ในห้องสอบมันจะล้มพรวดเลยครับ คือ เอนท์ไม่ติด ดังนั้นต้องมีสติครับ

พี่แตงกวา :  ถ้าจะเริ่มเรียนติวทางด้านศิลปะอย่างช้า คือ ม.5 เทอม 2  แต่ถ้าช้าที่สุด คือ summer ที่กำลังจะขึ้นม. 6 ต้องเริ่มเรียนแล้ว ที่อยากให้เริ่มเรียนเร็ว เพราะจากที่ติวมาพบว่า น้องๆ ใช้เวลาไม่เท่ากัน คือมีน้องบางคนติวๆ อยู่แล้วเรารู้ว่าสิ่งที่เขาติวอยู่ มันไม่ใช่เขา ยิ่งทำก็ยิ่งแย่ ถ้ามันมีเวลาที่เหลือเยอะพอ และเราเปลี่ยนให้เขาทัน และปรากฏว่าสิ่งที่เราเปลี่ยนให้  เขาทำได้ดีมันก็เป็นผลดีกับเขา แต่ถ้าเวลาเหลือน้อยมันก็จะเครียดทั้งคนสอนและคนเรียนคะ  สรุปคือว่า ถ้าจะสอบเข้าคณะเกี่ยวกับศิลปะ เราแนะนำให้ติวตอน ม.ปลาย ดีกว่า ถ้าเริ่มก่อนเด็กบางคนจะเบื่อว่า ทำไมต้องซีเรียสกับเขาขนาดนี้

 

 

 

           

 

 

 

พี่ผึ้ง : ที่นี่เปิดระบบการเรียนการสอน เป็นแบบไหนคะ

พี่ยอด :  ง่ายๆ น้องแต่ละคนมีเวลาสะดวกไม่เหลือกัน ดังนั้นเราก็จะให้เขาเลือกได้ว่าจะมาเรียนเวลาไหน แต่เราก็จะมีตารางเวลาประจำมาให้เขา เช่น น้องคนนี้เจาะจงลงไปว่าทุกวันพฤหัสจะมาเจอเรา เราก็จะจำได้ว่าน้องคนนี้ติดการบ้านอะไรเราไว้อยู่ ฯลฯ ซึ่งที่นี่เราจะค่อนข้างเป็นกันเองกับเด็ก ขำๆ ครับ แต่ต้องรักษาเวลาของตัวเอง คือควรมาให้ตรงเวลานิดหนึ่งครับ ถือเป็นการฝึกเขาก่อนเข้าห้องสอบ คือคนมักมองว่าเรียนศิลปะเหมือนไม่ต้องมีวินัย แต่จริงๆ ต้องมีวินัยมากๆ เลยครับ เพราะไม่งั้นเขาจะทำข้อสอบตรงนี้ไม่ได้เลย อย่างข้อสอบกำหนดมาให้ออกแบบ ให้เวลามา 3 ชั่วโมง รวมลงสี และเป่าให้แห้งแล้วด้วย ไม่ใช่น้ำยังเปียกโชกอยู่เลยอาจารย์เรียกให้ส่งแล้ว ซึ่งเราจะปลูกฝังตรงนี้ด้วย แต่ไม่ได้เคี่ยวเกินไปนัก

พี่แตงกวา :  แต่บางทีวัน รอบ เวลา เรามาจัดตารางให้เด็กบ้าง เวลาใกล้สอบมากๆ แล้ว และเวลามันไม่ทันจริงๆ เช่น สถาปัตย์  เวลาจัด 2 วัน / สัปดาห์   แต่ถ้าเป็นมัณฑนศิลป์ หรือ ศิลปกรรม ก็จะจัด 3 วัน / สัปดาห์ และต้องมีการบ้าน แต่ถ้าเป็น ม. 4 – ม.5  1 วัน/สัปดาห์ จะกำลังดี แต่ว่าต้องทำการบ้านแล้วมันจะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

พี่ยอด :  การเรียนศิลปะเราก็สอนได้แค่ระดับพื้นฐาน สอนให้เขารู้จักตัวเอง และสอนให้เขาสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้  พอเข้าได้ปั๊บเขาก็จะมีการเรียนรู้ต่อเนื่องเรื่อยๆ ไป ไม่มีที่สิ้นสุดครับ

 

          

 

พี่ผึ้ง : ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับคณะที่เกี่ยวข้องกับศิลปะเป็นอย่างไรคะ
พี่ยอด :  เป็นประเด็นที่ผู้ปกครองและน้องๆถามกันมามากว่า  ต้องมีการเตรียมตัวสอบยังไง เพราะตอนนี้ก็มีระบบการสอบเข้าต่างๆมากมาย แต่ละคณะแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีข้อสอบของตัวเอง ซึ่งแต่ละวิชานั้น บ้างกก็มีการฝึกที่ใกล้เคียงกัน บ้างก็ฝึกไม่เหมือนกันเลย แต่พี่จะขอเล่าให้ฟังง่ายๆก่อนนะครับ ว่ามันมีกี่แบบ แบ่งเป็นอย่างไรบ้าง

 

ปัจจุบันมีระบบการสอบเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆคือ

1. ระบบสอบแอดมิชั่น เป็น ระบบที่สร้างความวุ่นวาย+หายนะให้กับระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทยเมื่อปี 2546 โดยนักเรียนจะต้องมีการสอบวิชาหลัก 5 วิชาคือ ภาษาไทย / สังคมศึกษา / ภาษาอังกฤษ / คณิตศาสตร์ / วิทยาศาสตร์ ตรงนี้จะเรียกว่า โอเนต (O-NET) ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐาน ส่วน A-NET เป็นวิชาเฉพาะสาขาที่ต้องสอบ วัดความรู้ความสามารถเฉพาะทาง สัดส่วนน้ำหนักคะแนน มีดังนี้ (ล่าสุด 2550 เพิ่มเป็น 8 วิชาเรียบร้อยแล้ว)
  [A] GPAX + GPA 6 เทอม ค่าน้ำหนักอยู่ที่ 30% (ปัจจุบันก็ยังไม่ปรับถ่วง GPA ทำให้โรงเรียนที่ปล่อยเกรดได้เปรียบ)
  [B] O-NET 35-40% แล้วแต่คณะ ให้ดูที่รายละเอียดข้างล่างเลย
  [C] A-NET 30-35% แล้วแต่คณะ ให้ดูที่รายละเอียดข้างล่างเลย (A-NET แบบสถาปัตย์และศิลปะ สอบเดือนตุลาคมมิได้สอบพร้อมกับ A-NET วิชาการ)

 

2. ระบบสอบตรง

- ระบบสอบตรงที่ใช้คะแนนโอเนตร่วมในการพิจารณา (เช่นสอบตรงของสถาปัตย์ไทย จุฬาฯ)

- ระบบสอบตรงที่ใช้ข้อสอบและเกณฑ์ของมหาลัยนั้นๆ (เช่นคณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร และศิลปกรรมจุฬาฯ)
- ระบบสอบโควต้าความสามารถทางศิลปะ (เช่นคณะมัณฑนศิลป์ ศิลปากร และศิลปกรรมจุฬาฯและสถาปัตย์ลาดกระบัง)
- ระบบสอบตรงแบบ INTER เช่น สถาปัตย์ INTER จุฬาฯ ใช้ SAT หรือ CUAAT / TOEFL หรือ CUTEP หรือ IELS และ CUTAD (ความถนัดทางสถาปัตย์ภาคอินเตอร์) ส่วนบางมดก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่เป็นข้อสอบของมหาวิทยาลัยเค้า

 

พี่ผึ้ง :  วิชาที่ใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับคณะด้านศิลปะมีอะไรบ้างคะ

พี่ยอด :  วิธีการสอบเข้าคณะแบ่งออกได้เป็น 2 สายใหญ่ๆ คือ สายสถาปัตย์ และสายออกแบบ

สายสถาปัตย์ – ส่วนมากจะเป็นเด็กสายวิทย์ ดังนั้นเขาจะเรียนตัวเดียวพอ คือ ความถนัดสถาปัตย์

โดยแบ่งคะแนนออกเป็น  ความถนัดทางสถาปัตย์ 30%   +  ONET 40%  +  GPA+GPAX 30%  

สายออกแบบ – ต้องเรียน วาดเส้น (Drawing) กับ วิชาออกแบบ ซึ่ง 2 วิชานี้รวมกันประมาณ 35 % +  ONET 35%  +  GPA+GPAX 30%  ซึ่งอันนี้จะเน้นปฏิบัติมากกว่านิดหนึ่ง

หาข้อมูลเพิ่มเติม - http://www.artstucafe.com/News/YOD&TQ%20Blog/154971C8-B24E-40B4-ABBE-3B50B7C7E1BF.html

 

 

 

 

   

 

 

 

พี่ผึ้ง : เคล็ดลับการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

พี่ยอด :  เด็กจะต้องตรงต่อเวลา และเด็กจะต้องคอยตามข่าว เพราะข่าวจะไวมาก เพราะแต่ละที่จะมีเปิดสอบตรง ซึ่งเด็กบางคนก็ยังไม่รู้เรื่องเลย รู้อีกทีมหาวิทยาลัยปิดรับสมัครไปแล้ว ดังนั้นเราก็ต้องรู้ก่อนเด็กเสมอ และเราก็ต้องเป็นคนบอกเขา  ดังนั้นระบบWebboard  ของที่นี่ก็จะเป็นตัวกระจายข่าวไปให้เด็ก  รวมทั้งเด็กจะต้องมีสติ และรู้จักไปแสวงหาต่อเอาเองอีกว่า  งานเรายังไม่ดีทำยังไงถึงจะดีขึ้น เป็นต้น 

ที่สำคัญเด็กควรเตรียมและเช็คอุปกรณ์ที่จะต้องใช้สอบให้ครบและพร้อมก่อนสอบล่วงหน้าสัก 1 – 2 เดือน เพราะช่วงใกล้สอบของมันจะหมดครับ ซึ่งเคยมีกรณีที่น้องเข้าห้องสอบแล้วสีหมด หรือ ของครบทุกอย่าง บ๊ายจูจุ๊บพ่อเสร็จแล้วลงจากรถ กลายเป็นว่ากระดานลืมไว้บนรถ ต้องไปหาเอาดาบหน้าหรือไปจิ๊กของใครเขามา ฯลฯ  คือเรื่องอุปกรณ์เป็นเรื่องคลาสสิกครับ

พี่แตงกวา :  เริ่มตั้งแต่เด็กจะต้องมีความตั้งใจจริง  และเด็กจะต้องมีความสม่ำเสมอ  ซึ่งเท่าที่สอนมาพบว่า ตัวแปรสำคัญคือเรื่องการแบ่งเวลา โดยเด็กจะต้องขยันและพยายามอย่างถูกเวลา และต้องรู้ความพอดีของตัวเองว่าเวลานี้ควรจะทำอะไร เช่น จัดเวลาเลยว่าช่วงเวลาสำหรับศิลปะ  แต่วิชาการอื่นๆ ยังต้องให้ความสำคัญ คือต้องแบ่งเวลาไปอ่านหนังสือ แต่ก็ให้เวลากับศิลปะมากหน่อย แบ่งง่ายๆ คือ แบ่งตามเปอร์เซ็นต์ของคะแนนที่จะเข้าที่มหาวิทยาลัยกำหนดมา   และต้องรู้ด้วยว่าเวลานี้ทำอะไรและต้องทำให้ดี

 

พี่ผึ้ง : อาจารย์อยากฝากอะไรถึงน้องๆ ชาวเด็กดีที่กำลังศึกษาอยู่คะ

พี่แตงกวา :  ถ้ารู้ว่าสนใจทางด้านศิลปะอยู่ มันต้องลองทำดู แต่ว่าต้องอยู่บนพื้นฐานความตั้งใจนะค่ะ  เพื่อเป็นการเช็คดูว่า เราเหมาะ หรือ ว่าทำได้หรือเปล่า  เพราะว่าเคยมีน้องบางคนชอบจังเลยด้านนี้ แต่ถ้าลองแล้วไม่ได้ มันจะได้หาหนทางอื่นที่เหมาะกับตัวเอง แต่ถ้าใครมาลองเรียนแล้วรู้สึกว่าใช่นะก็จะได้สานต่อไปเรื่อยๆ  พยายามต่อไป แล้วพยายามใจจดใจจ่อกับเป้าหมายของตัวเอง อย่าวอกแวก  เพราะไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่พอแสวงมันก็สำคัญค่ะ  และมีอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะที่เจอเยอะมากว่า อยากเรียนศิลปะเพราะอยากแนว คิดว่าหอบกระดานแล้วเท่จัง ซึ่งถ้าจริงๆ แล้วเขาได้ไปเรียนศิลปะจะพบว่า เวลาแบกของอะไรเยอะๆ มันหนักและเป็นการรบกวนคนอื่นบนรถด้วย ประมาณนี้คะ

 

 

 

             

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

65 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Narchspeiser. Member 18 ธ.ค. 50 20:28 น. 5
rep 1 กะ 4 อะ อิจฉา นะนั่น 55555555 rep 3 เรามาฟิตโอเนตด้วยกันเถอะ T_Tv ปล.ของเค้าดีจริง .. ลงเม็มเลยนะเนี่ย !! 555
0
กำลังโหลด
mac 18 ธ.ค. 50 20:31 น. 6
นี่คือบทพิสูจน์ ว่าพรสวรรค์ มันไม่สำคัญเท่าพรแสวง ถ้าเราไม่เริ่มเดินตามความฝัน เราก็ไม่มีวันได้มาซึ่งความฝันที่ปราถนา เตือนใจตนเองเสมอว่า ความฝันมันจะสวยงามที่สุดเมื่ออยู่ในมือของเรา มาเริ่มต้นกันที่นี่ วันแห่งความสำเร็จเป็นอะไรที่น่าตามหา แม้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆของชีวิต แต่นั่นจะทำให้คุณเข้าใจความหมายของคำว่า ความสุข เหมือนใครหลายๆคนในบ้านหลังเล็กๆนี้ สถานที่ที่จินตนาการไม่มีที่สิ้นสุด จากใจจริง
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
เด็ก art stu สมัยยังอยู่เพลินจิต 19 ธ.ค. 50 00:52 น. 13
พี่ยอดพี่แตง ดังใหญ่แล้ววุ้ยยยยยย ขอบคุณ art stu ที่ทำให้เรามีวันนี้ ^^ ปล. 2 ปีแล้วอะ เร็วจังวะ เหมือนเพิ่งสอบความถนัดเมื่อวานเลยอะ 555555
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด