|
ช่วงนี้...มักมีข่าวเกี่ยวกับการจับหนังสือวายบ้าง การ์ตูนลามกบ้าง
จนตอนนี้ทั้งคนซื้อและคนขายเริ่มไม่แน่ใจว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี
กลัวว่าซื้อๆ ขายๆ อยู่รู้ตัวอีกที่ก็อยู่โรงพักเสียแล้ว
พี่ผึ้งเองยังสงสัยเลยว่าตกลงเจ้าหน้าที่เขาจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
เลยไปลองตามข่าวดู ... ถือโอกาสบอกต่อให้หนอนหนังสือทั้งหลายได้รับทราบกันจ๊ะ

ขึ้นชื่อว่า หนังสือ มักจะบรรจุไปด้วยสาระความรู้และความบันเทิงในด้านต่าง ๆ ที่ทำให้หลายต่อหลายคนประสบความสำเร็จมาแล้วจากการอ่าน...แต่ใครจะรู้ว่า อีกด้านหนึ่งกลับมีหนังสือบางประเภทที่บั่นทอนคุณค่าของหนังสือให้ลดลง?? จากกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จะจัดเรตติ้งหนังสือประเภทต่าง ๆ ตามที่สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จัดจำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยเสนอนั้น ลัดดา ตั้งสุภาชัย ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เล่าถึงที่มาของการจัดเรตติ้งสื่อให้ฟังว่า เริ่มขึ้นในปี 2547 จากการวิจัย เด็กไทยในมิติวัฒนธรรมของกระทรวง ผู้วิจัย คือ สถาบันรามจิตติ ทำการวิจัยปัญหาความเบี่ยงเบนในสถานการณ์เด็กไทยตั้งแต่ ปี 2547 ถึงปัจจุบัน พบปัญหาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ อาชญากรรม ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมและค่านิยม มีวิธีคิดเช่นนี้ก็คือ สื่อ นักวิจัยสรุปว่า ควรแก้ปัญหาที่สื่อเพื่อไม่ให้เบี่ยงเบน เป็นการทำงานร่วมกันทั้งระบบ คือ คนในสังคม ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ จึงมีความเห็นว่า ต้องมีการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อทุกประเภท

เด็กอ่านหนังสือหนังสือมักสอดแทรกความลามก ผู้ใหญ่อ่านแมกกาซีนที่วางอยู่บนแผงก็คละเคล้าไปด้วยภาพที่ล่อแหลม อ่านได้อย่างเปิดเผย ยิ่งประเทศไทยมีหนังสือมือ 2 มากมาย ที่หาซื้อได้ง่าย รวมทั้งหนังสือที่ ออกมาใหม่ก็มีกลยุทธ์ทางการตลาด คือ การปันกัน เช่น หนังสือราคา 90 บาท อาจจะจ่ายเป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน ตกเล่มละ 10-15 บาท แล้วก็แชร์กันอ่าน แค่นี้ยังไม่พอหนังสือถูกส่งต่อไปที่รถซาเล้ง ไปยังผู้ใหญ่หรือเด็กในระดับล่าง คนที่อยู่ในฐานะหาเช้ากินค่ำก็ได้อ่าน ตรงนี้อาจกลายเป็นปัญหาสังคมที่คนบางกลุ่มอาจมองไม่เห็นถึงโทษตรงนี้ว่า วันหนึ่งคนที่ถูกทำร้ายจากเด็กหรือคนเหล่านั้นอาจเป็นลูกหลานของคุณก็ได้ จึงต้องมองให้ครอบคลุม มองที่เจตนา เพราะไม่มีใครอยากถูกจับผิด เพราะจะไปขัดผลประโยชน์ ขัดช่องทางหารายได้ อยากให้มองทุก ๆ สังคมว่าเราต้องอยู่ร่วมกัน ผลจากสถานการณ์ของการวิจัยที่ออกมา จึงมีการจัดเรตติ้งขึ้น เริ่มที่โทรทัศน์เป็นอันดับแรก เพราะเป็นสื่อที่มีอำนาจแพร่กระจาย เข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว ในขณะเดียวกันรัฐบาลเห็นว่า ความเบี่ยงเบนของเด็กและเยาวชน เกิดขึ้นมากจึงมีคำสั่งให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดระดับความเหมาะสมของสื่อทุกประเภท ทุกวันนี้เด็กถึงก้าวกระโดด เด็กอายุ 11 ขวบ เคยมีเพศสัมพันธ์ ทำแท้งมาแล้ว 3 ครั้ง คนในสังคมไม่ได้มองว่า สังคมเกิดความผิดพลาดขึ้นมากแล้ว เพราะไม่มีการจัดระบบ ระเบียบให้เกิดขึ้น การที่เด็ก ๆ เยาวชน กล้าที่จะทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับวัย เป็นเพราะเห็นตัวอย่างจากสื่อต่าง ๆ และไม่มีสื่อที่จะเป็นตัวอย่างให้พวกเขาเห็นว่า วัยอย่างพวกเขาควรจะต้องทำสิ่งใด สิ่งใดยังไม่ถึงเวลาให้ได้เห็น ได้ซึมซับ ต่อไปวัฒนธรรมประเพณีไทยจะยังได้เห็นกันอีกหรือไม่หากยังเป็นเช่นนี้

หลังจากทำเรตติ้งโทรทัศน์แล้ว ได้ทำเรตติ้งหนังสือคู่ขนานกันไปด้วย เพราะหนังสือน่าเป็นห่วงเช่นกัน เพราะเข้าไปถึงหนังสือการ์ตูน ที่คิดว่าไม่น่าจะเป็นภัยกับเด็ก ความจริง มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เด็กได้รับจากการอ่านหนังสือการ์ตูน ที่อ่านมากันตั้งแต่ประถม บางคนอ่านจนเข้ามหาวิทยาลัย มีการ์ตูนบางประเภทมีการสอดแทรกเรื่องของเพศเข้าไป เด็กอ่านแล้วอยากทดลอง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติตามนิสัยของเด็ก ในเมื่อมีอาหารสีสันน่ากินวางอยู่ตรงหน้า ใครบ้างไม่อยากกิน ยิ่งถ้าเด็กไม่มีพ่อ แม่ คอยให้คำปรึกษา ยิ่งร้ายเข้าไปใหญ่ ยุคนี้มีครูตู้ที่ดีและครูตู้ที่ทำร้ายเด็ก อย่างหนังสือบางเล่ม เด็กหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมาย เป็น อีบุ๊ก (ebook) ที่นับวันจะมีเกิดขึ้นมามากมาย โดยที่ไม่มีใครเข้ามาควบคุมดูแล ปัญหาที่เป็นอยู่ในเรื่องของสื่อสิ่งพิมพ์ เห็นได้จากงานสัปดาห์หนังสือระดับชาติ ซึ่งรวบรวมหนังสือดี ๆ จากหลาย ๆ สำนักพิมพ์ ก็ยังมีสิ่งพิมพ์ลามกที่ไม่เป็นประโยชน์เข้ามาในงาน จริง ๆ แล้วเรื่องเซ็กซ์เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องเรียนรู้กันลึกซึ้งขนาดนั้น เมื่อถึงเวลาถึงวัยที่สมควรก็ต้องได้พบเจอ การกระทำเช่นนี้กำลังทำให้สังคมเลวร้ายลง จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตำรวจจึงเข้ามาเป็นอนุกรรมการปราบปราม ในคณะกรรมการชุดใหญ่ เรื่องการขจัดสื่อร้ายขยายสื่อดี ที่มี 5 คณะด้วยกัน คือ ขจัดสื่อร้าย เป็นการจับ ปราบปราม สื่อที่ไม่เป็นประโยชน์ โดยมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นแกนนำ ขยายสื่อดี โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นการเปิดโอกาสให้มีพื้นที่ดี ๆ มีกองทุนที่จะสร้างสื่อ เช่น กองทุนวัฒนธรรม กองทุนพัฒนาสื่อเพื่อเด็ก เกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมามีคนอยากทำแต่ไม่มีทุนและช่องไม่รับเพราะไม่มีโฆษณาเข้า แต่ถ้าภาครัฐมีกองทุนจะได้มีโอกาสทำสื่อดี ๆ ออกมาสู่สังคมได้

ต่อมา คือ สร้างภูมิคุ้มกัน มีกระทรวงศึกษาธิการเป็นแกนหลัก โดยทำอย่างไรให้เด็กมองรู้ดูออกสื่อ เด็กจะได้รู้ว่าสื่อนี้อันตราย ไม่เหมาะสมกับเขา มีการพัฒนาหลักสูตร เปรียบเสมือนฉีดวัคซีนให้เด็ก เพราะสังคมไทยทุกวันนี้ พ่อแม่ไม่มีเวลาดูแลลูกเท่าที่ควร เด็กจึงมีชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่โรงเรียน ตรงนี้เด็กจะถูกบ่มเพาะจากที่โรงเรียน เมื่อเด็กเข้าใจมองรู้ดูออกสื่อ ถึงแม้วันข้างหน้าจะมีขนมสีสันสวยงามมาวางตรงหน้า เด็กก็จะไม่กินเพราะรู้ว่าในขนมนั้นมียาพิษ มาที่ การพัฒนากฎหมาย ตอนนี้ที่เร่งรัด คือ พ.ร.บ.ปราบปรามวัตถุยั่วยุ เพราะหนังสือถูกมองกันอย่างคนละมุม อย่าง คำว่า ลามกอนาจาร กับศิลปะ หรือที่เรียกกันว่าแนวอาร์ต จึงทำให้ต้องมี พ.ร.บ.ปราบปรามวัตถุยั่วยุนี้ขึ้นมา นอกจากนั้น ยังมี พ.ร.บ.ในเรื่องของการจัดตั้งสภาเยาวชน ทั้งนี้ทุกกระบวนการต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้มีหน่วยงานเกิดขึ้น คือ ศูนย์พัฒนาปลอดภัยสร้างสรรค์ เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่จะได้ขับเคลื่อนต่อไปได้ จึงต้องมีสุดท้าย ศูนย์ปฏิบัติการ ขึ้น

สิ่งแรกที่จะต้องทำ คือ การสร้างความเข้าใจกับประชาชนว่า ปัญหาเกิดขึ้นจากผู้ประกอบการแล้วส่งผลกระทบไปยังผู้บริโภค ด้านผู้ประกอบการ สื่อมวลชน คนทำหนังสือ รู้ดีว่า อะไรที่เหมาะสม ไม่เหมาะสม ต้องมี จรรยาบรรณในวิชาชีพ เท่าที่มีการประชุม ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่า ต้องมีการจัดเรตติ้งหนังสือ เพื่อที่ว่า ประเภทของหนังสือ ผู้ใหญ่จะได้อ่านได้ตามวุฒิภาวะ และวิจารณญาณที่มีอยู่ ส่วนเด็กจะได้รับการคุ้มครอง มีการวาง จัดประเภทของหนังสือไว้ในแต่ละหมวดหมู่ หมวดใดที่เข้าข่าย เบี่ยงเบน พยายามอย่าวางไว้ใกล้หนังสือสำหรับเด็ก ๆ อย่าง การ์ตูนของเด็กต้องไม่คละเคล้าด้วย เพศ ภาษา ความรุนแรง มีการจัดมุมสำหรับเด็กและเยาวชนขึ้น พวกเขาจะได้รู้ว่าสิ่งดี ๆ สำหรับเขาอยู่ที่มุมนี้ แต่ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะเป็นสำหรับเด็กหรือผู้ใหญ่จะต้องไม่ขัดกับกฎหมายที่มีอยู่ คือ กฎหมายมาตรา 287 เกี่ยวกับความผิดเรื่องลามกอนาจาร และที่กำลังจะออกตามมาคือ พ.ร.บ.ปราบปรามวัตถุยั่วยุ ทำความคิดคู่ขนานกันไป ระหว่างผู้ประกอบการ ผู้บริโภค นักวิชาการ โดยมีกระทรวงวัฒนธรรมเป็นเจ้าภาพ ในการกำหนดการจัดระดับความเหมาะสม สังคมก็จะมีสิ่งใหม่ที่ดี ๆ เกิดขึ้น หากมองดี ๆ จะเห็นว่าไม่มีสิ่งแปลกใหม่ เพียงแต่เราละเลยเรื่องของจิตใจ อะไรเหมาะสมกับกลุ่มคนวัยนี้ หนังสือเหล่านี้วัยนี้ควรอ่าน ในส่วนของการตัดบทรักในนวนิยายโรมานซ์นั้นยังไม่ได้มีการพูดคุยอะไร หากมีสำหรับหนังสือที่ผลิตออกมาแล้ว ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯจะทำการปรับปรุงหนังสือเรื่องนั้น ๆ ซึ่งทางกระทรวงมีหน้าที่ในการเฝ้าระวังไม่ให้มีหนังสือที่เบี่ยงเบน หรือเข้าข่ายผิดกฎหมายออกมาสู่ประชาชนเท่านั้น ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ทางผู้ประพันธ์หรือผู้แปลก็จะต้องมีวิธีในการสื่อความหมายในการประพันธ์หรือการแปลที่เหมาะสม อ่านแล้วเข้าใจในมิติที่ตรงกัน

หนังสือเป็นสื่อที่สร้างความสุนทรีย์ทางอารมณ์ ที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์อะไรหลาย ๆ อย่างขึ้น สามารถรู้โลกได้จากหนังสือ เมื่อหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับคนอ่าน ถามว่าสังคมจะน่าอยู่ไหม เรื่องที่ไม่ดี ถ้าหันกลับมามองสังคมอยากให้เขียนลงไปน้อย ๆ เจือปนลงไปน้อย ๆ หาสิ่งดี ๆ อะไรมีประเทืองปัญญาใส่ลงไปจะดีกว่า อย่ามองเพียงแค่ กำไร ขาดทุน เจ้าของบทประพันธ์จะได้ภูมิใจที่ได้สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ขึ้นมา เมื่อได้รับคำชมหรือความนิยมจากผู้อ่าน การจัดเรตติ้งของหนังสือ เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการจัดระเบียบ เปรียบเสมือนในขณะนี้เรามีด้ายอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่ขมวดเป็นปมมากมาย ถึงเวลาที่เราจะมานั่งแกะคลายปม ต่าง ๆ เหล่านั้นออก จัดใส่หลอดด้ายให้ถูกสี ถูกขนาด เพื่อจะได้นำมาถักทอออกมาเป็นผ้าที่สวยงามต่อไปได้ ถ้าจิตใต้สำนึกของทุกคน มองอย่างสร้างสรรค์ เห็นอำนาจของจิตใจมาก่อนสิ่งอื่นใด...การจัดเรตติ้งก็คงไม่จำเป็น ??.
พี่ผึ้งเห็นด้วยกับการจัด"เรตติ้งหนังสือ" จะได้หมดปัญหาไป
ว่าเล่มนี้เด็กควรอ่านหรือไม่ ลามกเกินไปหรือเปล่า
ผู้ใหญ่จะได้อ่านอย่างสบายใจ เด็กไม่ต้องกังวลว่าถ้าอ่านโดนดุ
ผู้ผลิตจะได้ไม่มีปัญหาทางกฎหมาย ถูกจับ ... ปรับ ... ริบให้วุ่นวาย
แล้วน้องๆ ล่ะมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

พี่ผึ้ง : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เดลินิวส์ |
39 ความคิดเห็น
แต่ขอโทษนะคะ.... คนที่อยากอ่านจะมีใครมาสนใจดูเรตติ้งไหม? ในทีวี... อย่างข้าพเจ้าอายุ 13 เนี่ย แล้วเรื่องนั้นมันเป็น +15 ข้าพเจ้าอยากดูก็ดูได้...
คือ... มันดูไม่ค่อยช่วยอะไรเลย... แล้วคิดเหรอว่า... เค้าจะไม่แอบขายกัน...
ตอนนี้... เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมาจากเพื่อน... การ์ตูนหรือหนังสือลามกมีขายเต็มร้านหนังสือ... ปกดูดี ข้างในก็มีเรื่องอะไรที่ไม่สมควร...
อ่านะคะ.... ยังไงก็ตาม ขอให้สำเร็จแล้วกันค่ะ
ถึงจะบอกว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนไม่ได้สนใจกฏเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น
แต่ก็ไม่ควรเลิกล้มความพยายามนะขอรับ
ไม่อย่างนั้นสังคมไม่ยิ่งเละเทะยิ่งกว่านี้หรอกหรือ?
สู้ๆครับ
ก่อนจะมาจัดระแบบหนังสือ หันมาจัดระเบียบสังคมให้มันดีๆก็อนซะดีกว่า ถ้าขนาดปูขั้นพื้นฐานยังไม่ได้ก็อย่าหวังเลยว่าจะไปต่อได้
แต่บางครั้งเราก็ไม่สามารถไปห้ามใครได้เท่าไหร่
แต่คิดว่า แม้จะไม่ทั่วถึง แต่ก้คงอาจจะได้ผลบ้าง
แม้จะได้น้อยไป แต่ก็ดีกว่าไม่ได้เลยคะ
แต่ก็คิดเหมือนกับคห.ที่6คะ
เพราะว่าสิ่งที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่กับสังคม ก็เป็นผลกระทบมาจากสิ่งแวดล้อมและสภาพทางสังคมหรือจิตใจ
ซึ่งอยากที่พี่เขาบอกคะ เราน่าจะจัดระเบียบสังคม ซึ่งก็คิดว่า อาจจะไปด้วยกันกับการจัดระบบหนังสือได้คะ
ยังไงก็ตาม สู้ๆคะ แม้วันนี้อาจไม่เกินผล แต่สักวันต้องเกิดแน่
เคยเจอไหมคลิปตามโทรศัพท์มีชื่อโดราเอมอนตอนบิสกิตแปลงร่างเปิดเข้าไปBeat Angleมีครบทั้ง3ภาคเลยแมร่งฃ
เพื่อนเลว
ไม่ยอมแบ่งกันเดี๋ยวบอกอาจารย์เลย
น่าจะไม่ช่วยอะไรมาก...คนมันจะอ่านก็ห้ามกันไม่ได้เนอะ
แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยๆก็"ดูเหมือน"จะช่วยปรับปรุงสภาพปัจจุบันได้
เราว่าที่สังคมไทยเป็นอย่างนี้เพราะมันปิดๆเปิดๆนั่นแหละ ทำอะไรไม่จริงจัง ไม่ได้เรื่องสักอย่าง
คนที่โดนผลกระทบก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เด็กๆและเยาวชนอนาคตของชาติทั้งนั้น
น่าจะเริ่มทำอะไรให้จริงจังได้แล้วนะคะ สังคมไทย
ของงี้มันอยู่ที่สถาบันครอบครัว สภาพแวดล้อมทางสังคม
ี่เราอ่านทั้งโรมานซ์ (แต่ไม่โป๊มาก) ฆาตกรรม การ์ตูนเลือดสาด ไม่เห็นเป็นไร ไม่ได้เป็นเด็กใจแตก โรคจิต
เราว่าคนอื่นที่อ่านแบบเราก็คงเหมือนกัน
อย่างน้อยพ่อแม่เด็กก็คอยสังเกตได้
กฌเค้าก็คงอยากขายของอ่ะ