|
สวัสดีจ๊ะ น้องๆชาว Dek-D ที่น่ารักทุกคน พบกับ พี่ผึ้ง เช่นเคย ในคอลัมน์ Hot Tutor แนะนำสถาบันกวดวิชาชื่อดังของเมืองไทย โดยครั้งนี้ พี่ผึ้ง จะพาน้องๆ ไปทำความรู้จักกับ อ.ชัชชัย แห่ง โรงเรียนกวดวิชา AC'CESS ติวเตอร์
พี่ผึ้ง : ขอให้อาจารย์ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ อ.ชัชชัย : ชื่อ ชัชชัย ตั้งธรรม ครับ การศึกษา ประถม / มัธยมปลาย : อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ ปริญญาตรี : วิทยาศาสตร์บัณฑิต ( อุตสาหกรรมเกษตร ) คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผลงาน : เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับความรู้ภาษาอังกฤษลงหนังสือ Katch : เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษโครงการ แบรนด์ซัมเมอร์แคมป์ / มาม่า : เป็นวิทยากรติวเข้มเทคนิคทำข้อสอบตามโรงเรียนต่างๆ
พี่ผึ้ง : อาจารย์มีทัศนะคติต่อภาษาอังกฤษอย่างไรค่ะ อ.ชัชชัย : ชอบสอนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก เพราะเชื่อว่าภาษาอังกฤษเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีความรู้ทุกด้าน จะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตัวเองและอาชีพต่อไปได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็เลือกเรียนสายวิทย์ เพราะมันกว้างกว่า และสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ถ้าเรารู้ทางภาษาอย่างเดียว เราก็จะอยู่ในขอบเขตแค่ทางด้านภาษาเท่านั้น อีกทั้งตอนเด็กๆ อยากเป็นนักธุรกิจ อยากลงทุนพวกหลักทรัพย์ รู้สึกมันเท่ห์ดี เป็นอะไรที่ใช้สมอง แต่ประเทศเราเล็กเกินไปที่จะมีแหล่งตรงนี้ได้ เลยชอบภาษาอังกฤษ เพราะเราเห็นประโยชน์ระยะยาวว่าเราใช้ในการดำเนินธุรกิจ พอเราเข้าใจจุดประสงค์ที่เราจะเรียนก็เลยค่อนข้างจะแฮปปี้ครับ
พี่ผึ้ง : อาจารย์เริ่มสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่เมื่อไหร่ค่ะ อ.ชัชชัย : เริ่มสอนภาษาอังกฤษครั้งแรกตั้งแต่สมัยอยู่ ม.3 ก็สอนเด็กป.6 พออยู่ ม.6 จะสอนเด็กม.ต้น หลังจากนั้นพอสอบ Ent. เข้าปี1 ก็สอนมาตลอดเลยครับ
พี่ผึ้ง : เริ่มมาเปิดโรงเรียนกวดวิชา AC'CESS นี้ได้อย่างไงค่ะ อ.ชัชชัย : ตอนนั้นพอสอบ Ent. เข้ามหาวิทยาลัยได้ก็เลยอยากสอนหนังสือให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้น เพราะเวลาสอนหนังสือจะมีความสุขมากที่ได้ให้ความรู้ผสมกับได้พูดคุยรับรู้ปัญหาทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัวของนักเรียน เลยเริ่มมาเปิด AC'CESS ขึ้น หลังจากเรียนจบมาแล้วปีหนึ่ง คือพอเรียนจบมาปุ๊บก็เริ่มคิดว่า เอ๊ะ!! เราน่าจะเริ่มมาทำสถาบันกวดวิชา เพราะว่าเด็กๆให้ความสนใจเยอะ เลยตัดสินใจว่าควรจะตั้งชื่อสถาบันให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที ไม่น่าจะมาเรียนเป็นกลุ่มเหมือนเดิม สรุปคือปีพ.ศ. 2531 คือที่เริ่มสอน แต่ถ้าเปิดโรงเรียน Access จริง ๆ ประมาณปี 2535 ครับ
พี่ผึ้ง : AC'CESS เริ่มเปิดครั้งแรกที่ไหนค่ะ อ.ชัชชัย : เริ่มเปิดครั้งแรกที่ไทไดมารู ราชดำริ ตรงข้าม Central world ซึ่งปัจจุบันถูกทุบทำเป็น Big C ไปแล้ว แล้วก็ย้ายมาสยามสแควร์โดยเปิดเป็นห้องเล็ก ๆ ห้องเดียว จากนั้นนักเรียนมาสมัครเรียนมากขึ้น จนสถานที่ไม่เพียงพอ ต้องขยายขึ้นไปอีกหลายสาขา
พี่ผึ้ง : ปัจจุบัน AC'CESS มีทั้งหมดกี่สาขาค่ะ อ.ชัชชัย : ปัจจุบัน AC'CESS มีอยู่ประมาณ 9 สาขา คือ สยามสแควร์ , บางกะปิ, งามวงศ์วาน, วงเวียนใหญ่ , ชลบุรี , เชียงใหม่ , หาดใหญ่ , ขอนแก่น, ซีคอนสแควร์ และที่เปิดอยู่กับเคมีอาจารย์ อุ๊ อีก 7 สาขา ได้แก่ พิษณุโลก ,นครราชสีมา, ภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, นครสวรรค์ ,นครศรีธรรมราช,อุบลราชธานี ครับ พี่ผึ้ง : ชื่อโรงเรียนกวดวิชาว่า AC'CESS มีที่มาอย่างไร อ.ชัชชัย : AC'CESS มาจากตอนแรกๆ คือ ผมเรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ (บางรัก) ซึ่ง อัสสัมชัญ ใช้ตัวย่อว่า AC และตอนแรกเขาไม่ได้สอบแอดมิดชั่น แต่เขาสอบเอ็นทรานซ์กันใช่มั๊ย ก็เลยอยากได้คำะไรที่มันใกล้เคียงกัน เลยเลือกเอาชื่อ ACCESS ที่มีความหมายในแนวเดียวกับ Entrance คือการเข้าถึง หรือ ทางเข้าเหมือนกัน แล้วก็เลยมาใส่ ' ตรง AC ซะประมาณลากสถาบันเข้าไปเกี่ยว เลยกลายเป็น AC'CESS ซึ่งหมายถึง การสอบเข้า นับตั้งแต่นั้นมาครับ
พี่ผึ้ง : แนวทางสำคัญในการก่อตั้ง โรงเรียนกวดวิชา AC'CESS อ.ชัชชัย : เราอยากให้เด็กนักเรียนของเราใช้ภาษาอังกฤษในด้านมุมมองประยุกต์ ใช้เหมือนชาวต่างชาติใช้ คือที่ผ่านมาเด็กไทยจะจะเน้นการท่องจำมากเลย แล้วก็เรียนแบบครูสอนให้จำก็จำเดียว ไม่กล้าแสดงออก แล้วก็ไม่รู้ว่าเรียนภาษาอังกฤษไปเพื่ออะไร บางคนเรียนเพื่อสนุกอย่างเดียวมันก็ไม่ดี เวลาสอนเราเลยจะแทรกความคิดทางด้านธุรกิจในการสร้างฐานะด้วยครับ ดังนั้นสโลแกนของที่นี่ ก็เลยเป็น "ภาษาอังกฤษคือความเข้าใจ ไม่ใช่ท่อง ไม่ใช่เน้น" "สนุกกับภาษาอังกฤษแล้วจะทำให้ชีวิตมั่นคงขึ้น"
พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษของอาจารย์เป็นอย่างไรค่ะ อ.ชัชชัย : เน้นความเข้าใจเลย ต้องรู้จักสังเกตสิ่งรอบตัวจะได้เปรียบเวลาเจอโครงสร้างภาษาอังกฤษ เนื้อหาเป็นประโยคมาอ่านอย่างไรให้รู้เรื่อง ถ้าตัวไหนไม่รู้เรื่องไม่เป็นไรก็ให้ข้ามไป และสไตส์การสอนของผมจะไม่เน้นให้จำ แต่จะเน้นสอนให้เด็กรู้จักคิด
ที่นี่บอกได้เลยว่าเด็กที่เรียน AC'CESS จะรู้ว่าเราไม่เน้นว่าให้แปลให้ได้ เพราะเรารู้ว่าคำบางคำแปลเหมือนกัน แต่ฝรั่งใช้คนละเรื่องเลย เพราะฉะนั้นเราก็จะบอกว่า ให้คุณจับความรู้สึกของคำๆ นั้นว่าเป็นอย่างไร และบางทีเราสอนคำบางคำ เช่น รถกระบะที่เห็นอยู่เนี่ย โตโยต้า ว่าทำไมเขาต้องใช้ชื่อว่า วีโก้ เพราะ วีโก้ มาจากคำว่า "วิกเกอร์" กระปรี้กระเปร่า เขาต้องสร้างภาพอย่างนั้น เป็นการสื่อของเขา เพราะฉะนั้น เราจะทำให้เด็กมองเห็นว่า ภาษาอังกฤษเป็นอะไรที่ใช้ในชีวิตประจำวันครับ
พี่ผึ้ง : การเปลี่ยนจากระบบเอนทรานส์ ไปเป็น ระบบแอดมิชชั่น มีผลกระทบต่อนักเรียนหรือไม่ อย่างไร อ.ชัชชัย : ผมว่ามีผลมากๆ เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นการให้ GPA มีค่ามากขึ้น แล้วก็การที่กลัวเด็กเครียด ประเภทให้คะแนนโดยใช้ทำงานส่ง พอมาเปลี่ยนจากระบบสมัยก่อน เด็กทำงานส่ง พอดีไม่ได้ทำเองให้คนโน้นคนนี้ทำให้ แล้วก็ได้คะแนนไป ยกตัวอย่างเช่น ล่าสุดเด็กมาบอกเนี่ย คะแนนไม่ถึง ครูก็บอกว่าให้ไปลอกบทเรียนตรงนี้มา แล็วก็ได้คะแนนเพิ่มขึ้น ไอ้อย่างงี้มันไม่เข้าท่า
แล้วข้อสอบทุกวันนี้ก็เหมือนเอาใจเด็กมากขึ้น เพราะว่าถ้าเราทำยากแล้วเด็กทำไม่ได้ เราก็กลัวว่าคะแนนของประเทศเราเนี้ยจะมีค่าเฉลี่ยต่ำลง เพราะถ้าตามข่าวต้องรู้ว่า คะแนนเฉลี่ยในอาเซียน เราแย่สุดแล้ว สองปีก่อนเราเท่าลาว แต่ปีล่าสุดลาวชนะเราแล้ว คือเด็กของเราทุกวันนี้ มันกลายเป็นไม่คิดแล้วกลัวลำบาก แล้วก็คิดว่าจะได้อะไรง่ายๆ สบายๆ ก็เลยไม่ค่อยสนใจเรียน เพราะเรียนแล้วยังไงก็ผ่าน
แต่สมัยก่อน ที่หนึ่งของห้องบางโรงเรียนได้ GPA 1.8 เพราะ GPA แต่ก่อนไม่ได้มีบทบาทมาก แต่ตอนนี้ GPA มีบทบาทมากปุ๊บ พอรู้มาว่า เราได้คะแนนไม่ดี ทางผุ้บริหารโรงเรียนก็กลัวว่า ลูกศิษย์ของตนจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ยาก ก็ปล่อยเกรดจนเละเทะไปหมด เด็กก็จะมีความรู้รอบตัวน้อยลงไปเยอะเลยครับ
พี่ผึ้ง : ข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษในระบบแอดมิชชั่น มีรูปแบบอย่างไร อ.ชัชชัย : จริงๆ A-net ดีกว่า O-net เยอะเลย คือ A-net จะเน้นคำศัพท์ สำนวน การตรวจแกรมม่า ส่วน O-net นี่ยังเป็นแบบพื้นๆอยู่ เพราะว่าเหมือนใช้แบบเดาๆ จำๆ ก็ได้ แต่เด็กส่วนใหญ่จะสอบ O-net เนี่ย ปกติก็ไม่มีอะไร สอบบางทีก็เหมือนกับว่าไม่ได้สอบ คือพอดีผมเจอเพื่อนสมัยก่อน เป็นอาจารย์ญี่ปุ่น เขาบอกว่า การเรียนภาษาอังกฤษของเด็กไทยเนี่ย เหมือนของญี่ปุ่นเมื่อ 15 ปีที่แล้ว และอาจารย์พวกนั้นก็โดนคัดออกไปกันหมดแล้วด้วย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเรา เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า A-net ดีกว่า
การออกข้อสอบ ถ้าเป็นผมจะชอบสำนวน เพราะว่าจะรู้เลยว่าเด็กนี้เรียนภาษาอังกฤษได้ดีหรือไม่ เพราะว่าที่ออกสำนวนนั้น ไม่มีกวดวิชาไหนสอนโดยตรง และอยากให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของภาษาอังกฤษ เหมือนฝรั่งพูดมาคำนึง แล้วเราก็ต้องจับความรู้สึกนั้นได้ว่ามันคืออะไร ไม่ใช่ว่าคุณต้องเคยท่องมาก่อน แล้วนำมาตอบ อันนี้ไม่ใช่เก่งภาษาอังกฤษแต่มันคือจำเก่ง เหมือนฝรั่งถาม How are you? เราก็ต้องมาตอบ I'm fine. แล้วตอบอย่างอื่นไม่เป็นหรือไงกันครับ
พี่ผึ้ง : นักเรียนควรเตรียมตัวก่อนสอบแอดมิชชั่นอย่างไรค่ะ อ.ชัชชัย : ควรจะเตรียมตัวยังไงก็คือ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่าอยากเรียนอะไร เป้าหมายของตัวเองคืออะไร เหมือนฝรั่งที่สอนว่า ถามตัวเองทุก 4 ปี ระยะสั้นคือ 4 ปี ว่าคุณจะยืนอยุ่ตรงไหน พอเราวางเป้าหมายได้ปุ๊บ เราก็จะอยากเรียนภาษาอังกฤษ เรียนได้แบบธรรมชาติ ลองเอาข้อสอบเก่ามานั่งทำ ดูหนังฝรั่งบ้าง เพราะเวลาเราเจอข้อสอบภาษาอังกฤษ ก็จะไม่รู้สึกเหมือนทำข้อสอบครับ
พี่ผึ้ง : เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำข้อสอบภาษาอังกฤษ อ.ชัชชัย : เราจะจับแนวได้ คนออกข้อสอบไม่ฉลาดกว่าเราหรอก คือทักษะการแก้โจทย์ เราดูตรงไหนคือ เมนไอเดีย ไม่จำเป็นว่า เมนไอเดียต้องอยู่บรรทัดแรกและบรรทัดสุดท้ายเสมอไป แกรมมาเน้นความเข้าใจ นอกจากนี้แล้วเราก็จะเปิดคอร์สให้เด็กมหาวิทยาลัยมาเรียนด้วยอย่างน้อยให้รู้ว่าต้องเรียนอะไร ข้อสอบภาษาอังกฤษไม่มีแนวหรอก ถ้าไปอ้างอิงภาษาไทยจะดูไม่ออก สอนให้เด็กเข้าใจจะดีที่สุดครับ
และถ้าจะเน้นสอบให้ติด คุณต้องหาทักษะในการแก้โจทย์ แล้วก็คิดให้เป็น พยายามจับแนวฝรั่งหรือแนวคนออกข้อสอบ ต้องรู้ว่าข้อสอบแบบนี้จะต้องคิดยังไง แต่อันที่จริง คุณควรจะรู้พื้นฐานมาก่อน มันก็จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า ข้อนี้ๆ ไม่ใช่นะ มันหลอกล่ะ คือเราจะรู้ทันคนออกข้อสอบนะครับ เพราะว่ามาตรฐานการออกข้อสอบของประเทศเรา ยังตั้งสมมุติฐานว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้เตรียมตัว เพราะฉะนั้นจะหลอกไม่ยาก พี่ผึ้ง : โรงเรียนกวดวิชา AC'CESS มีโครงการตอบแทนสังคมในรูปแบบใดค่ะ อ.ชัชชัย : ช่วงหลังนี่เรากล้าพูดเลยว่าเปิดโลกให้เด็กนำคนอื่นในเรื่องช่วยเหลือสังคม วันแม่ทุกปีจะมีติวพิเศษ ปีหนึ่งได้ประมาณ 1 -2 แสนบาทไปทำบุญ หรือมูลนิธิโรคเอดส์มาพูดให้เด็กเข้าใจ และปีนี้จะไปทำห้องน้ำให้เด็กพิษณุโลก ส่วนทางเรื่องเนื้อหา เอาความรู้รอบตัวมาแทรก เช่น ทางด้านธุรกิจ สังคม การเมืองพูดมา ต่อไปจะมีลักษณะเชิญรุ่นพี่มาพูดให้น้องฟังก็ได้เหมือนวิทยาทานทำบุญพี่จบมาทำงานอย่างนี้นะ เพราะเด็กมัธยมตอนต้นไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรครับ
พี่ผึ้ง : ในฐานะครู สิ่งที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจและประทับใจคืออะไรค่ะ อ.ชัชชัย : สิ่งที่ภาคภูมิใจคือ เวลาที่เราเห็นเด็กสอบติด หรือเด็กที่เรียนจบกลับมา หรือเด็กที่ได้ทุน อย่างเช่น เวลาที่ผมเจอ เด็กที่ได้ที่หนึ่งล่าสุด เราก็รู้สึกภุมิใจ คนนี้เคยเรียนกับเรา และสิ่งที่เด็กคนนี้มีคือความมุ่งมั่น เขาไปสอบเอาชนะประเทศอื่นได้ เขาบินไปสอบติดหมดทุกที่เลย อย่างเวลาทำการสัมภาษณ์ ความจริงเขาติดสำเนียงไทย แต่เขาก็ผ่านได้ ฝรั่งก็ยอมรับ หรือ บางคนเรียนตั้งแต่เด็กสอบได้ทุนญี่ปุ่นก็ดีใจด้วย นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจในการสอนครับ
พี่ผึ้ง : สุดท้ายนี้อาจารย์อยากฝากอะไรสำหรับนักเรียนที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้ อ.ชัชชัย : การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็นอะไรที่วัดความมุ่งมั่นต้องทำให้ดีที่สุด จริงจังกับมันได้ แต่อย่าถึงกับว่าจะเป็นจะตายกับมัน ทำให้ดีที่สุด เลือกที่ให้ดี ๆ ผมไม่เชื่อว่าทองอยู่ที่ไหนก็เป็นทอง เพราะถ้าทองอยู่ใกล้สิ่งปฏิกูลก็ไม่มีใครอยากหยิบต้องเลือกสังคมให้เหมาะกับตัวเองครับ.
และก็พยายามวางเป้าหมายในชีวิตให้ดี อย่าทำตัวเป็นพวกเจนเนอร์เรชั่น Z คือ อยู่ไปโดยไม่คิดอะไร คุณจะต้องถามว่าอีก 10 ปีข้างหน้า คุณพึ่งพาตัวเองได้มั๊ย หากเกิดปัญหา เช่น คุณไม่สบาย เดี๋ยวนี้ค่ารักษาแป๊ปๆ ก็เป็นแสน คุณมีปัญญาหาเงินได้มั๊ย เพราะฉะนั้นเราต้องวางเป้าหมาย แล้วเราก็เดินไป แต่ไม่ใช่ว่าเครียดกับชีวิตอย่างเดียว เราต้องสนุกด้วย แต่สนุกปุ๊บ เราต้องรู้เกณฑ์ เหมือนเราตั้งแนวเข็มทิศชีวิตเอาไว้ ว่าเราต้องมุ่งไปทางนี้นะ และไปให้ถึงครับ
เมาท์น่ารักกับอาจารย์ชัชชัย เป็นอะไรมากป่ะ / จุ๊บๆ ทำเป็น Serious แต่หักมุมแบบสะใจ เรื่องขำๆ ในคลาส นักเรียนตอบคำถามผิดแบบหลุดโลก วิธีแก้เผ็ดเด็กกวน กวนกลับให้หนักกว่าเดิม มุมสวยหล่อของอาจารย์ มุมเอียงซ้ายมั้ง(แต่จริงๆ หล่อทุกมุม) เสื้อยืด T shirt สีดำ กางเกง Jean เฮฮา แต่จริงจัง และจริงใจ เวลาใช้ให้คุ้ม ชีวิตใช้ให้มันส์ เมื่อก่อนเป็นกางเขน แต่ตอนนี้ใช้จิตใจตัวเองครับ
|









68 ความคิดเห็น
เมื่อนักเรียนตอบผิด เราจะไม่ซ้ำเติม แต่เราจะ"ประนาม"
55+ ยังจำได้แม่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แบบว่าฮามากค่ะจารย์