|
สวัสดีจ๊ะ น้องๆ ชาว Dek-D สุดเลิฟทุกคน พบกับ พี่ผึ้ง อีกเช่นเคยในคอลัมน์ Hot Tutor ซึ่งครั้งนี้ พี่ผึ้ง จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับ พี่ต้อม แห่ง โรงเรียนกวดวิชายูเรก้า ( Eureka School ) ติวเตอร์คณิตศาสตร์ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากนักเรียน ม.ปลาย ทั่วประเทศ ตามเสียงเรียกร้องของสมาชิกเด็กดีดอทคอม ที่ลงทุนโทรศัพท์สายตรงมาที่ออฟฟิศ Dek-D.com กันเลยทีเดียว WOo...งั้นเรามาดูบทสัมภาษณ์กันเลยจ๊ะ

พี่ผึ้ง : ขอให้พี่ต้อมช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ
พี่ต้อม : ผมชื่อ เศรษฐกาณต์ ปิติไชยเจริญ ครับ ส่วนชื่อเล่นว่า ต้อม ครับ (เด็กที่มาเรียนจะเรียกว่า พี่ต้อม )
- จบมัธยมปลายจาก โรงเรียนโยธินบูรณะ
- จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ (คอมพิวเตอร์) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พี่ผึ้ง : พี่ต้อมเริ่มสอนคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เมื่อไหร่ค่ะ
พี่ต้อม : จริงๆ ก็คือผมเริ่มสอนตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ ม.3 ทั้งที่เมื่อก่อนตอนที่อยู่ ม.1 ม.2 จะเรียกว่าเป็นเด็กอยู่กลางๆห้องก็ได้ แต่พอขึ้นม.3 โชคดีว่าได้เจออ.ประจำชั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาคณิตศาสตร์ ผมก็บอกว่า อาจารย์ครับวิชาคณิตศาสตร์ยากจังเลย คือเมื่อก่อนผมไม่ชอบวิชานี้เลย
อาจารย์ก็เลยบอกให้ไปหาอาจารย์ทุกวันตอนเย็นหลังเลิกเรียน อาจารย์ท่านชื่อ อ.ทิพวรรณ จันทร์เจริญฤทธิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ทำให้ผมรักวิชาคณิตศาสตร์ โดยอาจารย์จะให้ช่วยตรวจการบ้าน ซึ่งท่านบอกว่า การที่เธอจะตรวจการบ้านได้เธอต้องเข้าใจในเนื้อหาซะก่อน และเมื่อเสร็จแล้วอาจารย์ก็จะสอนหนังสือให้ผม ตอนนั้นคือแกสอนให้ใหม่หมดเลยครับตั้งแต่เริ่มต้น
แล้วพอใกล้ช่วงจะสอบกลางภาค หรือ สอบปลายภาค ผมก็จะติวให้กับเพื่อนๆ ในห้อง ตั้งแต่ม.3 จนมาถึง ม.5 คือผมเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้สอบเทียบครับ ก็เลยมาสอบเทียบได้ที่พระจอมเกล้าธนบุรี พอเข้าไปปีหนึ่งผมก็ติวให้เพื่อนๆ เหมือนเดิมครับ ตอนแรกก็ติวให้กลุ่มเล็กๆ ที่เรียนอยู่คณะวิศวะด้วยกันนะครับ พออีกกลุ่มหนึ่งมาเห็นก็ขอให้ติวบ้าง
อย่างแคลคูลัสบทหนึ่งเนี่ย ผมพูดเป็น 10 ครั้งอะครับ พอเพื่อนสนิทเห็นเขาก็สงสารเลยบอกว่า ต่อไปใครจะมาติวกับต้อมให้มาลงชื่อแล้วมารวมกันทีเดียว เคยมีติวสูงสุดก็คือเกือบทั้งคณะวิศวะอะครับ เลยชอบสอนตั้งแต่ตอนนั้นมา
พี่ผึ้ง : พี่ต้อมเริ่มมาสอนวิชาคณิตศาสตร์ ที่ Eureka ได้อย่างไรค่ะ
พี่ต้อม : ช่วงที่ผมเรียนปี 2 เป็นช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่แตกพอดีครับ ตอนนั้นผมเกือบจะไม่ได้เรียนต่อ คือถ้าเกิดผมเรียน น้องผมก็จะไม่ได้เรียน ผมเลยคิดว่ากะจะเรียนปี 2 ให้จบก่อน แล้วค่อยเก็บเงินมาเรียนต่อทีหลัง
แต่ผมโชคดี ตอนปิดเทอม พอสอบเสร็จปุ๊บ ผมก็ยังไม่ทันได้ไปลาออก แล้วเพื่อนโทรมาชวนไปงานวันเกิดที่สยาม พอมาถึงสยามก็เดินๆไป ผมก็เห็นโรงเรียนยูเรก้าครับ เลยลองเข้าไปดูว่า เขาจะรับเราเข้าทำงานไหม แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเลยว่าจะสมัครเป็นอาจารย์ เพราะคิดว่าคนที่จะเป็นอาจารย์จะต้องจบระดับปริญญาตรีก่อน
พอเข้าไปพี่เขาก็ถามว่า น้องไม่สนใจสอนหนังสือหรอ ผมก็บอกว่า เอ่อ พี่ครับ ผมสอนได้ด้วยหรือครับ ผมยังไม่จบปี๔เลย พี่เขาบอกว่า สอนได้และให้ผมมาลองสอบข้อเขียนดู พอสอบผ่านก็ให้มาสอบปฏิบัติ(สอบสอน) ซึ่งผมก็สอบผ่าน จนได้มาสอบครับ ซึ่งตอนนั้นผมรู้สึกว่าผมมีโอกาสได้เรียนต่อแล้วนะ หลังจากนั้น ผมเริ่มสอนจากกลุ่มเล็กๆ ก่อน ประมาณ 8 10 คน แล้วก็ขยายมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ ผมจะรับสอนได้เต็มที่ คือห้องหนึ่งได้ประมาณ 80 คนครับ
พี่ผึ้ง : พี่ต้อมมีสอนคอร์สอะไรบ้างค่ะ
พี่ต้อม : ผมจะสอนตั้งแต่คอร์สปรับพื้นฐาน , คอร์ส ม.4 , คอร์ส ม.5 , คอร์ส ม.6 ซึ่งเป็นเนื้อหาในแต่ละเทอม โดยจะวางเนื้อหาไว้แล้วว่าจะสอนบทไหนตามลำดับจนครบทุกบท แต่ปัจจุบันจะมีปัญหาตรงที่ว่า แต่ละโรงเรียนจะเรียนเนื้อหาไม่เหมือนกัน แต่ผมจะบอกน้องๆ แล้วว่า พี่จัดลำดับความสำคัญไว้ให้ แล้วว่าควรจะเรียนบทไหนก่อน แต่ถ้าผมสอนไม่ตรงกับที่โรงเรียนของน้องสอน ผมก็จะจัดติวนอกเวลาให้ครับ
แล้วก็จะมีคอร์ส Entrance ซึ่งจะรวมถึงการสอบแอดมิดชั่น , สอบโควต้า และสอบแข่งขันโอลิมปิกครับ และมี คอร์สตะลุยโจทย์ โดยจะเปิดเฉพาะเดือนตุลาคม คือจะสรุปเนื้อหารวบยอดความเข้าใจในแต่ละหัวข้อแล้วตะลุยโจทย์ทำกันทุกบทครับ
พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือสไตล์การสอนของพี่ต้อมเป็นอย่างไรค่ะ
พี่ต้อม : สไตล์การสอนของผมคือ ผมจะปูพื้นฐานตั้งแต่แรกให้น้องใหม่หมดทุกคนเลยครับ ผมจะพยายามมองว่า น้องๆ ทุกคนที่มาไม่รู้เหมือนกัน และเวลาสอนก็ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย เพราะถ้าเราใส่อะไรที่ยากไปตูมเดียวเนี่ย มันจะทำให้น้องๆ งง ดังนั้นผมจะใช้วิธีการยกตัวอย่าง เพื่อให้น้องเข้าใจได้ง่าย แล้วค่อยโยงเข้าสู่นิยาม และให้ดูว่าบทนี้น่าสนใจในเรื่องนี้ๆ นะ พอน้องเข้าใจในส่วนของนิยาม ผมก็จะค่อยๆเพิ่มโจทย์ เพิ่มตัวอย่างไปเรื่อยๆ จากง่ายไปยาก
โดยที่เวลาสอน ผมจะบอกน้องๆ ว่า อย่าเพิ่งจดนะ ฟังพี่ก่อน ฟังให้เข้าใจ แล้วเวลาน้องจดก็ให้ก้มลงไปจดด้วยตัวเอง เพราะการที่น้องฟังพี่ให้เข้าใจเสร็จปุ๊บ พอน้องก้มไปจดด้วยตัวเองจะเป็นการฝึกอีกรอบ หรืออย่างหนังสือ ผมจะพยายามไม่ให้น้องจดอะไรลงในหนังสือเลย ให้จดลงสมุดอย่างเดียว เพราะอย่างที่เขากลับไปอ่านหนังสือเนี่ย เหมือนให้เขาเห็นโจทย์นี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง แล้วลองให้เค้าทำด้วยตัวเองและแข่งกับเวลา
แรกๆ น้องบางคนก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เขาก็ลองกลับไปฝึกทำ จากคนที่ไม่กล้าทำข้อสอบแอดมิดชั่นเลย หลังๆ กล้าที่จะลงมือทำข้อสอบแข่งกับเวลามากขึ้นครับ ผมจะบอกน้องๆ ว่า ให้พยายามคิดว่า เราสอบอยู่ตลอดเวลา และถ้าเราทำไม่ได้ ให้เราไปเปิดดูที่สมุด และอ่านตั้งแต่แรกแต่อย่าจำ ให้ไปดูว่าบรรทัดนี้...มันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร และให้พยายามหาคำตอบด้วยตัวเอง แล้วให้ปิดแล้วค่อยเริ่มทำข้อนั้นใหม่ หนูพยายามทำข้อนั้นด้วยตัวเองจนจบข้อ อย่ามองและบอกตัวเองว่าอย่างนี้ๆ ซึ่งผมจะให้น้องฝึกทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ
พี่ผึ้ง : พี่ต้อมคิดว่า สาเหตุใดที่ทำให้น้องๆ คิดว่าวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยากค่ะ
พี่ต้อม : คือ เด็กๆ ยังไม่เข้าใจนะครับว่า ทำไมตรงนี้จะต้องคูณกันอย่างนี้ ฯลฯ อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่า ผมเคยเป็นเด็กเรียนระดับกลางๆ ห้องมาก่อน ผมรู้ว่าสิ่งที่เด็กไม่เข้าใจมันคืออะไร มีอะไรบ้าง ดังนั้นผมยกโจทย์ตัวอย่างข้อสอบให้เด็กลองทำข้อนี้สิ พอเสร็จปุ๊บผมจะเดินดูทุกคนในห้อง
แล้วผมก็จะพยายามจำชื่อน้องๆ ทุกคนให้ได้ครับ เวลาเรียกชื่อจะได้เป็นการกระตุ้นเขาด้วย เพื่อให้น้องๆ รู้สึกตื่นตัวตลอดเวลา เรียนแล้วจะได้ไม่ซ้ำซากหรือน่าเบื่อ ทำให้เขาสนุกกับการเรียน พอเขาสนุกปุ๊บแสดงว่ามันก็น่าสนใจ พอน่าสนใจเขาก็จะพยายามเข้ามาฟังทุกครั้ง
พอเขาเริ่มทำโจทย์ได้ เขาก็จะมีความรู้สึกว่าเราทำได้นี่หว่า มันก็ไม่ได้ยากอะไรอย่างที่เราเคยคิดมาก่อนเลย น้องต้องเข้าใจว่าเราไม่เข้าใจในจุดไหน นี่แหละคือคิดที่ผมพยายามปลูกฝังมาตลอดว่า สิ่งที่โจทย์เขาให้มาเนี่ย เขาไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เราทำไม่ได้ แต่สร้างมาเพื่อให้เราทำมันให้ได้ ดังนั้นเราต้องดูว่า เราไม่เข้าใจตรงจุดไหน ค่อยๆ ปูพื้นฐานตรงนั้นไปให้แน่น ค่อยปรับไปทีละนิด เพิ่มระดับความยากของโจทย์ไปเรื่อยๆ และเราต้องเรียนมาจากความเข้าใจ ไม่ใช่เรียนจากการท่องจำหรือมาจากสูตรหลัก
พี่ผึ้ง : การเปลี่ยนจากระบบเอนทรานซ์ ไปเป็น ระบบแอดมิชชั่นนั้น ข้อสอบมีความแตกต่างหรือไม่ อย่างไร
พี่ต้อม : อย่างรุ่นผม ข้อสอบเป็นเอนทรานซ์ระบบแรกเลย คือข้อสอบตอนสมัยก่อนจำนวนข้อจะเยอะกว่า แล้วเวลาทำก็จะมากกว่า แล้วเนื้อหาในระดับความยากของโจทย์ เมื่อก่อนโจทย์จะออกละเอียด ออกแบบค่อนข้างลึกในแต่ละหัวข้อ เพราะฉะนั้นใครที่ไม่แม่นในหัวข้อนั้นๆ มาแต่สูตรลัด ก็อาจจะทำไม่ได้ หรือมีจุดหลอก จุดพลาดเยอะ คิดออกมาแล้วผิดและเผอิญมีคำตอบรอด้วย นี่คือเอนทรานซ์ระบบเก่า
แต่เอนทรานซ์ระบบใหม่ เห็นชัดๆเลย คือจาก 3 ชั่วโมง ลดมาเหลือ 2 ชั่วโมง และจำนวนข้อลดลง จากเมื่อก่อนถามว่าคำตอบคือเท่าไร เราก็จะคิดมาแล้วตอบเลย แต่ถ้าเป็นข้อสอบปัจจุบัน เขาจะถามว่า ข้อใดถูก หรือ ข้อใดผิด คือเหมือนว่าจำนวนข้อน้อยลง แต่ถามย่อยมากขึ้นเท่านั้นเอง สรุปคือพอๆ กันครับ
พี่ผึ้ง : ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ในระบบแอดมิชชั่น มีรูปแบบอย่างไรค่ะ
พี่ต้อม : ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เท่าที่ผมสังเกตก็คือ แน่ๆ บทแรกที่นำไปใช้ก็คือ บทสถิติ ซึ่งเป็นบทที่ออกข้อสอบโดยเฉลี่ยแล้วในช่วง 2 ปีล่าสุดจะออกค่อนข้างเยอะมาก ส่วนบทอื่นๆ โดยเฉลี่ยแล้วจะพอๆ กัน เพราะจำนวนข้อมันน้อย แต่บางข้ออาจจะมีบทโน่นบทนี้มาผสมกันแค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นคือ ถ้าน้องๆ เรียนมาจากความเข้าใจ ถึงแม้ว่ามันจะบีบยังไง แต่ถ้าน้องเข้าใจจริงๆ มันก็ทำได้อยู่แล้วครับ
แล้วอีกอย่างที่ผมสอนน้องคือ ให้น้องๆ เอาโจทย์ที่สอนไปฝึกทำแข่งกับเวลาด้วยตัวเอง เพื่อจะได้รู้ว่าทำได้ไหม ถ้าทำไม่ได้จะได้ตัวว่าควรทำเพิ่มตรงจุดไหนครับ โดยโจทย์ที่ให้ไปก็คือข้อสอบเอนทรานซ์ หรือข้อสอบโอลิมปิก ให้น้องกลับไปฝึกทำ แต่เวลาทำไม่ใช่ทำเพราะความจำได้ แต่ทำเพราะทำไมมันต้องทำแบบนี้ ต้องหาคำตอบด้วยตัวเองให้ได้ และเวลาไปทำข้อสอบจริง ข้อสอบที่ไม่เคยเห็นแต่ละข้อไม่ควรเกิน 3 นาที แต่ถ้าเป็นข้อสอบที่พี่เคยทำให้ดูมาแล้วแต่ละข้อไม่ควรเกิน 1 นาทีครับ
พี่ผึ้ง : อยากให้พี่ต้อมช่วยแนะนำน้องๆ ที่กำลังเตรียมสอบแอดมิดชั่นหน่อยค่ะ
พี่ต้อม : ผมจะบอกน้องๆ เสมอว่า มันไม่มีอะไรสายเกินไป ถ้าเราคิดที่จะเริ่ม และให้พวกหนูเริ่มจากบทที่เราชอบหรือถนัดให้อ่านไปก่อน และหนูควรจะจัดทำตารางในการอ่านหนังสือด้วย ซึ่งผมจะบอกให้พยายามเลือกในวิชาที่หนูรักก่อน ส่วนวิชาอื่นๆ ก้ต้องจัดตารางด้วย อ่านแล้วทำความเข้าใจในแต่ละบทแล้ว พอเราอ่านเสร็จปุ๊บให้เราทดสอบตัวเองด้วยการลองทำข้อสอบ ถ้าเรารู้ว่าตรงไหนไม่ได้ปุ๊บ ให้เรารีบกลับไปอ่านตรงจุดนั้นให้คล่อง และพยายามทดสอบตัวเองอยู่ไปเรื่อยๆ และทำข้อสอบแข่งกับเวลาครับ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ครับ
พี่ผึ้ง : ในฐานะครู สิ่งที่ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจคืออะไรค่ะ
พี่ต้อม : เราทำให้เด็กที่เกลียดวิชาเลขหันกลับมาชอบวิชาเลข แล้วเขาสามารถนำสิ่งที่เขามาเรียนกับเราไปทำข้อสอบที่โรงเรียนหรือข้อสอบแอดมิดชั่นได้ ซึ่ งก็ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ และมีความหวัง อย่างบางคนอยากสอบเข้าคณะวิศวะ แต่เขาไม่เก่งเลขเลย แต่พอมาเรียนกับเราปุ๊บ เราทำให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย มันไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ แล้วเราทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาหวัง หรืออยากจะเป็นได้นะครับ อันนี้คือสิ่งที่ภูมิใจมากที่สุดแล้ว
พี่ผึ้ง : สุดท้ายนี้ พี่ต้อมอยากฝากอะไรถึงน้องๆ ชาวเด็กดีดอทคอมที่กำลังศึกษาอยู่คะ
พี่ต้อม : ถ้าหนูได้อ่านสิ่งที่พี่พูดมาตั้งแต่แรก พี่ก็อยากให้น้องๆ ทุกคน ไม่ว่าหนูจะเรียนกับพี่หรือไม่ก็ตาม ขอให้พวกหนูตั้งใจ และอย่างที่พี่บอกคือ เราเรียนอะไรก็ตาม ขอให้เราเอาใจมาอยู่ตรงนี้ แล้วมันจะประสบความสำเร็จในทุกด้าน ไม่ว่าหนูจะทำอะไรก็ตาม และขอให้หนูเป็นเด็กดีของคุณพ่อคุณแม่
แค่รักคุณพ่อคุณแม่อย่างเดียวทุกอย่างมันจะออกมาหมดว่า การรักพวกท่านหนูต้องทำอะไรบ้าง เช่น หนูต้องเป็นเด็กดี ต้องขยันตั้งใจเรียน เพื่ออนาคตของหนู หนูต้องคิดว่าอนาคตของหนูอยู่กับใคร มันอยู่กับหนูเอง และอนาคตของคุณพ่อคุณแม่ก็อยู่ที่หนูด้วย เพราะฉะนั้นถ้าพวกหนูสามารถทำปัจจุบันให้ดีที่สุด อนาคตคุณพ่อคุณแม่ก็จะสบาย และหนูก็จะสบายด้วย คือหนูต้องเป็นที่พึ่งให้กับพวกท่านครับ
น้องแป้ง
ฝ่ายมัธยม รัชดาภิเษก ในพระบรมราชูปถัมภ์
พี่ต้อมจะเป็นคนแบบว่า ซุ่มซ่าม และ ก็ชอบกรี๊ดร้องด้วยคะ (หัวเราะ) อีกอย่างถ้ามองในมุมฮามันก็ฮา แต่ถ้ามองในมุมเศร้ามันก็เศร้าอ่ะคะ คือพี่ต้อมจะเหมือนเด็กมาก เขาเซ็นซิทีฟมาก ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่ง น้องๆ คุยกันแล้วเขาก็ร้องไห้ในห้อง ซึ่งมีคนข้างหลังเขานึกว่าพี่ต้อมแกล้ง แต่ปรากฏว่าพี่ต้อมร้องไห้จริงๆ ตอนแรกหนูก็ไม่คิดว่าจริงค่ะ ทำเอาทุกคนในห้องเงียบกันหมดเลยคะ ทีนี้...ก็ตั้งใจเรียนมากๆ เหมือนเดิมคะ
เรื่องสนุกๆ สามารถเกิดได้ทุกครั้ง ในคลาสที่เรียนกับพี่ต้อมคะ เช่น เด็กส่วนใหญ่ไม่ชอบตรีโกณมิติ แต่พี่ต้อมสามารถสอนทำให้เด็กชอบได้ ด้วยการนำเอาความเป็นเชียร์ลีดเดอร์เก่าของเขามาใช้สอน (หัวเราะ) คือเขาทำท่าที่น่าอายมากค่ะ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเครียดขนาดไหนเค้าก็สอนให้สนุกได้คะ |
|
|
| |
|
น้อง T
จากโรงเรียนบดินทรเดชา
(สิงห์ สิงหเสนี)
ผมรู้สึกว่า พี่ต้อมเป็นคนที่มี power มาก และพี่ต้อมสอนสนุก สอนเป็นสไตล์ของตัวเอง และบรรยายได้ไม่น่าเบื่อด้วย ซึ่งมันเหมือนไม่ใช่การสอน คือมันเหมือนกับเพื่อนๆ ติวให้มากกว่า แล้วมีอะไรให้เล่นเยอะมาก เช่น พี่ต้อมจะเล่าเรื่องต่างๆ นาๆ หรือ แซวคนโน่นคนนี้ จนผมจำชื่อเพื่อนๆ ในคลาสได้ทุกคนเลย 555 เรียนที่ผมหาเพื่อนใหม่ได้เลย รู้จักจนสนิทกัน และช่วยติวให้กันได้ด้วย
อย่างเพื่อนผมที่เป็นผู้หญิง พี่เค้าก็จะแซวว่าเป็นนางงามจักรวาล อุ๊ย...ไปเดินประกวดคอนเทสต์ที่ไหนเนี่ย ซึ่งผมรู้สึกว่า พี่ต้อมให้ความสนใจเด็กทุกคนเลยครับ อีกอย่างผมคิดว่า พี่ต้อมเปรียบเหมือนเก้าอี้ไว้รองรับทุกอย่างเลย และเวลานั่งก็มานั่งได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องเครียดกับอะไรเลย ปลดปล่อยทุกอย่างลงไปกับมันได้เลยครับ |
|
|
| คำพูดติดปาก |
นี่ๆ ทุกคนฟังพี่นะ ... ฟังก่อน ... อย่าเพิ่งจด
|
| มุขเด็ดประจำตัว |
หยุด!!! วางปากกา ฟังพี่ |
|
เรื่องขำๆ ในคลาส |
พี่ต้อมปิดไฟเล่าเรื่องผีแล้ว แล้วพี่ต้อมกรี๊ดร้อง...
|
|
วิธีแก้เผ็ดเด็กกวน
|
เฮ้ย!!! ตะโกนดังๆ !!! หรือ กรีดร้องโหยหวน
|
|
มุมสวยหล่อของอาจารย์ |
ทุกๆ มุมมอง
|
| เสื้อผ้าตัวเก่ง |
เสื้อนักศึกษา / เสื้อยืดคอกลม (เสื้อคลุม)
แอ๊บเนียน นักศึกษา
|
| นิสัยแบบนี้ใช่เลย |
ขยันจ๊า
|
| คติประจำใจ |
กตัญญูรู้คุณ คือบุญอันประเสริฐ
|
| ของสะสม / งานอดิเรก |
ไขมัน และความงามบนใบหน้า
|


|
106 ความคิดเห็น