สถาบันกวดวิชาเดอะติวเตอร์ The Tutor

 

          สวัสดีจ๊ะ น้องๆ ชาว Dek-D ที่น่ารักทุกคน  พบกับ พี่ผึ้ง เช่นเคยในคอลัมน์ Hot Tutor  โดยครั้งนี้ พี่ผึ้ง จะพาน้องๆ ไปรู้จักกับ สถาบันกวดวิชาเดอะติวเตอร์ (The Tutor)  ภายใต้สโกแลนว่า “เราเหมือนครอบครัวของคุณ” ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากนักเรียนทั่วประเทศ  ตามมาดูบทสัมภาษณ์กันเลยจ๊ะ

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : ประวัติความเป็นมาของการก่อตั้งสถาบันกวดวิชา The Tutor

The Tutor : เดอะติวเตอร์ เริ่มก่อตั้งขึ้นโดยตอนแรกมีผู้สอนอยู่ 4 คนมารวมทีมกันจากคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาฯ  จากนั้นจึงเปิดเป็นสถาบัน The Tutor ขึ้นมา ซึ่งแนวคิดเบื้องต้นของผู้บริหารคือ อยากจะทำโรงเรียนกวดวิชา ที่มีราคาไม่แพง  แต่ว่าสอนดีๆ  อย่างเด็กที่ไม่มีเงินก็สามารถเรียนได้  และสอนด้วยคนที่มีอุดมการณ์คล้ายๆ กัน ต่อมาพอมีสาขามากขึ้น ก็เปิดรับผู้สอนเพิ่มขึ้นตาม  ขยายมาเรื่อยๆ  พร้อมทั้งมีการเปลี่ยนแปลงสาขา พร้อมปรับปรุงเรื่อยมา

 

 

พี่ผึ้ง : ชื่อสถาบันกวดวิชา The Tutor  มีที่มาอย่างไรค่ะ

The Tutor : ชื่อ  The Tutor  มาจากในตอนนั้นคิดว่า  มันเป็นคำกลางๆ ที่ใช้แล้วนึกถึงกวดวิชา เพราะหากใช้คำอื่นมันก็จะไม่สื่อถึง แต่ด้วยทางกฎหมายจะจดชื่อ โดยใช้คำว่า Tutor โดยตรงไม่ได้ จึงใช้คำว่า The เพิ่มเข้ามากลายเป็น The Tutor  ครับ

 

 

พี่ผึ้ง : ปัจจุบัน The Tutor  มีทั้งหมดกี่สาขา  อะไรบ้าง

The Tutor : ปัจจุบันเป็นปีที่ 23 ก็จะมีสาขาน้องใหม่เปิดตอนซัมเมอร์นี้ รวมเป็น 13 สาขา คือ โรงเรียนกวดวิชา 12 สาขา กับ  1 สำนักงาน  ดังนี้  สาขาท่าพระ , สาขาสามย่าน , สาขาเซ็นทรัลพระราม 2 , สาขาปิ่นเกล้า , สาขางามวงศ์วาน , สาขาซีคอนแสควร์ , สาขาสยามแสควร์ , สาขาฟิวเจอร์พาร์ครังสิต , สาขาเซ็นทรัลรัตนาธิเบศร์ , สาขาBig C เพชรเกษม , สาขาสาขาปิยรมย์ เพลส สุขุมวิท 101 , สาขาแฮปปี้แลนด์ ไอทีพลาซ่า , สาขาสุขาภิบาล 3

 

 

       

 

 

พี่ผึ้ง : แนวทางสำคัญในการก่อตั้งสถาบันกวดวิชาเดอะติวเตอร์

The Tutor : ในแง่ของผู้บริหาร เขาก็อยากทำโรงเรียนที่มีคุณภาพที่ดี ส่วนพวกอาจารย์เราก็พยายามรักษาคุณภาพตรงนั้นไว้ให้ได้ และพยายามมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอกับเด็ก ดังนั้นหากรูปแบบเปลี่ยนแปลงไปเราก็ต้องปรับตัวตาม เช่น เมื่อก่อนเด็กเคยเรียนหลักสูตรเดียวกันทั้งประเทศ เดี๋ยวนี้เด็กก็เริ่มเรียนหลักสูตรที่มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้จักประยุกต์และปรับตัวตามเด็ก กวดวิชาก็จะค่อยๆ สลายไป

 

ส่วน “ปรัชญาของโรงเรียน” คือ นักเรียนปกติสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถได้ ด้วยการอ่านทบทวนบทเรียน ทำแบบฝึกหัดเสริมประสบการณ์ ให้มากพอ และ นักเรียนต้องมีความรับผิดชอบ ยึดมั่นในคุณธรรม

 

และ The tutor ของเราก็อยู่มาค่อนข้างนาน ปีนี้ก็เป็น ปีที่ 23 แล้ว ซึ่งเราก็ปรับตัวมาโดยตลอด มีการปรับปรุงทุกด้านเลย เช่น เมื่อก่อนไม่เคยสนใจว่าหน้าร้านจะเป็นอย่างไร สีสันจะสวยไหม คือ เราจะเน้นที่คุณภาพเป็นหลัก ปัจจุบันเราก็ต้องมีสถานที่สะอาด น่าเรียน ผู้ปกครองสะดวกในการจอดรถ ฯลฯ นอกจากจะพัฒนาด้านการสอนแล้ว รูปแบบของคอร์สที่เปิดก็จะกว้างมากขึ้น เพื่อรองรับเด็กที่แตกต่างกันออกไป

 

 

      

 

 

 

พี่ผึ้ง : สถาบัน  The Tutor มีรูปแบบการเรียนการสอนอย่างไร

The Tutor : เดอะติวเตอร์จะมี “ปรัชญาในการสอน” หลักๆ 3 อย่าง คือ สอนให้สนุก  , เป็นกันเอง , เนื้อหาครบ 

 

โดยมีหลักการดังนี้ คือ คำว่า “สอนสนุก” หลายๆ คนมักตีความว่า ตลกๆ แต่จริงๆ “ตลก” มันเป็นแค่รูปแบบหนึ่งของคำว่า “สนุก” เช่น เล่นเกมเราสนุกไปกับมัน แต่ไม่ได้ตลก ขำ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรถึงทำให้สนุก นี่เป็นการบ้านของอาจารย์ เพราะเด็กเรียนที่โรงเรียนมา 5 วันแล้ว เขามาเรียนกับเราเพิ่มในช่วงวันหยุด (เสาร์ - อาทิตย์) หรือ ช่วงปิดเทอม เขาต้องการอะไรที่มันแปลกใหม่ขึ้น ดังนั้นจึงเป็น “สอนสนุก”

 

“เป็นกันเอง” ส่วนใหญ่คนสอนที่นี่จะใช้แทนตัวเองว่า “พี่” และเรียกเด็กว่า “น้อง” เพราะว่าความสนิทแบบนี้มันจะทำให้เด็กกล้าเข้ามาหาเรา  เนื่องจากเราไม่ได้สอนด้วยวีดีโอ เราสอนสด ด้วยปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียนกับอาจารย์มันเป็นอะไรที่สร้างยาก เราใช้วิธีนี้มันจะช่วยให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าครับ

 

“สอนให้เนื้อหาครบตามหลักสูตร” เพราะถ้าเกิดตลก หรือ สนุกอย่างเดียว แต่เรียนแล้วเด็กสอบไม่ได้ ก็คงสอนกันไม่ได้นะครับ นี่แหละครับปรัชญาในการสอนของที่นี่

 

 

        

 

 

พี่ผึ้ง : ปัจจุบันมีวิชาที่เปิดสอนทั้งหมดเท่าไร อะไรบ้าง  

The Tutor : ที่เดอะติวเตอร์จะมีเปิดสอนหมดทุกวิชา   ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

โดยระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น จะเรียนกับครูผู้สอนโดยตรง จะเปิดสอนวิชาหลักคือ คณิตศาสตร์ , วิทยาศาสตร์ , ภาษาอังกฤษ , ภาษาไทย และ สังคม เป็นแพ็คเกจเลยครับ ทั้งนี้เพราะเราเน้นว่าทุกวิชาสำคัญหมด  แต่สำหรับ ม.3 นั้นอาจจะเรียนแยกบางวิชาได้ครับ

 

ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนมากกว่า 90% เรียนกับครู...ผู้สอน ที่เหลือเรียนผ่านสื่อ ซึ่งสำหรับ ม.ปลาย นั้นเลือกเรียนเป็นรายวิชาได้  ที่นี่จะมีเปิดสอน  คณิตศาสตร์ , ฟิสิกส์ , เคมี , วิทยาศาสตร์พื้นฐาน , ภาษาอังกฤษ ,ภาษาฝรั่งเศส รวมทั้งวิชาพิเศษ เช่น คอรส์นิติศาสตร์  , ความถนัดสถาปัตย์ , พื้นฐานวิศวะ ฯลฯ ซึ่งเป็นวิชาชีพครับ

 

 

      

 

 

พี่ผึ้ง : แนวการสอน เทคนิคการสอนของอาจารย์ในสถาบัน  The Tutor เป็นอย่างไร

The Tutor : สไตล์การสอนของอาจารย์ที่นี่ ส่วนใหญ่ก็จะ เฮฮา  เริ่มต้น คือ เด็กต้องไม่เบื่อก่อน เพราะถ้าเด็กไม่รู้สึกเบื่อและสนุกไปมัน เด็กก็จะเรียนรู้อะไรได้ง่ายขึ้น นี่เป็นสิ่งที่เราจะอบรมผู้สอนให้เป็นไปในสไตล์เดียวกัน

เพราะที่นี่จะเน้นสอนสดประมาณ 90 % ดังนั้นจึงมีปริมาณครูที่เยอะมาก ทำให้ต้องมีระบบในการ Training ครูที่ดี เพื่อให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

แนวการสอนของ  The Tutor  คือ  สอนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย ,  สนุกน่าสนใจ  ,  เสริมเทคนิค         

-   สอนเรื่องยากให้เข้าใจง่าย คือ  สอนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ครูผู้สอน ส่งเสริมให้นักเรียนเชื่อมั่นว่าตนเองมี ความสามารถ ในการเรียนรู้

-   สนุกน่าสนใจ คือ  ปรับเนื้อหาให้น่าสนใจ สร้างบรรยากาศ การเรียนการสอนให้สนุก หรือไม่น่าเบื่อ

-   เสริมเทคนิค คือ   เสริมเทคนิคช่วยจำ แนะนำวิธีการช่วยให้จำ เนื้อหาได้ง่าย หรือจำได้นานไม่ลืมง่าย เสริมเทคนิคการคิดคำนวณ ฝึกให้คิดแก้ปัญหา เองได้ โดยจัดให้มีประสบการณ์ทำโจทย์ให้มาก จากประสบการณ์นี้ นักเรียนจะสามารถพัฒนา วิธีคิดแก้ปัญหาได้เหมาะสม

 

 

       

 

 

พี่ผึ้ง :  The Tutor มีเปิดสอนคอร์สอะไรบ้างค่ะ

The Tutor : คอร์สหลักๆ สำหรับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น ก็จะเป็น “คอร์สเรียนเก่ง” ตามเทอม พิเศษหน่อยก็จะเป็น ป.6 ก็จะมี  “คอร์สกวดเข้าม.1”  และสำหรับ ม.3 ก็มี “คอร์สกวดเข้า ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมฯ” ,“คอร์สกวดเข้ามหิดลวิทยานุสรณ์”  และ “คอร์สกวดเข้าเตรียมทหาร”

 

          ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จะแบ่งเป็น ม.4 , ม.5 , ม.6 แต่บางวิชามีเก็บตก เช่น ม.4 สองเทอม กับ ม.5 เทอมหนึ่งเป็น 3 เล่มแรก และ 3 เล่มหลัง  ส่วนบางวิชามีคอร์สเอนทรานส์ 1 ก่อนสำหรับเตรียมเอนท์ และมีคอร์สตะลุยโจทย์ สำหรับคนที่ลงคอร์ส 1 แล้วอยากฝึกทำโจทย์มากขึ้น ซึ่งจะเน้นไปทาง ฟิสิกส์ กับ คณิตศาสตร์ มากกว่า

 

          ส่วนวิชาภาษาอังกฤษนั้นจะแบ่งเยอะ ก็มีคอร์ส Writer , คอร์ส Grammar ฯลฯ เพราะ The Tutor เราจะไม่ได้เน้นหนักไปที่วิชาใดวิชาหนึ่ง ดังนั้นทุกวิชาจะพัฒนาไปพร้อมๆ กัน ซึ่งแต่ละวิชาก็จะแตกสายของเขาออกไป  ถือได้ว่าคอร์สเรามีค่อนข้างหลากหลายให้เหมาะกับเด็กแต่ละคนครับ

 

 

         

 

 

พี่ผึ้ง : ขอให้พี่โจ้ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

พี่โจ้ : ชื่อ  รุ่งโรจน์ อังวิทยาธร   (พี่โจ้) สอนวิชาภาษาอังกฤษ

จบการศึกษา  สถ.บ. (สถาปัตยกรรม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

 

พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือสไตล์การสอนของพี่โจ้เป็นอย่างไรค่ะ     

พี่โจ้ : ด้วยConcept ของติวเตอร์คือ พยายามทำให้เด็กไม่เบื่อก่อน และรู้สึกสนุก เพราะวิชาทางด้านภาษาจะค่อนข้างน่าเบื่อ แต่เราต้องทำให้สนุกด้วยความที่ภาษามันไหลลื่นได้เยอะ และเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นก็จะสามารถอัพเดทได้ตลอดเวลา

และเตรียมตัวมาว่า พูดอย่างไรให้น้องเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะภาษาเหมือนยาขมสำหรับใครหลายๆ คน และเวลาที่เด็กบอกว่า มันน่าเบื่อ  ผมก็จะคิดวิธีการจำที่มันยากๆ ให้ออกมาเป็นเพลง เป็นกลอน อะไรก็ได้ที่จะทำให้เด็กจำได้ง่ายขึ้น

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : อยากให้พี่โจ้ช่วยแนะนำเคล็ดลับการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดี

พี่โจ้ :  มีคนเคยถามพี่บ่อย ๆ ว่า ทำยังไงให้เรียนภาษาอังกฤษเก่ง ๆ ก่อนอื่นน้องต้องทำใจให้ชอบมันก่อน เพราะว่าถ้าน้องชอบอะไรสักอย่างแล้วน้อง ๆ ก็จะสามารถทำได้ดี

คือน้องจะต้องทำใจให้ไม่เกลียดภาษาอังกฤษเสียก่อน จึงจะสามารถเรียนรู้มันได้ 

 

พอชอบเสร็จก็ต้องมีวิธีในการทำ เช่น  ถ้าจะ “ฝึกฟัง” ก็ต้องฟังเป็นภาษาอังกฤษเลย โดยอาจเริ่มจากการฟังเพลง หรือดูหนังแล้วแต่เราชอบอะไร คือให้เริ่มจากสิ่งที่ชอบไปหาสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ 

 

ผมจะบอกเด็กที่อยากฝึกภาษาอังกฤษโดยการดูหนัง ให้เริ่มจากดูหนังเป็นพากษ์ไทยก่อนเพื่อให้เข้าใจเรื่องทั้งหมด จากนั้นค่อยเปลี่ยนเป็นพากษ์อังกฤษและซับไตเติ้ลไทย  จากนั้นเปลี่ยนเป็นซับไตเติ้ลอังกฤษ และดูซ้ำอีกด้วยหนังที่เป็นพากษ์อังกฤษล้วนเลยไม่มีซับไตเติ้ล เพราะอย่างน้อยที่สุดคือน้องจะรู้เรื่องแล้ว น้องจะได้ฝึกทักษะมากขึ้น แต่ถ้าน้องไม่รู้มาก่อนเรื่องเลย น้องจะทรมานมาก เพราะดูก็ไม่รู้เรื่อง ฟังก็ฟังไม่ออก ดูไปก็หงุดหงิดแล้วมันก็จะเลิกกลางคัน นี่คือปัญหา ดังนั้นทำแบบนี้จะดีกว่า

 

 

พี่ผึ้ง : นักเรียนควรเตรียมตัวก่อนสอบแอดมิชชั่นอย่างไรค่ะ

พี่โจ้ :  ถ้าเด็กจะเตรียมตัวและมีเวลาเหลือน้อยแล้ว ผมแนะนำให้เตรียมจากการท่องศัพท์เยอะๆ เนื่องจากถ้าเราท่องศัพท์ได้และทำข้อสอบส่วนคำศัพท์ได้ และก็จะทำข้อสอบส่วน Reading ได้ แต่ถ้าเป็น Grammar จะต้องใช้เวลาเก็บค่อนข้างเยอะ  เพราะฉะนั้นถ้าตอนนี้น้องอยู่ ม.6 และเหลือเวลาอยู่อีกเดือนกว่าๆ แนะนำให้ท่องศัพท์ครับ ให้เยอะที่สุดเท่าที่จะท่องได้จะเก็บคะแนนได้ง่ายที่สุดครับ

 

 

 

         

 

 

 

พี่ผึ้ง : ขอให้พี่อาร์ตช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

พี่อาร์ต : ชื่อ  อรรถพล ตันติอำไพวงศ์ (พี่อาร์ต) สอนวิชาคณิตศาสตร์

จบการศึกษา  วศ.บ.  KMIT’ L.

 

 

พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือสไตล์การสอนของพี่อาร์ตเป็นอย่างไรค่ะ 

พี่อาร์ต : แนวการสอนภาพรวมจะเป็น Theme เดียวกัน เพราะเป็นสถาบันเดียวกัน เพียงแต่ว่าคณิตศาสตร์จะแตกต่างกันวิชาอื่นตรงที่ว่า มันต้องใช้การฝึกฝนพอสมควร คือถ้าเด็กไม่ชอบก็จะไม่ฝึกเลย และเมื่อไม่ฝึกก็จะทำไม่ได้ คือจะรู้ Concept อย่างเดียวไม่ได้ เช่น น้องอ่านมาแต่ไม่รู้ว่าบทไหน หรือถึงรู้แต่ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนมันก็จบ ทำไม่ได้ก็ต้องข้ามข้อนี้ไป

 

ดังนั้นคณิตศาสตร์จะต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นหลัก  ดังนั้นสไตล์การสอนในห้อง ผมก็จะบอกเด็กก่อนว่า บทนี้มีความสำคัญระดับไหน เราจะต้องให้ความสำคัญระดับไหนกับการอ่านหนังสือ (คอร์สแอดมิชชั่น) เช่น บทสถิติออกแอดมิชชั่นทั้ง A-net และ O-net ออกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นบทนี้น้องต้องดูให้มากที่สุด

 

อย่าง O-net จะออก 30 % แค่บทสถิติบทเดียว โดยข้อสอบ O-net จะมีออก 9 บท ซึ่งถ้าเกิดน้องอ่านไม่ทันทั้ง 9 บท น้องควรจะมุ่งที่บทนี้ หรืออย่างถ้าเป็น “บทเซต” ออกแค่ข้อเดียว 3% ก็ควรให้เวลามันน้อยกว่า  เป็นต้น

 

และผมจะบอกก่อนว่า บทนี้ออกเท่าไร แล้วแต่ล่ะบทน้องจะต้องเรียนอะไรบ้าง แล้วเราก็เจาะลงไป คือเด็กเตรียมเอนท์จะรู้อยู่แล้วว่า เขาจะต้องดูอะไรมา แต่ผมจะบอกเขาว่า บางครั้งโจทย์ 1 ข้อมันไม่จำเป็นต้องคิดด้วยวิธีนี้วิธีเดียว อาจจะมีวิธีอื่นคิดได้เหมือนกัน เช่น โจทย์ข้อนี้ทำได้จาก  3 วิธี  และเราก็มานำเสนอว่าวิธีไหนเป็นวิธีที่เร็วที่สุด และวิธีไหนเป็นวิธีที่คนทั่วไปทำ เพราะข้อสอบแอดมิชชั่นเชื่อว่า ทุกคนต้องเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ปัญหาคือน้องต้องเร็วและทำให้ไวกว่าคนอื่น นี่คือประเด็นสำคัญของคณิตศาสตร์เท่านั้นเองครับ

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ในระบบแอดมิชชั่น มีรูปแบบอย่างไร

พี่อาร์ต : ข้อสอบ O-net ในวิชาคณิตศาสตร์ ไม่ว่าน้องจะอยู่แผนไหนก็ต้องสอบ  ดังนั้นจึงจะออกให้ สั้น , ง่าย , กระชับในการทำ  และเน้น Concept เป็นหลัก แล้วอย่าไปคิดมาก

 

แต่ถ้าเป็นข้อสอบ A-net เขาจะคัดแล้วว่า สำหรับคนที่เข้าคณะ ซึ่งต้องใช้ทักษะความคิดสูง เช่น วิศวะ , แพทย์ , วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ดังนั้นมาตรฐานข้อสอบ A-net  จะสูงกว่า O-net พอสมควร โดยข้อสอบ 1 ข้อ จะนำหลายบทเข้ามาปนกัน เช่น บางข้ออาจจะ 3 บท แต่จะมี 1 บทที่เป็นบทหลัก ส่วนอีก 2 บทจะมาปนเล็กน้อย

 

 A-net จะแบ่งบทออกข้อสอบเท่าๆ กัน แต่ที่ออกมากสุดจะเป็น แคลคูลัสและสถิติจะออกเท่ากันประมาณ 4 - 5 ข้อ และบทอื่นๆ ก็ไล่เรียงกันลงมา โดย A-net จะออกประมาณ 13 – 15 บท คือจะออกเนื้อหามากกว่า O-net  ดังนั้นจำนวนข้อต่อบทจะลดลงครับ

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : จำนวนข้อสอบกับเวลาที่กำหนดให้ มีความเหมาะสมกันหรือไม่

พี่อาร์ต : คือเขาออกไม่ได้กะให้ทำทัน แต่ฃกะให้แข่งกันว่าใครทำได้เยอะที่สุด ก็อย่างที่บอกมันต้องใช้ความเร็วในการทำข้อสอบ จำนวนข้อสอบที่ออกมากับเวลา 2 ชั่วโมงไม่มีทางทำทันแน่ๆ คือคนทำทันก็มี แต่โดยส่วนใหญ่ทั่วประเทศจะทำไม่ทัน เพราะเขาต้องการวัดว่า ใครไวกว่ากัน

 

อย่างข้อสอบ O-net มี 40 ข้อ 2 ชม. จะตกข้อละ 3 นาที นั่นคือเฉลี่ยต่อข้อ แต่บางข้อน้องทำแค่นาทีเดียวต้องเสร็จด้วย แต่บางข้อต้องใช้เวลา 5 นาที คือมันต้องเวลาที่เหลือไปรวมกับข้ออื่น ซึ่งข้อสอบจะมีง่าย 20 % , ปานกลาง 60 % ,  ยาก 20 % ดังนั้นคนที่จะสามารถผ่านเข้าไปในระบบมหาวิทยาลัยได้  คุณต้องเก็บ ง่าย+กลาง ให้ได้ เพราะว่ายาก 20 % นั่นคือเขาจะไปในระดับแพทย์ เป็นต้น

 

 

พี่ผึ้ง : นักเรียนควรเตรียมตัวก่อนสอบแอดมิชชั่นอย่างไรค่ะ

พี่อาร์ต : ควรจะเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ ม. 4 คือเก็บมาเรื่อยๆ อาจทำวันละ 5 – 10 ข้อ ก็ได้ตามใจ แต่เด็กรุ่นหลังๆ จะไม่ค่อยเน้นทำโจทย์  แต่จะเน้นมาเอาสูตรลัด ซึ่งผมก็จะพยายามสอนว่า สูตรลัดที่น้องรู้มันมาจากวิธีการตรงๆ แต่เขาสังเกตและก็มาสรุปเป็นสูตรลัด ซึ่งถ้าน้องเข้าใจวิธีการตรงก่อน ถ้าวันไหนที่จำสูตรลัดไม่ได้ น้องก็กลับมาใช้วิธีเดิมได้ แต่ถ้าจำสูตรลัดได้ก็ใช้ไปเท่านั้นเอง

 

 

พี่ผึ้ง : อยากให้พี่อาร์ตช่วยแนะนำเคล็ดลับการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้ผลดี

พี่อาร์ต : เรียนให้มีความสุข และพยายามสร้างทัศนคติที่ดีกับวิชาคณิตศาสตร์เสียก่อน ซึ่งผมว่าก็ทุกวิชาแหละครับ ถ้าคุณรู้สึกชอบคุณจะใส่ใจ  พอใส่ใจคุณจะเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นวิชาที่คุณต้องค้นคว้าหาความรู้แล้ว คุณจะต้องอ่าน ถ้าทัศนคติของคุณดีคุณก็จะทำได้ทุกวิชา ถ้าใจคุณอยู่กับมัน ช่วงเวลานั้นจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกฝนครับ

 

 

 

         

 

 

 

พี่ผึ้ง : ขอให้พี่โมช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

พี่โม : ชื่อ  เสริมลาภ พรหมหมวก  (พี่โมโมทาโร่)  สอนวิชาฟิสิกส์

จบการศึกษา  วศบ. (เกษตร)  และกำลังเรียน วศบ. (บางมด)

 

 

พี่ผึ้ง : แนวการสอน หรือสไตล์การสอนของพี่โมเป็นอย่างไรค่ะ     

พี่โม : ผมมองว่า ฟิสิกส์คืออะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเรา เพียงแต่คนเรานำมาใช้เป็นสมการเท่านั้นเอง และฟิสิกส์จะต่างกับคณิตศาสตร์อยู่อย่างหนึ่งคือ ปริมาณของเวคเตอร์ พูดง่ายๆคือ ฟิสิกส์จะมีการคำนวณในเรื่องของทิศทางด้วย ซึ่งเราจะต้องเข้าใจธรรมชาติและเข้าใจ Pattern ของมันเท่านั้นเอง โดยส่วนใหญ่ผมจะสอนจากธรรมชาติเข้าสู่สมการ นี่คือสไตล์การสอนของผมครับ

 

 

พี่ผึ้ง : เด็กส่วนใหญ่มักมองว่าวิชาฟิสิกส์ยาก พี่โมคิดว่ามีสาเหตุมาจากอะไรค่ะ

พี่โม : ใช่ครับ เด็กส่วนใหญ่จะบอกว่า ฟิสิกส์ยาก เป็นวิชาที่น่ากลัวมาก เพราะเด็กจะไปติดภาพตรงคณิตศาสตร์น่ากลัว สำหรับผมจะสอนฟิสิกส์ที่พยายามดึงคณิตศาสตร์ออกไป  แล้วก็จะพบว่าฟิสิกส์ตรงนี้มันไม่มีอะไรเลย

 

แต่ความน่ากลัวของมันก็คืออาจจะเอาคณิตศาสตร์เข้ามารวม และเอาวิชาอื่นเข้ามารวมๆ กันจนซับซ้อนขึ้นมา ทำให้เด็กแยกไม่ออกว่า จุดไหนกันแน่ที่มันยาก จริงๆ แล้ว คณิตศาสตร์ที่เอามารวมก็ไม่ยาก ฟิสิกส์ก็ไม่ยาก หลายๆ อย่างที่เข้ามารวมก็ไม่ยาก แต่พอรวมกันแล้วเกิดเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมา

 

อย่างฟิสิกส์แต่ละบทๆ มองให้แยกกัน ปกติผมสอนเด็กจะรู้สึกว่าไม่ยาก แต่เอามารวมกันปุ๊บจะรู้สึกว่ายากทันที เพราะเด็กแยกไม่ออกว่าส่วนนี้เราคิดด้วยบทไหน ส่วนนั้นเราเอาความรู้ตรงไหนคิด ตรงนั้นมากกว่าที่เป็นความยากของวิชาฟิสิกส์

 

 

    

   
 

 

พี่ผึ้ง : สาเหตุใด ที่ทำให้เด็กจำสูตรได้ แต่นำไปใช้ไม่เป็น

พี่โม : เท่าที่ผมสังเกตดู เด็กส่วนใหญ่จะขอสูตรลัด อยากได้แค่สูตรลัด นั่นเป็นปัญหาเพราะเด็กจะเข้าใจแค่สูตรลัด แต่จะไม่เข้าใจว่าเรื่องนี้ใช้อะไรคิด ไม่เข้าใจว่าอันนี้มาได้อย่างไร ฯลฯ คือเด็กส่วนใหญ่จะไม่เรียนเนื้อหา มาขอแค่สูตรลัดเท่านั้น  ดังนั้นก่อนอื่นต้องรู้สึกชอบมันก่อน และรู้สึกว่าฟิสิกส์มันคืออะไรง่ายๆ รอบตัวเรา แล้วก็ฝึกทำโจทย์บ่อยๆ เท่านั้นเองครับ

 

 

พี่ผึ้ง : ข้อสอบวิชาฟิสิกส์ในระบบแอดมิชชั่น มีรูปแบบอย่างไร

พี่โม : เท่าที่ผมดูข้อสอบแอดมิชชั่น ถ้าเป็น A-net ส่วนใหญ่จะเน้นที่เวลามากกว่า เพราะเนื้อหาโดยทั่วไปออกไม่ลึก จะเน้นตรงที่ว่า ใครแม่นหลักการกว่ากัน  ใครสามารถมองปุ๊บสามารถตอบได้เลย

 

โจทย์บางข้อเท่าที่ผมดูจะต้องใช้คำนวณ หรืออาจต้องตั้งสมการมาเพื่อแทนค่าสูตร แต่อย่างบางข้อ เช่น การแปรผันกันก็สามารถตอบได้เลย Ex. กระแสไฟฟ้าเกี่ยวกับความต้านทาน เด็กหลายคนแทนค่ากันตูมๆ ใช้เวลาคิดประมาณ 2 นาที แต่ถ้าเกิดเราเข้าใจ Concept  ว่าถ้ามันต้านมากกระแสก็ต้องน้อย บางทีตัดช้อยด์ก็ตอบได้เลยครับ

 

สรุปคือเขาต้องการให้เด็กรู้จักใช้พื้นฐานความรู้พวกนี้ให้เป็นครับ และข้อสอบในยุคหลังๆ จะเน้นที่ความเข้าใจ มากกว่า การจำสูตรไปแทนค่า แต่การคำนวณก็ยังมีอยู่ครับ

 

 

        

 

 

พี่ผึ้ง : นักเรียนควรเตรียมตัวก่อนสอบแอดมิชชั่นอย่างไรค่ะ

พี่โม : ควรเตรียมตัวตั้งแต่ม.4 ให้ทำโจทย์เยอะๆ ผมพูดกับเด็กนักเรียนเสมอว่า การเรียนมันเหมือนการเล่นเกม มันคือการเก็บLevel   ถ้าเราทำโจทย์เยอะ Level เราก็อัพ  และเมื่อเราจบม.6 Level เราต้อง 99  ถ้าไม่ Level 99 ก็สู้ไม่ได้แน่นอน  

 

ช่วงนี้ควรจะทำข้อสอบย้อนหลัง ถ้ายิ่งเยอะก็ยิ่งดี แต่ถ้าสไตล์โจทย์ก็คงประมาณปี 2545 ไล่ขึ้นมา คือโจทย์ค่อนข้างเป็นสไตล์เดียวกัน เน้นความคิด เน้นไอเดีย แต่ถ้าเป็นหลังจากปี 2547 คือเริ่มเปลี่ยนระบบเป็น A-net , O-net เขาจะไม่ค่อยเล่นสมการเยอะ เขาจะเน้นที่ความเข้าใจมากกว่า

 

แต่เด็กส่วนใหญ่ที่ไปเน้นสมการเยอะก็จะเสียเวลาทำ ถามว่าคิดได้ไหม คิดได้แต่จะทำไม่ทัน  ส่วนข้อสอบแอดมิชชั่นถือว่าง่ายลงกว่าสมัยเอนทรานซ์  เพราะเขาต้องการบีบว่าใครแม่นกว่ากัน แม่นปุ๊บกาๆ  เขาจะเน้นที่เวลาครับ

 

 

        
 

 

 

พี่ผึ้ง : สถาบันกวดวิชา The Tutor มีโครงการตอบแทนสังคมในรูปแบบใดค่ะ

The Tutor : มีเยอะแยะเลยครับ  เริ่มจากที่ง่ายๆ ก่อน เช่น เราก็จะรับกิจกรรมคืนกำไรให้กับน้องเสมอ เป็นพวกเกมส์และมีคำถามชิงรางวัลในเว็บไซต์  และมีจัดกิจกรรมโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายเลย ให้เด็กมาร่วมแล้วก็แจกของคืน และรวมไปถึงคนที่เดินผ่านไปผ่านมา และมีส่งอาจารย์ไปสอนตามโรงเรียนต่างๆ ที่เชิญมาตามความเหมาะสม เป็นต้น

 

 

 

 

พี่ผึ้ง : สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรถึงชาวเด็กดีดอทคอม ที่กำลังศึกษาอยู่ค่ะ  

พี่หาญ :  ตอนนี้ ผมจะสอนเด็กว่า ให้พยายามอ่านหนังสือ โดยไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหนังสือวิชาการ  เพราะตอนนี้อย่างหนึ่งก็คือ เด็กรักการอ่านน้อยลง  อยากให้เด็กอ่านมากขึ้น เพราะการอ่านจะช่วยให้เราคิดอะไรได้มากขึ้น  และช่วยสร้างจินตนาการอย่างเช่น แฮรี่ พอตเตอร์  ซึ่งอ่านแล้วก็จะได้ใช้สมองในการคิดด้วยครับ

 

 

พี่โจ้ : ผมเน้นนิดหนึ่งในเรื่องการแบ่งเวลา เพราะเด็กสมัยนี้จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ควรทำไม่ถูก อย่างให้การบ้านไปจะมีเด็กส่วนหนึ่งทำเสร็จเรียบร้อย กับเด็กอีกส่วนไม่ทำมา เพราะไม่มีเวลา , การบ้านที่โรงเรียนเยอะ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่  มันขึ้นอยู่กับว่าถ้าเขาเห็นความสำคัญในสิ่งที่เขาทำ  เขาจะแบ่งเวลาให้มันได้  เด็กหลายคนบอกว่าไม่มีเวลา แต่กลับบ้านไปเล่น MSN ได้ เป็นต้น

 

ผมไม่ได้ซีเรียสว่า น้องจะต้องเรียนหนังสือตลอด 24 ชม. หรือตลอดเวลาที่น้องว่าง แต่ว่าต้องแบ่งเวลาให้มันบ้าง ไม่ต้องเยอะหรอกครับ แค่วันละประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 20 นาทีก็ได้ต่อวัน  แต่ต้องทำทุกวันนะครับ สรุปคือต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น ถึงจะเป็นคนที่เหนือกว่าคนอื่นหน่อย  24 ชม.เท่ากันแต่เราทำอะไรได้มากกว่าเขา  เราก็จะได้เปรียบ ผมขอเน้น “เรื่องการแบ่งเวลา” ที่สำคัญสุดเลยในตอนนี้

 

 

        

 

 

พี่โม : ขอพูดเป็นการ์ตูนล่ะกัน ผมชอบบอกเด็กทุกครั้งว่า น้องรู้ไหมทำไมโมกุลเก่งกว่าผู้เฒ่าเต่า เหตุผลที่โมกุลเก่งกว่าผู้เฒ่าเต่า ไม่ใช่เพราะโมกุลเป็นชาวไซย่า แต่เพราะโมกุลฝึกวิชาด้วยตัวเอง ผู้เฒ่าเต่าแต่สอนว่าโมกุลจะปล่อยพลังคลื่นเฒ่าต้องทำท่าแบบนี้ แล้วพลังคลื่นเฒ่าถึงจะออกมา แต่โมกุลฝึกไปเรื่อยๆ จนโมกุลเก่งกว่าท่านผู้เฒ่าเต่า

 

ดังนั้นถ้าน้องอยากจะเก่ง ทางเดียวก็คือน้องต้องฝึก ไม่งั้นน้องก็จะไม่เก่ง และถ้าโมกุลไม่เก่งโลกนี้ก็อาจจะพินาศ ดังนั้นน้องต้องเก่งกว่าผู้เฒ่าเต่าเท่านั้นล่ะครับที่ฝาก คือน้องต้องแปลงเป็นซุปเปอร์ไซย่าให้ได้

 

 

 

 

 

 

        

 

เมาท์น่ารักกับ The Tutor

  สโลแกนสถาบัน   

พื้นฐานที่ดีเริ่มต้นที่นี่

 

สถาบันกวดวิชาที่น้องนิยมบอกต่อๆ กัน

 

  ปรัชญาการสอน

สอนสนุก ... เป็นกันเอง ... เนื้อหาครบ

  เรื่องขำๆ ในสถาบัน

  

 

เมื่อเช้าพี่อุ๋ยไม่รูดซิบ (สดๆ เลย)

 

 

 

  มุมสวยของสถาบัน

 

  

หน้า Counter รับสมัคร

 

  สีประจำสถาบัน

  

 

สีแดง

 

 

  คติประจำใจของสถาบัน

 

ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย

 

 

  วิชาฮอตฮิตประจำสถาบัน   

 

ทุกวิชา

 

 

  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสถาบัน

  

เสด็จพ่อ ร.5

 

 

  ชุด Uniform ของสถาบัน  

 

ชุดอาจารย์ของแท้ต้องมีรอยหยดหมึก

 

 

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

127 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
am08dent24.PSU 6 ก.พ. 51 14:19 น. 4
พี่เป็นศิษย์เก่า เรียนกับ เดอะ ติวเตอร์ ทั้งอังกฤษ ฟิสิกส์ คณิต อาจารย์สอนดีมากๆ พี่เรียนที่สาขา ปิ่นเกล้านะเพราะใกล้บ้าน ชอบการสอนสด สอนสนุก ตลกและมีเทคนิคที่ไม่เหมือนใครเลย อาจารย์ดีมากมาย สอดแทรกคติธรรม เหมือนเป็นครูที่ห่วงใยลูกศิษย์ เหมือนพี่ที่หวังดีกับน้องและช่วยเหลือเมื่อไม่สบายใจไม่แพงด้วย แนะนำ คิดถึงอาจารย์ต๊อบ พี่โอปอล พี่โอไต่ พี่...มากมาย ขอบพระคุณจริงๆนะคะที่ทำให้หนูเอ็นท์ติด ไม่ได้โฆษณา แค่รู้สึกรักที่นี่จิงๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
@deksuan@ Member 6 ก.พ. 51 17:40 น. 6
พี่อาร์ตกะพี่อุ๋ยตลกดีอะสอนสนุกเข้าใจด้วยละ พี่อาร์ตดูใกล้ๆเหมือน กฤตอะ แฟนมาซ่าอะคะ เหมือนมากๆจิงๆนะลองไปดูตัวจิงซิ พี่เค้าเสียงแหลมๆ แหลมมากๆ ไม่ต้องใช้ไมอะคะ แนะนำว่าลองไปเรียนดูคะ สนุก แถมยังเข้าใจบทเรียนด้วย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
นางมารร้าย 6 ก.พ. 51 20:25 น. 10
เดอะตุ๊ดเตอร์ เอ๊ย เดอะติวเตอร์ เป็นสถาบันกวดวิชาที่ดีจริงๆ เรียนเลขที่สาขาปิ่นเกล้าตั้งแต่ม.4 เป็นคนที่ไม่ชอบเลขนะ แต่พอไปเรียนแล้วรู้สึกดีก่ามันมากขึ้นจริงๆอ่ะ โดยเฉพาะตรีโกณ เอกลักษณ์ของติวเตอร์คือสอนสด สามารถถามได้ แล้วพี่ๆเขาจะรู้สีหน้าเราถ้าเราเริ่มไม่ไหวพี่เขาก็จะพักให้ เรียนกับพี่โอไต่ พี่โอไต่ชอบพูดว่า"ใช้สิทธิ์เรียนสดให้คุ้ม" และ"ฉลาดในการเรียน" แต่พี่คะ เรียนให้ฉลาดหนูเรียนไม่เป็นอ่ะ555 แต่พวกพี่สอนทิคมากมายให้หนูอ่ะ เข้าใจขึ้นเยอะจริงๆนะ พวกพี่ๆสอนดีจริงๆแถมฮาด้วย จะชอบนินทาพี่คนอื่นๆให้ฟัง แล้วพวกนักเรียนก็จะแซว แบบว่าสะใจ แล้วพอเรียนเลขม.5 ถ้าได้เรียนความน่าจะเป็นต้องเรียนกับอาจารย์จิง เพราะว่าปรมาจารย์อยู่นี่ พี่จิงเทพสุดๆ แต่แล้วไปเอนท์ก็ไม่ได้ใช้เลข-*- ถึงอย่างไรก็ตามหนูก็เอนท์ติดเพราะเกรดเฉลี่ยรวม เพราะพวกพี่ๆก็มีส่วนด้วย ขอบคุณมากนะคะ ปล. เป็นสถาบันกวดวิชาที่อยากแนะนำจริงๆนะ^^
0
กำลังโหลด
ไรซังบ้าบอ 6 ก.พ. 51 21:11 น. 11
ยูนิฟอร์มของสถาบัน ของแท้ต้องมีรอยหมึกอ่ะใช่เลย เวลาพี่ๆเค้าเปิดปากกาหรือเขียนๆอยู่น้ำหมึกงี้พุ่งเลย ไม่พุ่งก้อตายไม่ติดเลยซักแท่ง แต่พี่ๆเค้าสอนดีจริงๆ ไรซังเรียนที่สาขาท่าพระ สอนสนุกจริงๆอยากให้เพื่อนๆ ชาวเด็กดีมาเรียนกันเยอะๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Rain [B.P.S] 7 ก.พ. 51 11:32 น. 16
เรียนอิงค์กะพี่เปี๊ยก เย้ย! พี่พีกค่ะๆ และก็จารย์ต๊อบ พี่พีกสวยงามมากมาย 555 รักพี่พีกค่ะๆ ^^ สอนแบบสุดยอดค่ะ เพื่อนนู๋มันเรียกจารย์ต๊อบว่า'ตุ๊ดเทพ'อ่ะ 55555 (กันเองนะค่ะๆ ^^'') คิดถึงพี่พีกมากมาย จารย์ต็อบด้วย ไว้มา บ.ป.ส.อีกนะค่ะ ค่าเรียนไว้คุยหลังไมค์ ฮ่าๆๆๆ ^o^
0
กำลังโหลด
ž • a m i `z • • Member 7 ก.พ. 51 13:20 น. 17
เรียนติวเตอร์ตั้งแต่ ป.6 แล้วว แต่มาเรียนอีกครั้งคอส เอนท์ เรียนสาขา สยาม ~ ในความคิดนะ เรียน เลข กะ พี่จิง พี่ตุ้ย พี่สิริ ระดับเทพ เจงๆอ่า อ.แต่ละคน ก้อ มีสไตล์การสอนคนละแบบ และก้อเรียนอังกฤษ กะ พี่ต๊อบ พี่โอปอ พี่ พีค (พี่พีคหล่อมากก แต่เปนเกย์)
0
กำลังโหลด
เด็กติว 7 ก.พ. 51 14:38 น. 18
เราก็เรียนที่ติวเหมือนกันเมื่อวานเพิ่งไปสมัครเพิ่มมาเราเรียนที่ฟิวเพราะใกล้บ้านเราชอบเรียนกับพี่อาร์ต พี่ชาย อ.กิจ อ.โป๊ป พี่บอย พี่โต้ง พี่โก้ พี่ทั้งหมดเนี๊ยสอนสนุกทุกคนเลยเราชอบเราที่ติวเตอร์มากเลย
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด