ปิดตำนาน...โทรเลข จุดเริ่มต้นสื่อสารไทย

   "กลับบ้านด่วน" " ส่งเงินให้ด้วย " เป็นข้อวามสั้นๆแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึก อารมณ์ต่างๆที่ข้อความเหล่านี้แสดงได้อย่างชัดเจน แม้จะเป็นแค่ข้อความสั้นๆก็ตาม...คนไทยคงจะคุ้นเคยกับข้อความเหล่านี้ โดยเฉพาะ ยุคสมัยพ่อแม่ของพวกเรา แล้วน้องๆรู้หรือเปล่าว่าข้อความที่พี่ปอยกตัวอย่างนี้ สื่อถึงอะไร มันคือข้อความเร่งด่วนที่ส่งผ่านบริการโทรเลข พี่ปอว่าน้องๆต้องรู้จักและเคยได้ยินเรื่องราวของโทรเลขมาบ้าง แต่อาจจะไม่เคยใช้ พี่ปอก็คนหนึ่งที่เคยได้ฟังเรื่องราวของโทรเลขมาพอสมควรจากพ่อแม่ แต่ก็ไม่เคยใช้งานจริงๆ ซึ่งเราคงจะไม่มีโอกาสได้ใช้โทรเลขอีกแล้ว เพราะ ทาง กสท จะยกเลิกการให้บริการโทรเลข ตั้งแต่วันที่ 1 .. นี้เป็นต้นไป

 

  สำหรับในประเทศไทยนั้น โทรเลขกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.. 2418 เมื่อรัฐบาลไทยมอบให้กรมกลาโหมสร้างทางสายโทรเลขสายแรกจากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำ ต่อมา พ..2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมโทรเลขขึ้นรับช่วงงานโทรเลขต่อจากกรมกลาโหมจนบริการโทรเลขเจริญก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ และในวันที่ 26 .. 2426 ได้มีประกาศให้สาธารณชนทั่วไปสามารถใช้โทรเลขได้

  หลังจากนั้น กิจการโทรเลขในประเทศไทยพัฒนาขึ้นเป็นลำดับและมีการเชื่อมต่อสายโทรเลขเข้ากับต่างประเทศ ก่อนเริ่มเข้าสู่ยุควิทยุโทรเลขครั้งแรกในสมัยสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต โดยได้มีเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลขแบบมาร์โคนี ใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.. 2450 แต่สมัยนั้น ยังไม่มีคำภาษาไทยที่ใช้แปลคำว่า RADIO หรือ ราดิโอ ต่อมาภายหลังพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงบัญญัติให้ใช้คำว่า วิทยุแทนคำว่า ราดิโอ

 

 

  จากยุคดังกล่าว กิจการด้านวิทยุโทรเลขรู้จักแพร่หลายมากขึ้นและรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ หรือ พ... วิทยุโทรเลข พ.. 2457 โดยกำหนดให้กรมไปรษณีย์โทรเลขมีอำนาจหน้าที่ตั้งเครื่องและใช้วิทยุโทรเลข วิทยุโทรศัพท์ในประเทศไทย รวมทั้งอนุญาตให้ข้าราชการทหารเรือทำความตกลงกับกรมไปรษณีย์โทรเลขให้ประชาชนใช้วิทยุโทรเลขได้ จนในปี พ.. 2471 กองช่างวิทยุ กรมไปรษณีย์ฯ ก็ได้เปิดการสื่อสารทางวิทยุโทรเลขโดยตรงกับทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก

  ทั้งนี้ เมื่อครั้งเปิดการสื่อสารทางวิทยุโทรเลขกับต่างประเทศครั้งแรกโดยไม่ต้องผ่านประเทศอื่นๆ ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงกระทำพิธีเปิด ก่อนที่ต่อมาภายหลังสิ้น สุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.. 2490-2496 กรมไปรษณีย์ฯ เปิดการติดต่อทางวิทยุโทรเลขกับต่างประเทศเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่ง ได้แก่ เวียดนาม ไต้หวัน อินเดีย ญี่ปุ่นและเดนมาร์ก

 

  ถัดมาในปี พ.. 2496 นายสมาน บุณยรัตพันธุ์ นายช่างโทรเลขของไทยได้คิดค้นเครื่องโทรพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จ โดยคิดระบบกลไก หรือ SPACING CONTROL MECHANISM ต่อมาได้ประดิษฐ์เพิ่มเติมให้เครื่องโทรพิมพ์ทำงานได้ทั้งสองภาษาในเครื่องเดียวกัน คือ มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่อว่า เครื่องโทรพิมพ์ไทยแบบ S.P. โดยกรมไปรษณีย์ฯ ได้รับรองเครื่องพิมพ์ไทยแบบ S.P. ในปี พ.. 2498

  ต่อมาวันที่ 1 .. 2500 กรมไปรษณีย์ฯ เริ่มสั่งสร้างเครื่องโทรพิมพ์ไทยจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาใช้งานรับส่งโทรเลขเป็นรุ่นแรกระหว่างกรุงเทพฯ -นครสวรรค์ กรุงเทพฯ-อุตรดิตถ์-เชียงใหม่ ที่ต่อมาได้ขยายการับส่งโทรเลขโดยใช้เครื่องโทรพิมพ์ออกไปทั่วประเทศ และจนกระทั่งในปี พ.. 2503 กรมไปรษณีย์ฯ จึงได้ปรับปรุงบริการโทรเลขให้ทันสมัยโดยจัดซื้ออุปกรณ์ใหม่ เช่น ดังนี้ เครื่องส่งวิทยุความถี่สูง เครื่องรับวิทยุความถี่สูงและเครื่องโทรพิมพ์ที่ใช้ในงานโทรเลขแบบต่างๆ

  

 

  งานนี้ อุปกรณ์โทรเลขต่างๆ ได้ดำเนินการติดตั้งขึ้นในปี พ.. 2504 และเปิดใช้งานรับส่งโทรเลขติดต่อกับต่างประเทศด้วยวงจร HF 1 ARQ เป็นต้นมา โดยเริ่มทำการติดต่อกับประเทศญี่ปุ่นเป็นวงจรแรกและได้เปิดเพิ่มขึ้นในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกิจการวิทยุโทรเลขภายในประเทศกรมไปรษณีย์ฯ ได้ดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมขึ้นในจังหวัดและอำเภอต่างๆ ที่ไม่สามารถขึงสายโทรเลขไปถึงได้นับตั้งแต่ปี พ.. 2496 จำนวนทั้งสิ้น 50 สถานี

  กล่าวถึงการให้บริการโทรเลขในยุคเริ่มแรกนั้น กรมไปรษณีย์ฯ จะเป็นการจัดให้บริการรับ-ส่งข้อความ โดยให้สาธารณชนนำข้อความมาฝากส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์ฯ และชำระค่าใช้บริการเป็นจำนวนคำตามอัตราที่ทางราชการกำหนด โดยที่ทำการจะรับฝากและจัดส่งโทรเลขด้วยเครื่องโทรเลขแบบใดแบบหนึ่ง หรือ เครื่องโทรพิมพ์ ไปยังเครื่องรับของที่ทำการที่อยู่ในท้องที่ที่ผู้รับอาศัยอยู่ หลังจากนั้น เมื่อที่ทำการปลายทางได้รับโทรเลขแล้วจะให้เจ้าหน้าที่นำโทรเลขไปจ่ายให้ผู้รับ

 

  และแล้วในปี พ..2520 กรมไปรษณีย์ฯ ก็ได้โอนส่วนปฏิบัติการให้บริการโทรคมนาคมของประเทศ ที่รวมถึงบริการโทรเลข ให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น กสท ในปัจจุบัน หลังจากนั้น เป็นผลให้การให้บริการโทรเลขขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วด้วยการนำระบบสื่อสารทางดาวเทียม ระบบเคเบิลใต้น้ำและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ทันสมัยมาใช้งานเพิ่มเติมจนถึงทุกวันนี้ เป็นผลให้การรับส่งโทรเลขรวดเร็วยิ่งขึ้น

  แต่ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ตั้งแต่วันที่ 1 .. 2551 เป็นต้นไป บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท ได้กำหนดจะยกเลิกบริการโทรเลขหลังจากได้ทำหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. และได้รับคำตอบกลับมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 มิ.. 2550 โดยขณะนี้ กสท อยู่ระหว่างดำเนินการตามกระบวนการยกเลิกบริการต่างๆ เช่น แจ้งให้ประชาชนรับทราบ เป็นต้น

  ทีนี้เรามาดูความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ที่มีต่อการยกเลิกใช้โทรเลขของ กสท.

  สุรีย์ คงภิญโญพาณิชย์ นักศึกษาปริญญาโท คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มีมุมมองในเรื่องนี้ว่า "เดี๋ยวนี้ เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น จนทำให้บทบาทและความสำคัญของโทรเลขต่อชีวิตประจำวันน้อยลงไปโดยปริยายค่ะ ดังนั้น หากจะปิดการให้บริการในส่วนนี้ลง ก็รู้สึกว่าไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตเท่าไร แต่ในส่วนของคนที่อยู่ต่างจังหวัด ในพื้นที่ห่างไกล โทรเลขอาจยังมีความจำเป็นก็ได้น่ะค่ะ"

 



  ส่วน แพท - นิพนธ์ วิรยศิริ นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาวารสารอิเล็กทรอนิสก์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการปิดให้บริการโทรเลข

  "สมมติว่า วันหนึ่งถ้าระบบคอมพิวเตอร์เกิดใช้การไม่ได้ เราอาจต้องย้อนกลับไปใช้โทรเลขอีกก็ได้ ตอนนี้เราไม่ค่อยได้ใช้ ก็อาจไม่เห็นความสำคัญ แต่ถ้ามองอีกด้านถึงงบประมาณที่จะต้องสูญเสียไปในแต่ละปี ก็อาจเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องตัดรายจ่ายในส่วนนี้ทิ้ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
"

  สำหรับพี่ปอ ถ้ามองในแง่ของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในสมัยนี้ โทรเลขอาจจะล้าหลัง และเราอาจจะไม่ได้ใช้มัน เพราะมีสิ่งต่างๆที่สะดวก รวดเร็วกว่า ทาง กสท อาจจะ แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของโทรเลขไม่ไหว หรือด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่พี่ปอก็คิดว่า ตามต่างจังหวัดก็ยังคงมีความต้องการใช้อยู่ ถ้ามองดูดีๆแล้ว ในบางพื้นที่เทคโนโลยีใหม่ๆก็ยังเข้าไปไม่ถึง อีกอย่างหนึ่ง แม้จะเลิกใช้แล้ว ก็ควรจะมีการบำรุงรักษาเครื่องส่งโทรเลขเอาไว้ เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เพราะถือเป็นสิ่งที่เริ่มยุคเทคโนโลยีสมัยใหม่ของไทยเลยทีเดียว

  แล้วน้องๆมีความเห็นอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ ?

  

   พี่ปอขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐและผู้จัดการออนไลน์


Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

4 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด