|
ลองจิตนาการดูว่าหากวันหนึ่งเราต้องเสียแขนและขาไป เราจะอยู่ได้อย่างไร? แต่คุณลักษณะเช่นนี้ กลับเอื้ออำนวยต่อ การดำรงอยู่ของสัตว์จำพวกหนึ่ง ใช่! หลายๆคนคงคิดถึงมัน พยัญชนะตัวที่ 7 ของไทย หนึ่งในเทพอันศักสิทธิ์ของอินเดีย สัตว์ที่พลิกชะตาชีวิต อดัม กับ อีฟ “งู” วันนี้พี่ปอจึงพาน้องๆมารู้จักเจ้างูน้อยให้มากกว่าที่เคยรู้กัน โดยพี่ปอไปศึกษาหาคำตอบมาให้น้องๆแล้ว จากผู้ที่รู้จริงในเรื่องของงูน้อย เขาเป็นนักเขียน ออนไลน์ แต่ชีวิตจริงเรียนทางด้านสัตววิทยา นามว่า หอยทาก (Hoit@k) งู เป็นสัตว์ที่พบทั่วภูมิภาคของโลก ตั้งแต่ดินแดนที่หนาวที่สุด “ขั้วโลก” กระทั่งถิ่นที่ร้อนที่สุด “ทะเลทราย” เราก็พบพวกมัน ไม่แปลกเลยหากเราจะยกให้งูเป็นสัตว์อีกจำพวกที่มี ศักยภาพ ด้านการปรับตัว และการวิวัฒนาการ ในประเทศไทยเรานั้นพบงูไม่ต่ำกว่า 180 ชนิด เพราะมีสภาพความหลากหลายทางภูมิประเทศและอากาศ ส่งผลต่อความหลากหลายทางสายพันธุ์ของเจ้าตัวไร้ขาพวกนี้ด้วย(โดยเฉพาะทางภาคใต้ของบ้านเรา)
งูเป็นสัตว์เลื้อยคลามประเภทหนึ่ง ไม่มีระยางค์ข้างลำตัว แต่ก็ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่มีลักษณะเช่นนี้ ผู้ที่ไม่รู้หากมองผาดๆ อาจผิดพลาดก็เป็นได้ ดังนั้นในตอนแรกนี้ผู้เขียนจะทุกท่านไปรู้จักกับ “เพื่อน” ของเรา หลักทางสรีรวิทยา(Physiology) โดยทั่วไปของงู
มีรูปร่างเรียวยาว อย่างที่รู้ๆกันครับ งู ไม่มีระยางค์ข้างลำตัว โดยมากมักมีส่วนหัว ส่วนคอ(ยังอุตส่าห์มีแฮะ..) ลำตัว และมีปลายหางที่เรียวแหลม แต่ยกเว้น งูสามเหลี่ยมที่ปลายหางของเค้าจะกุดๆไปไม่เรียวแหลม การที่แม่ธรรมชาติสร้างให้งูมีลักษณะเช่นนี้ ก็เพื่อที่จะให้งูเป็นนักล่า(Carnivore) แบบ "เข้าถึง" เช่น ตาม ซอก หลืบ ต่างๆ หรือ ไปเคาะประตูบ้านเหยื่อกันเลย อย่างในรูหนู หรือ ในรังนก จะมีนักล่าชนิดใดอีกที่เข้าถึงเช่นนี้
เขียดงู Ichthyophis sp.
งู ทุกชนิดจะต้องมีเกล็ดครับ ลักษณะพื้นฐานที่บอกถึงความเป็น "เลื้อยคลาน"(Reptilia) ที่ใช้เกล็ดเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำในร่างกาย (จะบอกว่าป้องกันตัวเลยทีเดียวไม่ได้ เพราะ ผู้เขียนเคยดูสารคดีของคุณ สตีฟ เออร์วิน พี่แกเล่นแกะเห็บออกมาจากเกล็ดงูโชว์กันเลยทีเดียว) ดังนั้น เขียดงู (Family Gymnophiona) แม้จะมีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมการเคลื่อนที่คล้ายงู แต่เค้าไม่มีเกล็ด จึงไม่จัดให้อยู่ในเลื้อยคลาน แต่อยู่ในสะเทินน้ำสะเทินบก(Amphibia) (เจ้านี่แหละครับ หากใครผ่านการเรียนวิชาชีววิทยา แล้วหนังสือเรียนเก่าหน่อยเค้าจะเรียกว่า "งูดิน" ซึ่งในปัจจุบันเรียกว่า "เขียดงู" เพราะเค้มีลักษณะอีกหลายประการอยู่ใน Amphibia ซึ่งหากมีโอกาสผู้เขียนจะพาทุกท่านไปรู้จักกันครับ
รูป งูดิน Typhlopidae ส่วนงูดิน(Typhlopidae) ก็เป็นงูที่ "มีอยู่" จริงๆครับตัวไม่ใหญ่สักเท่าไหร่ อาศัยอยู่ในดินครับ ตาบอดสนิท(ฝรั่งเลยให้ชื่อว่า Blind snake)ในประเทศไทยพบอยู่ประมาณ 9 ชนิด และไม่มีพิษครับ) กลับมาที่เรื่องของเกล็ดกันต่อครับ เคยสังเกตกันไหมครับว่า เกล็ดหลังของงู ไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันหมดทุกชนิด บ้างมีลักษณะเรียบ(Unkeeled) บ้างมีสัน(Keeled) และเกล็ดสันขาด (Broken keeled) สิ่งเหล่านี้ใช้จำแนกกลุ่มของงูได้ครับ นอกจากนี้ขนาดของเกล็ดก็ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งด้วย เช่น เกล็ดกระหม่อมของงูจำพวกงูเห่า(Naja) จะมีขนาดใหญ่มาก เป็นต้น
รูป แสดง เกล็ดกระหม่อม เกร็ดเรียบ เกร็ดสัน และเกร็ดสันขาด ตามลำดับ งูมีลิ้นสองแฉก ใช้สำหรับ "ดมกลิ่น" ไม่ใช่การสัมผัสรสชาติ โดยงูจะแลบลิ้นออกมาสัมผัสกับอากาศ โมเลกุลของกลิ่นต่างๆที่ลอยอยู่ในอากาศจะมาสัมผัสกับลิ้นชื้นๆของงู จากนั้นงูจะดึงลิ้นกลับไปสัมผัสกับช่องอวัยวะรับกลิ่นบริเวณเพดานปากของงู ก่อนจะส่งไปประมวลผลต่อที่สมอง ดังนั้นงูจึงต้องแลบลิ้นอยู่ตลอดเวลาไงครับ แล้วที่ต้องมีสองแฉกก็เพราะจะได้มีพื้นที่เพิ่มในการรับกลิ่นครับตามหลักการอัตราส่วนของพื้นที่กับปริมาตรแปรผกผันกันครับ
งูไม่มีหู ไม่ใช่ใบหู แต่ช่องเปิดของหูก็ไม่มี ดังนั้นงูจึงหูหนวกอย่างแท้จริง (ถ้าคุณเจองู ต่อให้คุณตะโกนโวกเวกไล่มันอย่างไร พวกเค้าก็ไม่ไปหรอกครับ จึงไม่น่าแปลกใจที่มนุษย์จะถูกงูกัดเอาบ่อยๆ ก็พี่ท่านเล่นหูหนวกอย่างนี้ถ้าพี่ท่านขี้เซาสักหน่อย กว่าแกจะรู้สึกตัว เราก็ใกล้ล้ำเส้น หรือ ไม่ก็เหยียบแกไปแล้ว และก็ถูกฉกหรือกัดกลับมา เป็นแรงปฏิกิริยาตามกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน) แต่แม้ธรรมชาติก็ไม่โหดร้ายครับ ให้ประสาทรับความรู้สึกบริเวณเกล็ดท้องอย่างถี่ยิบชนิดที่ว่ากันว่าใบไม้แห้งหล่นเค้าก็รู้สึกครับ (แต่ใครไปเจองูขี้เซาหรืองูใจลอยเพราะอกหักรักคุดก็ซวยไปครับ) ตามมาดูสาเหตุที่งูสามารถกินสัตว์ที่ตัวโตกว่ามันได้
จากรูป ขากรรไกรล่างที่แยกได้ทำให้งูสามารถกลืนเหยื่อทั้งตัวได้
ขากรรไกรที่แยกได้ มนุษย์เรามีขากรรไกรอยู่สองส่วนครับ คือ ส่วนบนกับส่วนล่าง ทำให้เราขยับปากขึ้นและลงได้ แต่! งูสัตว์พิเศษของเรามีถึง 3 ส่วนครับประกอบด้วยส่วนบนหนึ่งส่วนและส่วนล่าง 2 ส่วน(ส่วนล่างแยกซ้ายขวา) ทำให้ปากของมันขยายออกทางด้านกว้างได้ครับ งูจึงกินเหยือที่มีขนาดใหญ่กว่าปากของเค้าได้ ผู้เขียนเคยดูสารคดีอยู่ชุดหนึ่ง ว่ากันด้วยเรื่องของงูพวก พี่หลาม พี่เหลือม(Python)ครับ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า งูพวกนี้มีขากรรไกรที่ยากได้ถึง 4 ส่วน เพิ่มส่วนบนเป็น 2 ที่แยกออกจากกันได้ ดังนั้นไม่แปลกเลยที่จะมีข่าวว่า งู เหลือม เขมือบ เก้ง กวาง เล็กๆ หรือ เด็กสัก 3 ขวบได้ นอกจากขากรรไกรที่สามารถอ้าได้กว้างแล้ว งูยังมีอาวุธพิเศษ คือ เขี้ยวพิษ รวมถึงฟันทุกซี่ที่แหลมคม และโค้งงอเข้าไปในปาก เพราะงูใช้วิธีกลืนอาหารจึงไม่จำเป็นต้องมีกรามสำหรับบดเคี้ยว ส่วนที่ต้องมีลักษณะโคงงอเข้าไปในปากก็เพื่อจะล็อคเหยื่อของมันไม่ให้ดิ้นหลุด(จินตนาการ หากว่าเราถูกเข็มรุมท่มแบบฟันฉลาม หรือ จระเข้ กับการโดนตะขอรุมเกี่ยวแบบฟันงู แบบใดจะเจ็บปวด และแก้พันธนาการได้ยากกว่ากัน...บรื๋อ) ประโยชน์อีกข้อของฟันที่ลู่เข้าคือคือ งูก็จะสามารถกลืนเหยื่อได้อย่างสบายๆไม่มีฟันเป็นอุปสรรคครับ ธรรมชาตินี่เยี่ยมจริงๆ ขอจบเรื่องของเจ้า งูน้อย ต้นแบบชีวิตที่ไร้ขา ตอนที่ 1 ไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะครับน้องๆ อย่าลืมติดตามตอนต่อไปหล่ะ พี่ปอขอขอบคุณ -คำตอบและความรู้ดีๆเรื่องของงูจาก คุณ หอยทาก Hoit@k ซึ่งคุณหอยทาก เขาฝากมาว่า ใครที่สนใจเรื่องงู ติดต่อได้ที่ ทางพี่ปอโดยตรง หรือ hoitak@windowslive.com -ลายงูไทย -สารคดีที่เคยดู |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?











16 ความคิดเห็น
เพิ่งได้ ความรู้ใหม่ขอบคุณคะ
THX
ขอบคุณนะ ^O^V
รัก "งู" ครับ
bine snake ---> ตกตัว L ค่ะ
ต้องเป็น bline snake ถึงจะเป็นงูตาบอดนะคะ ^^
อ่าว พลาด!!
ความจริงแล้ว ต้องสะกดว่า blind snake ต่างหาก
พลาดๆ -*-
ชอบงูจังเลย สวยดีอะเวลาเกล็ดมันโดนแสง
แล้วตามสวนงูที่เขามีให้จับงูอะชอบมากๆเรย