เรียนยังไงให้ได้ A เก๋กู๊ด

ฮัลโหล...น้องๆที่น่ารักทุกคน เปิดเทอมกันแล้ว เรียนเป็นยังไงบ้างคะ? สนุกสนานหรือเหนื่อยกันหรือเปล่า? ยังไงก็สู้ๆนะคะ เพื่ออนาคตของเรา Q(^_^)Q เคล็ดลับการเรียนมีเท่าไหร่งัดมาใช้ให้หมดเลยนะจ๊ะ และวันนี้พี่ปาล์มก็มีอีกหนึ่งเคล็ดลับที่น่าสนใจมาฝากน้องๆหนูๆจ้า ต้องบอกก่อนว่าเป็นเคล็ดลับที่เก็บมาฝากกันจากบล็อกของคุณEuclidianนะคะ แบ่งออกเป็น 9 ข้อ ไปอ่านกันเลยค่ะ

1. คุมเวลาตื่นนอนให้ได้ทุกวันก่อนครับ
เช่น ตื่น 6 โมงเช้านอน 4 ทุ่ม ซัก 1 เดือนติดต่อกัน ให้ได้ก่อนค่อยมาว่าจะอ่านหนังสือครับ
เพราะจะเป็นการจัดระบบมันสมองได้อย่างดีเยี่ยม และจะรู้สึกว่าสมองมีพลังในการรับรู้ครับ


2. หลักการอ่านหนังสือใด ๆ ไม่จำเป็นต้องอ่านทีละนาน ๆ ครับ

เช่น ตั้งไว้ว่า วันนึง เราจะ อ่านซัก 1 - 2 ชม.ก็เกินพอครับ แต่สำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องครับ ถ้ายังบังคับตัวเองไม่อยู่ ข้อ 1 ก็เป็นการฝึกบังคับอย่างนึงแล้ว ต้องอ่านทุกวัน ไม่มีวันหยุดครับ


3. ที่ว่า 1 -2 ชม.นั้นต้องรู้ว่าตัวเองเราสามารถรับได้ครั้งละเท่าไรครับ
อย่างเช่น พี่จะ อ่านวันละ 2 ชม. แต่แบ่ง เป็น 4 ยกครับ ครั้งละ 25 - 30 นาที และพัก 5- 10 นาที


4. อ่านจบวันนึง ๆ ต้องมีสรุปแบบเล่มยาว ๆ เลยนะครับ

สรุปสั้น ๆ ว่าวันนี้ได้อะไรบ้าง สูตรอะไร ๆ หรือความเข้าใจอะไร


5. ถึงตอนนอนให้นั่งสมาธิซัก 5 นาทีพอรู้สึกใจเริ่มนิ่ง
ให้นึกที่เราสรุปไว้ เมื่อกี้ครับ ถ้านึกไม่ออกแสดงว่าสมาธิตอนอ่านหนังสือไม่ดีให้เปิดไฟ ลุกออกไปดูที่สรุปใหม่ แล้วนึกใหม่ครับ


6. ต้องรู้วิธีเรียนในแต่ละวิชาครับ
เช่น คณิต + ฟิสิกส์ เน้นความเข้าใจเป็นอันดับ 1 เคมี เน้นเข้าใจ + ท่องจำบางอย่าง เช่น ตารางธาตุ ถ้าท่องยังไม่ได้แสดงว่าไม่เข้าใจว่ามันจำเป็นต้องจำ อังกฤษ เป็นเรื่องทักษะ ต้องใช้บ่อย ๆ ครับ เวลาจะทำอะไรก็นึกเป็นภาษาอังกฤษบ้าง เช่น นึกจะทักเพื่อนว่าไปไหน ก็นึกว่า where do you go? เป็นต้น แล้วก็ต้องเข้าใจ เป็นภาษาต่างชาติยังมีคำหรือสำนวนที่เราไม่เข้าใจอีกเยอะ ดังนั้น เรื่องศัพท์ต้องรู้เยอะ ๆ เวลาจะไปดูหนังกันทั้งที ก็เลือกดูเรื่องที่เขามีแต่ sub-title เป็นภาษาอังกฤษ


7. วิธีเรียนพวกวิชาที่ใช้ความเข้าใจ

อันดับแรกต้องรีบศึกษาเนื้อหาทั้งหมดให้จบอย่างรวดเร็วครับ ถามว่าอ่านจากไหน อย่ามองไกลครับ แบบเรียนนั่นล่ะ อย่าเพิ่งไปมองพวกคู่มือ ถ้าเราอ่านแบบเรียนไม่รู้เรื่อง ก็อย่าไปหวังจะดูตำราอื่นเลยครับ จากนั้นให้รีบหา แบบฝึกหัด มาทำในแบบเรียนนั่นล่ะให้ได้หมดก่อน จากนั้นค่อยเสาะหาตำราคู่มือที่คิดว่าเราดี อ่านแล้วเข้าใจอีกซักเล่มนึงมา
อ่านเนื้อหาให้หมดอีกที แล้วทำแบบฝึกหัดในเล่มนั้นให้จบหมด สำคัญคือความตั้งใจนะครับ ต้องเข้าใจว่าเรา มีความรู้ในบทนั้น ๆ จบแล้ว ทำไมยังทำโจทย์บางข้อไม่ได้ พยายามคิด สุดท้ายไม่ออก ก็ดูเฉลย แล้วต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าทำไมทำไม่ได้ โจทย์ข้อนั้น ๆ เป็นเทคนิคเฉพาะหรือเปล่า ต่อไปก็เสาะหาพวกข้อสอบต่าง ๆ มาให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วก็ทำๆๆจนเกิดรู้สึกว่า บรรลุ !!! ในเรื่องนั้น ๆ มันเป็นความรู้สึกคล้าย ๆ สำเร็จเป็นผู้วิเศษอะไรทำนองนั้น หรือฝึกวิทยายุทธสำเร็จแบบนั้น มองโจทย์ปุ๊บ จะเกิดความคิด แปร๊บ ๆ ขึ้นมานึกออกทะลุหมด เมื่อนั้นรู้สึกแบบนี้เมื่อไร ให้รีบสรุปเนื้อหาบทนั้น ๆ ออกมาในกระดาษขนาดประมาณ 2.5 นิ้ว คูณ 4 - 5 นิ้วครับ ใช้หน้าหลังเขียนให้พอให้ได้ใน 1 บทต่อ 1 แผ่น อาจจะมียกเว้นบางบท เช่น สถิติ อาจใช้ถึง 6 แผ่น หรือตรีโกณ 3 แผ่น ส่วนใหญ่ไม่เกินหรอกครับ 

 8. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำอะไรก็ตามที่คือ ....
ต้องมีความรู้ติดสมอง สามารถหยิบมาใช้การได้ทันทีครับ ถ้าคิดจะเรียนเพื่อสอบนั่นก็แสดงว่ากำลังคิดผิดอย่างใหญ่หลวงครับ เด็กสมัยนี้ชอบคิดว่าเรียนๆไปเพื่อสอบ สอบเสร็จก็เลิก นั่นเป็นเพราะผลพวงของระบบแข่งในการศึกษาของไทยเราครับ เด็กต้องสอบเข้าเรียนต่อ ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกในการใฝ่รู้ ต้องเข้าใจว่าเราเรียนหนังสือนี่ ต้องถือว่าไม่มีใครมาบังคับเรา เราเรียนเพื่อตัวเราเอง เพื่อพัฒนาสมองเราเอง พัฒนามุมมองความคิดต่างๆเพื่อให้เราเป็นยอดคนเอง สามารถที่จะพึ่งตัวเองได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะยังอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือหลุดจากอ้อมแขน บิดามารดาเมื่อไร ต้องสามารถที่จะกล้าคิดและทำ พึ่งตัวเอง ยังชีพตัวองในสังคมนี้ได้ครับ ดังนั้น จากข้อ 7 เราต้องบันทึกความรู้ที่เรารู้แล้ว ให้เป็นความรู้ยาวนานติดสมอง


โดยทำดังต่อไปนี้ครับ


- ให้นึก ! โน้ตย่อที่เราสรุปเอง อาทิตย์ละหน ติดต่อกัน ซัก 1 เดือนหรือ 4 อาทิตย์ นึกนะครับ ไม่ใช่เปิดดูถ้านึกไม่ออก แสดงว่าไม่ได้สรุปเองแล้วล่ะเปิดหนังสือ แล้วสรุปตามแหง ๆ จากนั้นให้ทิ้งห่างเป็น นึก 1 เดือนต่อครั้งจนเริ่มรู้สึกเบื่อ เพราะนึกทะลุปรุโปร่งหมดแล้วให้เลิกครับ ใกล้สอบค่อยว่ากันอีกที กระบวนการที่ว่านึกตั้งแต่ 1 อาทิตย์จนเลิกนึกนี่ คาดว่าไม่ตำกว่า 3 เดือนนะครับ ใครน้อยกว่านี้ แสดงว่าโกหกตัวเองชัวร์


9. กระบวนการสุดท้าย เป็นการเพิ่มพลังความมั่นใจในตัวเองซึ่งต้องกระทำติดต่อกันบ่อยๆ

คือ กระบวนการสอบแข่งขันครับ ตรงนี้สำคัญมาก ถ้าเป็นไปได้สอบแข่งซะแต่
ม.1 จนจบ ม.6 เลย จะทำให้เรารู้อันดับตัวเอง เมื่อเทียบกับคนอื่นๆครับ เช่น เราอาจจะเรียนได้เกรดดี แต่พอสอบแข่งจริงๆล่ะ สู้เขาได้ไหม?ทักษะในการทำข้อสอบ มีไหม? เข้าห้องก็เดินหน้าลุยทำแต่ข้อแรกยันข้อสุดท้ายเลยหรือเปล่า ก็พวกสมาคมโอลิมปิกหรืออะไรก็ตามที ทั้งสอบแข่งในโรงเรียน เช่น โรงเรียนจัดเอง หรือสัปดาห์ต่างๆ เช่น สัปดาห์วันวิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ โครงงานวิทยาศาสตร์ ตอบปัญหาภาษาไทย อังกฤษ ฯลฯ

สุดท้ายทั้งหมดที่ว่ามา ถ้าน้องคนไหนทำได้นะครับ ซัก 1 - 2 ปี รู้ผลแน่ พี่รับรองได้ 100 % เลยว่าอย่างน้อยต้องอยู่ในอันดับ 1 - 3 ของชั้น แน่นอน อันดับระดับประเทศ ก็ไม่เกิน 50 อย่างมาก อ้อ ลืมบอกไปครับ สิ่งสำคัญ คือ การอ่านล่วงหน้าครับ ช่วงปิดเทอม ก็อ่านของเทอมหน้านู้นหรือ อยู่ ม.4 จะอ่านของ ม.6 ก็ได้นะไม่ผิด

          เป็นยังไงบ้างคะสำหรับเคล็ดลับที่นำมาฝากวันนี้ ถ้าน้องๆตั้งใจเรียนและทบทวนตำราเรียน ความสำเร็จก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน พี่ปาล์ม เชื่อว่าคงทำได้ไม่ยากใช่ไหมจ๊ะ?

พี่ปาล์มขอขอบคุณภาพจาก : www.wanjai.com

และขอบคุณบทความจาก : www.oknation.net

 

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

20 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
-'๑'-L_ViRuS[z] MixeD-'๑'- Member 12 มิ.ย. 51 18:20 น. 2
55+

อ่านได้แต่กลัวจะทำไม่ได้

เพราะเป็นประเภทเกลียดแล้วเกลียดเลย

ยิ่งถ้าเป็นวิชาที่ชอบ แต่อาจารย์สอนไม่ได้เรื่องก็ทำให้พลอยไม่ชอบเข้าไปด้วย

ก็อยากแก้ไขข้อเสียของตัวเองอยู่อะนะ

แต่พยายามฝืนเท่าไหร่มันก็ทำใจไม่ได้สักที
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
ยัยโก๊ะโหด Member 12 มิ.ย. 51 19:58 น. 5

เฮือก....แงๆๆๆๆทามมายได้แหงมๆเลยอ่า...แล้วถ้าเริ่มทำตอนนี้จะทันสอบมั๊ยเนี่ย เหอๆๆๆๆๆโฮกกกก...

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
~เด็กเทพ_49(~3~) Member 20 มิ.ย. 51 17:54 น. 12

เป็นวิธีที่ดีมาเลยค่ะ

แต่ยังไง ก็ยากอยู่นะ

เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีกิเลสเยอะแยะ

ขอบคุณมากค่ะ ที่เอามาแบ่งปัน

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด