สวัสดีครับ น้องๆ ชาว Dek-D Writer ที่รัก วันนี้ พี่ภูมิขอนำกลเม็ดเคล็ดลับในการเขียนนิยายรักของนักเขียนชื่อดังคนหนึ่งมาฝาก เขาคนนี้มีชื่อว่า นิโคลัส สปาร์คส์ (Nicholas Sparks) เป็นนักเขียนนวนิยายโรมานซ์ชาวอเมริกัน มีนิยายที่ได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วแปดเรื่อง และในประเทศไทยของเราก็มีฉบับแปลของนิยายหลายเรื่องของเขาที่จัดพิมพ์โดย สนพ. มติชน
ในปี 2012 สปาร์คส์เปิดเผยกลเม็ดเคล็ดลับส่วนตัวในการเขียนนิยายรัก เพื่อเป็นการฉลองในโอกาสที่ภาพยนตร์ซึ่งสร้างจากนวนิยายของเขาชื่อ The Lucky Ones (ฉบับแปลของ สนพ. มติชน ใช้ชื่อว่า ลิขิตฟ้าชะตารัก) วางขายในรูปแบบดีวีดีและบลูเรย์ เคล็ดลับของเขาประกอบด้วยข้อ "ควรทำ" และข้อ "ไม่ควรทำ" อย่างละห้าข้อ ซึ่งพี่ภูมิขอนำข้อ “ควรทำ” มาบอกก่อนนะครับ ไปอ่านด้วยกันเลยครับ
1. สร้างตัวละครเอกเป็นคนธรรมดาๆ ที่พร้อมทำเรื่องไม่ธรรมดาเพื่อความรัก
การสร้างตัวเอกเป็นคนธรรมดา จะทำให้คนอ่านรู้สึกเชื่อมโยงและอยากเอาใจช่วยมากกว่าตัวละครเก่งเว่อร์ไปทุกเรื่อง เพราะอย่าลืมว่า คนอ่านส่วนใหญ่ก็เป็นคนธรรมดาๆ เหมือนกัน แต่ถ้าอยู่แบบธรรมดาๆ ต่อไป คงได้กินแห้ว อกหัก รักคุดตลอดชีวิต ดังนั้น เพื่อให้ชนะใจหญิงหรือชายในฝัน น้องควรให้ตัวเอกผู้แสนจะธรรมด๊าธรรมดาได้ทำอะไรสักอย่างที่ไม่ธรรมดาเพื่อพิสูจน์ความรัก เช่น เพื่อให้ได้ความรักจากเพื่อนร่วมงานที่ชอบอ่านหนังสือมาก พระเอกมนุษย์เงินเดือนจึงพยายามแต่งนิยายให้เข้ารอบชิงรางวัลซีไรท์เป็นของขวัญแก่เธอ เป็นต้น
2. เขียนถึงทุกแง่มุมของความรัก ทั้งสุขและทุกข์
คนที่อยู่ในห้วงแห่งความรักมักไม่ได้พบความสุขสมหวังตลอด เพราะในบางครั้งก็มีช่วงเวลาของความทุกข์ เศร้า เสียใจ ผิดหวัง หรือโกรธ ในนิยายของน้อง นอกจากจะเขียนถึงฉากหวานแหววโรแมนติกของพระเอกกับนางเอกแล้ว น้องควรจะเขียนถึงช่วงเวลาที่ไม่หวานแหววเท่าไรนักของทั้งคู่ด้วย ทั้งตอนที่ทะเลาะกัน เข้าใจผิดกัน ตั้งแง่กัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้ตัวละครของน้องดูมีมิติมากขึ้น และส่งผลให้เรื่องดูสมจริงขึ้น อีกทั้งเมื่อเขาและเธอคืนดีกัน ความรักของทั้งคู่ก็จะดูน่าประทับใจยิ่งกว่าเดิมครับ
3. เขียนฉากจบแบบสุขปนเศร้า
ฉากจบแบบสุขปนเศร้า (bittersweet ending) คือตอนจบที่พระเอกกับนางเอกมักไม่ลงเอยด้วยการเป็นคู่รักหรือแต่งงานกัน ทว่าต้องจำใจแยกจากกันด้วยสาเหตุต่างๆ แต่ถึงกระนั้น ความรักที่ทั้งสองฝ่ายมีให้กันก็ยังไม่เสื่อมคลาย เผลอๆ อาจมากขึ้นด้วยซ้ำ ตอนจบแบบนี้มักทำให้เรื่องเป็นที่จดจำและชื่นชอบมากกว่าจบแบบพระเอกกับนางเอกได้ครองรักกัน สมมติถ้านวนิยายเรื่อง ข้างหลังภาพ คุณหญิงกีรติมาอยู่กับนพพร หรือในภาพยนตร์เรื่อง แฟนฉัน เจี๊ยบได้แต่งงานกับน้อยหน่า ทั้งสองเรื่องคงไม่เป็นที่จดจำกันมากนัก
ทั้งนี้ ฉากจบแบบสุขปนเศร้าก็ไม่ได้หมายความว่า พระเอกกับนางเอกจะหมดโอกาสได้ครองคู่กันโดยสิ้นเชิง น้องอาจจบเรื่องโดยให้พระเอกและนางเอกแยกจากกันไปคนละทาง จากนั้นก็ทิ้งท้ายให้คนอ่านเดาได้ว่า สักวันหนึ่ง เขาและเธออาจได้มาเจอกันและสานสัมพันธ์กันต่อ คล้ายๆ ฉากจบของภาพยนตร์เรื่อง กวน มึน โฮ น่ะครับ
4. สร้างความขัดแย้งทั้งภายนอกและภายในใจตัวละคร
นิยายรักจะน่าสนใจและน่าติดตามยิ่งขึ้นเมื่อพระเอกกับนางเอกต้องฟันฝ่าอุปสรรคทีละขั้นๆ กว่าจะได้ครองคู่กัน อุปสรรคที่ว่านี้มีทั้งจากภายนอก เช่น มีคู่แข่งความรัก หรือโดนพ่อแม่กีดกัน และจากภายใน นั่นคือ ความขัดแย้งภายในจิตใจของตัวละครเอก น้องอาจเขียนให้เขาหรือเธอถามตัวเองเป็นระยะว่า 'ฉันรักเขาจริงหรือ' 'พวกเราจะคบกันยืดไหม' ฯลฯ ความขัดแย้งในใจของตัวละครอาจทำให้เขาหรือเธอมีท่าทีต่อคนรักเปลี่ยนไป และทำให้โครงเรื่องมีความสลับซ้บซ้อนขึ้น ทว่าหลังจากตัวละครสามารถกำจัดความรู้สึกขัดแย้งในใจจนหมด ความรักที่เขาหรือเธอพร้อมจะแสดงให้คนรักได้รับรู้จะดูน่าประทับใจยิ่งกว่า ความรักที่่ราบรื่นมาตลอด
5. ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโชคชะตา พรหมลิขิต หรือบุพเพสันนิวาส
คู่มือนักเขียนหลายเล่มสอนว่า เรื่องราวต้องดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล ทว่ากฎนี้ใช้ไม่ได้กับความรักและนิยายรักเสมอไป นางเอกของน้องอาจเกิดนึกอยากเดินทางไปเที่ยวหมู่บ้านชาวเผ่ามาไซในทวีป แอฟริกาขึ้นมาดื้อๆ ครั้นพอไปถึงก็ปิ๊งรักเข้ากับลูกชายของหมอผีประจำเผ่าเสียเฉยๆ การพยายามไม่ตีกรอบนิยายรักของน้องด้วยเหตุผลจนเกินไป อาจช่วยให้เรื่องของน้องสนุกเข้มข้นและน่าติดตามมากขึ้น...แต่ก็ต้องหาทางจบเรื่องให้ลงตัวให้ได้นะครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับคำแนะนำของ นิโคลัส สปาร์คส์ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่น้องๆ Dek-D Writer ไม่มากก็น้อยนะครับ แต่อย่าลืมว่า ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่อง “ควรทำ” หรือคำแนะนำจากนักเขียนคนหนึ่งเท่านั้น น้องไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด แต่รับฟังไว้เพื่อนำไปปรับใช้กับวิธีการของน้องเองจะดีที่สุดครับ
ทู บี คอนที้นิวด์ - - โปรดติดตามตอนต่อไป...
ข้อ "ไม่ควรทำ" ในการเขียนนิยายรัก โดย นิโคลัส สปาร์คส์
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก
http://www.glamourmagazine.co.uk/celebrity/entertainment/monitor/2012/08/nicholas-sparks-writing-tips
และภาพประกอบจาก
http://www.tribute.ca/news/wp-content/uploads/2011/09/nicholas_sparks.jpg
http://kingslovegarden.files.wordpress.com/2008/03/unique.jpg
http://4iphonewallpapers.com/iphone-4-wallpapers/main/2011_02/love-has-two-sides.jpg
http://static.guim.co.uk/sys-images/Guardian/About/General/2011/4/13/1302706750133/Separation-007.jpg
http://lovesecured.com/wp-content/uploads/2012/02/resolve-conflict.jpg
https://25.media.tumblr.com/tumblr_lg8ht7Rsc31qgz8jco1_r1_500.png
50 ความคิดเห็น
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 10 พฤษภาคม 2556 / 17:33
จำไม่ได้แฮะ
เห็นพูดจาเพราะๆและสุภาพขนาดนี้ แต่จริงๆแล้วในใจ...
.
.
.
.
.
.
แหล่มเลย!
แม่นแล้วครับ
จะว่าไป จริงๆ แล้วเอมชอบการจบแบบสุขปนเศร้ามากนะ เอมว่าในบางครั้งฉากจบที่สุขสม ดูเป็นการจบเรื่องที่สมบูรณ์แบบเกินไป มันดูเป็นอุดมคติ อาจจะฟิน แต่ไม่มีอะไรให้จดจำเท่าไหร่ บางทีความสุขสมของตัวละครก็กลบสารบางอย่างที่ผู้เขียนอยากส่งถึงคนอ่านไปจนแทบจะมิด
เพราะมันค่อนข้างจำกัดความคิดสร้างสรรค์ และตั้งธงที่หนักแน่นไปนิดในหลาย ๆ เรื่อง
นักเขียนที่ประสบความสำเร็จหลายคน ก็มักนำแนวทาง สไตล์ และประสบการณ์มาเป็นคำแนะนำแก่นักเขียนรุ่นน้องแหละท่าน สปาร์คส์ก็เป็นคนหนึ่ง คำแนะนำของเขาก็คือทัศนคติกับรสนิยมส่วนตัว ไม่มีถูกหรือผิด เราถึงบอกน้องๆ ว่า "น้องไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด แต่รับฟังไว้เพื่อนำไปปรับใช้กับวิธีการของน้องเองจะดีที่สุดครับ"
ถ้ามองจากมุมมองของท่าน ซึ่งน่าจะมีผลงานการเขียนมาเยอะแล้ว (หรือเปล่า) ท่านย่อมสั่งสมประสบการณ์และสร้างแนวทาง สร้างสไตล์การเขียนของตัวเองขึ้นมาในระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าไม่เหมือนกับของสปาร์คส์ จึงไม่แปลกอะไรที่ท่านจะมองว่า คำแนะนำของสปาร์คส์จำกัดความคิดสร้างสรรค์หรือตั้งธงที่หนักแน่นไปบ้าง
แต่กับน้องๆ รุ่นใหม่ที่ยังเขียนมาไม่มาก ผ่านโลกมาไม่มาก การเสนอแนวทางใดแนวทางหนึ่งให้เขาได้จับเป็นหลักยึดไว้ก่อนในช่วงตั้งต้นอาจจะดีกว่าปล่อยให้เขาเคว้งไปตามลำพัง ให้น้องๆ เขาได้เรียนรู้จากคำแนะนำของนักเขียนผู้มีประสบการณ์มากกว่าไปสักพัก จนเมื่อมีประสบการณ์มากพอ รวมถึงมีใจรักในการเป็นนักเขียนมากพอ เราเชื่อว่า เขาจะเริ่มทำในสิ่งที่ต่างออกไปจากหลักที่จับยึดไว้ แล้วสร้างแนวทางกับสไตล์ของตัวเองขึ้นมาได้ในที่สุด
จะลองนำไปใช้ดู ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ :]
อาจจะเรื่องมากเองก็ได้
แต่คำว่า "ควรทำ" กับ "ไม่ควร" ที่เน้นสองจุดยังบทความ
มันทำให้กลายเป็น "คำแนะนำที่ควรทำหรือไม่ควรทำตาม"
มากกว่า "สไตล์การเขียน ที่มีไว้เพื่อรับรู้เป็นแนวทาง"
ซึ่งส่วนตัวคิดว่า
"สไตล์" คือการบอกว่าเส้นทางที่แสดงให้เห็นนี้มีอะไรดีบ้าง แต่ไม่มาทางนี้ก็ไม่เป็นไร
"คำแนะนำ" คือการตีเส้นบนพื้น แล้วบอกว่าควรมาทางนี้นะจะไม่ได้หลง
ทว่า การเน้น "ควรทำ" "ไม่ควรทำ" ของบทความนี้ค่อนข้างจะตีกรอบมากกว่าน่ะท่าน
แบบว่าเป็นทางด่วนให้ขึ้นไปเลย จนลงระหว่างทางไม่ได้แบบนี้เป็นต้น
และยิ่งเน้นคำเน้นสีกับทั้งสองคำ ก็ยิ่งทำให้กรอบที่ว่าชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก
ซึ่งบทความนี้เรามันเป็น "สไตล์" ของนักเขียน จึงควรนำเสนอให้เป็น "สไตล์" เสียมากกว่า
เช่นกัน เรื่องของมือใหม่ควรมีเส้นทางไว้เกาะ อันนี้เราก็ยอมรับ แต่การตีกรอบมากไปก็ไม่ดี
เพราะมือใหม่เห็นอะไรเป็นอันดับแรก ก็มักจะเชื่อฝังหัวว่าสิ่งนั้นต้องถูกต้องใช่ (เราก็เป็น)
โดยอาจจะเป็นปัญหาในภายหลัง ว่ายึดติดกับกรอบมากไปจนแหวกออกจากกรอบไม่เป็น
และยิ่งเรื่องของสไตล์ กลับกลายเป็นกรอบให้เขายึด เราว่ามันไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่
เพราะเรื่องนี้มันไม่มีผิดมีถูก แต่คนที่ยึดจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีผิดหรือถูกไปแทนได้
ก็เป็นแค่มุมมองหนึ่งล่ะนะ อาจจะผิดก็ได้...
ถ้าคิดว่าคนอ่าน(นักเขียนมืให่ม)โง่ขนาดนั้น
เรื่องของมุมมอง ไม่มีผิดไม่มีถูกหรอกท่าน ดีเสียอีก ถือว่าร่วมกันแชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นเพื่อน้องๆ ของพวกเราละกัน
ส่วนตัวเรานะ "ควร" กับ "ไม่ควร" ในฐานะของคำแนะนำ ไม่เชิงเป็นการตีกรอบหรือขีดเส้นตายตัว ทว่าเป็นการเสนอทางเลือกแบบที่ผู้เสนอมองว่าดี แต่ผู้รับฟังจะทำตามหรือไม่ทำตามก็ได้
ต่างกับ "ต้อง" ที่ปิดกั้นทางอื่นโดยสิ้นเชิง ซึ่ง "คำแนะนำ" หรือกลเม็ดเคล็ดลับ (tips) ของพวกฝรั่งมังค่า เท่าที่เราเห็นมา จะเป็นแบบ "ต้อง" มากกว่า คือใช้คำว่า "Do" กับ "Don't" ไปเลย ฟันธงไปเลยว่า "ต้องทำ" อะไร และ "อย่าทำ" อะไร แต่เราไม่อยากใช้สองคำนี้ เพราะมันจะยิ่งดูเป็นการบีบบังคับและจำกัดความคิดสร้างสรรค์
ส่วนประเด็นที่สอง เรากลับไม่กลัวเช่นนั้นนะ คือเราเชื่อมั่นในศักยภาพของน้องๆ แต่ละคนที่จะพัฒนาตัวเอง (เรามองโลกในแง่ดีไปรึเปล่า) นอกจากนั้น (ประเด็นข้างหลังนี้ เราไม่ได้พิมพ์ลงไปใน คห.14 ของเรา เพราะกลัวจะทำให้โพสต์ยาวเกิน :P ) ตลอดช่วงเวลาที่เข้าสู่เส้นทางการเป็นนักเขียน น้องๆ เขาต้องเจอกับงานเขียน ภาษา สไตล์ และคำแนะนำในการเขียนของนักเขียนคนอื่นๆ นอกเหนือจากสปาร์คส์แน่ ยิ่งอ่านมากเท่าไร ยิ่งเจอมากเท่านั้น การได้สัมผัสกับงานเขียนของผู้เขียนที่แตกต่างหลากหลายกันไป จะเป็นการเพิ่มตัวแบบให้น้องๆ ได้เรียนรู้ และถ้าเขาพัฒนาตัวอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่ง เขาจะสร้างแนวทางของตัวเองขึ้นมาได้เอง
อย่างไรเสีย ในหัวข้อถัดไปของเรา คือข้อ "ไม่ควรทำ" เราคิดว่าประเด็นของแต่ละข้อจะไม่ดูจำกัดเฉพาะทางเหมือนกับ "ข้อควรทำ" แน่ท่าน เพราะข้อ "ไม่ควรทำ" ของสปาร์คส์ ดูจะเป็นอะไรที่สากลกว่าข้อ "ควรทำ" ของเขาเยอะ แต่ทั้งนี้ เราจะย้ำเอาไว้ในตอนท้ายของบทความเช่นเดิมว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "ควรทำ" หรือ "ไม่ควรทำ" ก็เป็นแค่ความคิดเห็นส่วนตัวของนักเขียนคนหนึ่ง น้องไม่จำเป็นต้องยึดถือหรือทำตามก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว เราเขียนบทความทั้งสองชิ้นขึ้นเพื่อเสนอแนะแนวทางที่แตกต่างนั่นแหละท่าน ไม่ใช่เพื่อสร้างนิโคลัส สปาร์คส์ คนที่สอง
อย่าว่าเขาเลยครับ ผมเชื่อว่าผู้โพสต์เขาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นแน่ เขาแค่เป็นห่วงนักเขียนรุ่นน้อง ก็เลยท้วงติงมาตามเห็นสมควร
ยิ่งกว่านี้ก็มีอีก แถมเผยแพร่ความรู้แบบนั้นต่อกับคนอื่นอีกต่างหาก
ซ้ำนักเขียนรุ่นเก๋าไปเตือนก็ยังยืนยันหัวเด็ดตีนขาดกับความเชื่อเดิมอยู่อีก
...ประสบการณ์ตรงเลยล่ะนะ
ดังนั้นคิดมากไว้ก่อนก่อนเรื่องไม่ให้"สไตล์"กลายเป็น"ข้อจำกัด" เราว่าน่าจะดีกว่า
เพราะข้อจำกัดการเขียนมันไม่มีหรอก
(เอาเข้าจริง แม้แต่ภาษาวิบัติก็ใช้ได้ถ้าเก๋าพอ แต่ไม่แนะนำให้นักเขียนทั่วไปใช้ในทุกกรณี)
การเข้าใจผิดว่าสไตล์หรือแนวทางเป็นข้อจำกัด แถมเผยแพร่ต่อถือว่าเป็นเรื่องอันตราย
#18 รับทราบ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 11 พฤษภาคม 2556 / 10:22