ฉันเคยคิดเสมอว่าทุกอย่างมักจะมีเหตุผลในตัวของมัน จนฉันได้มาเจอกับตัวเอง ฉันถึงได้เข้าใจแล้วว่า 'การรักใครสักคน' นี่แหละ ไม่ต้องใช้เหตุผล
4
ความสัมพันธ์ไม่คาดฝัน
คลาสเรียนวิชาภาพยนตร์
หลังจากผ่านเหตุการณ์วันนั้นไป เชื่อไหมคะว่าทุกอย่างช่างดูปกติเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย ฉันกับแน็กเราก็ยังคงทำตัวปกติต่อกัน ถึงแม้ว่าฉันจะเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับตัวเอง แต่ฉันก็ยังคงคิดเสมอว่ามันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และถ้าฉันอยากจะหยุดสิ่งเหล่านี้ ฉันก็สามารถทำได้ แต่ฉันก็ไม่... ฉันทบทวนกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบที่แน่ชัดว่าเค้าต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ทำไมถึงทำท่าทีเหมือนสนใจฉัน แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งมันยิ่งทำให้ฉันอยากรู้ และอยากรู้จักเขาให้มากกว่านี้
ในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ อาจารย์ก็สั่งงานขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อาจารย์จะให้นักศึกษาไปดูภาพยนตร์เรื่อง Me Before You”
ทันใดนั้นเสียงโอดโอยก็ดังไปทั่วห้องเรียน และฉันก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ซึ่งอยู่ใกล้ตัวฉันมาก นั่นก็คือแฟร์กับมินนี่ที่พร้อมใจกันหันมาหาฉัน
“เราขอตั๋วหนังนะไอซ์” แฟร์ชิงพูดก่อนซึ่งทำให้มินนี่ หันกลับไป และแสดงสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“โอเค...” ฉันตอบกลับไป
แต่ความจริงแล้วฉันก็ลำบากใจอยู่เหมือนกันนะ อยากจะให้ทั้งสองคนเลยด้วยซ้ำแต่ตั๋วหนังมีแค่สองใบ เพราะปกติแล้วฉันจะชอบไปดูหนังกับพี่สาว และมักจะเก็บสะสมตั๋วไว้ และอาจารย์วิชาภาพยนตร์จะชอบสั่งให้ไปดูในโรงหนัง และแนบตั๋วพร้อมเขียนวิเคราะห์มาส่ง
“เลิกคลาสได้”
นักศึกษาคนอื่นก็ค่อยๆ ทยอยกันออกจากห้อง วันนี้เจเจก็ไม่มาเรียนอีกเช่นเลย ซึ่งเริ่มติดต่อเขายากขึ้นทุกที เรา 3 คน ก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ในระหว่างทางที่ฉันกำลังกลับบ้าน ขณะที่ฉันกำลังนัดกับพี่สาวเรื่องไปดูหนัง ก็มี messenger แจ้งเตือนขึ้นมาอีก ฉันเปิดดูและพบว่าเป็นข้อความของแฟร์
(ไอซ์)
“มีอะไรหรอแฟร์”
(เรามีเรื่องจะบอก)
โอ้! O_O อะไรกันนะ ต้องเป็นเรื่องสำคัญแน่ๆ ไม่งั้นแฟร์ไม่ทักมาหรอก ปกติเราสองคนแทบจะไม่ค่อยได้คุยกันเลย จะคุยกันในแชทกลุ่มมากกว่า
“โอเค”
(เราว่าจะย้ายออกจากหอมินนี่แล้ว)
...
Whyyy ทำไมล่ะ! สิ่งที่แฟร์บอกทำให้ฉันเชื่อมโยงอะไรบ้างอย่างได้เกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี่ที่มินนี่มาขอย้ายที่นั่ง ซึ่งปกติมินนี่จะนั่งตรงกลางและมีฉันกับแฟร์นั่งประกบ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นฉันที่มานั่งตรงกลางแทน
“ทำไมล่ะแฟร์”
(พอดีเรามีปัญหานิดหน่อยน่ะ เลยว่าจะออกแล้ว คงจะเป็นสักอาทิตย์หน้า คงไม่ได้สอนไอซ์ว่ายน้ำแล้ว ฮ่าๆ)
“เรื่องว่ายน้ำไม่เป็นไรหรอก มีปัญหาอะไรก็ปรึกษาได้เสมอนะ เรื่องนี้ก็อยู่ที่แฟร์ตัดสินใจแล้วล่ะ ถ้าแฟร์ไม่ได้อยู่หอมินนี่ ไอซ์ก็คงไม่ได้ไปที่นั่นแล้ว”
(โอเค เรามาบอกไอซ์ไว้ก่อน เดี๋ยวถ้าเราย้ายออกแล้ว มีอะไรจะมาบอกอีกทีนะ)
ฉันส่งสติ้กเกอร์กลับไปเป็นการตัดบทสนทนา
นี่อาจจะเป็นช่วงเวลาดีที่สุดที่ฉันจะออกห่างจากแน็ก ถึงแม้จะมีความเสียดายเล็กน้อยเรื่องว่ายน้ำ จะว่ายเป็นอยู่แล้วเชียว แต่ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองคนมีเรื่องอะไรกัน
หลังจากที่นัดพี่สาวเรื่องไปดูหนัง วันนี้เราสองคนก็ไปดูกันมาเลยค่ะ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหนังรักที่ตราตรึงใจของฉันมากๆ T__T
เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ฉันล้มตัวลงนอนบนเตียง และหยิบโทรศัพท์มาเล่น ก็พบว่ามีบุคคลที่ไม่ค่อยอยากจะคุยด้วยนักทักมา
SnackJack ส่งสติ๊กเกอร์
ฉันควรจะตอบเขาดีไหมนะ...
หลังจากคิดทบทวนอยู่นานฉันก็กดตอบกลับไป ;____;
IceTea ชามะนาว ส่งสติ๊กเกอร์
SnackJack : พรุ่งนี้ว่างไหม
O_O หืมม ทำไมเขาถามอย่างกับว่าจะชวนฉันไปไหน
SnackJack : ไปดูหนังกันไหม
พระเจ้า!! เขาชวนฉันไปดูหนัง!!!
IceTea ชามะนาว : ทำไมไม่ไปดูกับมินนี่ล่ะ
SnackJack : มินนี่บอกให้ไปดูคนเดียว
ฉันก็ไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่หรอกนะ ที่แน็กมักจะไปไหนมาไหนคนเดียว เพราะพวกเขาสองคนเหมือนไม่ได้เป็นแฟนกันเลย... แต่บางทีมินนี่เธอก็ควรออกไปข้างนอกบ้างนะ และไม่ควรปล่อยให้แฟนเธอมาชวนคนอื่นๆ อย่างฉันไปดูหนังด้วยแบบนี้
IceTea ชามะนาว : เราไปด้วยแล้วจะไม่เป็นไรหรอ
SnackJack : ไม่หรอก
IceTea ชามะนาว : เราว่าไม่ดีกว่า
SnackJack : อืม ถ้าเปลี่ยนใจก็บอกนะ เราไปตอน 2 โมง
ฉันอ่านข้อความของเขา แต่ไม่ได้ตอบกลับไป ทำยังไงดีล่ะ ฉันควรจะทำยังไงงงงงงง ใจหนึ่งมันก็อยากไปนะ แล้วหนังที่เขาชวนไปดูแน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องที่ฉันไปดูมาแล้ววันนี้! แต่อีกใจมันก็ไม่ดีอะ ไปกับแฟนเพื่อน ยังไงมันก็ไม่ดีอยู่แล้ว แถมไปกันสองคนอีก เอาเถอะยังไงก็ตอบไปแล้วว่าไม่ไป อย่ามัวมาคิดมากอยู่เลย
วันถัดมา
13.30 น.
ฉันนั่งจ้องนาฬิกาเรือนใหญ่ที่แขวนไว้บนผนังที่บ้าน โอ้ยยย แล้วทำไมต้องมานั่งจ้องนั่งลุ้นกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องด้วย สรุปแล้ว คือตัวฉันเองเนี่ยอยากไปใช่ไหม ทำไมมม ยัยไอซ์ยัยบ้า ทั้งๆ ที่เธอก็รู้ว่ามันไม่ควร แต่หัวใจไม่เป็นไปตามที่สมองสั่งเลย T__T
ฉันกดเปิดแชทของเขาขึ้นมา มันคงไม่มีข้อความอะไรเพิ่มเติม ฉันได้แต่คิดและก็คิด จับโทรศัพท์ไว้แน่น เวลาที่ยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง ขณะนี้เป็นเวลา
13.50 น.
ฉันก็ตัดสินใจพิมพ์ตอบเขาไป
IceTea ชามะนาว : ถ้าเราไปตอนนี้ทันไหม
ฉันรอจนกระทั่ง เวลา 14.00 น. ข้อความก็ถูกอ่าน
SnackJack : เปลี่ยนใจแล้วหรอ
IceTea ชามะนาว : แค่ถามเฉยๆ
SnackJack : เซ็นทรัลลาดพร้าว
IceTea ชามะนาว : คือ?
SnackJack : เผื่ออยากมา
IceTea ชามะนาว : ถ้าไปกว่าจะถึงอีกนานเลยนะ
SnackJack : รอได้
IceTea ชามะนาว : ไม่เชื่อ
SnackJack : ถ้าจะมา เราจะรอนะ
ขอเขียนเส้นใต้คำว่า เราจะรอนะ เขาจะรอฉันจริงหรอ มันนานมากจริงๆ นะ
IceTea ชามะนาว : งั้นก็รอไปนะ เราไม่ไปหรอก
SnackJack : รออยู่นะ
เฮ้! นี่เขาฟังที่ฉันบอกบ้างไหมเนี่ย บอกว่าไม่ไปแล้วจะรอทำไมล่ะเนี่ย แล้วสรุปฉันควรจะไปงั้นหรอ แต่ก็บอกไปแล้วว่าไม่ แต่ทำไมมันวุ่นวายใจอย่างงี้
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อตอนนี้ฉันนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินมาจนจะถึงสถานีลาดพร้าวแล้ว พระเจ้า! นี่ฉันทำถูกแล้วใช่ไหม เกลียดความที่ใส่ใจกับชุดที่แต่งมาด้วย มันดูเหมือนฉันกำลังจะมาเดทกับแฟน(เพื่อน) ฉันใส่ชุดเดรสสีหวาน กับผมที่ดัดลอนมานิดๆ รวมกับการแต่งหน้านิดหน่อยพอดูเป็นธรรมชาติ เมื่อมาถึงฉันก็แชทหาเขา
IceTea ชามะนาว : อยู่ไหน
SnackJack : มาจริงหรอ
เอ้า! ไอ้นี่ ตอบแบบนี้ไม่ใช่ว่ากลับไปแล้วนะ
IceTea ชามะนาว : นี่นายกลับไปแล้วหรอ
SnackJack : B2S ชั้น G
ฉันเดินสุ่มๆ ต้องเรียกว่าเดินสุ่มจริงๆ ค่ะ เพราะฉันไม่เคยมาที่นี่เลย แล้วเขาก็ไม่เดินมารับฉัน แถมบอกพิกัดที่ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงส่วนไหนของห้าง ฉันสุ่มเดินเลี้ยวซ้ายขวาอยู่นานก็เห็นป้ายของสถานที่ดังกล่าวอยู่ลิบๆ
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ขึ้นๆ หัวใจก็เริ่มเต้นแรง ความตื่นเต้นที่ทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉันรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาซะดื้อๆ ฉันเดินมาจนสุดทาง และพบกับร้านหนังสือที่เขาเป็นคนนัดไว้ ออกห่างไปเพียงเล็กน้อยก็เห็นผู้ชายแต่งตัวดูดี สูงโปร่ง กับท่าทางที่ดูเหมือนกับว่าเขายืนรอใครบางคนอยู่มาเป็นเวลานานแล้ว เมื่อเขาเงยหน้า และหันมาสบตากับฉัน เหมือนโลกหยุดหมุนทันใด หัวใจที่เคยเต้นแรง ยังคงเต้นแรงขึ้นๆ แน็กคลี่ยิ้มออกมาและเดินตรงมาหาฉัน
“รอ.. นานมั้ย”
“มาจริงๆ ด้วยสินะ” แน็กยังคงไม่หยุดยิ้ม เขาดูดีใจมากที่ฉันมา
“ไปกันเลยมั้ย แต่แน็กต้องเป็นคนนำนะ ไอซ์ไม่เคยมาห้างนี้”
“งั้นไปซื้อตั๋วกัน”
แน็กเดินนำไปก่อน เพราะฉันบอกเขาไปแล้วว่าไม่รู้ทาง แต่อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของฉันก็คือ รองเท้าส้นสูงคู่นี้! ไม่น่าใส่มาเลย ;____; แล้วไม่รู้ว่าฉันจะต้องแต่งตัวให้ดูดีมาเพื่ออะไร
“เดินไหวมั้ยไอซ์” ตอบว่าไม่ไหวได้ไหมล่ะ
“ยังไหวอยู่”
“แน่ใจ?”
“อืม เดินต่อสิ เราโอเค”
เราสองคนมาเรื่อยจนถึงชั้นโรงหนัง แน็กซื้อตั๋วเสร็จก็เดินมาหาฉันที่ยืนรออยู่ด้วยความปวดร้าวกับรองเท้าส้นสูง
“ไอซ์โอเคมั้ยสีหน้าดูไม่ดีเลย”
“เราไม่เป็นไร แล้วหนังเริ่มกี่โมงล่ะ”
“เข้าได้เลยนะ ไปนั่งข้างในไหม”
“ก็ดี งั้นไปกัน” ฉันตอบพร้อมออกเดินด้วยความเจ็บเท้า เดินไม่ถนัด เพราะรองเท้ากัด
และฉันก็... ก้าวบันได้พลาด...
กรี๊ดด!! ฉันหลับตาพร้อมรับความเจ็บปวดที่จะตามมา แต่ทันใดนั้นฉันก็ถูกคว้าแขนไว้โดยผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อฉันสบตากับเขาก็รู้สึกได้ว่าหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา
“เป็นอะไรมั้ย”
“ก็.. นิดหน่อย ฮ่าๆ” ฉันหัวเราะกลบเกลือนความน่าอายที่เกิดขึ้น และพยายามกลับมาทรงตัวอีกครั้ง ฉันเดินตามแน็กไป แต่แน็กก็หันกลับมา เขามองหน้าฉันพร้อมขมวดคิ้วเล็กน้อย ฉันมองหน้าเขาด้วยความงุนงง ก่อนที่แน็กจะคว้ามือฉันไปจับ และออกเดินต่อไปด้วยกัน
ฉันหน้าเหวอ อ้าปากค้างในระดับที่ว่านกอาจจะบินเข้าไปได้ ตอนนี้เราสองคนอาจจะเหมือนคู่รักที่มาเดทกันมากถึงมากที่สุด
ถึงแม้ว่าฉันจะพยายามดึงมือกลับมา แต่แน็กก็ดึงกลับไปแถมยังจับแน่นกว่าเดิมไม่ยอมปล่อยอีกต่างหาก โอ้ย! T^T กว่าเขาจะยอมปล่อยมือฉันก็ตอนที่มานั่งอยู่ในโรงหนังแล้ว
หนังถูกฉายไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันเคยเห็นและได้ยินมาแล้วทั้งหมด เลยไม่ได้ตั้งใจดูเท่าที่ควร ต่างจากผู้ชายที่นั่งข้างๆ เขาดูตั้งใจและมีสมาธิกับการดูหนังมาก ซึ่งความจริงแล้วเขาไม่น่าเป็นคนที่ชอบดูหนังแนวนี้เท่าไหร่ไหม แต่เหมือนกับว่าเขาจะต้องกลับไปทำการบ้านให้มินนี่เลยต้องตั้งใจดูมากขนาดนี้ =____= แฟร์เคยเล่าให้ฟังว่าการบ้านวิชานี้มินนี่เป็นคนให้แน็กทำให้ พอแน็กบอกคิดไม่ออกว่าจะเขียนว่าอะไร มินนี่ก็โวยวายใหญ่โต แต่ฉันก็ไม่ได้ไปอยู่สถานการณ์นั้นหรอกนะ ไม่รู้ว่าเชื่อได้แค่ไหน
จนมาถึงฉากที่ฉันประใจมากที่สุดของเรื่อง ก็มีอาการน้ำตาซึมเล็กๆ ต่างจากตอนดูครั้งแรกที่ร้องไห้แบบมากเว่อร์ ฉันยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตา ก่อนที่สายตาจะเหลือบมองไปเห็นคนข้างๆ ที่กำลังจ้องฉันอยู่!!! จ้องทำไม!!! เรียกได้ว่าตกใจจนน้ำตาไหลกลับได้เลย เขาดูน่ากลัวยังไงไม่รู้อะ บอกไม่ถูกเหมือนกัน แทนที่ฉันจะหัวใจเต้นแรงเพราะว่าเขิน หรือตื่นเต้น แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นเพราะฉันตกใจเขา ภายใต้ความมืด ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาที่โหยหา สายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง แน็กขยับตัวเข้ามาใกล้ฉัน ใกล้จนฉันอยากจะถอยห่างออกจากเขา และในตอนนั้นเองแน็กก็เชยคางฉันขึ้น และจูบฉันเบาๆ ที่ริมฝีปาก ฉันตกใจจะผลักเขาออกแต่แน็กไม่ยอมปล่อยง่ายๆ เขาเหมือนกำลังจะกัดริมฝีปากของฉัน ฉันจึงผลักเขาออกสุดแรง เหมือนแน็กจะได้สติเขาหันกลับไปจดจ่ออยู่ที่หนังเหมือนเดิม ส่วนฉันน่ะหรอ สติแตกค่ะ! นี่มันเรื่องอะไรกัน ดีนะที่คนดูไม่ค่อยเยอะแล้วก็นั่งแถวบนสุด เลยไม่มีใครสังเกตเห็น
พอหนังจบคนทยอยออกจากโรงหนัง รวมถึงเราสองคน บรรยากาศที่ดูเงียบเชียบผิดปกติ มันทำให้ฉันอึดอัดแปลกๆ
“เอ่อ... งั้นไอซ์กลับก่อนนะ”
“ไม่กินอะไรก่อนกลับหน่อยหรอ”
“ไม่ดีกว่า เดี๋ยวแน็กกลับดึกนะ จะไม่เป็นไรหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็ออกมาข้างนอกคนเดียวบ่อยๆ อยู่แล้ว”
“อืม... งั้นกินก็ได้”
“งั้นเราพาไปร้านนี้” ก่อนที่เขาจะออกตัวเดินอีกครั้ง ดูเหมือนว่าเขากำลังสงสัยว่าฉันยังเดินได้อยู่ไหม
“เฮ้ย! ไม่เป็นไร เราเดินเองได้ สบายๆ”
“ยังไม่ทันพูดอะไรเลย”
“ก็หน้านายมันฟ้องว่าอย่างงั้นนี่”
แน็กเผลอหลุดยิ้มออกมา เป็นอีกมุมเลยนะเนี่ยที่ฉันไม่เคยเห็น เขาเป็นผู้ชายที่ดูอบอุ่น มีความใส่ใจ ดูแลเทคแคร์ดีมากๆ และเขาก็มีแฟนแล้ว...
หลังจากที่เราสองคนกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย แน็กอาสาจะไปส่งฉันที่ทางเข้ารถไฟฟ้า ฉันก็แล้วแต่เขาล่ะนะ ได้ขัดข้องอะไร
“กลับบ้านดีๆ ล่ะ”
“แน็กก็กลับดีๆ นะ แน่ใจหรอว่าไม่เป็นไรอะไร”
“แน่ใจสิ”
“หมายถึงตัวฉันด้วยน่ะนะ”
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าคิดมากเลย ถ้าถึงแล้วเราจะส่งข้อความไปหานะ”
“ขอถามอะไรหน่อยสิ”
“?”
“ที่คุยกับเรานี่ลบแชททิ้งใช่มั้ย”
“ก็...ใช่”
“แค่ถามดูเฉยๆ น่ะ ไม่มีอะไร” ฉันก็ว่าไม่งั้นเขาจะมาคุยชิวๆ กับฉันได้ยังไงแล้วมินนี่จะไม่เห็นเลยงั้นหรอมันเป็นไปไม่ได้หรอก...มั้ง
“งั้นกลับก่อนนะ”
“เดี๋ยวก่อนไอซ์”
“ว่าไง”
“เรื่องวันนี้น่ะ เราขอโทษนะ”
“เอ่อออ ไม่ต้องคิดมาก” อุส่าห์ลืมไปแล้วนะเนี่ย ฮืออ
“เราแค่คิดว่าไอซ์อาจจะช่วยเราได้”
“ช่วย?” ช่วยอะไรรร ช่วยไปทำลายความสัมพันธ์ของนายหรอ T^T
“ถ้าเป็นอย่างงั้นได้ก็คงดี”
“นายหมายความยังไงแน็ก”
“เดี๋ยวเธอคงรู้เข้าสักวัน ไว้เจอกันใหม่นะ”
แน็กทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ฉัน ก่อที่เขาจะเดินจากไป แล้วฉันควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงดูลึกลับนัก
Nack Talk (Spacial)
ในวันที่แน็กเสนอจะลงไปส่งไอซ์ที
ทันทีที่ประตูถูกปิดลง
“มานี่สิแน็ก” เสียงเย็นเฉียบของมินนี่ที่เปล่งออกมา ผมเดินไปหาด้วยความยินยอม “นายก็รู้ว่านายน่ะเป็นของฉัน” มินนี่ใช้มือลูบที่ใบหน้าของผมอย่างแผ่วเบา
“ฉันไม่เคยเป็นของเธอ”
“นายอย่าพูดอย่างนั้นสิแน็ก นายน่ะเป็นของฉัน นายจะไปสนใจคนอื่นไม่ได้”
“ทำไมฉันจะสนใจคนอื่นไม่ได้”
“นายอยากให้คนที่นายสนใจตายงั้นหรอ”
“เธอหยุดทำแบบนี้สักทีเถอะนะ”
“ไม่ได้หรอก เพราะฉันรักนายมากยังไงล่ะ”
“เธอรักฉัน หรือเธอรักพลังของฉันกันแน่”
“ไม่เอาน่า ฉันน่ะรักนายจริงๆ ถึงแม้ในอนาคตนายจะเป็นอะไรก็ตาม” มินนี่เผยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ “ดื่มเลือดฉันสิแน็ก” มินนี่กำลังคว้าของมีคมใกล้ตัวเธอมา ก่อนที่ผมจะคว้ามันมากรีดที่ข้อมือของตัวเองแทน
“แน็ก!!”
“อย่าทำแบบนี้เลยมินนี่”
“นายไม่เคยเป็นแบบนี้ รู้ไว้เลยนะ ว่านายไม่มีทางหนีจากฉันไปได้ง่ายๆ แน่ เราทำพันธสัญญากันแล้ว!”
ผมไม่สนใจคำพูดของเธอและเดินเปิดประตูออกมา ไอซ์ที่นั่งรออยู่ด้วยสีหน้าฉงน และดูไม่เข้าใจสถานการณ์ ผมอาสาเดินลงไปส่งเธอ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมถึงสนใจเธอมากขนาดนี้ อย่างแรกคือ เธอมีกลิ่นตัวที่หอม และดึงดูดผมมาก เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผมยาว หน้าตาน่ารักมากทีเดียว เป็นผู้หญิงที่ผมตามหามานาน เรียกได้ว่าสเปคเลยล่ะ
ในระหว่างทางที่เดินมาส่ง ไอซ์ดูกลัวผมมาก หรือเป็นเพราะเรื่องตอนกลางคืนที่ผมแอบแตะตัวนิดๆ หน่อยๆ เธอไม่เดินใกล้ผมเลย แถมทิ้งระยะห่างไว้อย่างเยอะ เธอไม่พูดอะไรกับผมเลยสักคำ ซึ่งผมก็เป็นคนไม่ค่อยพูดอะไรอยู่แล้วด้วย เลยทำให้บรรยากาศนั้นเงียบเชียบมาก เมื่อลิฟท์เปิดออกแล้วผมยกมือขึ้นเพื่อแตะคีการ์ด ก็ทำให้ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า ตรงข้อมือมีแผลอยู่ ซึ่งไม่ทันแล้ว ยัยตัวเล็กของเราทำตาโต และแน่นอนว่าเธอดูสงสัยมาก ผมจะทำยังไงกับความน่ารักของเธอดีนะ (ฮ่า) ผมรีบซ่อนมือที่มีแผลให้พ้นจากสายตาของเธอ จากนั้นเธอก็บอกขอบคุณผมอีกครั้ง ซึ่งครั้งแรกที่เราเจอกันเธอก็พูดคำนี้ และเป็นจังหวะที่เราสบตากันพอดี เหมือนมีอะไรบางอย่างบอกผม บอกว่าเป็นเธอคนนี้
ยัยตัวเล็กของเราเดินออกไปแล้วเหมือนเธอกำลังรอคำตอบจากผมอยู่นะ แต่คิดแล้วก็เศร้าถ้าเกิดเธอเป็นอะไรขึ้นมา ผมจะให้อภัยตัวเองได้อีกยังไง จังหวะนั้นผมก็ตัดสินใจตอบกลับไปว่า
“กลับบ้านดีๆ นะ”
แต่ดูเหมือนว่าเธอคงจะไม่ได้ยิน เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมได้แต่คิดกับตัวเองว่า... ผมจะรักษาผู้หญิงคนนี้ไว้ได้ยังไง ไม่ให้เธอเป็นเหมือนกับผู้หญิงที่ผมเคยรักมากคนหนึ่ง
Ignore truths for temporary happiness.
จงใจเมินความเป็นจริง เพื่อความสุขเพียงชั่วคราว
=====================================================
หวังว่าจะพบกันใหม่ในตอนหน้านะคะ (สลบ zZZ) ♥
all quotes were translated by ifernweh
- คำผิด ยังมีอยู่นะคะ แนะนำให้อ่านทวนละเอียดๆ หลายๆ รอบเน้อ
- การบรรยาย หลายจุดที่งงค่ะ ต้องอ่านย้อนไปมาหลายรอบ เช่น ตอนตั๋วหนังเลย กว่าพี่จะเข้าใจว่า อีกเดี๋ยวนางเอกจะไปดูหนังเรื่องมีบีฟอร์ยูกับพี่สาว (ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องที่อาจารย์สั่งให้ไปดูพอดี) แล้วแฟร์ก็จะขอตั๋วหนังใบนึง ตัวเองจะได้ไม่ต้องไปดูเอง ใช่มั้ยคะ อันนี้เป็นจุดที่ยกตัวอย่างมานะ จริงๆ มีอีกหลายจุดมากที่พี่เคยเม้นไปแล้ว ซึ่งตรงนี้ ถ้าไม่อธิบายจริงๆ คนอ่านทั่วไปเค้าอาจจะไม่พยายามมานั่งทำความเข้าใจแบบพี่นะคะ เนื่องจากนิยายไม่มีาพไม่มีเสียง มีแต่ตัวหนังสือล้วนๆ งานของเราคือทำยังไงก็ได้ให้คนอ่านเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อ มองเห็นาพแบบที่เราอยากให้เห็นค่ะ ตรงนี้แนะนำให้ทำการบ้านด้วยการอ่านนิยายเยอะๆ หลายๆ ประเท แล้วก็ฝึกเขียนบ่อยๆ นะคะ นิยายจะแตกต่างจากไดอารี่ตรงที่เราต้องบรรยายให้มากขึ้น ไม่ใช่ใส่มาแต่ความคิดของนางเอกอย่างเดียวค่ะ มันจะทำให้เห็นาพได้ยาก
สู้ๆ นะคะ จะรออ่านตอนต่อไปค่ะ
ไล่เป็นข้อๆ เลยเนอะ
- เรื่องมันยังไม่มีทิศทางอ่ะ สะเปะสะปะเหมือนจะเข้าประเด็นแต่ก็ไม่เข้า ฉากก็แรนด้อมมาก แล้วจริงๆ เนื้อหามันไม่เยอะแต่เขียนยืดมาก
- การตัดสลับฉากไม่เนียนแล้วก็งงด้วย พี่ต้องอ่านทวนสองรอบอ่ะกว่าจะเข้าใจว่ามันหมายความว่ายังไง
- ไดอะลอคเยอะมาก แทบไม่มีบรรยายเลย คนอ่านนึกาพตามไม่ถูกอ่ะถ้าเกิดไม่ใส่รายละเอียด
รออ่านอาทิตย์ต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้จ้า
จะบอกว่าเรื่องนี้ปัญหาหลักอยู่ที่การบรรยายเลยค่ะ ไดอะล็อกเยอะมาก แต่ไม่ค่อยมีบรรยายให้เห็นถึงความรู้สึก ความคิด สีหน้า อารมณ์ของตัวละคร ทำให้คนอ่านไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ตัวละครกระทำเท่าไหร่นัก บทสนทนาไม่สามารถสื่อสิ่งเหล่านี้ออกมาได้ดีพอค่ะ อย่าลืมว่านิยายรัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่จะทำให้คนอ่านอินไปกับทุกความรู้สึกของตัวละคร และนิยายเป็นการสื่อสารผ่านตัวหนังสือ ไม่มีาพ ไม่มีเสียง ไม่มีเพลงประกอบ หากไม่สามารถเขียนให้คนอ่านเข้าใจหรือเข้าถึงตัวละครได้ ก็ยากมากที่จะทำให้คนอ่านสนุกไปกับเรื่องค่ะ
การดำเนินเรื่องยังมีปัญหา การตัดฉาก การเปลี่ยนเหตุการณ์ หลายๆ อย่างมันดูรวบรัดเกินไป แล้วก็เพราะยังถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ไม่ดี จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนอ่านอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเรื่องราว ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของตัวละครด้วยค่ะ ซึ่งเรื่องนี้โทนเรื่องดราม่ามาเลย แต่ยังไม่สามารถสื่ออารมณ์รวมไปถึงความคิดของตัวละครออกมาได้เลยนะคะ
เป็นกำลังใจให้สำหรับตอนต่อๆ ไปค่ะ