|
จากบทที่แล้วที่พี่อิงแนะนำไป นิสัยของนักเขียนยังไม่หมดแค่นั้นนะคะ ยังมีอีก 3 ข้อที่สำคัญ ถ้าอยากเป็นนักเขียนที่ดีและเก่ง ต้องพยายามทำให้ได้ครบทุกข้อ รับรองว่าน้องจะไม่มีคำว่า "ตัน", "หมดมุก", หรือแต่งไม่ออก มาต่อกันที่ข้อ 4 เลยนะคะ 4. ชอบจินตนาการ นักเขียนจะเป็นพวกจินตนาการ ชนิดว่าอยู่ในเส้นเลือดทีเดียว เกินกว่าจะเป็นนิสัยอีก ไม่ว่าจะเห็นอะไรเป็นจินตนาการไปหมด (พี่อิงจะขอเรียกจากนี้ต่อไปสั้นๆ ว่า "จิ้น") จะเห็นนกบินคู่กันสองตัว ก็จิ้นไปแล้วว่าชาติที่แล้วมันเกิดเป็นคน ครองรักกัน แล้วสัญญาว่าเกิดใหม่จะคู่กัน...อะไรก็ว่าไป หรือเห็นคนเดินข้ามถนน ถือหนังสือวิทยาศาสตร์กับกระเป๋าคอมพ์ นักเขียนก็จะจินตนาการไปแล้วว่า เขาทำงานองค์กรลับของรัฐบาล เกี่ยวกับโครงการก็อปปี้พันธุกรรมตัววอก = =; (นะ...) คือจะต้องมีจินตนาการกับทุกเรื่อง ทั้งกับเรื่องที่ไม่ควรจะจินตนาการ และไม่มีใครคิดจะจิ้นกัน ใบไม้ตกลงมาใบเดียว นักเขียนก็เอาไปคิดเป็นโครงเรื่องได้ คุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักเขียนไม่เคยหมดมุก และไม่มีคำว่าหมดเรื่องจะเขียน สามารถแต่งออกมาได้มากมายไม่หยุด บางทีแต่งสองสามเรื่องพร้อมกันก็มี (ต้องมีเอามาปนกันมั่งอะ)
จากคุณสัมบัติข้อนี้ จึงไม่แปลกเลย ที่คนจะชอบมองว่านักเขียนมีนิสัยแปลก และก็ไม่แปลกอีกอย่างที่หมวด writer ของเรา จะเคยมีคนแต่ง Fic จิ้นคู่ WM แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก! (เป็นตัวย่อ ไม่บอกตัวเต็ม อันตรายถึงเงินเดือนและชีวิต = = อ้อ WM ฝากบอกว่าไม่ได้แบนเรื่องนั้นนะ มันหายไปเอง ก๊าก!) 5. มีโลกส่วนตัวสูง นักเขียนสามารถล็อกตัวเองอยู่ในห้องได้เป็นวันๆ และผลิตต้นฉบับได้เป็นสิบๆ หน้าในไม่กี่ชั่วโมง...ถ้ามีอารมณ์ แต่ถ้าไร้อารมณ์ หนึ่งเดือนก็อย่าหวังจะได้เห็นแม้แต่บรรทัดเดียว (ยกเว้นกรณีเดียว หมดตัว ไส้แห้ง พยาธิร้องไห้ อาจเป็นแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้แต่งอย่างเร็วรวด แม้จะหมดอารมณ์ก็ตาม) จากข้อ 4 นักเขียนจะจินตนาการเรื่องทั้งเรื่องออกมาได้ ต้องมีเวลาว่างอยู่กับตัวเองพอสมควร เก็บตัวจากสังคมเพราะไม่ต้องการให้ใครกวนสมาธิ ดังนั้นโลกส่วนตัวในที่นี้ก็คือ การมีสมาธินั่นเอง ถ้าอาการนี้เกิดขึ้นกับเด็กวัยเรียนที่เป็นนักเขียน ก็จะเป็นที่กังวลใจของพ่อแม่ เพราะกลัวลูกจะเป็นเด็กมีปัญหา (จริงๆ ไม่ใช่หรอก เด็กมันติสต์) ดังนั้นน้องๆ วัยเรียน ถ้ามีอาการอย่างนี้ แล้วถูกพ่อแม่ห้ามไม่ให้เขียนนิยาย ก็อย่าน้อยอกน้อยใจไป พ่อแม่น้องเขาเป็นห่วงน่ะจ้ะ และน้องจะไม่รู้ตัวเองด้วยว่า ทำตัวให้น่าห่วงขนาดไหน เพราะน้องหลุดเข้าไปในโลกของจินตนาการแล้ว ยังไงก็เพลาๆ อาการติสต์ของตัวเองบ้างนะจ๊ะ
6. นักเลียนแบบ เลียนแบบในที่นี้ คือเลียนแบบจริงๆ ไม่อิงนิยาย แต่มันคนละอย่างกับการ "ลอก" นะ อย่าสับสน จริงๆ แล้วนักเขียนทุกคนก็ต้องเริ่มต้นจาก "เลียนแบบ" เพื่อ "เรียนแบบ" ท้าให้ทุกคนที่มีงานเขียนแล้ว กลับไปเอางานชิ้นแรกที่ตัวเองเขียนมาอ่านดู รับรองว่าจะต้องมีสำนวน โครงเรื่อง และมีคำประสมเฉพาะ (คำที่เป็นเหมือนลายเซ็นต์ของนักเขียนแต่ละคน) ที่เหมือนของนักเขียนคนใดคนหนึ่ง หรือ 2-3 คนผสมกัน ความเหมือนแทบจะเกือบ 90% นั่นก็เพราะ...ไม่มีใครเขียนเป็นแต่เกิด แต่หัวข้อนี้ ไม่ได้สนับสนุนให้น้องๆ เลียนแบบใครไปตลอดนะคะ แต่เราจะทำอาชีพอะไรนั้น เราจะเก่งไม่ได้เลย ถ้าไม่มีครู นักเรียนแพทย์ก็รักษาคนไข้ตามวิธีของอาจารย์ เชฟก็จำสูตรอาหาร วิธีการทำ ส่วนผสมจากอาจารย์ แล้วอาชีพนักเขียนล่ะ จะมาตัวเปล่าๆ คิดเองเขียนเอง แล้วมันจะรอดเหรอ? มันก็ต้องมีครูสอนบ้าง อะไรบ้าง แต่ไอ้ครั้นจะไปไล่เคาะประตูบ้านนักเขียนซีไรท์ ให้ช่วยสอนให้หน่อย ก็อาจโดนอะไรเขวี้ยงหัวเอาได้ ดังนั้นวิธีการเรียนของนักเขียน ก็คือการเลียนแบบครูนั่นเอง ลอง...พี่อิงแนะนำให้น้องๆ ลอง หยิบหนังสือจากนักเขียนที่น้องชอบสัก 2 เล่มมาอ่าน ดูวิธีการเล่าเรื่อง ดูการเรียงร้อยถ้อยคำ ดูจังหวะการเว้นวรรค ดูการเล่นสัมผัส ดูให้ละเอียดว่าแต่ละย่อหน้ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง เช่นทุกบทต้องเริ่มต้นด้วยฉากก่อน แล้วตามด้วยการบรรยายเวลา บรรยายกลิ่น บรรยายเสียง แล้วค่อยบรรยายตัวละคร หรือบรรยายตัวละครเลย แล้วค่อยบรรยายต่อด้วยสิ่งที่ตัวละครเห็น ทุกรายละเอียดให้อ่าน แล้วจดจำทุกคำ แล้วลองเขียนสักย่อหน้า เลียนแบบทีละคน โดยใช้โครงเรื่องง่ายๆ ที่เราแต่งใหม่ แล้วน้องจะพบว่า ตัวเองสามารถมีสำนวนการเขียนที่แตกต่างกันได้ถึง 2 สำนวน และเหมือนของต้นฉบับด้วย นี่คือขั้นแรกของการเรียน ขั้นที่ 2 ให้น้องลองมองตัวเองว่าชอบแนวการเขียนแบบไหน เขียนแบบใครแล้วน้องเขียนคล่อง เร็ว และสนุก จากนั้นลองหาสไตล์ของนักเขียนท่านอื่นที่เราชอบ มาประยุกต์ ผสมกัน หลังจากน้องลองแต่งไปสักพักใหญ่ๆ ผ่านนิยายของตัวเองไปสองสามเรื่อง น้องจะเจอแนวและภาษาของตัวเองค่ะ แต่การฝึกขั้นแรก ก็คือการเลียนแบบอาจารย์และรุ่นพี่
และเมื่อน้องทำแบบนี้จนเป็นนิสัย ไม่ว่าจะอ่านงานของใคร น้องจะจับจุดได้ทันทีว่า การเขียนของนักเขียนคนนี้เป็นอย่างไร ฉูดฉาด ภาษาสวย คล้องจอง หรือเน้นเรียบง่าย เข้าใจง่าย แล้วน้องก็จะรู้ว่า เอ้อ...เขียนแบบนี้ก็ได้แฮะ เราไปงมโข่งแบบนั้นมาตั้งนาน เอ้อ ตรงนี้ใช้บรรยายแบบนี้ดีกว่าใช้คำแบบเดิมที่เราเคยใช้ ยังไงก็ตาม พี่อิงย้ำว่า เลียนแบบ แล้วหาเอกลักษณ์ของตัวเอง มันต่างจากการลอก เพราะลอกคือการ "คัดลายมือ" โดยมีงานเขียนของคนอื่นเป็นต้นฉบับ ทำอย่างนั้น น้องจะไม่มีวันก้าวหน้าไปไหน ย่ำอยู่กับที่ และจะค้นพบในท้ายที่สุดว่า น้องไม่มีความสุขกับการเขียน เพราะมันไม่ใช่ตัวของน้อง แต่เป็นตัวตนของคนอื่นที่น้องไปลอกมา
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงนิสัยเด่นๆ ของนักเขียนเท่านั้น จริงๆ ยังมีเยอะกว่านี้อีก เห็นเงียบๆ วันๆ นั่งเขียนแต่นิยาย แต่นักเขียนก็คืออาร์ตตัวพ่อหรือตัวแม่ดีๆ นี่เองแหละจ้ะ (ขอยืนยันด้วยเกียรติของ บ.ก. ที่ทำงานกับนักเขียนมาเยอะมาก แต่ละคนอาร์ตๆ ทั้งนั้น)
นิสัยแต่ละอย่างที่บอกเล่าไป ก็เพื่อให้น้องๆ เอาเยี่ยงอย่าง ถ้าอยากจะเป็นนักเขียนกันจริงจัง ขยันฝึกฝนให้กลายเป็นความเคยชิน จนกลายเป็นนิสัย และจะพบว่างานเขียนของน้องค่อยๆ พัฒนาขึ้น นอกจากนี้พี่อิงอยากจะขอฝากสิ่งสุดท้ายไว้ มันเป็นสิ่งที่ยิ่งกว่านิสัย หรือความเคยชิน เพราะมันคือ...จิตสำนึก และนั่นก็คือ การรับผิดชอบสังคม ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ต้องย่อมต้องมีจรรยาบรรณ ตั้งแต่หมอยันคนขายพวงมาลัย แล้วในฐานะนักเขียน น้องจะไม่มีจรรยาบรรณได้อย่างไร? จรรยาบรรณในที่นี้คือ การเขียนผลงานที่รับผิดชอบต่อสังคม คือการเขียนที่จะทำให้คนอ่านพัฒนาทั้งทางด้านจิตใจและสติปัญญา แม้นิยายที่เราเขียนคือการบันเทิงคลายเครียด น้องอาจไม่เห็นว่าสำคัญที่จะต้องใส่สิ่งเหล่านี้ลงไป แต่นี่แหละ คือความแตกต่าง ระหว่างงานเขียนทั่วไป กับงานเขียนที่ดีพร้อม รู้ไหมว่า สิ่งเหล่านี้ นักเขียนรุ่นเก่าทุกคนล้วนทำมาหมดแล้ว แต่น้องไม่รู้...เพราะเขาไม่ได้บอกโจ่งแจ้ง แต่หลังจากอ่านนิยายเรื่องใดๆ จบ น้องจะรู้สึกได้ถึงความรักพ่อแม่ ความกตัญญู ทำดีได้ดี ตัวร้ายย่อมได้ชั่ว คนจิตใจดีย่อมได้รับสิ่งตอบแทนที่ดี เป็นต้น นั่นคือจรรยาบรรณที่นักเขียนเหล่านั้นพยายามสอดแทรกเข้าไป ทั้ง 6 ข้อข้างต้นนั้น คือนิสัยของนักเขียนโดยทั่วไป แต่ข้อสุดท้ายนี่แหละ ที่เป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างนักเขียนทั่วไปกับ...นักเขียนที่ดี
พี่อิงขอฝากสิ่งเหล่านี้ไว้กับนักหัดเขียนมือใหม่ ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเขียนที่ดีทุกคนนะคะ อย่าลืมนะ...ขอให้ฝึกฝน ขยัน และมีจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมทุกคนเลยนะคะ สู้ๆ พี่อิงเป็นกำลังใจให้
แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าจ้ะ
ป.ล.หลังอ่านบทความนี้จบ 5 ใน 10 คนจะต้องไปเสิร์ชหา fic เรื่องนั้น ข้อมูล: พี่อิงเขียนเอง (เออเอง) ภาพประกอบ: sahavicha.com, singletrackworld.com
umasreeraghunath.blogspot.com |
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?





56 ความคิดเห็น
เหอ ๆ ๆ ๆ ๆ
หกข้อที่ว่ามา มีทั้งหมดแถมเยอะเกินไปบางข้ออีกต่างหาก โดยเฉพาะห้าข้อแรก มีเยอะสุด ๆ แต่ไหงยังจิ้นตันอยู่ดี
(ข้อหกก็มี แต่ไม่พยายามมีให้มาก เพราะลอกกับคิดเอง อันไหนมันน่าภูใจกว่ากันล่ะ แค่ดูเป็นแนวทางเฉย ๆ ก็พอ)
ก็นะ เมื่อสมัยอยู่ปีสองปีสาม นั่งแต่งแฟนฟิคเดรโก+เฮอร์ไมโอนี่ได้เป็นหน้า ๆ
สามชั่วโมงแต่งได้จบหนึ่งตอนพอดี (สิบหน้าเอสี่) โอ้โฮโอลัลล้าดีใจมากมาย
แต่พอมาตอนนี้ คิดเอง ทำเองทุกอย่าง แต่กลับเขียนไม่ได้
สิ่งสำคัญสำหรับนักเขียนอีกอย่างหนึ่ง ก็คงเป็น "แรงบันดาลใจ" นั่นแหละ
พล็อตมี ตัวละครมี เนื้อเรื่องปูไว้แล้วคร่าว ๆ ตั้งแต่ต้นยันจบ เหลือแต่ลงดีเทล แต่มันก็เขียนไม่ได้จริง ๆ นะ
คงเพราะไม่มีแรงบันดาลใจละมั้ง เมื่อก่อนมีเยอะมาก แต่อยู่ดี ๆ มันก็กลับหายไปเฉย ๆ เสียอย่างนั้น
พล๊อตก็ขยันผุดเสียเหลือเกิน แต่ม๊ะม๊าไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเขียน เพราะฉะนั้นหนู ๆ ก็อยู่ในโหลดองไปก่อนนะลูก
แม้ว่าจะมีเพื่อน ๆ พี่ ๆ หลาย ๆ คนช่วยกัน "ถีบ" ก็ตาม (ขอใช้คำนี้ "ผลักดัน" มันน้อยไป 555+) มันก็เข็นไม่ขึ้น
แล้วแต่การฝึกฝน
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะคะ
5. อันนีถูกเผง ! เราอยู่ในห้องเป็นวัน ๆ นั่งแต่งนิยายนี่ละ เขียนนะ ไม่ใช่พิมพ์ เวลาเขียนกับสมุดมันจะเกิดอารมณ์มากกว่าน่ะ
6. ไม่รู้ว่าคล้ายกันรึเปล่า แต่ว่าเวลาอ่านนิยายของนักเขียนที่เราชอบ เราจะพยายามดูวิธีเล่าเรื่องของเขา บลา ๆ
7. ยังกึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่รู้มันจะ 'ดีพอ' ให้คนอื่นมาอ่านของเราหรือเปล่า T T
# แต่ตอนนี้ ตัวเราเองยังเป็นได้แค่ นัก [หัด] เขียน
จะพยายามต่อไปค่ะ :)
เรื่องจริง ทำก่อนนอนทุกคืน
:P
ขอบคุณค่ะ สำหรับการแนะนำดีดีแบบนี้
ใช่ทุกข้อเลย ขังตัวเองในห้องได้เป็นวัน
เวลาอ่านนิยายก็อ่านซ้ำไปซ้ำมา พยายามวิเคราะห์การเขียน (ทีตอนเรียนวรรณคดีไม่เห็นจะขยันขนาดนี้)
แค่เดินข้ามถนนยังจิ้นให้ตัวเองเป็นนางรองที่ถูกรถชนเลย
สยองไหมล่ะ...อิอิ
อ่านแล้วช่วยให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ ว่าเรามาได้ถูกทางแล้ว ต่อจากนี้ก็พัฒนาตัวเองมากขึ้นๆ สักวันคงมีผลงานของตัวเอง ฮึด!!!
ตรงที่ ถ้ามีอารมณืก็จะเขียนออกมาได้เป็นกะตั๊กๆ
แต่ถ้าไม่มีอารมณ์ บรรทัดเดียว ตัวเดียว ก็ไม่มีให้อ่าน
5 555
จะพยายามทำตามคำแนะนำให้ได้นะคะ
เห็นว่าเป็นข้อความดีๆ น่าอ่านด้วยแหละเลยเข้ามาอ่านค่ะ
ไม่ได้คิดอยากเป็นนักเขียนหรอก แหะๆ ถึงจะเคยจิ้นมาบ้างก็เถอะค่ะ
เพราะว่างานประจำที่ทำอยู่ตอนนี้ก็จะแบ่งเวลามาอ่านหนังสือไม่ค่อยจะได้เล้ย
แต่เป็นบทความที่ให้ข้อคิดดีจริงๆ ค่ะ
แบบว่าเป็นประเภทชอบอ่านอ่ะนะคะ เห็นบทความไหนน่าอ่านก็อ่านมันหมดค่ะ
ท่าทางพี่อิงต้องมาเฉลยแล้วหละ
ขอบคุณค่า ></
เป๊ะเลย O.O
ปล. หนูไม่เคยหมดมุก แต่หนูขี้เกียจ -w-