|
สำหรับวันนี้ ยังคงเป็นเรื่องราวต่อจากตอนที่แล้ว แต่จะเน้นถึงระบบการเข้ามหาวิทยาลัยของแคนาดา ลองดูกันเลยดีกว่าจะเหมือนหรือต่างจากบ้านเรายังไงบ้าง ??? สวัสดีชาวเด็กดีทุกคนนะคะ :D เจอกันอีกแล้ว แจน ณัฐกมล ลือสมบูรณ์ ตอนนี้แจนกำลังเรียนปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัย British Columbia (ขอเรียกว่า UBC) ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาค่ะ จากตอนที่แล้วที่แจนเล่าเรื่องระบบการเรียนมัธยมของที่แคนาดา ส่วนวันนี้เรามาต่อกันที่การเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ แจนอยากจะบอกว่า การเข้ามหาวิทยาลัยที่แคนาดาต่างกับที่ไทยค่อนข้างมาก เพราะที่นี่ไม่มีการสอบเข้าเลยค่ะ ใช้คะแนนในโรงเรียนตอนม.ปลายล้วนๆ ขั้นตอนดังนี้ค่ะ 1. โดยอย่างแรกเลยเขาจะดูวิชาภาษาอังกฤษ ว่าตอนเกรด 11 และเกรด 12 เราได้คะแนนรวมเกิน 70% รึเปล่า ใครที่จะมาเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่ แจนขอแนะนำให้เช็คให้แน่ใจเลยว่า เรามีวิชาที่ทางคณะต้องการครบรึเปล่า ถ้ามีครบแล้ว ที่เหลือก็เลือกวิชาที่ชิลๆ ทำคะแนนได้ดีๆ ก็ดีนะคะ เพราะว่าใครได้คะแนนสูงๆ หน่อย (สูงแค่ไหนต้องไปเช็คกับทางมหาวิทยาลัยดูค่ะ) ก็มีสิทธิ์ได้ทุนจากมหาวิทยาลัยอีกด้วย ประหยัดไปได้อีก ^^ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของมณฑล Britis Columbia [BC] จะเปิดรับสมัครกลางๆ เดือนมกราคมค่ะ (ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าสมัครไปตามระเบียบ) นักเรียนสามารถยื่นใบสมัครได้จนถึงปลายเดือนกุมภา และในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาถึงเมษาจะเป็นช่วงยื่นคะแนน ถ้าเป็นนักเรียนใน BC ก็เลือกได้ว่าจะรอให้โรงเรียนส่งคะแนนให้ หรือว่าจะไปยื่นเองก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กนอก BC หรือเด็กต่างชาติ คงต้องลองไปติดต่อครูแนะแนวดูค่ะว่าจะขอให้ทางโรงเรียนเป็นคนส่งให้ หรือให้โรงเรียนออกใบเกรดมาแล้วนักเรียนเป็นคนส่งจดหมายมาให้ทางมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง แล้วมหาวิทยาลัยจะประกาศรับเราเข้าเรียนประมาณเดือนมีนาถึงพฤษภาค่ะ ช่วงนี้ทุกคนก็ลุ้นกันตัวโก่งเลยทีเดียว เจอหน้ากันก็มีแต่ถามว่า ที่มหาวิทยาลัยส่งเมลมาให้เธอรึยัง ถามประมาณนี้เกือบทุกวันเลยค่ะ ฮ่าๆๆ ต้องขอเล่าหน่อยค่ะ ว่าตอนแรกแจนเกือบจะไม่ได้เข้ามาเรียนที่ University of Britis Columbia [UBC] แล้ว ช่วงนั้นก็ประมาณกลางเดือนเมษา เพื่อนๆ หลายคนได้รับอีเมลจาก UBC บอกว่าเขารับเพื่อนเราเข้าเรียนแล้วนะ แต่แจนรอแล้วรออีก ก็ยังไม่ได้อีเมลแจ้งอะไรมาเลย แถมสถานะใบสมัครก็ยังขึ้นอีกว่า คุณสมบัติไม่ครบตามที่ต้องการ แจนก็งง ทำอะไรไม่ถูกเลยค่ะ ใจแป้วมากๆ เพราะตอนนั้นจบเทอมสองแล้ว (ที่นี่โรงเรียนมีสามเทอมค่ะ) แล้วคะแนนของแจนในสองเทอมที่ผ่านมาก็ถือว่าดีมากๆ (ต้องขอบคุณวิชาเลขกับชีวะที่ช่วยดึงเกรดขึ้น) เพื่อนแจนก็เลยบอกว่า ลองไปที่มหาวิทยาลัยดูสิ ไปคุยกับเขาดู จะได้รู้ว่าเราขาดตกบกพร่องอะไรตรงไหน แจนกับแม่ก็เลย เอาวะ ลองเข้าไปคุยกับเขาดูก็แล้วกัน สองแม่ลูกก็เลยนั่งรถเมล์เข้าไปคุยกับศูนย์บริการข้อมูลนักศึกษาโดยตรงเลย โดยก่อนหน้านี้แจนก็เช็คว่า จริงๆ มีตรงไหนที่แจนขาดหรือไม่ถึงเกณฑ์รึเปล่า พอได้ไปคุยกับ Advisor ของ UBC ก็ตรงตามที่คิดไว้เป๊ะเลยค่ะ แจนขาดคะแนนวิชา English11 ไปวิชาเดียว! คือวิชานี้ต้องเรียนตอนเกรด 11 ซึ่งก็เท่ากับม.5 ของไทย แต่ตอนม.5 แจนยังเรียนอยู่ที่เมืองไทยนี่นา จะไปมีคะแนนวิชานี้ได้ไง ???? สุดท้าย Advisor เขาบอกว่า ให้แจนกลับไปบอกครูที่ปรึกษาของแจนให้อีเมลหรือโทรมาหาเขาหน่อย จะได้คุยกันว่าจริงๆ แล้ว ภาษาอังกฤษของแจนดีพอที่จะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยได้รึเปล่า กลับมาเที่ยงวันนั้น แจนก็รีบเข้าไปหาครูที่ปรึกษาของแจนเลยค่ะ อธิบายเขาไปว่าสถานการณ์ของเราตอนนี้เป็นยังไง แล้วก็ขอให้เขาช่วยโทรหรืออีเมลไปหา Advisor ของมหาวิทยาลัยให้หน่อย ครูที่ปรึกษาหรือ Ms.Vancic ก็ใจดีมากๆ เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาจะโทรไปวันนี้เลย แจนก็ค่อยโล่งไปเปราะนึง แต่ช่วงนั้นก็เลยเข้าไปหาครูที่ปรึกษาบ่อยมากๆ จะบอกว่าเจอหน้ากันทุกวันเลยก็ว่าได้นะคะ ฮ่าๆๆ ระหว่างนั้นแจนก็เข้าไปเช็คในเว็บมหาวิทยาลัยบ่อยเหมือนกัน แต่มันก็ยังขึ้นว่าเรายังคุณสมบัติไม่ครบเหมือนเดิม ก็ได้แต่รออย่างเดียวแหละค่ะ สองอาทิตย์ผ่านไปไวเหมือนโกหก พอวันที่ 10 พฤษภาคม (เป็นวันที่น่าจดจำวันหนึ่งเลยค่ะ) แจนก็เข้าไปเช็คเมลตามปกติ แต่พอเห็นว่ามีอีเมลเข้ามาจาก UBC แจนก็รีบเข้าไปอ่านทันที พออ่านจบปุ๊บ แจนแทบจะกรี๊ดตรงนั้นเลย เพราะ Advisor ของ UBC บอกว่าทางมหาวิทยาลัยรับเราเข้าเรียนในคณะ Arts แล้วนะ ให้เข้าไปคอนเฟิร์มสถานะของเราในเว็บได้เลย แจนก็เลยรีบเข้าเว็บของมหาวิทยาลัยทันที ซึ่งสถานะของแจนเปลี่ยนจาก "คุณสมบัติไม่ครบ" เป็น "ได้รับข้อเสนอรับเข้าเรียนจากมหาวิทยาลัย" แถมยังได้ทุนอีกด้วย ! เหมือนยกภูเขาออกจากอกเลยค่ะ และถ้าไม่เกรงใจคนอื่นล่ะก็ ตอนนั้นแจนคงกรี๊ดไปแล้วจริงๆ ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นเราก็ต้องไปคอนเฟิร์มว่าจะเข้าเรียนที่นี่ แล้วก็จ่ายค่าแรกเข้า เป็นอันว่าเสร็จขั้นตอนการรายงานตัวค่ะ แต่แค่นั้นยังไม่จบค่ะ ถ้าเป็นที่เมืองไทย เด็กคนไหนที่ติดสอบตรงแล้ว บางคนก็อาจจะไม่ค่อยไปโรงเรียนอะไรแบบนี้ใช่มั้ยคะ แต่ที่แคนาดาไม่ได้เลยค่ะ ใครที่คิดว่าติดมหาวิทยาลัยแล้วจะไม่เข้าเรียนหรือไม่ส่งงานที่โรงเรียนในเทอมที่เหลือล่ะก็ คิดผิดอย่างแรงเลยค่ะ เพราะที่นี่เขารอดูเกรดเทอมสามของเราอีกด้วย ใครที่โดดเรียนหรือไม่ทำการบ้านจนเกรดตกฮวบฮาบ อาจจะหมดสิทธิ์ได้ทุน หรือไม่ก็อาจจะหลุดจากสภาพว่าที่นักศึกษาได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้นช่วงเวลาที่เหลืออยู่ (อีกหนึ่งเดือน) ในเกรด 12 แจนก็ยังคงต้องตั้งใจเรียนต่อไปค่ะ จริงๆ มันมีเหตุผลที่ทำให้เราต้องตั้งใจเรียนในเทอมที่เหลือค่ะ ด้วยสองเหตุผลหลักๆ เลยนะคะ ข้อหลักคือเพื่อรักษาสภาพว่าที่นักศึกษาอย่างที่บอกไปแล้ว ส่วนอีกข้อคือเพื่อเตรียมสอบ Provincial Exam ค่ะ ซึ่งเด็กเกรด 12 ใน BC ทุกคนต้องสอบอย่างน้อยหนึ่งวิชา นั่นก็คือ English12 ถ้าไม่สอบจะเรียนไม่จบเกรด 12 ค่ะ ส่วนวิชาอื่นนั้นจะเลือกสอบหรือไม่สอบก็ได้ แต่คนส่วนใหญ่ที่เลือกสอบเพิ่มก็เพื่อชิงทุน Provincial มูลค่า $1000 - $2000 (มีใครตาลุกวาวเหมือนแจนมั่งรึเปล่าน้า) แจนก็เป็นหนึ่งในนั้นนะคะ ^^ ใครฟิตอ่านเยอะๆ อาจจะได้ทุนและช่วยประหยัดค่าเทอมไปได้เกือบหนึ่งในสี่ ก็คุ้มเหมือนกันนะคะ สำหรับสองเดือนสุดท้ายของเกรด 12 ผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีทั้ง Grad Dinner/Dance (ซึ่งก็คืองานพรอมนั่นแหละค่ะ) School Leaving Ceremony (เป็นงานรับวุฒิบัตรที่เวอร์ได้ใจแจนมากๆ) การสอบไฟนอล (ที่หลายๆ คนส่งเสียงประท้วงว่าไม่อยากอ่านหนังสือ) และการสอบ Provincial!! อย่างที่เล่าไปแล้วที่เดินสายเข้ามาต่อๆ กันอย่างไม่ต้องให้เด็กเกรด 12 ได้พักเลยทีเดียว ช่วงนี้ก็อ่านหนังสือกันหัวฟูเลยค่ะ อาจจะยังไม่ได้ครึ่งของเพื่อนๆ ที่เมืองไทยที่อ่านหนังสือและเรียนพิเศษเพื่อสอบแอดมิชชั่น แต่สุดท้ายแล้ว แจนกับเพื่อนๆ ก็ได้ทุน Provincial นี้มาครอบครอง ฮ่าๆๆ ดีใจมากๆ เลยค่ะ :D เส้นทางสู่มหาวิทยาลัยในแคนาดานี้อาจจะฟังดูเหมือนง่าย แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่ใครๆ คิดนะคะ ใครอยากมาเรียนที่นี่ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี แล้วก็เต็มที่ไปเลยค่า แจนจะเอาใจช่วยนะคะ ^^
|
แสดงความคิดเห็น
ถูกเลือกโดยทีมงาน
ยอดถูกใจสูงสุด
รายชื่อผู้ถูกใจความเห็นนี้ คน
แจ้งลบความคิดเห็น
คุณต้องการที่จะลบความเห็นนี้ใช่หรือไม่ ?







18 ความคิดเห็น
มหาวิทยาลัยที่แจนเรียนชื่อ University of British Columbia ค่ะ แจนพิมพ์ตกตัว h ไปตัวนึง แหะๆ
ส่วน Ms.Vancic ครูที่ปรึกษาของแจนหรือที่ที่นี่เรียกว่า Counsellor คือผู้หญิงผมทองในรูปสุดท้ายในบทความตอนที่แล้วค่ะ ขาดคนนี้ไป แจนคงไม่ได้เข้ามาเรียนที่นี่แล้วล่ะค่ะ ต้องขอบคุณเขาจริงๆ
ตอนนี้ BC provincial exam ของเกรด12มีแค่อังกฤษอย่างเดียวแล้วค่ะ อย่างอื่นยกเลิกหมดแล้ว scholarship จะตัดสินจาก provincial exams ที่ทำตอนเกรด 10,11, และ 12 ค่ะ
แล้วของ UBC รู้สึกปีนี้เป็นปีแรกที่ตอนสมัครต้องทำ personal profile
คือต้องเขียนว่าทำกิจกรรมอะไรบ้าง ในด้านต่างๆ เช่น อาสา, ศิลปะ, แข่งกีฬา, ความเป็นผู้นำ,อื่นๆ
เท่าที่ได้ยินมาคือตอนนี้ถ้าคะแนนไม่สูงมากๆๆ ประมาณว่าได้แค่ดีก็ไม่แน่ว่าจะได้เข้า เขาจะเอากิจกรรมเป็นตัวตัดสินด้วย เพราะงั้นถึงคะแนนไม่ดีมากแต่กิจกรรมดี(ดีมากๆ หลากหลาย และมีแนวโน้มว่าเราจะมาทำชื่อเสียงให้มหาลัยได้)ก็มีโอกาสเข้าค่ะ (เคยได้ยินมาว่าถ้าเป็นนักกีฬาโอลิมปิก เข้าได้แน่ๆ แต่นี่คือได้ยินมาปากต่อปาก ไม่รู้จริงแค่ไหนนะคะ)
แล้วก็ deadline ของ UBC คือ Jan. 31 ค่ะ
เท่าที่ได้มาเขาบอกว่าพอ UBC ทำ personal profile มหาลัยอื่นก็จะทำตาม เพราะงั้นมีแนวโน้มว่าในอนาคตมหาลัยอื่นก็ต้องทำเหมือนกัน
McGill (หนึ่งใน big 3 ของแคนาดา) ใบสมัครทำง่ายที่สุด แต่ดูคะแนนอย่างเดียว เพราะงั้นเกรดเฉลี่ยต่ำสุดที่ปีที่แล้วเขารับเข้าจะสูง เช่นคณะวิทย์ปีที่แล้ว 92.7% ปีนี้ก็ดูท่าจะสูงขึ้นไปอีก เกรดเฉลี่ยดูจากห้าวิชาหลัก รวมอังกฤษ deadline Feb.1 ค่ะ
University of Toronto (อีกหนึ่งใน big 3 รู้สึกว่าอันดับหนึ่งในแคนาดาเลย) ใบสมัครวุ่นวายกว่าหน่อยเพราะต้องทำผ่านเว็บกลาง มหาลัยนี้ก็แข่งขันสูงมาก เกรดเฉลี่ยดูจากสี่วิชาหลักๆของเกรด 12 รวมอังกฤษ หรือห้าถ้า major ที่สมัครต้องการแคลคูลัส รู้สึกว่าdeadline Feb.1 เหมือนกันไม่แน่ใจ
ขอแนะนำว่าถ้าเรียนที่นี่อย่าเรียน IB certificate ถ้าจะเรียน IB ก็ควรเลือกเป็น diploma เลย เพราะสำหรับ certificate ทางมหาลัยไม่ดู predicted IB grade เหมือน diploma เขาจะดูเป็นเปอร์เซ็นต์ แล้วมีค่าเท่าเทียมกับวิชาปกติ ทั้งที่เรียนยากกว่ามาก(ระดับมหาลัย)คนที่เลือกเรียน IB ส่วนใหญ่เรียนเพื่อไปสมัครมหาลัยที่ US หรืออังกฤษค่ะ คือเท่าที่เห็นมีแต่เด็ก IB (ที่ทำกิจกรรมเยอะมากๆๆ)เท่านั้นที่เข้ามหาลัยดังๆของอเมริกาได้ (เพื่อนเราเข้า princeton, yale, cornell, กับ U of penn ได้ตบมือหน่อยเร็ว 555)
สรุปคือจะเข้าที่ไหนก็หาข้อมูลให้ละเอียดนะคะ เราก็พลาดไปหลายอย่างเพราะขี้เกียจอ่าน อย่างบางมหาลัยมี early admission เราก็ไม่รู้เลยพลาดไปแล้ว T^T
@millo ดีใจกับเพื่อนของน้องด้วยนะคะ สุดยอดเลยค่ะ ส่วนเรื่องการสอบ Provincial พี่ส่งเมลไปถาม counsellor ของพี่แล้วค่ะ เขายืนยันมาแล้วว่าปีนี้เป็นการสอบแบบบังคับทั้งหมด เกรด 10 สอบอังกฤษ วิทย์ และเลข เกรด11 สอบ Social studies ส่วนเกรด 12 สอบแค่อังกฤษวิชาเดียว สำหรับทุน Provincial ต้องได้ B อย่างน้อยสามวิชา และได้ A หนึ่งในห้าวิชาที่บังคับสอบ
สำหรับการทำ personal profile ในการ UBC พี่ก็ไปถามมาแล้วเหมือนกันค่ะ สำหรับปีก่อนๆ เขาเรียกส่วนนี้ว่า supplemental application ซึ่งพี่ก็ทำไปเหมือนกัน แต่พี่แค่ไม่ได้เขียนในบทความน่ะค่ะ สองอย่างนี้ต่างกันตรงที่ supplemental application จะทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ และฟอร์มก็จะต่างกันไปตามแต่คณะ ส่วน personal profile บังคับทำทุกคน กรอกครั้งเดียวใช้ได้กับทุกคณะค่ะ แต่ทั้งสองอย่างก็ต้องการให้เรากรอกข้อมูลคล้ายๆกัน ว่าเราเคยทำกิจกรรมอะไรมาบ้าง เพราะเขาต้องการนักเรียนที่เก่งรอบด้านน่ะค่ะ
ส่วนเรื่องขั้นตอนการสมัครเข้า McGill กับ U of Toronto พี่ก็ถามเพื่อนที่ได้รับคำตอบรับจากทั้งสองที่ รวมถึง UBC ด้วยค่ะ (ตอนนี้เพื่อนพี่เรียนอยู่ที่ McGill ค่ะ) เพื่อนพี่ก็บอกว่าขั้นตอนเป็นไปตามที่น้อง millo บอกจริงๆ
ยังไงก็ขอให้น้องติดที่ที่น้องอยากเรียนนะคะ
@นุชชี่ มาเลยค่ะ ที่นี่มีอะไรน่าสนใจอีกเยอะเลย
@55555134124 เมลของแจน jan_feliona@hotmail.com มีอะไรก็ถามได้นะคะ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 มกราคม 2555 / 13:31
การเตรียมตัวแอดมิชสอบเข้ามหาลัยที่นั่นแตกต่างจากเมืองไทยด้วย^^ ที่นั่นใช้การยื่นคะแนนทั้งหมด เหมือนต้องตั้งใจตั้งแต่เนิ่นๆ เมืองไทย ขี้เกียจอย่างไรม.6 ต้องฟิตตตตต มาตั้งใจคราวเดียวม.เดียว อัดๆกันไป =_=(ถ้าเข้าใจไม่ผิด) ของที่นี่ต้องอ่านหนังสือให้มากก ติว! ลดกิจกรรมนันทนาการT0T ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด(ที่นั่นน่าจะด้วย) หาเคล็ดลับเป็นตับๆ 5555 ชอบตรงครูที่ปรึกษา(Ms.Vancic)ช่วยดูแลปรึกษานักเรียนอย่างอบอุ่น >< ตรงนี้ก็(แอบ)แตกต่าง ของไทยก็น่ารักนะ สอนเนื้อหาความรู้ให้เยอะแยะ ถ้าสอบติดต้องกลับมาไหว้อีกครั้ง :) แต่ที่นั่นดูเป็นกันเองกว่า ระยะห่างระหว่างกันสั้นกว่ามั้ง คิดว่า^^ พี่แจนสุดยอด ผ่านมาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร :D ครูแนะแนวของเรา^^
ดิท.แก้คำ
แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 26 มกราคม 2555 / 19:10
บางโรงเรียนปล่อยเกรด บางโรงเรียนกดเกรด
เฮ้อ น่าเสียดาย
ขอ เมล เธอ ได้ ไหม ? จะ ได้ ติด ต่อ . มี อะไร อยาก ถาม อ่ะ ค่ะ.
ปล.เจ๊หล่ะปวดหัวภาษาดีกว่านี้ไม่มีแล้วหรอคะเด๋วถีบส่งไปอยู่ดาวอังคารซะเลยนิ่
ไม่รู้ว่าจะทำได้มั้ย คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมีอ่ะค่ะ