หลักในการเขียนนิยาย เวอร์ชัน 6 (เทมส์)

หลักการเขียนนิยายเบื้องต้น สอนนักดาบชั้นเลวให้กลายเป็นอัศวิน    โดย เทมส์

          เว็บไซต์สมัยนี้มีหลายเว็บที่เปิดโอกาสให้นักเขียนมือใหม่สามารถ นำเรื่องที่ตนเขียนมาลงให้ผู้ใช้งานทั่วไปอ่านได้ เป็นสถานที่รวมนักเขียนมากมายจากทุกชนชั้นฐานะอายุมาประชันฝีมือกันเพื่อชิง ความเป็นใหญ่แย่งนักอ่านกัน หากเรื่องไหนโด่งดังเข้าตาสำนักพิมพ์ เรื่องนั้นก็มีโอกาสได้ตีพิมพ์อีกด้วย คุณคิดไหม สถานที่แบบนี้ มันก็เหมือนกับ สนามรบ ดีๆนี่เอง  และเว็บไซต์ Dek-D ก็คือสนามรบของนักเขียนที่ใหญ่ที่สุด ด้วยมีกองทัพนักเขียนมหึมา ขนาดเลข ID ทะลุ 80,000 ไปแล้ว เรื่องที่เคลื่อนไหวก็มีราว 2,000 – 3,000 ได้ ( 77000 นั่นตายไปในสนามรบหมด ) ในขณะที่นักอ่านจริงๆนั้น ผมฟันธงได้ว่ามีแค่ 400 – 600 คน ก็คือ 1 ใน 5 ของนักเขียนเท่านั้น มิหนำซ้ำนักอ่านส่วนใหญ่ 80% ก็จะไปอ่านเรื่องที่ดังอยู่ก่อนแล้ว ใครจะมาอ่านเรื่องเกิดใหม่อย่างเราล่ะ นี่มันนรกชัดๆ การที่คุณจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสนามรบที่โหดร้ายนี้ก็มีแต่

          ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น !!

          เมื่อเรานำนิยายของตัวเองมาลงในเว็บก็ย่อมที่จะอยากให้มีคนอ่าน เยอะๆ หากไม่ใช่ คุณก็ไม่ใช่นักเขียนแล้ว แต่จะทำอย่างไรให้เรื่องเราดังได้ล่ะ  ในฐานะที่ผมได้เขียนนิยายอยู่ในเว็บ มา 2 ปี และนิยายผมได้รับการตีพิมพ์จากสนพ.สถาพรจะได้ออกในงานหนังสือตุลานี้  ผมจะ ขอเสนอแนะคำสอนต่างๆเพื่อให้คุณที่กำลังเป็นนักเขียนมือใหม่ทั่วไปให้กลาย เป็นนักเขียนที่เก่งกาจ  จะสอนให้คุณไม่เพียงเลื่อนขั้นจากนักดาบชั้นเลว เป็นนักรบ


          แต่จะสอนให้คุณเป็นอัศวินที่เหนือกว่านักรบทั้งมวล


          จงเชื่อมั่น ขอให้พลังอยู่กับคุณ

         แล้วทำยังไง เรื่องเราถึงจะมีคนอ่านเยอะๆล่ะ ?  

         นี่คือคำถามยอดฮิต  อย่างที่ผมเกริ่นไปตอนแรกแล้ว การเขียนนิยายให้ดังในเว็บได้น่ะ ไม่ยากหรอกครับ  แต่โคตรบรมยากเลย ผมเคยเริ่มต้นเขียนจากศูนย์มาก่อนจึงเข้าใจความยากลำบากนั้นดีครับ  ตอนลง เรื่องครั้งแรกเรื่องผมก็ไม่มีคนอ่านเลย อาทิตย์นึงจะมีมาเม้นซักคนสองคน  กว่าจะมีวันนี้ได้ก็เรียกว่าเข็นครกขึ้นภู เขาประมาณนั้น นักเขียนส่วนใหญ่ใส่ใจแค่ทำอย่างไรให้เขียนได้ดี แต่จริงๆแล้วมันไม่พอครับ ผมได้ผ่านอะไรมามากจึงรับรู้ว่า การที่คุณจะเป็นนักเขียนที่เก่งกาจได้นั้นต้องมี 3 ปัจจัยนี้ คือ ใจ , การเขียนและการตลาด  

ถ้าจะให้ความสมบูรณ์เต็ม 100 % นั้น  
40% มาจาก ใจ
35% มาจาก  การเขียน
25% มาจาก การตลาด

โอ้ว ใช่ครับ เห็นไหมว่าการเขียนน่ะ แค่ 35 เองนะ ใจใหญ่กว่าอีกครับ มิหนำซ้ำการตลาดยังมีตั้ง 25 แน่ะเกินครึ่งนึงของการเขียนอีก  คุณอาจร้องเหวอ อะไรวะเนี่ย  แต่นี่คือความจริงสำหรับสนามรบที่โหดร้ายนี้ แต่ไม่ต้องห่วง ทั้ง 3 ข้อใหญ่ผมจะสอนคุณทั้งหมดโดยสรุปหัวใจหลักเน้นๆเลย  เชื่อว่าคุณต้องได้รับ ประโยชน์จากการอ่านบทความนี้อย่างยิ่งแน่ครับ  



บทแรก : ใจอัศวิน (ใจ)

          อย่างที่บอกว่าผมจะสอนให้คุณเป็นอัศวิน งั้นเริ่มเลย ขั้นแรกคุณต้องมี ใจ ก่อน ดั่งท่าน chen ได้ให้ความสำคัญไว้  สิ่งที่จะเป็นแรงผลักดันให้คุณไปถึงจุดหมาย ถ้าคุณใจไม่เข้มแข็ง ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางเป็นอัศวินได้หรอก  ใจอัศวินมี 4 ห้อง

         1. ใจสู้  - ก็คือ ความอดทน  เป็นสิ่งที่ สำคัญที่สุดสำหรับนักเขียน การแก้งานไง ฟันธงได้ว่าไม่มีใครจู่ๆเขียนลงกระดาษแล้วสมบูรณ์แบบ 100% แม้จะเป็นนักเขียนมืออาชีพเองก็ตาม  ถ้าคุณเป็นนักเขียนจริงจัง คุณจะได้รู้จักคำว่า “ เขียนหนึ่งแก้สิบ “ แน่ครับ คุณต้องไม่ขี้เกียจแก้งานตัวเอง ไม่แค่นั้น คุณยังต้องอดทนที่จะรอคนอ่าน อดทนที่จะฟังคำด่าด้วย บางคนก็เขียนเรื่องออกจะดีนะ แต่พอเจอผู้ไม่หวังดีเข้ามาโพ๊สด่าแค่ทีเดียว เขาลบเรื่องตัวเองทิ้ง ไอ้แบบนี้น่ะไม่น่าเห็นใจหรอกครับ เรียกว่าคนอ่อนแอซะมากกว่า แบบนี้อยู่สนามรบตายก่อนเพื่อน ขอบอก ถ้าคุณไม่อดทนได้ถึงขั้นนั้น ปิดคอมนอนได้ครับ เพราะคุณไม่มีทางที่จะเป็นอัศวินได้

          2.ใจมั่น - คือ เชื่อมั่นในตนเอง  ในที่นี้ หมายถึง คุณต้องมีความมั่นใจครับ เช่น มั่นใจว่าฉันทำได้แน่ , เรื่องฉันดีไม่แพ้ใคร ความมั่นใจนี้ไม่ได้หมายถึงการหลงตัวเองนะครับ มันต้องเป็นความมั่นใจจากจิตห้วงลึกคุณจริงๆ  พยายามให้กำลังใจตัวเองไว้ ถ้าหากเวลานี้คุณยังลังเลว่าเราจะไปไหวไหมน้อ , เราสู้คนอื่นไม่ได้แน่  อะไรทำนองนี้น่ะ หยุดคิดซะครับ จงคิดว่าเราทำได้  ความเชื่อมั่นของคนเรานั่นแหละครับที่สร้างปาฏิหาริย์อัน ยิ่งใหญ่มานักต่อนักแล้ว ขอเพียงคิดว่าทำได้ คุณก็จะทำได้จริงๆ แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองทำไม่ได้แน่ มันก็จะเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น ถ้าคุณยังไม่มั่นใจตัวเอง ก็ยังไม่ต้องคิดจะเป็นอัศวินครับ

          3.ใจรู้  - หรือก็คือ รู้ใจตนเอง  คุณจะต้อง รู้นะครับว่าที่ตัวเองเขียนนิยายเนี่ย เพราะอะไร เพื่ออะไร ถ้ายังหาคำตอบนี้ให้ตัวเองไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งเขียนครับ ถ้าคุณเขียนเพื่อให้ตัวเองเด่นดังได้เอาไปอวดเพื่อนๆ ก็เลิกซะเถอะ  คำตอบ(อย่างน้อย)ที่ควรจะเป็นก็คือ เขียนเพราะรักที่จะเขียน  แต่ที่จริงควรมีมากกว่านั้นครับ ลองค้นหาใจตัวเองดูนะ บางทีคุณอาจพบว่าเดินผิดทางอยู่ก็ได้  อัศวินจะต้องรู้เป้าหมายแน่ชัดของตน เองครับ

          4.ใจกว้าง  -  ก็คือ รู้จักรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น   ไม่ว่าจะเป็นคำวิจารณ์เชิงลบหรือข้อเสนอแนะต่างๆ แน่นอนครับ ถ้ามีคนมาบอกว่าเรื่องคุณไม่สนุกเลย  คุณต้องไม่ชอบ  ใช่ ไม่ชอบถูกแล้ว แต่ไม่ควรไปถือโกรธหรือเถียงคนๆนั้น ขอให้รู้ไว้ว่าคนอ่านไม่ผิดเสมอ ถ้าเขาไม่สนุก หมายความว่าคุณเขียนไม่ดีเอง คุณควรถามไถ่สาเหตุเขาว่าเพราะอะไร อย่าลืมครับว่าคนอ่านคือกระจกของนักเขียน ถ้าไม่มีข้อนี้คุณไม่มีทางก้าวหน้าได้  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าฟังแล้วให้ ยึดปฏิบัติเลยนะ ไอ้นี่ก็อ่อนแอครับ พูดอะไรเชื่อหมด ไม่มีใจมั่น เราควรฟังเสียงจากหลายๆด้านครับ วิเคราะห์อย่างเยือกเย็น ด้วยเหตุผลมิใช่อารมณ์


จบจ้า เรามาต่อบทสองที่ทุกคนรอคอยดีกว่า


                                      ___________________________________________


บทที่สอง : พลังอัศวิน (การเขียน)

          ถ้าหากคุณมีใจอัศวินแล้วล่ะก็เท่ากับคุณก้าวหน้าไป 40% แล้วนะครับ แต่นักรบที่มีแต่ใจไร้ฝีมือก็ไม่อาจเป็นอัศวินได้ ผมจะสอนถึงเทคนิคการเขียนต่างๆในบทนี้ครับ สำหรับการเขียนนั้นแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ

          1.ด้านพล็อตเรื่อง (20%)                         2.ด้านภาษา (15%)

          พล็อตเรื่องก็เหมือนกับฝีมือดาบครับ ส่วนภาษาก็เหมือนกับดาบที่อัศวินใช้ จะเห็นได้ว่าผมให้%ของภาษาเกือบเท่าพล็อตเรื่องเลย เพราะภาษาสำคัญมากเหมือนกัน อัศวินที่ไร้ฝีมือก็ทำอะไรศัตรูไม่ได้  แต่ต่อให้มีฝีมือสูงส่ง ถ้าดาบไม่ดีพอก็ไม่อาจแสดงพลังของอัศวินผู้นั้นได้เต็มที่  เช่นกัน ถ้ามีดาบดี แต่ฝีมือไม่มีก็เป็นไก่ได้พลอย น่าเสียดายนัก เราต้องฝึกสองด้านควบไปครับ ปัญหาส่วนใหญ่ที่นักเขียนมือใหม่เจอก็คือ พล็อตเราอะสุดยอดเลย คิดยังไงก็สนุก แต่ทำไมเขียนออกมาคนอ่านไม่ชอบ นั่นก็คือมีฝีมือแต่ดาบไม่ดีนั่นเอง คุณคิดในหัวได้ความสนุกเต็ม 10 แต่พอถ่ายทอดออกมากลับได้แค่ 2 เป็นต้น  จะขออธิบายแยก

          ฝีมือดาบ (พล็อตเรื่อง)  - อันนี้มาจากหัวคุณล้วนๆ ไม่สามารถสอนได้หรอกเพราะแต่ละคนย่อมมีสไตล์การคิดพล็อตที่ต่างออกไป ยังไงก็อยากให้คุณคิดพล็อตที่คุณอยากแต่งมากที่สุดนะ อย่ายึดติดว่าคนอ่านชอบอ่านแนวนั้นนี่ ก็เลยไปแต่งแนวนั้น  อันนี้เขียนยังไงก็ไม่รุ่งครับ  เราต้องเขียนสิ่งที่เราอยากเขียน นี่แหละสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นก่อนที่คุณจะแต่งเรื่อง ผมอยากให้คุณสะสมพล็อตไว้พอสมควรก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจแป๊กกลางทางได้ ก็เหมือนเพลงดาบอ่ะถ้าเราเพิ่งเป็นได้แค่ท่า 2 ท่า สุดท้ายก็สานท่าต่อไม่ได้ก็ตายเปล่าๆ มันต้องได้เกินครึ่งเรื่องเป็นอย่างน้อยค่อยลงมือ จะได้วางใจ  ผมจะแนะนำความเป็นพล็อตที่ดีให้นะครับ

      ***1.น่าติดตาม -  สำคัญที่สุดโดยเฉพาะในเน็ท  อย่างที่พี่อินทรีได้บอกไปนั่นแหละ  คุณควร จะให้มีความน่าติดตามอยู่ทุกตอนเสมอ  โดยเฉพาะช่วง 4 – 5 ตอนแรกต้องมากเป็นพิเศษด้วย ทำยังไงก็ได้ให้พอเขาอ่านตอนแรกแล้ว เขาจะคลิ้กอ่านตอนที่ 2 ของคุณ  และตอนที่ 2 ก็ต้องทำให้อยากอ่านตอนที่ 3 ต่อ เป็นต้น ทำยังไงจะให้เรื่องน่าติดตามก็คือต้องมีการขมวดปมครับ และปมนั้นต้องมีพลังมากพอทำให้คนอ่านอารมณ์ค้างด้วย

          2.ความสนุก  -  ใช่ครับ ถ้าไม่สนุก แล้วจะอ่านทำไม  คุณต้องมองให้ออกว่าพล็อตของคุณมีอะไรที่เป็นความสนุกบ้าง ปกติสนุกมักจะคู่กับน่าติดตามนะครับ เราพยายามเน้นให้สนุกเข้าไว้ทุกตอนครับ ความสนุกมาได้หลายทาง จำกัดนิยามไม่ได้ แต่ผมคิดว่าทุกคนรู้ว่าความสนุกคืออะไรนะ
          ปล.สิ่งที่คุณสื่ออาจจะไม่ใช่ความสนุกก็ได้ อาจจะเป็นอารมณ์อื่น เช่น ทำให้เกิดความสงสัย เกิดความกลัว เกิดความคิด เป็นต้น แต่ในที่นี้ขอเหมารวมว่าคนอ่านทุกคนชอบความสนุก

          3.กระชับฉับไว  -  ในเน็ทคุณต้องเร่งรีบกับเวลา ไม่มีใครอยากจะเสียเวลาอ่านเรื่องคุณนานๆแน่ถ้าเรื่องไม่ดีจริง ดังนั้นพยายามให้กระชับฉับไวพาเรื่องเข้าไคลแม็กซ์เร็วๆ( ให้เรื่องเข้มข้นโดยเร็ว อย่ามีน้ำว่างั้นเถอะ)อันนี้พูดถึงในกรณีพล็อตเรื่องนะครับ บางคนคิดว่ากระชับฉับไวหมายถึงให้เราเขียนบรรยายสั้นๆ อันนั้นเข้าใจผิดครับ ขอยกตัวอย่างเช่น หากมีนักดาบกับพ่อมดเดินมาประจันหน้ากัน  พล็อตที่อืดอาดก็คือ ทั้งคู่มัวแต่พ่นน้ำลายใส่กันเป็นชั่วโมงก่อนสู้  แต่พล็อตที่ฉับไวก็คือ เพียงแค่มองตากันเท่านั้น นักดาบก็กระโจนเข้าหาพร้อมฟาดดาบใส่ ในขณะที่พ่อมดก็ยิงคาถาสวนมาทันควัน เป็นต้น

          4.มีเหตุผล  -  เหตุผลก็คือตัวรองรับการกระทำต่างๆของตัวละคร เนื้อเรื่อง หรืออะไรก็ตามในนิยายของคุณ แม้ว่าคุณจะแต่งนิยายแฟนตาซีก็ตาม คุณก็ควรมีหลักเหตุผลพอสมควร ไม่งั้นนิยายคุณจะกลายเป็นจับฉ่าย ไม่ได้อะไรสักอย่างเลย คนอ่านจะเกิดความคิดโต้แย้งในหัว หรือก็คืออคติ ถ้าเป็นคนอ่านหัวรุนแรงก็จะร้องเถียงทันที และอาจพาลไม่อ่านเรื่องคุณด้วย  ดังนั้นจงระวังข้อนี้ด้วยครับ

          5.แหวกแนว  -  ในที่นี้คืออย่าไปลอกเลียนของใครเค้ามา อย่างสมัยนี้แต่งนิยายแนวโรงเรียนสอนพลังกันเกลื่อนเลย ผมเห็นแล้วเบื่อมากครับ  พยายามคิดให้แหวกออกไปให้มากที่สุดครับ ผลตอบรับจะย้อนกลับมาสูงเช่นกัน นักอ่านเค้าชอบอะไรใหม่ๆอยู่แล้ว และไม่ต้องกังวลนะครับว่าถ้าแหวกมากๆ คนอ่านอาจไม่เข้าใจความคิดเรา นั่นไม่ใช่ปัญหาของการแหวกแนวครับ แต่เป็นปัญหาที่คุณทำให้คนอ่านเข้าใจไม่ได้ต่างหาก
          ปล.เมื่ออัศวินปะทะอัศวินด้วยกัน ส่วนใหญ่จะตัดสินแพ้ชนะด้วยข้อ 5 นี่แหละครับ



          โอเคครับ จำ 5 ข้อนี้เอาไว้ แล้วลองมาพิจารณาพล็อตเรื่องของคุณซิครับว่าขาดหายข้อไหนไปบ้าง  ถ้าขาดไป ข้อสองข้อยังไม่เป็นไรครับ ข้อสำคัญคืออย่าขาดข้อ 1 ความน่าติดตามก็พอแล้ว และพยายามคิดให้พล็อตเรื่องเราสมบูรณ์ครบ 5 ข้อนี้ให้ได้คับ ถ้าทำได้ คุณก็ได้มา 20 แล้ว ไปต่อที่การลับดาบกันเลย




          ดาบ ( ภาษา ) -  แม้ว่านักรบบ้างคนอาจมีพรสวรรค์ต่อสู้มาแต่กำเนิด เกิดมาเก่งเลย แต่เฉพาะดาบเท่านั้นที่จะไม่มีทางได้มาแต่แรก คุณจะต้องลับดาบทื่อๆให้กลายเป็นดาบดีให้ได้ด้วยตนเอง หรือก็คืออาศัยพรแสวงล้วนๆนั่นเอง ต้องใช้ความอดทนพอควรเลยครับ ไม่เพียงแค่ลับดาบ เมื่อถึงขั้นหนึ่ง คุณจะต้องสร้างดาบของตัวเองด้วยเพื่อที่จะเอาชนะคนอื่นได้ การจะได้ดาบที่ดีมาสิ่งที่ต้องทำคือ

          1.อ่านมากๆ  -  อ่านหนังสือทั้งหลายที่ขวางหน้า โดยเฉพาะหนังสือที่มีฝีมือภาษาเยี่ยม ยิ่งต้องอ่านเป็นพิเศษ จับเทคนิคของเค้าแล้วเอามาเป็นเราให้ได้ คนอ่านมากได้เปรียบครับ เพราะจะช่วยเพิ่ม “คลังคำ” คุณให้เยอะขึ้นด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะได้มาจากการอ่านเพียงทางเดียวเท่านั้น

          2.เขียนเยอะๆ – นึกภาพอะไรออกมาก็ฝึกๆเขียนเอาไว้ ขึ้นชื่อว่านักเขียน มันก็ต้องเขียนสิครับ อย่ากลัวที่จะเขียนครับ ยิ่งฉากที่เราคิดว่าเราไม่ถนัด ก็ยิ่งต้องฝึกปรือเป็นพิเศษทีเดียว

          3.รับทุกความเห็น – โดยเฉพาะจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษา เขาติอะไรมาก็รับไปพิจารณาปรับปรุงคับ เพราะจะมีมุมไม่ดีที่เรามองไม่เห็นเสมอ ผู้ที่มองเห็นได้ก็จะมีแต่คนอ่านเรื่องเราเท่านั้น


          เท่าที่ผมคิดได้ก็คงมีแค่ 3 ทางนี้แหละ  ทุกอย่างต้องประกอบกันครับ จะฝึกปรือแค่ทาง 2 ทางไม่ได้ ผมเห็นนักเขียนบางคนฝึกเขียนใหญ่เลยและก็รับฟังความเห็นคนอื่นดี แต่พัฒนาช้ามาก เพราะเขาไม่ค่อยได้อ่านเรื่องคนอื่นครับ ไม่รู้เทคนิค ไม่มีคำหลากหลายมาใช้ เขียนยังไงมันก็เดิมๆครับ เพราะเราก็รู้อยู่แค่หัวเรานิ

         การที่เราจะได้ดาบดีมามันต้องใช้เวลามากพอควรครับ เรียนรู้ไปเรื่อยเป็นเดือนเป็นปี ดังนั้นอย่างที่เกริ่นในใจอัศวิน ถ้าคุณไม่ใจสู้ก็อยู่ไม่ไหวหรอกครับ เอาล่ะ ที่จริงผมก็ไม่ได้มีดาบดีเด่นไปกว่าคนอื่นเสียเท่าไหร่นะครับ แต่ก็จะแนะนำหลักเท่าๆที่ทำได้ก็แล้วกัน ขอแบ่งเป็น 3 ส่วนนะครับ จากคะแนนเต็ม 15

1.การบรรยาย (7)
2.การใช้ภาษา (5)
***3.เทคนิคลูกเล่น (3)  


          การบรรยาย  หมายถึง การทำให้คนอ่านเห็นภาพในสิ่งที่เราจินตนาการ นี่เป็นตัวหลักที่สุด คุณจะเขียนให้สนุกได้ยังไงถ้าคนอ่านเห็นเพียงแค่ความมืดในนิยายของคุณ การบรรยายเป็นอะไรที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก เปรียบเสมือนทุ่งหญ้าโล่งเตียนสุดลูกหูลูกตา บทเรียนนี้เรียนให้ตายก็ไม่มีวันจบ ขอให้คุณจำหลักสำคัญไว้ก็พอแล้วครับ การบรรยายคือการทำให้คนอ่านเห็นภาพ   ถ้าคุณทำให้คนอ่านเห็นภาพไม่ได้ นั่นคือคุณพลาดแล้ว ต้องแก้ใหม่ บางคนไม่รู้ว่าเราจะเริ่มบรรยายจากจุดไหนดี  มีนักเขียนในเว็บผู้เป็นสุดยอด การบรรยายได้สอนหลักเอาไว้ให้ผม นั่นคือพี่ J Kidz  หลักอันนั้นก็คือ

          “ จงเปรียบนิยายเราเป็นภาพยนตร์ เวลาที่กล้องถ่ายหนังซูมไปที่จุดไหนก่อน เราก็จะบรรยายจุดนั้นก่อนเฉกเช่นกัน และค่อยๆเป็นไปตามลำดับ “
          
          ปล. ในวิชาภาษาไทยการบรรยายหมายถึงการเล่าเรื่อง การพรรณนาต่างหากที่หมายถึงให้เห็นภาพ แต่ในที่นี้ผมจะขอใช้ การบรรยาย คลุมศัพท์ว่า อธิบาย บรรยาย พรรณนา หมดไปเลยนะคับ


          เอาล่ะ ผมจะแบ่งการบรรยายเป็นส่วนๆนะครับ

          1.ฉาก  -  คือสภาพแวดล้อมรอบๆตัว  เช่น อยู่ในห้องนอน อยู่ในป่า เป็นกลางวันหรือกลางคืน เป็นต้น  และต้องเจาะลึกให้ละเอียดลงไป เช่น ในห้องนอนมีอะไรบ้าง เตียงสีอะไร พื้นทำจากอะไร พอสมควร  ฉากจะเป็นส่วนที่บรรยายหนักสุด และต้องอดทนด้วย ควรเป็นสิ่งแรกในการบรรยายนะครับ

          2.ตัวละคร – คือ รูปร่างหน้าตารวมถึงลักษณะทางท่าของตัวละครคนนั้น ปกติบรรยายในครั้งแรกที่ตัวละครนี้โผล่มาเพียงครั้งเดียวก็พอ  แต่ต้องเอา ให้ละเอียดเลยนะ บางเรื่องลืมบรรยายตัวละคร หรือไม่ก็เอาแค่สีตากับผมเป็นส่วนใหญ่ น้อยไปครับ

          3.อารมณ์ตัวละคร – อันนี้สำคัญมาก ผู้อ่านควรรู้อยู่เสมอว่าตัวละครตัวนั้นกำลังมีอารมณ์ใดๆอยู่ ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์คุณก็ต้องบรรยายด้วยครับ

          4.สิ่งของเฉพาะ  -  หมายถึงจุดเล็กๆที่คุณเน้นเป็นพิเศษ ของบางอย่างที่มีลักษณะพิเศษ ใช้คำบรรยายกว้างๆบอกไม่ได้ก็ต้องเจาะลึกไป เช่น อาวุธพิสดารทั้งหลายเป็นต้น



          ที่บอกมา 4 อย่างนี่คือ ต้องการให้คุณระลึกไว้เสมอครับว่าการบรรยายของเราต้องมีครบ 4 ข้อนี้ บางทีเราไม่รู้จะบรรยายอะไรก็ลองมาย้อนนึกดูครับว่าเราลืมอะไรใน 4 ข้อนี้ไปหรือเปล่า
  

          หลักของการบรรยาย

      ***1. ต้องเข้าใจง่าย  -  ใช่ครับ เข้าใจเป็นสิ่งสำคัญสุดๆ ทำยังไงให้คนอ่านเข้าใจ ก็ต้องค่อยๆเริ่มบรรยาย ตามลำดับครับ ตั้งแต่เรื่องง่ายไปยาก ใหญ่ลงมาเล็ก เป็นต้นครับ  ถ้าข้อนี้ทำไม่ได้ก็จบเห่

          2. ต้องพอดี –ในที่นี้คือ อย่าบรรยายน้อยเกินจนคนอ่านไม่รู้อะไรเลยหรือมากเกินไปจนคนอ่านเบื่อเสีย ก่อน เราจะรู้ได้ไงว่าบรรยายพอหรือยัง ก็ให้ย้อนมาคิดครับว่า คนอ่านต้องรู้ในสิ่งไหนบ้าง เราก็บรรยายตรงนั้น แต่จุดที่ไม่จำเป็นก็ไม่ควรใส่บรรยายมากเกินหน้าตาครับ สรุป เท่าที่จำเป็นต้องรู้และอย่าวกวน  

          เอาล่ะ จบการบรรยายเท่านี้ก่อนนะครับ นี่เพียงผิวเผินที่สำคัญ เราไปการใช้ภาษาต่อครับ



          การใช้ภาษา  หมายถึง การใช้รูปประโยค สรรพนาม คำเชื่อม ต่างๆ จะไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้เห็นภาพเหมือนการบรรยายนะครับ การใช้ภาษามีจุดประสงค์คือ เพื่อให้อ่านลื่นไหล เข้าใจง่าย ได้อารมณ์ และไม่เบื่อ  มันก็คือรสวรรณคดีนั่นแหละ มือใหม่มักจะมีปัญหาด้านนี้เช่นกัน จะขอแนะแนวทาง

          1.อย่าฟุ่มเฟือย  นี่ปัญหาหลักเลยที่นักเขียนใหม่ๆส่วนใหญ่เจอกัน ควรตรวจเสมอครับว่า บางทีประโยคเราใช้เนี่ย มันคาบกึ่งกันหรือเปล่า เช่นมี 2 ประโยค แต่ที่จริงแค่ 1 ก็สื่อความหมายพอแล้ว เป็นต้น เราจึงควรตัดพวกมันทิ้งไป แล้วไปเสริมในจุดอื่นๆที่ไม่ได้บรรยายแทน

          2.รู้จักใช้คำ  ภาษาไทยเรานั้นพลิกแพลงได้หลายตลบมากครับ คำบางคำความหมายเหมือนกัน แต่ความหนักไม่เท่ากัน เราต้องรู้จักใช้ตามสถานการณ์ เช่น พูด , ร้อง , ตะโกน , ตวาด  เป็นต้น  

          3.รู้จักเปรียบเทียบ  บางทีเราไม่อาจบรรยายภาพได้ดีพอ เราจำเป็นต้องใช้การเปรียบเทียบเข้าช่วย เช่น เราบอกว่าหมาบ้านเราตัวโคตรใหญ่  คนอ่านไม่อาจรับรู้ได้ว่าใหญ่ขนาดไหน แต่ถ้าบอกว่าหมาเราตัวเท่ารถบรรทุก เป็นไงครับ นึกออกเลยมะ

          4.รู้จักใช้คำหลากหลาย  นี่เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน ถ้าเราใช้คำเดิมๆติดต่อซ้ำกันมาก คนอ่านเบื่อแน่ อย่างคำว่า ผู้หญิง เนี่ย ก็ใช้ได้เยอะแยะ เช่น สตรี , สาวน้อย  เป็นต้น หรือเอาเป็นสรรพนาม เธอ ก็ได้  

          5.รู้จักเชื่อมประโยค  บางทีเราสามารถนำประโยค 1 และ 2 มารวมกันได้ด้วยคำเชื่อม เราก็ควรใช้คับ เพื่อให้เนื้อหาลื่นไหลมากขึ้น ถ้าแต่งแยกๆเยอะ นิยายเราก็ทื่อคับ


          เฮ้อ จบแค่นี้ก่อนนะครับ ไม่งั้นเราจะไม่ได้ไปหัวข้ออื่นเลย อีกอย่างเรื่องการใช้ภาษาเนี่ยเป็นหัวข้อใหญ่มาก มันต้องใช้เวลาเรียนรู้เอง แค่อธิบายไม่พอครับ



  
          เทคนิคลูกเล่น   อันนี้เป็นบางสิ่งที่ทุกคนลืมครับ  มันก็คือ การจัดย่อหน้ากระดาษ , การใช้ลูกเล่นตัวหนาตัวเอียง ขีดเส้นใต้ สัญลักษณ์พิเศษ  รวมถึงการเว้นบรรทัดให้ดูดี นี่เป็นสิ่งที่สำคัญมากนะครับ และผมก็คิดว่าผมถนัดเจ้านี่ที่สุด  เห็นแค่ 3 แต้ม แต่มันก็มีผลทำให้นิยายเราพังได้นะครับ แน่นอน นั่นคือจัดย่อหน้าเว้นวรรคห่วยแตกมากจนคนอ่านเห็นแล้วเอือมระอาไงคับ อ่านไม่รู้เรื่อง เป็นต้น  ไอ้เทคนิคพวกนี้มันเรียนรู้กันได้เร็วครับ ดังนั้นควรพิจารณามันเป็นอย่างแรกเลย

          คงไม่ต้องสอนอะไรมากมั้ง รู้อยู่แล้วนิ จัดหน้ากระดาษให้เท่ากัน การเว้นบรรทัดต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่เดี๋ยวเว้น 1 เดี๋ยวเว้น 2 บ้าง แบบนี้ไม่ดีครับ  การ ทำตัวหนาตัวเอียงถือเป็นลูกเล่นสำคัญที่พระเจ้าประทานให้เราใช้ ดังนั้นหาวิธีใช้มันดีๆครับ คนที่ไม่ใช้นะ คุณน่ะโง่มากเลย เสียเปรียบคนอื่นตั้งแต่เริ่มทีเดียว  สัญลักษณ์พิเศษก็อย่างเช่น ! ?  <>  + =  อะไรก็ตาม มันช่วยได้นะ ลองหาเทคนิคของคุณเองดูครับ

          สรุป หัวข้อนี้ผมย้ำให้คุณไม่ลืมสิ่งเหล่านี้นะคับ หลายคนมองข้ามมันไป น่าเสียดายมาก


          เอาล่ะ ได้ดาบมา จบซะทีสำหรับพลังอัศวิน   รู้สึกเนื้อหาหนักจัง เอาเถอะ ถ้าคุณทนอ่านมาถึงตรงนี้ได้ แสดงว่าคุณพอมีคุณสมบัติใจอัศวินเหมือนกันนะ ถ้าหากคุณสำเร็จที่ผมพูดมาหมดได้ ก็เท่ากับคุณได้เข้าใกล้ความเป็นอัศวินไป  75 %แล้วนะครับ แล้วอีก 25 ล่ะ ไปบทเรียนสุดท้ายกันครับ ^-^


                                      _________________________________________



บทที่สาม  :  ม้าอัศวิน ( การตลาด )

          คิดว่าหลายคนคงสงสัยแน่ๆว่าเฮ้ย การตลาดเนี่ย มันอะไรกัน  อัศวินต้องมีม้าด้วยรึ  คุณถูกครับ อัศวินไม่จำเป็นต้องมีม้า แต่ถ้ามีมันก็ดีกว่าไม่ใช่รึ ถ้าคุณอยู่รวมกับคนอื่นในสนามรบ คุณสู้เก่งแค่ไหนก็ไม่มีใครเห็นความดี เพราะสงครามมันมั่วซั้วไปหมด แต่ถ้าคุณขี่ม้าอยู่ล่ะ ในขณะที่คนอื่นได้แต่ยืนบนดินมองคุณแต่ไกล เท่านี้คุณก็จะเป็นเป้าสายตาของทุกคน ทั้งยังไปหยิบธงชัยได้เร็วกว่าคนอื่นด้วย ใช่ครับ การตลาด ก็คือ การทำให้เรื่องของเราโดดเด่นนั่นเอง   เทียบกับหนังสือขายตามร้าน มันก็คือหน้าปกนั่นแหละ คิดดูครับ คุณเข้าไปในร้านหนังสือ มีหนังสือเป็นพัน คุณอ่านเก่งแค่ไหนก็ไม่ถึงร้อยแน่ แล้วยังงี้คุณจะรู้ได้ไงว่าเรื่องไหนดี  คำตอบคือ ไม่มีทางรู้ครับ นอกจากได้อ่าน  ทำยังไงจะให้อ่านได้ ก็ต้องมีหน้าปกที่ดึงดูดใจ มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์

          ในที่นี้ผมจะพูดถึงในเว็บ Dek –D เป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ มีเรื่องดีๆมากมายอยู่ครับ แต่คนอ่านอ่านได้ไม่หมดหรอก เค้าอ่านแต่เรื่องน่าสนใจ งี้ใครจะมารู้ว่าเรื่องเราดีจริง  เจ้าของเรื่องส่วนมากไม่ให้ความสำคัญกับ การตลาด นั่นเป็นความคิดที่ผิดครับ มันทำให้เขาไม่ดังซะที หรือดังแต่ช้า  คุณต้องหาวิธีทำให้คนอ่านคลิ้กเข้ามาอ่านเรื่องคุณอันดับแรก   คิดว่าการตลาดนี้คงไม่มีนักเขียนคนไหนมาสอนแน่ครับนอกจากผม ฉะนั้นคุณจงตั้งใจอ่านให้ดีละ เทคนิคต่างๆกว่าผมจะมาขั้นนี้ได้ ต้องเหยียบการตลาดช่วยเต็ม 25 เลยครับ  ไม่หวงวิชาอยู่แล้ว

          การตลาด 25 แต้มนั้น ผมจะแบ่งดังนี้ สิ่งที่จะดึงดูดใจคนอ่านได้แก่

          1.ชื่อเรื่อง   - เป็นสิ่งแรกที่คนอ่านเห็น เราต้องให้ความสำคัญกับมัน อย่างยิ่งยวด  ต้องดึงดูดใจ และต้องสัมพันธ์กับเรื่องเราด้วย ชื่อเรื่องเมื่อตั้งไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้อีก จงคิดอย่างรอบคอบระมัดระวังที่สุด

          2.คำอธิบายเรื่อง  -  ใช่แล้ว คำอธิบายเรื่อง สำคัญมากๆรองลงมา  คิดดีๆครับ ลองทำไปเรื่อยๆได้ ก็พยายามค้นหาอันที่ดีที่สุดครับ บางทีจุดนี้ต้องใช้พรสวรรค์ด้วย

          3.คะแนนเรื่อง – อืม ปฏิเสธไม่ได้ว่าคะแนนก็เป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่ง  ใครที่บอกว่าหวังคอม เม้นมากกว่าไม่สนใจคะแนน  ก็อาจจริงของเค้านะครับ แต่ถ้าเป็นด้านการตลาด คุณควรสนครับ เพราะเรื่องที่มีคะแนนมากก็ยิ่งดึงดูดความสนใจมาก ทั้งคะแนนยังมีอำนาจไม่สิ้นสุดด้วย คือ เพิ่มแต้มได้ไม่มีสุด มิหนำซ้ำถ้าได้ขึ้นชาร์ต นี่คือข้อได้เปรียบมากๆครับ เรียกว่าพื้นที่สวรรค์เลย  ช่วงแรกคุณจะเสียเปรียบเพราะไม่มีคะแนนเลย ไม่เป็นไรครับ ผมเริ่มมาแบบนั้นเหมือนกัน ต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปครับ  แต่ขอบอกว่าไม่ควรโหวตคะแนนให้กับตัวเองนะครับ เพราะนั้นเป็นการทำที่ผิดจริยธรรม ผิดต่อตนเอง คุณจะสูญเสียคุณสมบัตินักเขียนนิยายที่ดีไปครับ  ตั้งแต่แต่งนิยายมาผมพูด ได้เต็มปากว่าไม่เคยโหวตให้ตัวเองเลยซักครั้ง ; )

          ***4.การโปรโมต  -  หรือก็คือการเข้าไปอ่านเรื่องคนอื่นแล้วทิ้ง งานตนให้คนอื่นเข้ามา อยากบอกว่าสำคัญมากในช่วงแรกเกิด  เพราะนี่คือการเชื่อมความสัมพันธ์ของนัก เขียนในเด็กดีนี้ ผมเองก็ใช้วิธีนี้ในสมัยก่อน ปัจจุบันนอกจากเราจะได้นักอ่านมากมายแล้ว เรายังได้มิตรภาพดีๆอีกด้วย  แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณควรอ่านเรื่องเขาด้วย และอ่านตามจริง  ไม่ใช่อ่านแบบขอไปที หรือโกหกว่าอ่านแล้วแต่ที่จริงไม่ได้อ่าน ความสัมพันธ์แบบนั้นจะไม่ยั่งยืนครับ สุดท้ายคุณก็จะไม่ได้ใครมาอ่านเรื่องคุณเลย  เทคนิคการโปรโมตที่ผมลองแล้วได้ผลดีก็คือ ควรเลือกดูคนที่ชอบไปโพ๊สตามที่ต่างๆบ่อยๆครับ เราก็เล็งเป้าคนนั้นซะเลย เค้าจะได้มาโพ๊สหาเราบ่อยๆ หรือเล็งคนที่วิจารณ์เก่งอย่างพี่ Chen เราก็ได้นะ หุ หุ  การโปรโมตแบบสุ่มได้ผลน้อยครับ ควรทำตามที่ผมแนะนะ

          5.การอัพหน้าเว็บบ่อยๆ – ใช่ครับ อัพหน้าเว็บ ทั้งๆที่เราไม่ได้ลงตอนใหม่อะไรนั่นแหละ คิดว่าทุกคนคงรู้อยู่แก่ใจ ควรอัพขึ้นหน้าเว็บอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งนะ เรื่องเราจะได้อยู่ในระบบตลอด ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้ทุกคนหน้าด้าน อัพทุกชั่วโมง หรือทุก 15 นาทีไปเลย รับรอง มีคนเข้ามาตรึม  โดยเฉพาะในวันตัดสินคือวันที่ 1 ของเดือน ที่ทุกคนจะมีคะแนน 0 หมด นั่นคือโอกาสทองที่เราจะแจ้งเกิด เราต้องลงตอนใหม่เวลานั้นครับ และอัพหน้าเว็บให้บ่อยสุดๆ จะช่วยได้มาก มันไม่ได้มีกฎห้ามอัพหน้าเว็บซะหน่อย ด้านได้อายเสียครับ

          
          อืม เอาแค่นี้พอแล้วเนอะ คิดว่าทุกๆคนคงได้อะไรไปเยอะแล้ว  ผมเองก็เหนื่อยพิมมากๆ ที่ผมพูดมาเป็นเพียงหลักเบื้องต้นเท่านั้น คุณยังต้องเจอปัญหาอะไรอีกเยอะครับ แน่นอนถ้ามีใจอัศวิน ยังไงเราไม่แพ้แน่  

         ครบถ้วนแล้วนะครับ ตอนนี้คุณคงพร้อมที่จะเป็นอัศวินแล้วสินะครับ   ตามความเห็นผม สมัยนี้สำนักพิมพ์ควานหานักเขียนกันให้ควัก คุณไม่จำเป็นต้องได้ 100 เต็ม เอาแค่ 70 ผมว่าก็เพียงพอที่จะได้ตีพิมพ์แล้วครับ ^-^

          ในที่นี้ผมคิดว่า 100 คนที่ได้อ่านบทความนี้  คงจะมีสัก 30 คนที่เลื่อนขั้นจากนักดาบชั้นเลวเป็นนักรบ และคงจะมีเพียง 5 คนที่ได้ไปถึงขั้นอัศวินจริงๆ  เพราะผมรู้ดีครับ ว่าแค่พูดแต่ปาก อ่านเข้าใจ มันไม่พอหรอก การที่จะเป็นอัศวินได้มันโคตรบรมยาก แต่ก็นะครับ หวังว่าคุณที่กำลังอ่านขณะนี้คงจะเป็น 1 ใน 5 คนนั้นนะ

                                                                                          ด้วยจิตคารวะฉันกัลยาณมิตร
                              
                                                                                                                   เทมส์

Source :: บันทึกการเขียนสอนนักดาบชั้นเลวให้กลายเป็นอัศวิน โดย เทมส์ [writer]
Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

54 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
KANONKANON Member 13 มี.ค. 49 16:01 น. 2

ขอบคุณมากมากเลยครับ ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรได้เยอะจริงๆ เอาใจช่วยครับ
ว่าแล้วก็ขอด้านซะเลย ฝาก THE LEGEND OF SKY ไว้ด้วยนะครับ หุหุ

0
กำลังโหลด
หมูน้อย33 Member 21 มี.ค. 49 23:52 น. 3
ว้าว อ่านจนจบเลยนะคะ
สุดยอดมากเลย
สักวันจะเป็นนักเขียนที่เป็นอัศวินขี่ม้าขาว(ถ้าไม่ตกม้าตายไปกลางทางซะก่อนให้ได้ค่ะ)
0
กำลังโหลด
Scarletreaper Member 23 มี.ค. 49 21:48 น. 4
ผมจะลองทำตามท่านเทมส์ครับผม ( แต่ผมไม่ขี่ม้าตัวโตนะเดี๋ยวโดนพลธนูสอยเอาง่ายๆ เด่นเกินไป ^^" )
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
_full_moon_ Member 19 เม.ย. 49 22:35 น. 10

อ่านของพี่(ขอเรียกนะคะ)แล้วต้องกลั่นหายใจเลยเพราะรู้สึกไฟในตัวมันลุกขึ้นมาเหมือนอัศวินที่กำลังจะออกสนามรบ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
คนมาแล้ว Member 28 เม.ย. 49 16:07 น. 14

สุ่มอ่านเป็นอย่างแรกเลย อยากขอบคุณมากมากที่แยกแยะให้อ่านได้เข้าใจ ความจริงชอบนิยายกำลังภายในเคยแต่งแบบเขียนเองไม่เคยเปิดเผยเลย แนวนี้เสียอย่างเดียวคือชื่อตัวละคร กว่าจะคิดออกปาไปเป็นชั่วโมง แบบคนไทยถึงเป็นชื่อจีนก็เถอะมันต้องเพราะสำหรับคนไทยเป้นอันดับแรก

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Sakura Ninrina 2 พ.ค. 49 18:36 น. 17
ขอบคุณมากๆ เลยคะ
หนูน่ะนะ... แต่งแล้วแก้ๆๆ ไม่รู้กี่ที
ตอนนี้แต่งไป 3 ตอน..... บทนำก็แก้แล้วแก้อีก
จะเรียกว่าแก้ทุกครั้งที่อ่านทวนก็ได้นะคะ เพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ
จะเป็นอัศวินนี่มันยากนะคะ แต่ยังไงก็จะพยายาม

ขอบคุณอีกทีคะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
shaokuay Member 4 พ.ค. 49 06:04 น. 19

เทคนิคดีมากๆครับ
แสดงว่าคนลงบทความนี้ต้องผ่านการเขียนมาอย่างโชกโชน..
-ขอบคุณสำหรับวิธีทำให้เป็นอัศวินครับ-
(ชื่อ เทมส์ เหมือนกันด้วย)

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด