|
สวัสดีน้องๆ ชาวDek-D.Com ทุกคนจ๊ะ วันนี้พี่ปัดมีบทความดีๆ ของน้องEmperorsss มาแนะนำให้อ่านกันจ๊ะ อ่านบทความนี้แล้วทำให้พี่ปัดมองเห็นความแตกต่างของนักเขียนแบบการตลาดและแบบศิลปศาสตร์ อย่างชัดเจน แต่พี่ปัดขอบอกก่อนนะว่าบทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของน้องEmperorsss เท่านั้น ที่มา : จักรพรรดิ_หน่อง < My.iD > ประเด็น วรรณกรรมโลกออนไลน์ ศิลปศาสตร์เชิงอิสระหรือกลยุทธ์ทางการตลาด โดย Emperorsss เมื่อกล่าวถึงงานประพันธ์สร้างสรรค์สมัยใหม่ หลายคนคงคิดถึงงานที่แสดงอยู่ในโลกไซเบอร์ที่ปัจจุบันมีหลายฝ่ายเอาจริงเอาจังและเห็นว่ามันน่าสนใจไม่ต่างจากผลงานที่จัดแสดงอยู่ในแกลลอรี่มีชื่อของเมืองใหญ่ๆหรือพิพิธภัณฑ์ รวมถึงหอสมุดชั้นนำ เพราะสังคมสมัยใหม่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก และยิ่งมีกลิ่นของปัจจัยสำคัญที่ไหลเวียนอย่างไม่หยุดนิ่งตลอดทุกวินาที นายทุนและผู้บริโภคเกือบทุกกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์มักมองเห็นงานศิลปะเหล่านี้เผยแพร่รูปภาพ สื่อมัลติมีเดียหรือลายลักษณ์อักษรแสดงทักษะทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงศิลปะ หากลองมองย้อนกลับไปพูดถึงเรื่องราวของอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เริ่มมีการใช้ระบบเชื่อมต่อความเร็วสูง ADSL วงการออนไลน์ได้ให้ความสำคัญกับมัลติมีเดียมากขึ้น เมื่อปัจจัยหลักไหลเวียนในโลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่องและง่ายต่อการแพร่หลาย นักลงทุนที่มุ่งทำธุรกรรมในสภาวะสังคมปกติและสังคมออนไลน์ ขอใช้คำว่า "สังคมปกติ" แทนสังคมที่เราอยู่อาศัย ซึ่งเราเดินไปพบหน้าคร่าตากัน แบบจับต้องกายหยาบได้ และ "สังคมออนไลน์" แทนสังคมที่เกิดขึ้นในระบบเน็ตเวิร์คหรืออินเตอร์เน็ตตามที่เราเข้าใจ สังคมออนไลน์เป็นสังคมเปิดที่ใครก็รู้จักกันได้ ไม่จำกัดเพศ คุณวุฒิและวัยวุฒิ ทุกคนพูดคุยกันได้ แสดงความรู้สึกผ่านแป้นพิมพ์และส่งทอดออกสู่สาธารณะออนไลน์ เช่นนั้นแล้ว งานศิลปะต่างๆย่อมสามารถปรากฏให้เห็นได้อย่างแน่นอน และนี่คือโลกยุคใหม่ แต่ในประเด็นนี้มุ่งเน้นผลงานที่เรียกว่า วรรณกรรมออนไลน์หรืองานประพันธ์ที่ถูกเผยแพร่อยู่บนระบบเน็ตเวิร์ค และมันมีทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย ขอพูดถึงแบบเสียค่าใช้จ่ายก่อนมันก็คือ คุณต้องเสียเงินซื้อมาด้วยการทำธุรกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อได้ผลงานนั้นถ้ากึ่งสินค้าทั่วไปก็ชำระราคาและรับสินค้าในลักษณะรูปเล่มมาครอบครอง แต่ถ้าเป็นธุรกรรมออนไลน์แบบเข้มข้น จะเป็นในลักษณะชำระราคาผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และรับผลงานในรูปแบบไฟล์ PDFหรืออิเล็กทรอนิกส์บุ๊ค(E-Book) ซึ่งปัจจุบันมีหลายเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ เมื่อถามว่า แล้วส่วนที่เป็นวรรณกรรมออนไลน์แบบฟรีเป็นอย่างไร ก็คือผลงานที่ถูกโพสต์หรืออัพโหลดข้อมูลเข้าระบบเน็ตเวิร์คเพื่อให้นักอ่านออนไลน์เข้ามาอ่านและแสดงความคิดเห็นต่อผลงานชิ้นนั้นๆ ซึ่งหากมองด้วยหลักทฤษฎีทั่วไป อาจมองได้ว่าผู้ประพันธ์ควรจะแสดงผลงานอย่างใดก็ได้ หากแต่มันเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ด้วยหลักพื้นฐานของงานประพันธ์ที่ไม่ผิดจรรยาบรรณและเป็นที่ยอมรับของสังคม หากแต่ในความเป็นจริง ผลตอบรับและอุปสงค์นักบริโภคหรือ Demand มันกลับ ง่ายๆ เมื่อมีความต้องการจึงเกิดการตอบสนอง และนั่นคือหลักที่แทรกอยู่ในอิสระเสรีของงานเขียนออนไลน์ที่ถูกลากไปทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้เพื่อให้เกิดธุรกรรมและกระบวนการของเชิงพาณิชย์ ยกเว้นเสียแต่ว่า ผู้ผลิตผลงานนั้นๆ ไม่ได้ต้องการสนองตอบให้ผู้บริโภคหรือใครก็ตามที่ตนไม่เล็งเห็น และเน้นแสดงความเป็นปัจเจกของตนให้สังคมรู้ กลุ่มผู้ผลิตผลงาน คือนักประพันธ์ มีปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงจูงใจสร้างผลงานหนึ่งคือจากตัวเอง ต่อมาคือ สภาพกระแสนิยมของสังคม ความต้องการของนายทุนและค่าความนิยมต่อแนวความคิดทั้งมวลที่ก่อให้เกิดธุรกรรมหรือค่าตัวเลขที่มากขึ้น แต่ก็ยังมีกลุ่มนักประพันธ์อีกกลุ่มที่สร้างผลงานตรงข้ามจากข้างต้นที่กล่าวมานั่นคือ พวกเขาเป็นนักประพันธ์มีชื่อที่ต้องการเช็คอุปสงค์ใหม่ของกลุ่มนักอ่าน หรือสร้างชื่อเสียงจากแนวความคิดเรื่องความล้ำสมัย(Post Modern) นักประพันธ์กลุ่มนี้มีความแตกต่างของแนวความคิดและหลักการดำเนินงาน ซึ่งบางคนเป็นพวกอนุรักษ์นิยมคือ เขียนเพราะใจรัก เขียนเพราะอยากเขียน และมันเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดแนวคิดล้ำสมัย ทีนี้มามองถึงกระบวนการวิเคราะห์ว่าผลงานพวกนี้มีแรกผลักดันของศิลปศาสตร์หรือการตลาดมากกว่ากัน หากมองกันด้วยหลักวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ อาจจะคิดได้คร่าวๆดังนี้คือ กลุ่มผู้ผลิตผลงาน(นักประพันธ์) แบบการตลาด กลุ่มผู้ผลิตผลงาน(นักประพันธ์) แบบศิลปศาสตร์ ทั้งนี้กระบวนการวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามหลักตายตัวมีข้อยืดหยุ่นซึ่งมันขึ้นอยู่กับตัวของผู้ประพันธ์เอง และผู้บริโภคในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือง่ายๆ ตามกระแสสังคมหมู่มาก แต่ที่อ้างถึงเป็นเพียงแนวความคิดคร่าวๆของผู้เขียนบทความ เมื่ออ่านถึงจุดนี้ วรรณกรรมออนไลน์หรือผลงานที่กลั่นกรองว่าดีและมีคุณค่าในระบบเน็ตเวิร์คเพื่อออนไลน์ให้ผู้บริโภคได้บริโภคตามความต้องการ จึงเป็นสิ่งที่มีทั้งแง่มุมที่สอดคล้องกับศิลปศาสตร์ในเชิงของการรังสรรค์งานขึ้นมาเป็นผลงานสำเร็จ แต่ในทางสังคม งานเหล่านี้ยังคงต้องมีแนวสนับสนุนจากผลของการเอื้อประโยชน์โดยปัจจัยเชิงการตลาดเพราะเมื่อพิจารณาให้ดี กรอบอิสระในการนำเสนอผลงานคือทฤษฎีพื้นฐานของการประพันธ์ผลงานสู่สาธารณะ แต่มีตัวคัดสรรอีกระดับหนึ่งคือการยอมรับ โดยมีความต้องการของกระแสสังคม คอยบีบให้เกิดแบบแผนบางอย่างขึ้น โดยบางครั้งงานประพันธ์แบบอนุรักษ์นิยมคือการเขียนด้วยใจ หรือจะด้วยเหตุผลอันใดมาดลใจให้เกิดงานชิ้นนั้นขึ้นมา จนหลายคนเรียกนักประพันธ์แบบนี้บ่อยๆว่า "นักเขียนไส้แห้ง" เพราะโอกาสที่จะได้รับการยอมรับมันไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าการอยากจะเขียน แม้บางคนหรือส่วนน้อยจะติดลมบนมีชื่อเสียงขึ้นมา ซึ่งมันคือส่วนน้อย และนี่เองทำให้เกิด นักเขียนโมเดิร์น หรือพวกที่มองการตลาด มองอะไรที่มันเป็นปัจจุบันมากกว่า และท้ายสุดเมื่อมีความเบื่อหน่ายจึงเกิดนักเขียนที่อยากจะกระโดดไปสู่อนาคต คือนักเขียนแนวโพสต์โมเดิร์นขึ้นมา ซึ่งแท้จริง นักเขียนแนวโพสต์โมเดิร์นมีความเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่คือเขียนด้วยแนวทางที่อยากเขียน แต่มีหัวทางด้านการเอาข้อมูลเชิงการตลาดมาใช้คู่กันไป และมันส่งผลสำเร็จต่อพวกเขา การจะเข้าใจหลักการเหล่านี้ นักประพันธ์งานแบบล้ำสมัย ต้องรู้จักก่อนว่าอะไรคืออนุรักษ์นิยม หรืออะไรคือนักเขียนแนวตลาดตามกระแสหลัก แล้วจึงกระโดดสู่งานระดับล้ำสมัยได้ นักเขียนในอดีต หรือบุคลากรด้านศิลปะในอดีตหลายท่านก็เป็นโพสต์โมเดิร์นเพราะผลงานของพวกเขาแม้ดำรงอยู่จนมาถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังคงร่วมสมัย ซึ่งมันบ่งบอกได้ว่าเขาทำผลงานเพื่ออนาคตในเวลานั้น และเวลานี้มันกลายเป็นผลงานร่วมสมัย หากแต่แท้จริง ถ้าผลงานชิ้นนั้นไม่เข้าทางกระแสสังคม ผลงานของเขาก็จะยังคงเป็นผลงานที่รอการยอมรับและมันอาจกลายเป็นงานเชิงอนุรักษ์นิยม ไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคตจนผลงานของเขาเป็นโมเดิร์น ทั้งๆที่เขาอาจจะปรารถนาให้มันเป็นโพสต์โมเดิร์นก็ตาม เช่นนั้นแล้วมาถึงส่วนสุดท้าย ผลงานประพันธ์ วรรณกรรมออนไลน์นั้นเมื่อมองแล้วในแง่มุมของศิลปะ ความอิสระในแนวทางมีตัวแปรเป็นกาลเวลาและค่านิยมของกระแสสังคมที่จะบ่งบอกว่ามันเป็นศิลปะตามลักษณะใดหรืออาจจะมองด้วยตัวแนวทางแบ่งแยกออกไปเป็นปัจเจกลักษณะ ซึ่งในเชิงการตลาดแล้ว กลยุทธ์ที่แทรกอยู่ในผลงานนั้น แม้ไม่ได้ชัดเจนสำหรับบางผลงานแต่มันก็มีหลักให้คิดและวิเคราะห์ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราสนใจมองแง่ใด โดยตัวของผู้เขียนนั้น ก็เป็นนักประพันธ์คนหนึ่งและก็เป็นผู้บริโภคด้วยเช่นกันจึงพอเข้าใจสภาพจิตใจที่เราได้ทำและถูกทำ และได้เขียนเป็นงานชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ต่อวรรณกรรมออนไลน์ ที่มีความหลากหลายและสามารถพบเห็นได้ในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างกว้างขวาง น้องๆ ชาวDek-D.Com รู้สึกยังไงกันบ้างจ๊ะ หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้กันจบแล้ว พี่ปัดรู้สึกว่าถึงแม้นักเขียนแบบการตลาดหรือแบบศิลปศาสตร์จะมีความแตกต่างกัน แต่ขอให้ผลิตงานเขียนออกมาจากใจ จากสิ่งที่ตั้งใจอยากจะเขียน ซึ่งสิ่งนี้พี่ปัดคิดว่าเป็นสิ่งที่นักเขียนทุกคนควรจะมีเป็นอันดับแรกในการเขียน พี่ปัดขอขอบคุณบทความดีๆ จากน้องEmperorsssค่ะ |

24 ความคิดเห็น
ดีจังมีความรู้ด้วยนะเนี่ย
เยี่ยมค่ะ
พี่ได้ใช้ลีลาการเขียนได้อย่างมีศิลป่ะ และ ในใจความนั้น ใช้คำได้อย่างสมดุล ครับ
กล่าวถึง วรรณกรรม ดีๆ ผมชอบอ่านเป็นชีวิตจิตใจเลยอย่างหนึ่งก้อว่าได้
แต่จะมีนักประพันธ์ที่มีทั้งมุ่งหมายที่จะเขียน บรรเลง บทประพันธ์ของตนเอง
และชอบที่จะถ่ายทอดหั้ยผู้อื่นรุ้แบบ ไม่หวังอะไรตอบแทน
แต่ก้อมีคนที่หาผลประโยชน์อยู่มาก
แต่ผมศรัทธา ในตัวของนักประพันธ์ที่มีใจรักที่จะ ถ่ายทอด อย่างจริงๆ จังๆ
เพื่อที่หั้ยผู้อื่นจะได้รุ้ในสิ่งที่เรายังไม่รุ้
ผมชอบเว็บ DEK-D มากครับ
วันนี้ก้ออ่าน ไปหลายๆเรื่อง ได้ความรุ้ไปพูดคุยกับคนอื่นเยอะเลย
เราอาจพูดได้ ว่า เรารุ้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราไม่รุ้มีอีกนับล้านๆ เท่า*
อยากให้เก็บข้อมูลมาเขียนไรดีๆ มีประโยชน์แบบนี้ต่อไป
ประกอบเป็นแนวทางในการส้างผลงานต่อไป
เราอาจพูดได้ ว่า เรารุ้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งที่เราไม่รุ้มีอีกนับล้านๆ เท่า*
- วรรคทองของคุณบอมพ์เลยแหะ-
การรู้แจ้งแล้วคือเราเห็นแล้ว สิง่ที่เราเห็นแล้วย่อมเป็นสิ่งที่เรารับรู้
สิ่งที่เราไม่แจ้ง ไม่เห็น ไม่อาจเข้าถึง คือสิ่งที่เราไม่รู้
ในเรื่องเดียวกัน อาจมีทั้งที่มีผู้รู้ผู้เห็น และผู้ไม่รู้ผู้ไม่เห็น
วิชชา คือความรู้ อวิชชา คือ ความไม่รู้
สิ่งใดเรารู้เราเรียกวิชชา(วิชา) สิ่งใดเราไม่รู้เรียกอวิชชา
แม้เราท่องบทสวดเพื่อได้เห็นผล เราไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงเห็นผล
เราไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดผลนั้นจึงบังเกิด เราเรียกอวิชชา
แต่ถ้าเราท่องเพื่อให้เราเข้าใจว่าอะไรคือเหตุที่เราท่อง เราเห็นในสิ่งที่เราเข้าใจ
เรามีสมาธิ มีสิต และรู้ถึงขั้นเข้าใจ ในความรู้นั้น สิ่งนั้น เป็น วิชชา
คุณบอมพ์ถ้าเกิดกลับมาอ่าน ก็อยากจะบอกว่า เราต่างเดินใน
มัชฌิมา คือทางสายกลางเช่นกันทุกคน หากแต่ว่าเรายังปรุงแต่งไปเอง
อุปทานว่ามี ว่าไม่มี
แต่หากเรารู้และเหวี่ยงตัวได้ด้วยความยืดหยุ่นที่เหมาะสม
เราจะสำเร็จ เราจะรู้ และเราจะเห็นจริง
ผมเชื่อว่า คุณบอมพ์ได้เห็นหลายอย่างแล้ว และเชื่อว่าความตั้งใจมีผลอย่างใหญ่หลวง
ขอบคุณครับ ที่ยังเชื่อใจและพูดคุยกันมาอยู่เสมอ
ปล. ขออีกกระทู้ ด้านบนเข้าไปแก้ไม่ได้อ่ะครับ
ขอบคุณ ari_ka ที่ตามอ่านและเม้นท์มาตลอดนะครับ
ส่วนพี่ Yui เขียนซะเป็นปรัชญาอาร์ตเสียนั่น
สมแล้วที่เป็นศิษย์ขงเบ้ง ศิษย์กาเซี่ยงอย่างข้าพเจ้าขอคารวะหนึ่งจอก
และท้ายสุด kraiwut เอ่อรู้สึกจะเกริ่นมัลติมีเดียเท่านั้นนะ ในเนื้อหามันพูดถึงงานประพันธ์เฟ้ย !
แต่อย่างว่า งานมัลติมีเดียที่คุณวู้ดดี้ หนึ่งใน UNic ได้ทำจริงๆในสังคมปกติ ก็นับเป็น วรรณกรรม นะ
อืมได้ดูแกลลอรี่ภาพถ่ายแล้ว ขอยอมรับว่าถ่ายได้มีไอเดียมาก ไม่เสียชื่อเป็นถึงกราฟฟิกดีไซน์เนอร์
อ่านเเล้วเห็นภาพของนักเขียนในมุมใหม่เลย...
ขอบคุณค่ะครูหน่อง