|
ก็อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วนะคะว่า ตามกฏจราจรแล้ว เราจะต้องสวมใส่หมวกกันน็อกทุกครั้งที่ขี่รถจักรยานยนต์ ถ้าใครฝ่าฝืนก็จะถูกปรับตามข้อบังคับทางกฏหมาย
ดูอย่างที่กรุงไทเป ประเทศไต้หวันสิคะ มีสำนักข่าวท้องถิ่นประจำกรุงไทเป รายงานถึงความเข้มงวดของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ที่ไม่ยอมปล่อยให้ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย ลอยนวล

ตำรวจจราจรนายหนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามปกติ สังเกตเห็นชายวัย 54 ปี ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รุ่นเล็ก หรือสกูเตอร์ โดยไม่ยอมสวมหมวกนิรภัย หรือหมวกกันน็อก แต่สวมเพียงหมวกผ้ากันแดด กำลังจอดติดไฟแดงอยู่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง
ทันใดนั้น ตำรวจจราจรผู้เข้มงวด เป่านกหวีด เพื่อส่งสัญญาณมายังชายผู้กระทำผิดกฎจราจรดังกล่าว ให้รู้ตัว และให้หยุดอยู่กับที่
แต่จู่ ๆ ตำรวจจราจรคนดังกล่าว ก็ชักปืนขึ้นมาแล้วเล็งเป้าไปที่ผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกรายนั้น และรีบเดินเข้าไปประชิดตัว พร้อมกับตะโกนสั่ง หยุดนะ อย่าขยับ ก่อนจะปลดกุญแจรถ แจ้งข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนกฎจราจร ไม่ยอมสวมหมวกนิรภัย แล้วควบคุมตัวไปเสียค่าปรับ เสร็จแล้วก็รีบปล่อยตัวในทันที
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะคะว่ากรณีนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนเป็นจำนวนมาก โดยบางความคิดเห็น ระบุว่า เป็นการกระทำที่น่าหวาดเสียวและเกินกว่าเหตุ
สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้ โฆษกของกรมตำรวจ ได้ออกมาแถลงชี้แจงว่า ที่ตำรวจจราจรชักปืนแล้วเล็งเป้าไปที่ผู้กระผิด ไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์อาจขับหลบหนีไปได้
ถ้าคุณไม่ทำผิดกฎหมาย เหตุการณ์แบบนี้ก็จะไม่เกิดขึ้นกับคุณ นี่คือสิ่งที่โฆษกกรมตำรวจกล่าว ...
บ้างครั้งเหตุการณ์นี้ดูเหมือนตำรวจจะทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ แต่นั่นก็เพราะต้องการให้อยู่ในระเบียบและเพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่เองค่ะ ...
พี่เหมี่ยวขอขอบคุณ : ข่าวจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ค่ะ |
5 ความคิดเห็น
แต่คนที่ทำผิดก็ต้องยอมรับผิดคะ แต่ก็น่าจะใช่มาตราการอื่นมากกว่าเล็งปืนมาที่ผู้ขับขี่น่ะคะ
น่าคิดมากเลยคับ มันก็จิงอะ ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าทำเกินไปหรือเบาไปแต่ประเด็นอยู่ที่ว่า
คุณทำผิดทำไมล่ะ ถามตัวเองก่อนจะถามคนอื่น
น่าคิดมากมายย
ลุงอ่ะแหละผิดที่ทำผิด
ไม่ใส่หมวกใครๆก็มองเป็นเรื่องเล็ก
แต่มันคือกฎหมายนะ ทำผิดก็ต้องยอมรับ