|
สวัสดีจ๊ะ เพื่อนๆชาว Dek-D ทุกคนวันนี้เรามีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์โรงเรียนกวดวิชาและ ภาษาบ้านครูพลอยย่านสะพานควายแม้พึ่งเปิดมาได้ไม่นานแต่กับได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จากการพูดปากต่อปากของน้องๆ ที่ไปเรียนมา และเมื่อได้เข้าไปสัมภาษณ์ก็ไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่นอกจากจะมีแนวการสอนที่สร้างสรรค์ เน้นการนำไปใช้ได้จริงแล้ว คุณครูผู้สอน ยังเป็นสาวสวยรวยอารมณ์ขัน เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาทำรู้จักกับเธอกันดีกว่าจ๊ะ
|
Dek-D : เริ่มแรกเลย ขอเชิญครูแนะนำตัวคะ ครูพลอย : เด็กๆที่มาเรียนจะเรียก ครูพลอย พัชรา ชินประสาทศักดิ์ จบจากอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาเยอรมัน โทภาษาอังกฤษ แต่ถึงจะเรียนอังกฤษเป็นวิชาโท แต่เรียนหนักพอๆกันวิชาเอกเลยคะ
|
Dek-D : ก่อนที่ครูพลอยจะมาเปิดโรงเรียนกวดวิชาและภาษาบ้านครูพลอย เคยอะไรมาก่อนคะ ครูพลอย : ครูเริ่มสอนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา พอครูสอบเอนทรานต์เข้าอักษรจุฬาได้ เริ่มติวเด็กที่จะสอบเข้าอักษรฯหรือสอบไปเรียนต่อ ต่างประเทศคะ เรียกว่าสอนพิเศษมาตลอดคะ โดยตัวครูสอนอาทิตย์หนึ่ง 3 - 4 วัน ครูไม่อยากสอนเยอะ เพราะการสอนพิเศษแต่ละครั้งครูจะต้องใช้เวลากับเตรียมเนื้อหาเยอะมาก คือจะคิดว่าต้องจะกระจายศัพท์ยังไงให้เด็กรู้เรื่อง แตกโครงสร้างอย่างไรดี ไม่ใช่แค่หยิบชีทอะไร มาได้แล้วก็ซีรอกซ์ให้น้องๆนั่งทำแล้วก็มาดูเฉลย หรือมานั่งสอนการบ้าน คือครูไม่ใช่แบบนั้น เพราะครูเป็นคนที่ตั้งใจมาก เด็กที่มากับครูต้องได้ผล
|
Dek-D : โรงเรียนสอนภาษาบ้านครูพลอยก่อตั้งมาเพราะอะไรคะ ครูพลอย : เริ่มมาจากการตอนสมัยที่เรียนครูก็สอนพิเศษมาตลอดจนรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมาก กับการสอนหนังสือ พอครูเรียนจบก็ยังอยากสอนต่อ แต่ด้วยความที่คนจบหาต้องหางานทำ ครูจึงไปสมัครงานคนที่มาสัมภาษณ์ครูทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าบุคลิกของคุณเหมาะที่จะ เป็นครูเพราะท่าทางเวลาที่คุณมาให้สัมภาษณ์มันเหมือนคุณมาสอนหนังสือผมมากกว่าซึ่งช่วงนั้น ไม่ได้สอนหนังสือ รู้สึกห่อเหี่ยวมากเมื่อต้นไม้ไม่รับน้ำ พอมีโอกาสได้กลับไปสอนหนังสืออีก ทำให้จุดประกายไอเดียทันทีว่า ชอบหนังสือ ชีวิตนี้ต้องสอนหนังสือให้ได้ จึงมาเปิดโรงเรียนขึ้นมา
|
Dek-D : เริ่มแรกเปิดสอนที่ไหนคะ ครูพลอย : ที่แรกเช่าเป็นห้องเล็กๆ อยู่ตรงแถวๆเพลินจิต เพราะครูไม่มีทุนทรัพย์มาก และกลัว เด็กนักเรียนไม่ปลอดภัย เพราะเลิกเรียนดึก ต้องมานั่งตบยุงแบบที่เขาสอนกันใต้ตึกจุฬา หรือตามร้านอาหาร รวมทั้งมันไม่มีสื่อประกอบการเรียนการสอน อยากให้เด็กที่เรียนต้องได้ผล จึงมาเช่าห้องสอนครูอยู่จนหมดสัญญาแต่พอขึ้นปีที่สองจำนวนเด็กมากขึ้นประกอบกับที่นี่ จะขึ้นค่าเช่าจากเดิมเยอะ ครูเลยมาคิดว่าทำให้เต็มตัวไปเลยดีกว่า จึงย้ายมาอยู่ที่ตั้งในปัจจุบันนี้ คือย่านสะพานควายเพราะอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าซึ่งที่เก่าก็อยู่ติดสถานีชิดลมเด็กๆที่เรียนส่วนใหญ่ ใช้บริการรถไฟฟ้าเดินทางมา เพราะสะดวกและรวดเร็วคะ สถานที่เรียนกว้างขวางขึ้นมากเพราะ เป็นตึกแถว เพียงพอที่จะรองรับปริมาณนักเรียนที่เพิ่มขึ้นจากแต่ก่อนคะ
|
Dek-D : ที่นี้เปิดสอนมาได้กี่ปีแล้วคะ ครูพลอย : เปิดสอนมาได้ประมาณ 1 ปีแล้วคะ ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ที่ตั้งชื่อขึ้นมาว่า โรงเรียนกวดวิชาและภาษาบ้าน ครูพลอย (สะพานควาย)
|
Dek-D : ที่นี่เปิดสอนกี่วิชาคะ ครูพลอย : มีทั้งหมด 6 วิชา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาลี ภาษาฝรั่งเศส ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน แต่ว่าจะไม่เหมือนกันคือ ที่นี่จะแบ่งการสอนออกเป็นสอนแบบ คือ แบบแรกเป็นกวดวิชา สำหรับเด็กๆที่เรียนเพื่อติวสอบ หรือเรียนเพิ่มเกรดที่โรงเรียน โดยจะมีภาษาอังกฤษเป็นหลัก จึงมีตารางเวลาเรียนที่แน่นอนให้เด็ก ส่วนวิชาอื่นเด็กจะต้องจัดกลุ่มมาเรียนเอง และ แบบที่สอง เป็นลักษณะ การพูด สื่อสารในชีวิตประจำวัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน ก็เป็นการจัดกลุ่มมาเรียนเองคะ
|
Dek-D : ที่นี่มีรูปแบบการสอนอย่างไรคะ ครูพลอย : ที่นี่จะไม่เน้น VDO มาก จะเน้นการสอนสด กลุ่มไม่ใหญ่ เพื่อที่จะได้ดูแลเอาใจใส่เด็กได้ทั่วถึง เข้าถึงนักเรียนได้ทุกคน เป็นมิตรกับเด็ก เด็กสามารถคุยกับครูได้ทุกเรื่องถ้าเขามีปัญหา ดังนั้นจำนวนนักเรียนในแต่ละคอร์สจะมีไม่เกิน 20 คน โดยครูจะสอนวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับม.ต้นขึ้นไป ส่วนวิชาอื่นๆมีครูท่านอื่นสอนคะ
|
Dek-D : โรงเรียนกวดวิชาและภาษาบ้านครูพลอย เปิดสอนคอร์สสำหรับภาษาอังกฤษทั้งหมดกี่คอร์สคะ อะไรบ้าง ครูพลอย : ก็มีคอร์สIntensive English , ตะลุยโจทย์ , Eng. ประถมปลาย , Eng. มัธยมต้น (I, II) , Eng. เตรียมสอบเข้า ม.4 , Eng. มัธยมปลาย (I, II) , Eng. Admission , Grammar , Conversation and Pronunciation , Writing , Vocabulary and Idiom, TOEIC คะ
|
|
Dek-D : ครูพลอยมีแนวการสอนอย่างไรคะ ครูพลอย : แนะนำเทคนิคต่างๆ เน้นการสื่อความ ให้ทุกคนเข้าใจโดยไม่ต้องท่องจำมาก และสิ่งที่สอนต้องสามารถนำไปใช้ในชีวิตได้จริง ทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน คือเป็นวิธีที่ ครูใช้ได้จริง เลยเอามาสอนเด็ก โดยครูเน้นว่าพื้นฐาน Grammar ต้องแน่น เพราะถ้าพื้นฐาน Grammar ดี เด็กๆสามารถเอามาแตกโครงสร้างในการอ่านได้ เพราะเวลาที่อ่าน Text เด็กไทยจะมีปัญหาไม่รู้ศัพท์ข้าม พอไม่รู้เยอะเข้า เลยเลิกอ่าน จึงต้องมีการสอนโครงสร้างในการอ่าน เพื่อแยกออกว่าตรงไหนคือ Subject ,Verb แท้ส่วนขยายทำให้เราจับประเด็นในการพูด ของคนเขียนได้ว่าเขาต้องการบอกอะไร นั่นคือการฝึกทักษะการอ่านจริง ไม่ใช่อ่านไปเรื่อย พอรู้ประเด็นในการอ่านปั๊บ อ่านอย่างนี้หลายครั้ง เราก็จะทราบลักษณะการเขียนว่าคุณจะต้องม ีประเด็นที่ชัดเจน และนำไปสามารถประยุกต์ใช้ในการเขียนได้ ส่วนเรื่องคำศัพท์ครูจะเน้นเหมือนกัน โดยครูจะสอนศัพท์จากรากศัพท์เพื่อให้เด็กกระจายศัพท์จะได้จำได้มากขึ้นหรือเป็นคำศัพท์เซท ความหมายเดียวกัน เสียงใกล้กันจะได้ท่องไปพร้อมกันได้ |
Dek-D : ครูพลอยคิดว่าข้อสอบ Admission จะออกแนวไหนครับ มีอะไรบ้าง ครูพลอย : จริงๆเดี๋ยวนี้ ส่วนใหญ่ที่เป็นมีปัญหาเป็นเรื่องError เพราะเด็กไทยแกรมม่าไม่ค่อนแม่น เดี๋ยวนี้ลักษณะข้อสอบเขาต้องการทราบว่า เด็กทำโครงสร้างแกรมม่าได้ไหม ทราบลักษณะของ ภาษาพูดจริงๆ คำศัพท์ที่เป็นภาษาพูดจริงๆ ส่วนเนื้อเรื่องที่อ่านทันสมัยมากขึ้น เป็นเรื่องความร ู้รอบตัวทั่วไปมากขึ้น ดังนั้นเด็กที่จะสอบ Admission สมัยนี้จะต้องเก่งรอบด้าน ทั้งด้านโครงสร้าง แกรมม่าต้องแน่น การอ่านต้องแม่น คำศัพท์ต้องค่อนข้างโมเดิร์น นี่คือสิ่งที่เราสอน เพราะเราจะสอนให้ตรงตามประเด็นไปเลย สอนเสร็จแล้วไม่ใช่จบกัน แต่ความรู้ที่สอนติดตัวเด็กไป เพราะเด็กเขาจะเหมือนหอนในหู เวลาทำข้อสอบเหมือนได้ยินเสียงครูพูด
|
Dek-D : หากเด็กมีข้อสงสัยจะสอบถามครูพลอยได้อย่างไรคะ ครูพลอย : เนื่องจากคลาสเราไม่ใหญ่ เวลาเด็กเขาสงสัยก็จะถามในคลาสเลย เพราะที่นี่ครูกับเด็ก จะสนิทกันมาก ถ้าไม่เข้าใจก็ถามได้เลย อย่างบางคนเขินหน่อยก็เขาจะรอเจอครูตอนหลังเลิกเรียน แล้วถึงถาม หรือบางคนเหมือนเขาไม่รู้เรื่องเยอะ ครูบอกเลยว่าหนูมาเวลาขึ้นนิดหนึ่งนะแล้วครูสอน ตรงนี้ก่อน เพราะครูต้องการให้เขาได้จริง นี่คือประเด็นที่ครูเปิดโรงเรียนขึ้นมาเลย และถ้าบางคนมีปัญหาเยอะก็จะอีเมล์มาครูก็ตอบกลับไปให้คะ
| |
Dek-D : หากเด็กต้องการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดี ควรทำอย่างไรคะ ครูพลอย : เด็กต้องเป็นคนช่างสังเกต เพราะภาษาอังกฤษมีให้เห็นรอบตัว ไม่ว่าจะเดินชอปปิ้ง หรือทานอาหารตามห้างก็จะเจอภาษาอังกฤษตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแผ่นป้าย เมนู ตามบอร์ดต่างๆ จะเป็นตัวสอนให้เด็กรู้เองว่า ข้อความเหล่านั้นต้องการจะสื่ออะไรโดยไม่ต้องเปิดดิกชั่นนารี่ดู และเด็กก็สามารถเข้าใจศัพท์คำนั้นได้เองคะ และก็จะต้องมีจินตนาการ เพราะภาษาเป็นเรื่องของศาสตร์ในการสื่อสาร เช่น หนูเปิดดิกชั่นนารี่หาศัพท์คำหนึ่ง แปลออกมาว่าความหมายนี้นะ แต่พอไปดูใน Text กับใช้ไม่ได้ แปลอย่างนี้ไม่ได้ หนูก็ต้องสามารถใช้จินตนาการได้ว่าจาก Text ตรงนี้ คำศัพท์ควรจะแปลเป็นอย่างไร ไม่ใช่เป็นคนเถนตรง ต้องแปลอย่างนี้เท่านั้น รวมทั้งเรียนภาษาต้องเกิดภาพ ซึ่งจะช่วยทำให้เรียน Grammar ได้เข้าใจมากขึ้นด้วย เพราะภาษาเกิดจากเราเห็นภาพอย่างไรแล้วจึงพูดออกไปคะ |
18 ความคิดเห็น
น้องๆ ที่พี่ผึ้งสัมภาษณ์ลงมารายงานตัวหน่อยที่ pueng@dek-d.com นะ พอดีพี่ลืมถาม เมล์ เบอร์มือถือนะจ๊ะ เพื่อติดต่อภายหลังนะ
อยากไปเรียนที่โรงเรียนที่ครุพลอยจังแต่คุณแม่ไม่ให้ไป