คนอยากผอม...ระวังอาจเป็นโรคถึง(ตาย)!!!

 

 
       
        หุ่นเพรียว...ผอมบางราวนางแบบ  ถือเป็นค่านิยมของสาวๆ ในยุคนี้  แต่น้องๆ ชาวเด็กดีเคยได้ยินเรื่องราวของ(คนอยากผอม)จนทำให้เสียชีวิตกันมาบ้างไหมจ๊ะ และน้องรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้  ถ้าไม่รู้...พี่ผึ้งว่าเรามาดูพร้อมๆ กันเลย  เผื่อเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สาวรักสวยรักงาม...หันกลับมารักตัวเองบ้านะจ๊ะ    



 

 

       เป็นธรรมดาที่คนอยากผอม จะพยายามระวังอาหารของตัวเองอย่างมาก แทบจะนับพลังงานและแคลอรีที่กินเข้าไปตลอดเวลา ถ้าจะถามว่าอะไรคือสาเหตุของการอยากผอม คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการอยากมีรูปร่างตามค่านิยมของสังคมและแฟชั่น หรืออาจเพราะความจำเป็นทางอาชีพ เช่น ดารา นางแบบที่ต้องการผู้ที่รูปร่างผอมบาง เพื่อเวลาเข้ากล้องจะได้ไม่ดูอวบอิ่มจนเกินไป
       
       สำหรับคนอยากผอมทั่วไป มักใช้การจำกัดอาหาร และกินอาหารที่มีพลังงานต่ำ บวกกับการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงาน ซึ่งถ้าปฏิบัติตามนี้อย่างสม่ำเสมอก็คงเห็นผลในเร็ววัน แต่หลายรายไม่สามารถทำได้ จึงอาศัยยาเป็นที่พึ่งหลัก โดยที่ไม่รู้ว่ายานี่แหละเป็นตัวการสำคัญนำไปสู่ความหายนะทั้งต่อตนเองและครอบครัว


       ทั้งนี้
ยาลดน้ำหนักที่ใช้กันอยู่ตามท้องตลาด แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ


       1. กลุ่มที่ลดการดูดซึมของไขมัน ไม่ค่อยมีผลแทรกซ้อนที่รุนแรงมากนัก ถ้ากินอาหารมันมาก ก็จะ ท้องเสีย กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ผายลมออกมาเป็นน้ำมัน ฯลฯ ซึ่งไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่อาจทำลายความมั่นใจและทำให้เกิดความกังวลบ้าง
       
       2. กลุ่มที่ทำให้หิวน้อย เป็นยาที่ผลิตออกมาในระยะหลัง แต่ยังมีผลข้างเคียง เช่นปากแห้ง คอแห้ง ปวดศีรษะ และความดันโลหิตสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีราคาแพงมาก
       
       3. กลุ่มที่ทำให้ไม่อยากอาหาร มีผลเสียหลายอย่าง เช่น ปากแห้ง คอแห้ง หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูงขึ้น บางชนิดทำให้เกิดแรงดันในปอดสูงขึ้น โรคลิ้นหัวใจรั่ว เกิดเลือดออกในสมองได้ ยาพวกนี้แม้จะไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว แต่ยังสามารถสั่งโดยตรงทางอินเทอร์เน็ตจากประเทศจีนได้ เคยมีข่าวที่ผู้ป่วยสั่งยามาใช้เองและเกิดเสียชีวิตในประเทศสิงคโปร์มาแล้ว

 
       นอกจากนี้ปัญหาจากการใช้ยาลดน้ำหนักในกลุ่มที่ 2 และ 3 อีกอย่างคือ เมื่อหยุดใช้ จะหิวและเจริญอาหารมาก ๆ จนน้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางรายน้ำหนักเพิ่มมากกว่าก่อนใช้เสียอีก จนต้องกลับไปใช้ยาอีก ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเพิ่มๆ ลด ๆ ที่เรียกว่า Yo-Yo effect ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างมาก
       
       แค่นี้ก็แย่แล้ว แต่ที่ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือผู้ที่จิตใจอยากผอมผิดผู้ผิดคนโดยที่ตนเองไม่รู้ว่ากำลังเข้าข่ายเป็นโรคอยากผอม
       
       
โรคอยากผอม
       
มีอยู่ 2 โรค และมักเป็นกับวัยรุ่นผู้หญิง นั่นคือ โรค “อโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า” (Anorexia nervosa) และโรค “บูลีเมีย เนอร์โวซ่า” (Bulemia nervosa) สาเหตุนั้นยังไม่ทราบแน่นอน แต่เชื่อว่าน่าจะมีปัจจัยทางจิตใจเป็นส่วนประกอบร่วมกับผลกระทบจากค่านิยมในสังคมที่ชอบคนผอม ทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น
       
       1. อโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า ผู้ป่วยมักปฏิเสธไม่ยอมกินอาหาร และพยายามออกกำลังอย่างหนักเพื่อให้น้ำหนักลด ส่วนใหญ่จะมีน้ำหนักลดลงไปมากจนถึงขั้นขาดอาหาร แต่ยังไม่พอใจ ต้องการลดน้ำหนักลงไปอีก อาจใช้ยาลดน้ำหนัก ยาระบายหรือยาขับปัสสาวะร่วมด้วย
       
       ถ้าอาการรุนแรง จะมีกล้ามเนื้อแขนขาลีบ แก้มตอบ ซูบผอมมาก ประจำเดือนขาดหายไป มุมปากอักเสบ ผิวแห้งลอก มีขนอ่อนขึ้นตามตัว ผมเส้นบาง หักง่าย ผมร่วงง่าย เล็บเปราะ ท้องผูก นอนไม่หลับ ลุกนั่งแล้วหน้ามืด ขาดน้ำ ขาบวม หัวใจเต้นช้า หายใจช้า อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ จนถึงหัวใจหยุดเต้นกะทันหันและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าน้ำหนักตัวลดลงไปมากกว่า 35%

 

       2. บูลีเมีย เนอร์โวซ่า ผู้ป่วยมักจะกินมากโดยที่ควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วรู้สึกผิด จึงไปล้วงคอให้อาเจียนหลังกินอาหารเข้าไป จนในระยะหลังๆ ไม่ต้องล้วงคอก็ยังอาเจียนได้ รวมทั้งใช้ยาถ่าย ยาขับปัสสาวะเช่นเดียวกับผู้เป็นอโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า แต่ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักไม่ผอมเท่า และอาจมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและครอบครัว มีความเสี่ยงต่อการสำลัก เยื่อบุหลอดอาหารและกระเพาะอาหารฉีกขาดจากการอาเจียนมาก มีเลือดออกในทางเดินอาหาร มีลมรั่วเข้าไปในช่องทรวงอก นอกจากนี้ยังอาจพบความผิดปกติในดุลกรด-ด่างได้คล้ายกับผู้ป่วยอโนเร็กเซีย เนอร์โวซ่า ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดหัวใจเต้นผิดปกติได้เช่นกัน
       
       สำหรับการรักษาโรคอยากผอมทั้ง 2 นี้ มักทำได้ยาก เนื่องจากผู้ป่วยไม่ยอมรับว่าตัวเองผิดปกติ
       
       ฉะนั้นในขั้นแรก จึงต้องทำให้ผู้ป่วยยอมรับปัญหาเสียก่อน แต่เนื่องจากมีผู้ป่วยส่วนน้อยที่จะรู้สึกตัวและมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษา ญาติหรือเพื่อน ๆ จึงมีส่วนสำคัญมากที่จะคอยดูแลและชักจูงให้ผู้ป่วยร่วมมือกับทีมแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งแพทย์จะบำบัดด้วยการให้โภชนบำบัดร่วมกับการรักษาทางจิตเวช ในรายที่อาการรุนแรงและมีความเสี่ยงที่จะเกิดหัวใจเต้นผิดปกติหรือหยุดเต้น อาจต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาล
       
       ฟังเท่านี้ก็น่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้าเกิดกับลูกหลานของตนเองล่ะ จะยิ่งทุกข์ใจเพียงใดโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อแม่ ดังนั้นพ่อแม่และคนใกล้ชิดจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายไปได้ สังคมเองก็อาจต้องช่วยในการป้องกันปัญหานี้ โดยเฉพาะสื่อต่างๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนค่านิยมว่า คนที่จะหล่อ สวย ดูดี จะต้องผอมมาก ๆ เป็นคนที่ดูดีเพราะมีสุขภาพดี น้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

        ไม่แปลกที่ใครก็อยากสวย...หุ่นดี...เป็นที่รักของทุกคน  แต่ถ้าต้องแลกมาด้วยการทำร้ายตัวเอง พี่ผึ้งว่านั่นคงไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดหรอกนะ  แทนที่น้องๆ จะหันไปพึ่งยาอดความอ้วนที่ช่วยลดน้ำหนักให้เราอย่างรวดเร็ว แต่พอหยุดกินก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิมหรืออ้วนยิ่งกว่าเดิม  เปลี่ยนใจมาเล่นกีฬา หรือหากิจกรรมที่ใช้แรงพร้อมกับทานอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำน่าจะเป็นทางเลือกดีกว่านะ

 

         สำคัญที่สุดคือ อย่ามัวแต่หมกมุ่นกับน้ำหนักตัวจนกลายเป็นโรคอยากผอมจนเสียสุขภาพนะจ๊ะ  ถ้าน้องๆ คนไหนเคยมีประสบการณ์ตรง หรือมีคนใกล้ชิดเคยเป็นโรคนี้ก็เขียนมาเล่าให้พี่ผึ้งและเพื่อนๆ ได้อ่านกันนะจ๊ะ

 

 

พี่ผึ้ง : ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ผู้จัดการออนไลน์ 

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

6 ความคิดเห็น

+ L i t t l e _ M o n K e Y + Member 30 พ.ย. 50 14:19 น. 1
น่ากลัวนะเนี่ย คนเราก็ดูดีคนละแบบ จะให้ไปเพรียวสวยเหมือนดารานางแบบไม่ได้หรอก จะให้ดีต้องสมส่วน แล้วก็สุขภาพแข็งแรง แค่นี้ก็พอแล้ว(ผอมแต่ตายไว ก็เท่านั้นแหละ)
0
กำลังโหลด
นิรนาม 5 ก.ย. 51 17:09 น. 3
น่ากลัวจังเลยโรคนี้

รู้สึกว่าตัวเองจะเป็น

ขอยอมรับค่ะ

อยากหาคนปรึกษา

แต่ไม่กล้าบอกใคร

ขอพี่ช่วยติดต่อกลับด้วยค่ะ

เครียดมาก-*-

ไม่มีความสุขเลย

เมื่อก่อนไม่เคยป็น
0
กำลังโหลด
เป๊ะเว่อ 21 เม.ย. 52 20:08 น. 4
เกิดขึ้น ด้วยตัวเองเรยคับ

จะบอกว่า มันทรมานมากๆ

แต่ตอนนี้กะลัง หยุด คับ

รักษาตัวเอง

ไม่งั้นละ สิ้นชีพ ชัวร์ๆ


เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ที่อ่านแร้วน่ะคับ

ขอบอกว่าใช้การ ออกกะลังกาย

ดีที่สุด ถึงช้า แต่ชัวร์น่ะคับ

อิกอย่าง สุขภาพ ต้องรักษาไว้ไห้ดีๆ

ถ้าไม่รักษา สุขภาพ ภายหลัง จะเสียไจได้น่ะคับ

แร้วกก้อ กว่าจะกู้คืนอ่ะ มันยากมากๆ
0
กำลังโหลด
n_nos 12 ก.ค. 52 01:17 น. 5
เรามีวิธีการดูแลเรื่องน้ำหนักอย่างถูกวิธี และได้ผลจริงจากประสพการณ์ตรงของคุณแม่

คุณแม่ของเรา สูงแค่ 160 หนักตั้ง 85 กิโล แต่ตอนนี้ผ่านไป 1 เดือนลดลง 4โลแนะ
ไม่ต้องอดอาหารด้วย ก็ยังแข็งแรงดี เคยเกือบจะไปเสียตั้งเข้าคอร์สเหมือนกัน แต่วีธีที่แม่เราใช้อยู่ สะดวกกว่า
และก็ถูกกว่าเยาะเลย ไม่มีผลข้างเคียงเพราะไม่ใช้ยา ปรึกษาฟรีนะค่ะ อยากให้เฟริมๆ กันทุกคน

โทรหาเราได้นะ 084-0981834, 084-0143524


www.i-amagel.com/?id=narapath
0
กำลังโหลด
ผู้โชคดี 11 ก.ย. 54 12:06 น. 6
เคยเป็นค่ะๆ อายะ12เอง สูง157น้ำหนัก44แต่ตอนที่เป็นอโรเรกเซียน้ำหนักลดไปถึง30เลยค่ะ สงสารพ่อกับแม่มากเลยพยายามรักษาตัวให้หาย ตอนแรกถูกส่งไปรักษาตัวที่รพ.รามาธิบดี 1เดือนน้ำหนักขึ้นมาเป็น35ก็เลยได้กลับบ้าน แต่พอกลับไปบ้านก็ไม่ยอมกินอะไรอีก1อาทิตย์ จนน้ำหนักเหลือ32พ่อแม่แอบไปเสียใจร้องไห้ไม่รู้จะรักษายังไงเลยพาตัวส่งไปที่รพ.สงขลานครินทร์ที่หาดใหญ่ โชคดีค่ะได้รับการรักษาจากหมอมืออาชีพ2เดือนน้ำหนักก็ขึ้นมาเป็น44เลยค่ะ พ่อแม่ดีใจมากค่ะ ขอฝากถึงคนอื่นๆด้วยนะคะว่านอกจากผอมแล้วไมามีอะไรที่ดีเลยค่ะ พ่อแม่ก็เสียใจ ถึงแม้จะเสียดายความผอมแต่ได้ความสุขของพ่อแม่และครอบครัวคืนมาก็ดีที่สุดแล้วค่ะ
0
กำลังโหลด
ผู้โชคดี 11 ก.ย. 54 12:14 น. 7
เคยเป็นค่ะๆ อายะ12เอง สูง157น้ำหนัก44แต่ตอนที่เป็นอโรเรกเซียน้ำหนักลดไปถึง30เลยค่ะ สงสารพ่อกับแม่มากเลยพยายามรักษาตัวให้หาย ตอนแรกถูกส่งไปรักษาตัวที่รพ.รามาธิบดี 1เดือนน้ำหนักขึ้นมาเป็น35ก็เลยได้กลับบ้าน แต่พอกลับไปบ้านก็ไม่ยอมกินอะไรอีก1อาทิตย์ จนน้ำหนักเหลือ32พ่อแม่แอบไปเสียใจร้องไห้ไม่รู้จะรักษายังไงเลยพาตัวส่งไปที่รพ.สงขลานครินทร์ที่หาดใหญ่ โชคดีค่ะได้รับการรักษาจากหมอมืออาชีพ2เดือนน้ำหนักก็ขึ้นมาเป็น44เลยค่ะ พ่อแม่ดีใจมากค่ะ ขอฝากถึงคนอื่นๆด้วยนะคะว่านอกจากผอมแล้วไมามีอะไรที่ดีเลยค่ะ พ่อแม่ก็เสียใจ ถึงแม้จะเสียดายความผอมแต่ได้ความสุขของพ่อแม่และครอบครัวคืนมาก็ดีที่สุดแล้วค่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด