เพราะเธอไม่เคยเชื่อว่าคนเราจะรักกันได้โดยที่ไม่มองรูปร่างหน้าตา แต่เมื่อมีเขาเข้ามา ความเชื่อของเธอก็เปลี่ยนไป
บทที่ 3
แจวมาแจวจ้ำจึก
ใครจะไปคิดล่ะว่าฉันจะได้มาเจอเขาทั้งสองคนพร้อมๆ กันที่นี่ แถมยังได้นั่งจ้องตาแป๋วแบบนี้ นี่มันโคตรบังเอิญซ้อนบังเอิญ แต่ดูพวกเขาสิ กลับทำหน้านิ่งไม่แปลกใจอะไรสักอย่าง ผิดกับฉันที่เหวอจนอ้าปากหวอ ฉันเลยแก้ความมึนด้วยการกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนที่จะไปสะดุดเข้ากับป้ายไวนิลแผ่นใหญ่ซึ่งขึงไว้เป็นฉากหลังบนเวทีในโดมหลังนี้
เท่านั้นก็แทบดีดนิ้วแล้วร้องอ๋อ...
‘กิจกรรมค่ายอาสา พัฒนาเพื่อน้อง จากพี่ๆ ชั้นปีที่ 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัย W ระหว่างวันที่...’
ชัดเจน! นี่ยังไงล่ะเหตุผลที่ฉันมาจ๊ะเอ๋กับพวกเขาที่นี่
“ไง...เหนือ” หลังจากที่ทุกคนเห็นฉันทำหน้าเหลอหลาใส่จนเงียบกันไปครู่หนึ่ง คนมาดนิ่งก็ทำลายบรรยากาศนั้นลงด้วยเสียงเรียบๆ ของเขา
“สะ...สวัสดีค่ะพี่นที” ฉันคลี่ยิ้มส่งไปด้วย ก่อนจะลอบถอนหายใจ เขาคงไม่รู้ว่าแค่การทักนั่นทำให้ฉันใจชื้นขึ้นเยอะแค่ไหน เพราะหลังจากวันนั้นที่เขาอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ เราก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยหรือเจอกันอีกจนกระทั่งวันนี้ นั่นเลยทำให้ฉันยิ่งจิตตก คิดไปถึงขนาดว่าเขาอาจมองฉันในมุมแย่ๆ สารพัด สาเหตุจากอะไรน่ะเหรอ?
อย่าลืมเชียวว่านังดาวเหนือคนนี้ไปสารภาพรักกับเขามา ก่อนที่ตอนเย็นวันเดียวกันนั้นก็ดันไปตอบรับคำขอเป็นแฟนจากเพื่อนของเขาอีก U_U แต่ปัดโธ่เอ๊ย! อยากให้ทุกคนลองย้อนเวลากลับไปบนเวทีตอนช่วงนั้นกับฉันจัง แล้วคุณจะรู้สึกได้ว่าวินาทีนั้นฉันกำลังโดนพรากสติ ลืมตัวและพูดออกไปแบบไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
แต่ขอโทษทีเถอะ อย่าเพิ่งมองเหตุผลเดียวอันมีน้ำหนักเบาหวิวของฉันเป็นข้อแก้ตัวเลย -_-; เพราะที่ฉันยังหุบปากเงียบไม่อธิบายให้พี่นทีฟังก็เพราะกลัวเขาจะคิดแบบนี้นั่นแหละ แถข้างๆ คูๆ ไรงี้
“โห สงสัยจะเห็นแค่ไอ้นทีคนเดียวมั้ง” ได้ยินเสียงประท้วงเบาๆ จากอีกคน ฉันจึงเลื่อนสายตาไปมองก่อนยกมือไหว้อย่างประชด พี่พายัพที่ยังคงรักษาความกวนประสาทเสมอต้นเสมอปลายเลยขมุบขมิบปากทำท่าล้อเลียนกลับมา ฉันแอบนึกขอบคุณเขาในใจที่ยังทำตัวแบบเดิม อย่างงี้ฉันค่อยวางตัวง่ายหน่อย
“ว่าแต่ทำไมพวกพี่ๆ ถึงไม่แปลกใจเลยอ่ะที่จู่ๆ เหนือก็มาโผล่ที่นี่” สงสัยจริงๆ นะ ทั้งสองคนดูนิ่งกันมากกกก เหมือนนี่เป็นแค่การนัดเจอตามตลาดนัดแถวมหา’ลัยของพวกเขาอ่ะ
“มีคนบอก” พี่พายัพตอบ
“ ใครคะ?”
“โอม...” เขาสั่นหัวหงึกหงัก “ไม่ใช่สิ...เอมี่ต่างหาก”
“หืม?” เอมี่มาเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแล้ว แต่ก็ยังงงอยู่ดี ฉันเลยทำหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามส่งไปหาเขาอย่างต่อเนื่อง
“คือพี่เห็นน้องหายไปจากไลน์กรุ๊ป ก็เลยทักไปถามเอมี่ คุยไปคุยมาเลยยาวจนรู้ว่าน้องมีบ้านอยู่ประจวบฯ ด้วย แถมอยู่ใกล้ค่ายนี้อีก แล้วก็จะกลับมาที่นี่ช่วงที่พี่เข้าค่ายพอดี” เขายักไหล่ตอบง่ายๆ เหมือนกับว่าการแอบไปสืบเรื่องราวชีวิตฉันจากกลุ่มเพื่อนดูเป็นเรื่องไม่ยาก
ก็แหงน่ะสิ! หน็อย -_-+ นังเอมี่คนขายเพื่อน! เห็นผู้หล่อๆ หน่อยไม่ได้เชียว! หวังว่าแค่เรื่องนี้ที่บอกไปนะ คงไม่มีเรื่องอื่นๆ หลุดไปอีก ไม่งั้นล่ะก็มีเคลียร์ยาวแน่ ทบต้นทบดอกตั้งแต่เรื่องที่นางเป็นคนต้นคิดไอ้เกมนั่น จับฉันขึ้นไปบนเวที จนถึงคอลไลน์มากรี๊ดกร๊าดเรื่องที่พี่พายัพขอฉันเป็นแฟน หารู้ไม่ว่าฉันไม่ได้ต้องการสถานะนั้นเลยยยยยย
“อ๋อ...เป็นอย่างงี้นี่เอง”
“เยส...พี่ก็เลยบอกไอ้นทีด้วย” เขาเดาะลิ้นอย่างอารมณ์ดี “ไม่คิดเหมือนกันนะเนี่ยว่าจะบังเอิญเจอในค่ายนี้ ที่ให้เจ้าอ้วนนั่นเรียกเข้ามาก็เพราะเห็นแอบดูอยู่หลังเสาตั้งนานสองนาน แล้วน้องก็ดันบ้าจี้เดินเข้ามาจริงๆ ฮ่าๆๆ” คนเล่าขำพรืด
หึๆ พี่พายัพนี่เองคือผู้อยู่เบื้องหลังสรรพนาม ‘พี่ดำ’ ฉันก็หลงก่นด่าเจ้าเด็กปีนเกลียวไปในใจอยู่ตั้งนาน -_-;
อ้อใช่! ที่เดินเข้ามา...ไม่รู้อะไรดลใจเหมือนกันสิ หรือไม่ก็คงบ้าจี้แบบที่เขาบอกจริงๆ ล่ะมั้ง ฉันคงคิดว่าที่นี่อยู่ใกล้บ้าน ถิ่นตัวเองอะไรเทือกนั้น ก็เลยไม่ได้คิดตะขิดตะขวงใจ นี่เลยกลายเป็นยัยเหนือผู้บ้าบอและห้าวหาญในสายตาคนอื่นไปเรียบร้อย
แต่ก็ดีแล้ว ไม่งั้นฉันจะได้เจอพี่นทีเหรอ >O<
“เลิกคุยกันเถอะ สนใจนู่นนี่กว่า” พี่นทีเปลี่ยนเรื่อง แล้วพยักพเยิดไปทางพี่ผู้หญิงที่สั่งให้เรารวมกลุ่มกันเมื่อกี้ ซึ่งตอนนี้กำลังถือกระดาษเทาขาวแผ่นใหญ่โบกไปมาอยู่หน้าเวที เท่าที่ฉันเห็น เธอน่าจะเป็นผู้หญิงคนที่สองในค่ายนี้ล่ะมั้ง นอกจากนั้นก็เป็นผู้ชายตัวบึกบึนเกิน 80% อย่างว่า...นี่คณะวิศวกรรมศาสตร์นี่เนอะ
“รู้จักเพลงนี้กันมั้ยเอ่ย?” เธอถามพลางกางกระดาษแผ่นนั้นชูขึ้นจนสุดแขน
“รู้จักครับ! ผมอยากพายเรือ วู้ๆ” จู่ๆ เจ้าเด็กอ้วนในกลุ่มฉันก็โพล่งออกไป พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าประหลาด เรียกให้สายตาหลายสิบคู่หันมามองอย่างสนใจ เอาล่ะ! เด็กนั่นทำการสร้างแลนมาร์กเรียบร้อยแล้ว -_-;
“ดีจ้ะ งั้นกลุ่มน้องร้องและเล่นกลุ่มแรกเลยแล้วกันเนอะ” อ้าวซวย! “มีกติกาด้วย ตั้งใจฟังนะจ้ะ...”
จากนั้นเธอก็อธิบายยาวยืด ฉันจับใจความได้ว่าคนแรกที่เริ่มเล่นต้องร้องเพลงแจว คือแจวเรือไปซื้ออะไรสักอย่างก็ได้ แต่ของสิ่งนั้นต้องคล้องจองกับชื่อคนในกลุ่มที่เหลือ และเมื่อคนแรกซื้อของที่คล้องจองกับชื่อใคร คนนั้นก็ต้องลุกขึ้นมาแจวเรือต่อ จากนั้นก็ทำเหมือนเดิมจนครบทุกชื่อในกลุ่ม หากคิดนาน ร้องสะดุด หรือเรียกชื่อไม่ครบจะถูกลงโทษทันที
ฟังเท่านั้น ยัยเด็กผู้หญิงสองคนที่เอาแต่ทำหน้าเบื่อโลกก็พากันส่ายหน้าดิกยิ่งกว่าพัดลมตอนกดปุ่มส่ายซะอีก อะไรกันนังหนู ฉันว่าคิดเลขยากกว่านี้อีกนะ x บ้าง y บ้าง ปวดหัวจะตายชัก!
แต่เดี๋ยว...เพิ่งสังเกตแฮะว่าทุกคนมีป้ายห้อยที่คอบอกชื่อกันหมด เหลือแค่ฉันนี่แหละที่ไม่มี เอ...แต่ก็น่าจะถูกแล้วล่ะมั้ง...ฉันเป็นคนนอกนี่นา
“พี่ชื่อดาวเหนือนะคะ” ฉันรีบกระซิบแนะนำตัวกับน้องๆ ในกลุ่มอีกสี่คน พี่พายัพกับพี่นทีพลอยพยักหน้าตามเด็กๆ ไปด้วย และเมื่อทุกคนดูเข้าใจกติกากันเรียบร้อย เจ้าเด็กอ้วนแก้มย้วยที่ชื่อ ‘ไข่ตุ๋น’ จึงเริ่มร้องเพลงแจวเป็นคนแรก
“แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวเรือจะไปซื้อหวี แจวเรือจะไปซื้อหวี ขอเชิญพี่นทีลุกขึ้นมาแจว...” ไข่ตุ๋นร้องเพลงที่ตัวเองอยากร้องนักร้องหนาอย่างสนุกสนานเล่นเอาคนที่ถูกเรียกชื่อและยังไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็ยอมลุกขึ้นมาตั้งท่าแจวเรือ
คิกๆ ถ้ามีกล้องถ่ายรูปตอนนี้ล่ะก็เจ๋งไปเลย ฉันจะแอบถ่ายไว้ทุกช็อตไม่ให้พลาด แถม copy ไว้อีกหลายๆ ไฟล์เผื่อหาย ดูสิ...ผมสีน้ำตาลช็อกโกแลตของพี่นทีค่อยๆ พลิ้วไปตามลมยามที่เจ้าของร่างขยับตัวเต้น นั่นทำให้ส่วนสูง 185 ซม. ดูน่ารักขึ้นทันใด และเมื่อเห็นน้องๆ พากันมอง เรียวปากสีชมพูธรรมชาติก็เม้มเข้าหากันด้วยความเขินอาย ไหนจะดวงตาสีดำสนิทที่คอยแต่จะผลุบลงต่ำไม่ยอมมองใครอีก
ฮือออ เขินชะมัด >///< ได้แอบมองใบหน้านั่นใกล้ๆ แบบนี้ช่างดีต่อใจ! เชื่อมั้ยว่าทั้งลานโดมตอนนี้พี่นทีคือจุดโฟกัส ฮึ่ยยยย
“...แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวเรือจะไปซื้อตับ แจวเรือจะไปซื้อตับ ขอเชิญพายัพลุกขึ้นมาแจว...” พี่นทีส่งไม้ต่อไปยังคนข้างๆ คนถูกเรียกชื่อบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืนและเต้นด้วยท่าทางกวนๆ เรียกเสียงฮาดังสนั่น เจ้าไข่ตุ๋นถึงกับขออนุญาตพี่บนเวทีเพื่อลุกขึ้นเต้นประชันกับเขาเลยล่ะ
“...แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวเรือจะไปซื้อเกลือ แจวเรือจะไปซื้อเกลือ ขอเชิญดาวเหนือลุกขึ้นมาแจว...”
กรี๊ดดดด อ้าวนั่น! พี่พายัพเรียกชื่อฉัน ตาฉันแล้ว >_< ตื่นเต้นชะมัด ยิ่งสายตาของพี่นทีจ้องมายิ่งลืมท่า ฉันเลยเอาตัวรอดด้วยท่าจ้วงไม้พายตามพี่พายัพ ฮือออ ต้องขอบคุณเขา ว่าแต่ต่อไปเรียกชื่อใครดี...
“แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว แจวมาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว...” ฉันแอบเหล่มองป้ายชื่อของน้องๆ ที่ยังไม่ถูกเรียก ตั้งใจร้องท่อนนี้สองรอบเพื่อแอบมองเลยนะนั่น แต่คุณพระ!
ราสเบอร์รี่ o_O
คาปูชิโน =[]=!
ครีมซอส =O=!
นะ...นี่มันอะไรกัน ชูสามนิ้วสาบานทีเถอะว่าชื่อคน โอ้ม่ายยย T_T ไอ้เหนือก็ตายเยี่ยงเขียดสิแบบนี้ คำคล้องจองง่ายๆ ฉันยังแทบขุดขึ้นมาจากรากสมองไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับคำพวกนี้เล่า!
“จะ...แจวมาแจวจ้ำจึก นะ...น้ำนิ่งไหลลึกนึกถึงคนแจว...” คิดไม่ออก บอกแล้วไม่เก่งไทย TOT ฉันลนไปพักหนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีตัวช่วยอยู่ จึงรีบหันไปส่งสายตาวิงวอนใส่ แต่ปรากฏว่า...
ทั้งพี่พายัพและพี่นทีหลบตาฉัน!!! ค่ะ! คุณโดนทีมทรยศ!
“แจวมะ...มาแจวจ้ำจึก... น้ำนิ่งไหลลึก...”
“เอ? น้องคะ พี่ว่าน้องร้องวนมาหลายรอบแล้วน้า” พี่ที่ถือไมค์ท้วง
“เอ่อ...แป๊บนึงนะคะ หนูกำลังคิด...” คิดแบบที่คิดยังไงก็ไม่ออกซะที T_T
“ไม่ได้จ้ะ”
“หา...”
“แบบนี้คงต้องทำโทษเลย J”
โอเค โชคดีล่ะทุกคน U_U
บทลงโทษที่ว่าไม่ใช่การจับเฆี่ยนตีอะไรเทือกนั้นหรอก เลิกกังวลได้ แถมออกจะบ๊องแบ๊วไปซะอีกเมื่อมันคือกระป๋องสีและพู่กัน แต่เปล่า! เขาไม่ได้ให้เอาอุปกรณ์พวกนั้นไปสร้างภาพศิลปะบนกระดาษหรือเฟรมหรอก แต่ต้องเอามันมาละเลงลงบนใบหน้าของทุกคนในกลุ่มต่างหากล่ะ! ตอนแรกพี่พายัพกับพี่นทีพยายามขอเปลี่ยนบทลงโทษด้วยเพราะกลัวสิวจะเห่อเต็มหน้า -.- แต่เพื่อนๆ ผู้มีอำนาจในการถือไมค์กลับชี้อย่างเฉียบขาดว่าไม่ได้! ฮอลลลล
ยัยเด็กผู้หญิงสามคนที่มีชื่อเหมือนไม่ใช่ชื่อรีบจับคู่กันเองทันทีหลังจากรู้บทลงโทษ และเมื่อเหลือเศษคนหนึ่งจึงดึงไข่ตุ๋นที่ดูตื่นเต้นกับกระป๋องสีตรงหน้าเข้าไปเป็นคู่กัน -_-; เลยเหลือแค่ฉัน พี่นที แล้วก็พี่พายัพ ดังนั้นเราจึงตกลงกันว่าพี่นทีจะเป็นคนละเลงสีบนหน้าฉันก่อน จากนั้นฉันก็จะเป็นคนละเลงต่อไปยังหน้าพี่พายัพ แล้วพี่พายัพก็จะจัดการหน้าพี่นทีเป็นคนสุดท้าย
มันดีตรงที่...พี่นทีจะเป็นคนระบายสีบนหน้าฉันเนี่ยแหละ แค่คิดก็ฟินแล้ววววววว >////////////<
“งั้นพี่เริ่มล่ะนะ...ขอโทษครับ” พี่นทีไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบหยิบอุปกรณ์ที่ได้รับมาวางตรงหน้า ก่อนจะขออนุญาต ฉันจึงรีบหลับตาลง ลอบระบายลมหายใจเล็กน้อยเมื่อพู่กันสัมผัสกับใบหน้า ความเย็นของน้ำที่ใช้ผสมกับสีทำให้ฉันเผลอหดคอลง และดูเหมือนว่าพี่นทีจะไม่ถนัดหรืออะไรสักอย่าง (ฉันมองไม่เห็น) เพราะจู่ๆ เขาก็ใช้มือจับคางของฉันเงยขึ้นอย่างแผ่วเบา
เขา-จับ-คาง-ฉัน !!!
ตายยยยยยยยยยย สติหลุดไปหมดแล้ว -////////- หัวใจนี่แทบหยุดเต้น ส่วนหูก็อื้อไปเสียดื้อๆ ไม่ได้ยินกลุ่มอื่นร้องเพลงเลย ฮือออ จะบอกว่านี่มันยิ่งกว่ากัปตันยูมาถอดเสื้อให้ดูตรงหน้าอีกจ้า มันคือความสำเร็จเล็กๆ ของมนุษย์แอบชอบ >O<
“เสร็จแล้ว...” เขาปล่อยมือจากคางฉัน หะ...หา ไวไปมั้ยอ่ะ นี่ฉันเพิ่งหวีดและกรีดร้องในใจไปเองนะ ระบายส่วนอื่นไปเรื่อยๆ ผมงี้ หูงี้ TOT รอจนกว่าสีบนหน้าฉันจะแห้งไม่ได้เหรอ
“ต่อไปก็ตาไอ้พายัพ”
ไม่ได้สินะ Y_Y
พี่นทีบุ้ยปากไปทางด้านหลังฉัน และเมื่อเห็นยิ้มแป้นแล้นบนใบหน้านั่น ฉันก็แทบจะหลับตาที่เพิ่งลืมขึ้นทันที
คือดูร่าเริงเกินเหตุอ่ะ -___-^
“หลับตาสิคะ” ฉันว่าเมื่อเขาเอาแต่ยิ้มไม่หุบ “แล้วที่ยิงฟันอยู่นี่คือจะให้ระบายฟันให้?”
เขาส่ายหน้า “อยากให้ระบายที่ใจ ทำได้ป่ะล่ะ J”
“พี่พายัพ!” ฉันแหวใส่ ไม่ได้ทำแก้เขินกับมุกหยอดบ้านๆ แบบนั้นหรอกนะ ยอมรับว่าไม่เคยได้ยินใครพูดให้ฟังก็จริง แต่พอเป็นคนตรงหน้าแล้วมันออกจะจักจี้หัวใจนิดๆ
“หลับตาได้แล้วน่า...” เมื่อเห็นว่าฉันเริ่มหงุดหงิด คนชอบกวนประสาทจึงยอมทำตามคำสั่งโดยดี
ฉันใช้พู่กันจุ่มสีแดงในจานสี อ่า...ควรทาตรงไหนก่อนดีนะ... ฉันค่อยๆ ไล่พิจารณาใบหน้านั้นไปจนทั่ว ตั้งแต่คิ้วเรียวได้รูป ดวงตาที่กำลังหลับพริ้มอยู่ แต่ฉันจำได้แม่นว่ามันเป็นสีเทาเข้มแสนทรงเสน่ห์ และมองข้ามไม่ได้เลยกับจมูกที่โด่งเป็นสันนั่น แล้วไหนจะริมฝีปากบางๆ สีชมพูแบบคนรักสุขภาพอีก และยิ่งเวลามีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มซอยระต้นคอคอยคลอเคลียอยู่กับโครงหน้านั้นนะ บอกได้เลยว่าดูดีเป็นบ้า
เขาหล่อ...
แต่ฉันว่าไม่เท่าพี่นที ซึ่งฉันขอบอกก่อนเลยว่าฉันไม่ได้ชอบพี่นทีเพราะรูปร่างหน้าตาหรอกนะ แล้วก็ไม่ได้เข้าข้างเขาในเรื่องนั้นด้วย แต่ที่บอกว่าพี่พายัพหล่อน้อยกว่านั่นเป็นเรื่องจริง คนที่กำลังหลับตาพริ้มอยู่ในตอนนี้น่ะ ไม่ใช่คนหล่อถึงขนาดต้องเหลียวหลังมองหรอก แต่เขาเป็นคนประเภทที่มีเสน่ห์เหลือล้น เพราะบุคลิกที่ชอบยิ้มเก่งและพูดจากวนๆ ต่างหาก
“จ้องนานๆ หลงรักไม่รู้ด้วยนะ” นั่นไง! ไม่ทันขาดคำ แถมแซวอย่างกับตาเห็น
“จะไม่มีวันนั้นแน่นอน :P” ฉันแลบลิ้นใส่ก่อนตอบกลับไป
เอาล่ะ! ฉันควรเลิกมองและหยุดชื่นชมใบหน้านั่น แล้วก็ควรเลิกลังเลในการเลือกบริเวณที่จะแต้มสีซะที! ว่าแล้วฉันก็จิ้มสีแดงตรงปลายพู่กันลงบนจมูกโด่งๆ ของเขา แต่คนขี้กวนกลับทำหน้าไม่ยี่หระใส่ ด้วยความหมั่นไส้ ฉันจึงจุ่มสีดำแล้วเอาไปวงกลมล้อมรอบตาเขาจนมันดูคล้ายกับหมีแพนด้า
“ฮ่าๆๆ ก๊ากๆ” ฉันหลุดขำเสียงดังจนคนอื่นในวงที่นั่งกันอยู่หันมามอง แม้แต่พี่นทีผู้มีบุคลิกนิ่งขรึมก็ยังคีพลุคไม่อยู่
“ขำอะไรน่ะ” เจ้าตัวลืมตาขึ้นมาถาม
“เปล่าค่ะ” ฉันรีบกลั้นเสียงหัวเราะ หุบปากฉับ “ต่อเลยดีกว่า” จากนั้นฉันก็ละเลงหน้าหล่อๆ นั่นด้วยสีมั่วๆ ในจานที่ยังพอมีเหลืออยู่ จนสุดท้ายมันเลยออกมาเป็นหน้าเปื้อนสีที่ตลกที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ก๊ากกกก
“โอเค เสร็จแล้วค่ะ”
พี่พายัพค่อยๆ ลืมตาขึ้น “ถ้าไม่หล่อ รับผิดชอบแต่งให้ใหม่ด้วยนะน้อง”
“โน!”
แล้วเขาก็ย่นจมูกใส่ ก่อนจะหยิบเจ้าพู่กันมหาภัยที่ถูกส่งต่อจากฉัน ชี้ไปยังหน้าพี่นที “ได้เวลาของแก ไอ้เพื่อนรัก!”
ส่วนฉันที่มีส่วนร่วมอยู่ห่างๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังจากเดินมาเข้าห้องน้ำและเพลินอยู่นี่หลายสิบนาที ยังไม่ได้บอกป้าวรรณเลย! จึงรีบขอตัวออกมาก่อน แต่ปรากฏว่า...
ป้าวรรณหายไปแล้วจ้า =[]=!
ฉันเดินวนไปทั่วค่ายยิ่งกว่าหนูติดจั่น วิ่งหาทุกซอกทุกมุมจนหอบลิ้นห้อย แต่ก็ไม่พบป้าวรรณและไอ้คันเก่งของแกแม้แต่เงา ซวยแล้วไอ้เหนือ! เอาไงดีล่ะ...
เอ้อ! จริงสิ โทรศัพท์ไง นี่มันยุคไหนสมัยไหนกันแล้ว
วืดดด~
พลางล้วงไปในกระเป๋ากางเกง แต่กลับพบซึ่งความว่างเปล่า แม้แต่เหรียญบาทสักเหรียญยังสัมผัสไม่ได้ อนาถตรงนี้แหละ Y_Y อย่าหายเลยนะเพื่อนยาก...ฉันยังผ่อนไม่หมดนะว้อย! และที่สำคัญ เมมโมรี่การ์ดในนั้นมีรูปพี่นทีอยู่เกือบครึ่ง บอกเลยว่าหวงแหนยิ่งกว่าสมบัติล้ำค่า!
ฉันเลยพยายามเค้นความทรงจำสุดท้ายที่ได้จับโทรศัพท์ออกมา ใช่...จำได้ว่าหย่อนมันไว้ในกระเป๋าสะพายนี่นา เป็นใบที่ฉันใช้บ่อยมาก ลายหมีพูที่แม่ซื้อให้ และล่าสุดฉันก็...
เหวี่ยงไว้บนเตียงที่บ้านยาย เยี่ยมไปเลย! -___-;
เมื่อเห็นว่าพึ่งโทรศัพท์ไม่ได้ ฉันจึงหันซ้ายหันขวาเพื่อพยายามหาตัวช่วยอื่น แต่ด้วยเวลานี้ความมืดกำลังเริ่มปกคลุมไปโดยรอบ และเพราะเป็นค่ายอาสาซึ่งตอนนี้ทุกคนกำลังทำกิจกรรมสันทนาการอยู่ในโดมตรงนู้น บริเวณนี้เลยดูเงียบสงัดและวังเวงจนน่าขนลุก
“น้อง!!!”
“ตาเถร!!!”
จู่ๆ ก็มีคนทะลึ่งพรวดเข้ามาทางด้านหลัง ด้วยอารามตกใจฉันจึงหันไปกระทุ้งศอกใส่อย่างแรงจนร่างนั้นทรุดตัวลงกับพื้น ฉันทำท่าจะซ้ำลงไปอีก แต่ถือว่าโชคดี (?) ที่ผู้โชคร้ายคนนั้นค่อยๆ เงยหน้าอันเหยเกขึ้นมาซะก่อน
ฮะ...เฮือก!
“พี่พายัพ TOT”
“เออดิน้อง!”
“เหนือขอโทษ T_T” ฉันรีบก้มลงไปพยุงเขาขึ้นมา เพราะอีกฝ่ายได้แต่เอามือกุมท้อง ดูเหมือนว่าจะลุกไม่ไหว
“ไม่เป็นไรๆ” เขาตอบพร้อมกับโบกมืออีกข้างไปมาในอากาศ “แต่คิดค่าเสียหายทีหลังแน่”
“งก!” ฉันบ่นอุบ “แล้วนี่ใครใช้ให้เข้ามาเงียบๆ เหนือยิ่งกลัวๆ ผีอยู่”
“ใครบอก พี่เรียกชื่อน้องออกจะดังเป็นสิบรอบ แคะขี้หูซะบ้างเหอะ” พี่พายัพย่นจมูกใส่ อะ...อ้าวเหรอ คงใช่มั้ง -_- ฉันแว่วๆ เสียงอยู่แหละ แต่คิดว่าตัวเองหูฝาดนี่หว่า
“แล้วนี่จะไปไหน ทำไมจู่ๆ ถึงเดินออกมา”
“กลับบ้านค่ะ”
“รีบ?”
“อื้อ ยายอยู่บ้านคนเดียวด้วย” พูดถึงยายก็เป็นห่วงขึ้นมาเลย หลานแย่ๆ อย่างฉันปล่อยให้แกอยู่บ้านคนเดียวไปเรียบร้อย T_T ประเดิมการมาประจวบฯ วันแรกได้ง่อยมาก
“เดี๋ยวไปส่ง” เขาค่อยๆ ขยับตัว ลดมือที่กุมหน้าท้องลง ดูเหมือนว่าจะค่อยยังชั่วแล้ว “นี่มันมืดแล้วนะ กลับเองได้เหรอ”
“...”
“ว่าไง”
“ได้ค่ะ อย่าลืมนะว่าแถวนี้ถิ่นเหนือ” ฉันโว เอาจริงๆ ในใจก็นึกกลัวอยู่แหละ กลัวคนไม่เท่าไหร่ แต่ผีนี่สิ บรื๋อออ แค่คิดก็ผวาแล้ว
“อวดเก่ง” ร่างสูงว่าก่อนจะใช้มือจิ้มลงมาบนหน้าผากฉัน แล้วดูเขาทำหน้าเข้าสิ ฮ่าๆ เก๊กขรึมยังไงก็ยังตลกอ่ะ อย่าลืมสิว่าหน้าตัวเองเหมือนมีถังสีหกใส่อยู่นะ
“ไม่ได้อวดเก่ง แต่กลับเองได้จริงๆ”
“พี่สงสารคนขับรถผ่านไปผ่านมาเขาจะพากันกลัวถ้าเห็นน้องเดินอยู่ริมทาง”
“-_-^”
“สรุปยังไง?”
“ก็บอกว่ากลับเองได้” ฉันเปล่าเล่นตัว แต่ฉันกลัวพี่พายัพจะขับรถพาไปตกเหว ถนนหนทางแถวนี้เป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟก็ไม่ค่อยสว่าง แล้วยิ่งเป็นทางที่ต้องลัดเลาะตามไหล่เขาด้วยนะ บอกเลยว่าต้องมีฝีมือ
แต่เปล๊า! ฉันไม่ได้เป็นห่วงพี่พายัพนะ ฉันห่วงตัวเองนี่แหละ โธ่ๆ
“ก็บอกว่าจะไปส่งไง” เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ พร้อมยืนยันความเอาแต่ใจของตัวเองด้วยการดึงข้อมือฉันให้เดินตามเขาไปยังโรงจอดรถ แน่นอนว่าฉันทั้งสะบัด ทั้งดิ้นให้หลุด แต่มือพี่พายัพน่ะเหนียวยิ่งกว่าตุ๊กแกซะอีก เผลอๆ นึกว่าติดกาวตาช้าง
“เข้าไปเร็ว” ร่างสูงเปิดประตูก่อนจะดันหลังฉันให้เข้าไปในรถกระบะเก่าๆ คันหนึ่ง หัวนี่เฉียดกรอบประตูแบบเส้นยาแดงผ่าแปด -_-+ แล้วกลิ่นอับๆ ก็ลอยมาแตะจมูกจนฉันต้องยกแขนขึ้นมาปิดไว้ เฮือก! หวังว่าในรถคันนี้คงไม่มีซากศพเหมือนหนังสยองขวัญที่เคยดูหรอกนะ
“ไว้ใจได้น่า นี่รถของลุงภารโรงในค่าย พี่แอบไปยืมมา” อาจจะเพราะฉันแสดงสีหน้ากังวลออกไป พี่พายัพจึงพูดปลอบพร้อมตบไหล่เบาๆ ก่อนจะปิดประตูฝั่งฉัน เดินอ้อมไปอีกด้าน ขึ้นรถ สตาร์ท และ...
ท่อกๆ ท่อกๆๆๆ
เดี๋ยวก่อน -___-;;;
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น ให้เดานะฉันว่ามันมาจากไอ้แก่คันนี้นี่แหละ รถเก่าปานนี้คงไปไม่ไหวแล้ว ควรปล่อยให้มันพักและหลับให้สบายในโรงจอดรถมากกว่า #RIP
“อย่าทำหน้าแบบนั้นดิ” ดูเหมือนพี่พายัพเองก็คงต้องการขวัญและกำลังใจไม่น้อยในการขับมันไปให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ฉันเห็นเขาพ่นลมหายใจหลายครั้ง จนในที่สุดก็ตัดสินใจใส่เกียร์และลองเหยียบคันเร่ง...
ท่อกๆๆ ท่อกๆๆ
สุดท้ายก็ดังเหมือนเดิม -_-; แต่คนขับสุดจะสตรอง เขาพยายามขับต่อ เราเลยออกจากค่ายมาได้ระยะหนึ่ง แน่นอนว่าไอ้รถเจ้ากรรมก็ยังไม่เลิกส่งเสียงประหนึ่งว่าจะให้เสียงเป็นเครื่องจดจำทางตอนขากลับเหมือนเวลาคนเข้าป่าแล้วเอามีดทำเครื่องหมายกับต้นไม้อะไรประมาณนั้น
ส่วนฉันน่ะเหรอ นอกจากจะไม่มีสายเบลท์ไว้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจแล้ว U_U ยังต้องคอยลุ้นระทึก นั่งใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เวลาพี่พายัพเหยียบคันเร่งแต่ละทีอีก ก็เขาไม่ใช่คนพื้นที่นี่นา เกิดขับพลาดตกเขาตายทำไงอ่ะ ฉันยังไม่ได้ทำประกันชีวิตเลยยยยย
“นี่พี่ออกมาได้ยังไงอ่ะ กิจกรรมเสร็จแล้วเหรอ” ชวนคุยแก้กลัว T_T
“ยัง แอบโดดมา” อ้าว... ซะงั้น ฉันเลยเลิกสนใจ ทำตัวนิ่งๆ เพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิเขา
“เอ๋? o_O”
“มีอะไร” ฉันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ข้างทาง คือมีน่ะมีแน่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร หมู หมา กา ไก่ คน หรือผี ฮึ่ย!
“พี่พายัพ!”
“หืม?”
“เห็นอะไรตรงข้างทางมั้ย?” ฉันรีบถามด้วยใจที่ลุ้นระทึก หวังว่าเขาจะเห็น...เพราะถ้าไม่เห็นก็เตรียมพาฉันทัวร์ทำบุญเก้าวัดได้เลย!
“เฮ้ย! คนนี่นา” เขาจ้องฝ่าความมืด “...สองคน...เหมือนรถจะเสียนะ” คนแน่น้า TOT
“เอาไงดีคะ ถ้ารถเสียจริง เหนือว่าเขาก็คงกำลังต้องการความช่วยเหลือ” ฉันหันไปถามความเห็น ทว่าคนข้างๆ กลับเงียบอยู่ในวินาทีชั่งใจ แต่ในที่สุดเขาก็ยอมชะลอรถจนมันจอดสนิท ร่างสูงเปิดประตูลงไปก่อน ฉันจึงค่อยๆ ย่องตามไป
ไฟจากข้างทางที่ส่องสลัวๆ ทำให้เห็นว่าเขาทั้งสองมีเงา โล่งงงง ยังไงก็ไม่ใช่ผีแน่ๆ แล้ว “มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ” ฉันถาม
“มีสิหนู” ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉัน โดยกะจากสายตาน่าจะอายุราว 30 ปลายๆ ตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขามองฉันแวบเดียวเท่านั้นก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางพี่พายัพเมื่อร่างสูงพยายามดันตัวฉันให้ไปอยู่ทางด้านหลังของตัวเองอย่างไม่ไว้ใจ
“รถพวกน้าเสียน่ะ” ผู้ชายอีกคนหนึ่งตอบบ้าง หนวดยาวเฟื้อยนั่นช่วยเสริมความเถื่อนเข้าไปไม่น้อย “พวกหนูพอจะรู้จักอู่ซ่อมรถแถวนี้มั้ย”
“พอดีพวกเราไม่ใช่คนพื้นนี่น่ะครับ” พี่พายัพพูดอย่างระมัดระวัง
ทว่าคนแปลกหน้าทั้งสองกลับไม่ค่อยสนใจที่พี่พายัพบอกเท่าไหร่ พวกเขากลับหันมองหน้ากัน ก่อนที่สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อกี้จะเปลี่ยนเป็นยิ้มมีเลศนัย เท่านั้นคนที่ยืนบังฉันอยู่ก็รีบจับต้นแขนฉันแน่น เอาละ! กลิ่นทะแม่งๆ แล้วไง
“ไม่เป็นไร...”
“...”
“เพราะพวกฉันจะยืมรถพวกแกแทน!!!”
พูดจบผู้ชายหนวดยาวก็ชักมีดพกออกมาจากกระเป๋ากางเกงเหมือนในละคร ก่อนจะจ่อมันไปตรงหน้าพี่พายัพ ทั้งคู่จ้องกันเขม็ง ส่วนฉันก็ได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หลังร่างสูงที่เป็นดั่งกำแพงให้ตอนนี้
แย่แล้ว! ไอ้พวกนี้มันโจร!
=[]=!
_________________________________________________________________________________________________________________
สวัสดีค่ะทุกคน /โค้งรอบทิศ กลับมาเจอกันในวีคที่สาม ตอนที่สามแล้วเนอะ เกือบครึ่งของตอนที่ต้องลงแข่งแล้ว ตื่นเต้นจัง แฮ่ๆ
ย่องมาอัพในวันสุดท้าย TwT งึ่ยยยย อย่าเพิ่งลืมกันนะคะ ขอฝากยัยดาวเหนือเด็กดำ หน้าตาบ้านๆ พี่พายัพคนกวน พี่นทีคนหล่อ ไว้ในใจนักอ่านทุกคนด้วยน้าาา ส่วนตัวเบียร์รักไข่ตุ๋น ก้ากกก55555555555
ส่วนอิมเมจแต่ละคนจะตามมาในตอนต่อๆ ไปนะคะ ขออภัยในความล่าช้าด้วย ฮือออ ช่วงนี้คงต้องจินตนาการภาพกันเอาเองก่อน
สุดท้ายเบียร์ขอขอบคุณคณะกรรมการทุกท่าน ขอบคุณพี่อายที่เข้ามาคอมเมนต์ให้อย่างละเอียดมากๆ เบียร์จะพยายามปรับปรุงให้ดีที่สุดค่ะ
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอมเมนต์ โหวต และติดตามเสมอๆ กอดดดดดด ขอบคุณนะคะ <3
ไว้เจอกันตอนหน้า! เย้!
ตอนนี้บรรยายดีขึ้นแล้วนะคะ อ่านเข้าใจง่ายกว่าเดิม
แต่เน้นน้ำไปหน่อย เน้นการแจวมากไปนิด ทำให้บทนี้จริงๆ ไม่มีเนื้อหาอะไรเท่าไหร่
แนะนำให้ลองเขียนโครงเรื่องคร่าวๆ ทั้งเรื่อง แล้วเอามาแบ่งว่า บทไหนจะมีปมอะไร มีเนื้อหาอะไรบ้าง
เพื่อให้เรื่องมันไม่ยืดไปหรือเร่งไปค่ะ พยายามเข้านะคะ เจอกันใหม่ตอนหน้า สู้ๆ ค่า ^^
จะเอาใจช่วยขอให้สู้กับโจรได้นะ 55555