winevis

[JLS19] Imposter กลรักแสนร้าย วุ่นวายหัวใจ

เพราะเธอไม่เคยเชื่อว่าคนเราจะรักกันได้โดยที่ไม่มองรูปร่างหน้าตา แต่เมื่อมีเขาเข้ามา ความเชื่อของเธอก็เปลี่ยนไป

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 7/7 :: ความรู้สึกประหลาด

บทที่ 7

ความรู้สึกประหลาด

 

            ริมฝีปากนุ่มของคนข้างๆ ประกบลงบนริมฝีปากของฉันอย่างแผ่วเบา ไร้การจาบจ้วงใดๆ เลยทำให้มันแทบไม่ต่างอะไรกับการเอาปากแตะปาก แต่เพราะนั่นเป็นการถูกผู้ชายทำแบบนี้ครั้งแรกในชีวิตของฉันน่ะสิ ก้อนเนื้อในอกมันถึงได้เต้นจนแทบจะหลุดออกมา

 

            แล้วก็เป็นเวลาเนิ่นน่านทีเดียวกว่าเขาจะถอนจุมพิตนั่นออก ร่างฉันที่เบาหวิวราวกับปุยนุ่นเลยได้แต่เหม่อมองในอากาศเหมือนคนโดนกระชากสติ

 

            "พี่..."

 

            "..."

 

            "...ขอโทษ" คำสำนึกผิดหลุดออกมาพร้อมกับสีหน้าสับสน ก่อนที่เขาจะชันตัวลุกขึ้นแล้วเสมองไปทางอื่น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รถคันหนึ่งแล่นมาจอดอยู่อีกฝั่งของถนน

 

            "ไอ้นทีมาแล้ว" พี่พายัพหันมาบอกฉันด้วยสีหน้าเรียบเฉย พอดีกับที่ผู้มาใหม่ก้าวลงจากรถ นั่นทำให้อะไรบางอย่างในหัวฉันตะกุยอย่างบ้าคลั่ง ชิบเอ้ย! หวังว่าพี่นทีคงไม่เห็นฉากเมื่อกี้หรอกนะ ขนาดตัวฉันยังไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง เพราะฉะนั้นจะให้ไปอธิบายว่าพี่พายัพไม่ได้มีซัมติงกับฉันก็คงเป็นเรื่องยากพอกัน -_-;

 

            "ไง..."

 

            "เออ...มาไวจัง"

 

            "อยู่แถวนี้พอดีว่ะ ว่าแต่มึงกับเหนือ..." พี่นทีเหลือบหางตามามองฉัน สีหน้าไร้อารมณ์นั่นบ่งบอกได้ดีว่าเขากำลังหงุดหงิดเล็กๆ

 

            เขาหึงพี่พายัพสินะ Y_Y

 

            "อ๋อ กูให้เหนือมาเป็นเพื่อนอ่ะ พอดีมาส่งเด็กแถวนี้ คือเรื่องมันยาวว่ะ"

 

            "โอเค...งั้นไว้ค่อยเล่าก็ได้ ขึ้นรถก่อนเหอะ ส่วนรถมึงนี่ค่อยมาลากทีหลังละกัน"

 

            "เออ"

 

            ได้ยินดังนั้นฉันเลยรีบเดินตัวปลิวผ่านพี่นทีไปยังรถที่จอดอยู่อีกฝั่ง โดยไม่แม้แต่จะทักหรือหันมอง สถานะของฉันตอนนี้มันแย่พออยู่แล้วน่า ไหนจะทำตัวสนิทสนมกับพี่พายัพ ทั้งๆ ที่รู้ว่าพี่นทีชอบ แต่สาบานเถอะ ฉันไม่ได้ตั้งใจนี่หว่า -O- แล้วไหนจะเรื่องเมื่อกี้อีก เขาเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ โว้ย!

 

            หลังจากฉันขึ้นมานั่งรออยู่บนเบาะหลังรถเรียบร้อย ไม่นานนักอีกสองคนก็ตามมา แล้วรถจึงแล่นออกไปด้วยความเงียบชนิดที่ว่าแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ ทุกคนในรถทำประหนึ่งลืมเอาปากมา ฉันที่อึดอัดอยู่แล้วเลยเลือกเอนตัวพิงเบาะ ไม่ชวนคุยให้ใครหนักใจ แต่ก็แอบลอบสังเกตปฏิกิริยาของพี่นทีเป็นพักๆ

 

            เขานิ่ง นิ่งสมกับที่เก็บความรู้สึกนั้นได้อยู่นานเป็นปีๆ โดยที่ไม่ให้พี่พายัพรู้

 

            ซ่าๆ ซ่าๆ

 

            โดยไม่บอกไม่กล่าว ฝนก็เทลงมาอย่างกับฟ้ารั่ว เวรกรรมอะไรเบอร์นั้นคะ -_-+ ฉันอยากถึงบ้านเร็วๆ ว้อยยย ยิ่งฝนกระหน่ำลงมาแบบนี้ พี่นทีก็ต้องขับรถช้าลงอีกเท่าตัวน่ะสิ

 

            "เดี๋ยวแวะส่งเหนือก่อนนะ" คนที่หลับไปตั้งแต่ 10 นาทีแรกหลังจากรถออกตัว ตื่นขึ้นมาสั่งเหมือนคนละเมอ ก่อนจะยื่นมือไปเบาแอร์ลง

 

            "อืม"

 

            เฮ้อออ~ เพราะฉะนั้นก็ได้แต่ร๊อรอร๊อรอจนหาวแล้วหาวอีก พอปรือตามองผ่านม่านฝนออกไปเห็นตึกแถวเรียงรายแสนคุ้นตา ฉันก็ลิงโลด จะถึงบ้านแล้ววววว

 

            อีกห้านาทีต่อมา รถก็มาจอดเทียบท่าหน้าบ้านฉันเป็นที่เรียบร้อย แต่ฝนก็ยังตกจั้กๆ ไม่หยุด ท่าทางจะพายุเข้ากรุงเทพฯ ครั้งใหญ่แฮะ

 

            "ขอบคุณนะคะ ขับรถกลับดีๆ ล่ะ" ฉันหันไปพูดกับคนขับ เขาจึงล้วงหยิบร่มแบบพับซึ่งอยู่ใต้เบาะยื่นให้ ฉันเลยรับมาอย่างงงๆ ในใจนึกอยากปฏิเสธอยู่หรอกนะ เพราะแค่วิ่งปรู๊ดเดียวฉันก็ถึง แต่นานๆ ทีเขาจะแสดงท่าทีเป็นห่วง ฉะนั้น...

 

            "ร่มของแม่เหนือน่ะ พี่ยืมมานานแล้ว ฝากคืนหน่อยนะ"

 

            จึก! ร่มของแม่...แค่ฝากคืน...

 

            "อ๋อ ได้เลย" T_T

 

            "พรุ่งนี้มีนัดเรียนนะ อย่าลืมล่ะ ห้ามเลทด้วย" พี่พายัพเตือน จริงสิ! เรียนเพิ่มตอนปิดเทอมกับพี่ๆ กลุ่มเดิม นี่ฉันต้องรีดชุด สระผมเผ้าอีก กว่าจะได้นอน TOT

 

            "ค่าาา ไม่ลืมๆ"

 

            "งั้นก็บาย...เจอกันพรุ่งนี้"

 

            "ค่ะ"

 

            "แล้วก็..."

 

            "..."

 

            "ฝันดีนะ..."

 

            ตึกตักๆ

 

            ให้ตาย...สิ่งที่ได้ยินดูจะมีอิทธิพลต่อใจของฉันซะยิ่งกว่าร่มพับเมื่อกี้ซะอีก เพราะนอกจากใจจะเต้นผิดจังหวะแล้ว ฉันยังพลอยนึกถึงสัมผัสอ่อนโยนตรงริมฝีปากนั่นด้วย บ้าบอน่า! ห้ามหวั่นไหวสิไอ้เหนือ! แกชอบพี่นที แต่พี่นทีชอบพี่พายัพ...

 

            โว้ยยยย -_-;

 

            ฉันรีบก้มหน้างุดลงจากรถ สติเตลิดวิ่งเข้าบ้านแบบลืมกางร่ม โชคดีที่แม่ไม่ล็อคประตูรั้วหน้าบ้าน ฉันเลยไม่ต้องเสียเวลาไข เอาล่ะ สำหรับวันนี้พอกันที หัวใจฉันทำงานเกินลิมิตแล้ว คงต้องพักสักหน่อย แล้วค่อยไปเผชิญหน้ากับคนกวนประสาทนั่นต่อ...พรุ่งนี้

 

            -_____-;;;

 

 

            วันรุ่งขึ้น

 

            ฉันตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ เร็วจนแม่ตกใจ คือเมื่อคืนพอถึงเตียงฉันก็ล้มตัวลงนอนทันที ผ้าที่กองไว้ว่าจะรีด ผมที่ตั้งใจว่าจะสระเลยถูกยกมาทำตอนเช้าหมด และเพราะดันมีนัดเรียนตอนเก้าโมงเช้า ฉันเลยต้องตื่นก่อนไก่แบบนี้

 

            "เดี๋ยวล้างจานให้แม่หน่อยสิ" มารดาที่เคารพรักพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน พร้อมกับวางถาดที่เพิ่งใส่ของตักบาตรเมื่อครู่ลงในอ่างล้าง

 

            "ได้แม่ แต่แม่ต้องปั่นจักรยานไปส่งหน้าปากซอยนะ ไม่งั้นเดี๋ยวเหนือเลท"

 

            "เออน่า แม่ให้ลูกขี่หลังแล้ววิ่งส่งแบบม้าส่งเมืองยังได้เลย"

 

            "กระดูกกระเดี้ยวได้แหลกกันพอดี" ฉันพูดแซวขำๆ อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องตลกสักเท่าไหร่ วันเกิดที่ผ่านมานี้แม่ฉันอายุปาไป 47 ปีแล้ว แต่เห็นมั้ย...ท่านยังต้องทำงานงกๆ หาเงินมาส่งฉันเรียนอยู่เลย

 

            ฉะนั้นสักวันหนึ่งฉันจะทำงานเลี้ยงแม่บ้าง J

           

            "ใครว่า แม่ออกจะแข็งแรง" แล้วแม่ก็ทำท่าเบ่งกล้ามให้ดู ฉันจึงหันไปย่นจมูกใส่ ก่อนจะกลับมาสนใจจานกองพะเนินตรงหน้าต่อ และเมื่อเคลียร์จนหมด ฉันก็ซ้อนท้ายจักรยานแม่ออกมาหน้าปากซอย

 

            "วันนี้หนูอาจกลับเย็นหน่อยนะแม่"

 

            "อ้าว ทำไมล่ะ ไหนว่าติวถึงบ่ายโมงไงลูก"

 

            "หนูมีทำรายงานต่อน่ะ แต่ก็ไม่น่าเกินหกโมงอ่ะ แม่ไม่ต้องห่วงน้า"

 

            "จ้า งั้นก็กลับดีๆ ล่ะ ถึงบ้านแล้วอย่าลืมลงกลอนประตูให้แน่น แม่เข้าเวรนะคืนนี้"

 

            "รับทราบค่ะคุณพยาบาล!" ฉันว่าพร้อมทำท่าตะเบ๊ะใส่ แม่จึงเขกหัวเข้าให้หนึ่งที ก่อนจะปั่นจักรยานกลับเข้าบ้านไป

           

            ฉันเลยเดินมารอรถที่ป้ายรถเมล์ พลางค้นหมากฝรั่งในกระเป๋าขึ้นมาเคี้ยวแก้เบื่อ และไม่นานสองแถวที่ฉันรอก็มาจอดเทียบท่า ลุงคนขับรีบบีบแตรเรียกคน เมื่อเห็นว่าปลายทางคือสถานที่นัดติว ฉันจึงรีบกระโดดขึ้นไปอย่างไม่รีรอ โชคดีจริงๆ ที่คนไม่เยอะ ไม่ต้องเบียดเสียดให้ร้อนจนหงุดหงิด เพราะแค่นี้แดดประเทศไทยก็ทำงานอย่างเกินความจำเป็นแล้ว -_-;

 

            ฉันมาถึงศูนย์การค้าชื่อดังตอนเกือบถึงเวลานัดด้วยสภาพที่หัวฟูเป็นรังนก เหอะๆ...ก็พี่คนขับแกเล่นซิ่งจนหน้าตั้งเพราะมีนัดประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนน่ะสิ

 

            “เหนือๆ ทางนี้” เอมี่ยืนโบกมือหยอยๆ เรียกอยู่ไม่ไกล ท่าทางดูร้อนรนผิดปกติ ไม่มั้ง...อย่าบอกนะว่าฉันมาเป็นคนสุดท้ายอ่ะ

 

            “เกิดอะไรขึ้น” ฉันถามทันทีที่เดินมาถึงตัวเอมี่ สีหน้าอย่างกับคนท้องผูกนั่นบอกได้ดีว่านางมีเรื่องกังวลใจ

 

            “แก...ติดต่อพี่นทีกับพี่พายัพไม่ได้เลย เอาไงดี”

 

            “หืม?

 

            “คือวันนี้พี่แยมกับพี่คริสมีควิซตอนบ่ายๆ ก็เลยมาไม่ได้ ซึ่งพวกพี่เขาก็โทรฯ มาบอกแล้วแหละ แต่ปัญหาคือสองหนุ่มหล่อนั่น ติดต่อไม่ได้เลย ทั้งเฟส ไลน์ ไอจี ทวิตเตอร์ บลาๆ...”

 

            “ใจเย็น...”

 

            “เย็นไม่ได้ย่ะ คือมันแปลก ที่จู่ๆ ทั้งสองคนก็หายต๋อมไปเฉยๆ”

 

            “แล้วจะทำไง” ฉันพึมพำออกมาอย่างคนมืดแปดด้าน เมื่อคืนเรายังล่ำลากันซะดิบดี พี่นทีเพิ่งจะยื่นร่มให้ฉัน ส่วนพี่พายัพก็เพิ่งบอกฝันดี...

 

            หรือเมื่อคืนเกิดเรื่องขึ้นหลังจากที่พวกเขาแวะส่งฉัน

 

            “ไปตามกันมั้ยแก” เอมี่เสนอความคิด เออ! ใช่ ไปตามน่ะได้อยู่นะ หอพี่พายัพฉันก็รู้จักดี เพิ่งไปมาเมื่อวานนี้สดๆ ร้อนๆ เลยด้วยซ้ำ

 

            “ได้...แต่แกต้องไปกับฉัน”

 

            “เห็นจะไม่ได้สิเพื่อน TOT แม่เพิ่งโทรฯ มาบอกฉันเมื่อกี้ว่าจะกลับต่างจังหวัด พอดีญาติฉันเสีย”

           

            “อ้าว...เสียใจด้วยนะเอมี่ งั้นเอาไงดีล่ะ” ฉันกัดเล็บอย่างใช้ความคิด “แล้วนี่ปิงปองไปไหน”

 

            “โดด U_U

 

            “โอ๊ย ปองนะปอง นี่ฉันกะชวนมันไปตามพี่พายัพที่หอเลยนะเนี่ย”

 

            “แกคงต้องไปคนเดียวแล้วแหละย่ะ คือพอเพื่อนๆ รู้ว่าพี่ไม่มาติว เหล่านางก็แยกย้ายกันไปหมดแล้ว ฉันเองก็จะกลับแล้วเนี่ย”

 

            “เอ่อ...” อันที่จริงฉันจะแอบโดดแบบเพื่อนๆ พวกนั้นก็ได้ถูกมั้ย อาจจะไปเดินตากแอร์เย็นๆ ในห้างให้ฉ่ำปอด หรือจะไปนั่งเคี้ยวป๊อปคอร์นในโรงหนังก็ยังทำได้ แต่ที่ฉันไม่ทำ นั่นเพราะว่า...

 

            งั้นก็บาย...เจอกันพรุ่งนี้

 

          ‘ฝันดีนะ...

 

          คำพูดของพี่พายัพเมื่อคืนแท้ๆ เชียว และมันก็ดันกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ...

 

            “อืม เดี๋ยวฉันไปตามพี่พายัพที่หอเอง...”

 

           

            ณ หอ

 

            ฉันรู้สึกคล้ายกำลังเกิดเดจาวู ภาพฉันยืนมองไอติมร้านป้าทองตาละห้อยเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วนี่เอง นี่ถ้ามีเด็กวิ่งมาชนฉันจนโทรศัพท์ตก ฟิล์มกระจกแตก และเจอมนุษย์ป้ามหาภัยด้วยนะ...บรึ๋ย จะใช่เลย ยิ่งคิดยิ่งหลอน

 

            อีก 5 นาทีต่อมา ฉันก็พาร่างตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง 137 เป็นที่เรียบร้อย ฉันเหลือบไปเห็นคอนเวิร์สขาดๆ คู่เดิมที่เพิ่งเห็นเมื่อวานนอนอยู่หน้าห้องด้วยสภาพสุดอนาถ คือมันทั้งเลอะโคลนและเปียกน้ำ...

 

            เอ๊ะ? แต่เดี๋ยวนะ เมื่อคืนพี่พายัพไปลุยท่อที่ไหนมา ทำไมรองเท้าเขาถึงได้เยินซะขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าพอส่งฉันเสร็จเขาก็กลับบ้านมานอนตีพุง (ที่อาจจะไม่มี) อะไรทำนองนั้นเหรอ พอฉุกคิดได้ว่ามันแปลกๆ ฉันจึงลองเคาะประตูเรียก

 

            ก๊อกๆ ก๊อกๆ

 

            เงียบ...ไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ

 

            ก๊อกๆ ก๊อกๆ

 

            และก็ยังคงเงียบ...

 

            “พี่พายัพ!” คราวนี้ฉันเลยลองตะโกนเข้าไปบ้าง แต่มันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม เอ? วันนี้เขาไม่มีเรียนเพราะมีนัดสอนพวกฉันนี่นา แถมเจ้าคอนเวิร์สนี่ก็นอนแอ้งแม้งอยู่หน้าห้อง เพราะฉะนั้นเขาต้องอยู่สิ อาจจะกำลังอาบน้ำ กินข้าว ดูบอล ไม่ก็...

 

            แอ๊ด~

 

            “ว่าไง...”

 

            เฮือก! จู่ๆ พี่พายัพก็กระชากประตูเปิดออก เขาโผล่ออกมาแค่หัว ซึ่งผมสีน้ำตาลเข้มนั่นยุ่งเหยิงแบบเมื่อวานไม่มีผิด แถมขอบตายังดำคล้ำเป็นหมีแพนด้า หน้าซีด ดูอิดโรยเหมือนคนอดหลับอดนอนทั้งคืน นี่มันอะไรกัน?

 

            “เหนือมาตามพี่ไปสอน...”

 

            “อ๋อ เข้ามาก่อนสิ”

 

            “=[]=”

 

            “ไว้ใจได้น่า...” รู้แล้วว่าไว้ใจได้ ฉันก็แค่ทำหน้าตกใจให้สมกับความเป็นกุลสตรีไทยย่ะ ไม่ใช่ว่าพอผู้ชายชวนเข้าห้องก็รีบเผ่นตามเข้าไปอะไรเทือกนั้น -_-;

 

            “งั้นก็หลบทางสิ” ฉันว่า อีกฝ่ายที่ยืนพิงกรอบประตูอยู่จึงเขยิบให้ ฉันจึงเดินผ่านเขาเข้าไปในห้อง “พี่เป็นอะไรหรือเปล่า” ฉันหรี่ตามองอย่างสงสัย ไล่พิจารณาจนไปสังเกตเห็นเหงื่อเม็ดโตเกาะอยู่ตรงขมับ พี่พายัพไม่น่าใช่คนขี้ร้อนขนาดนั้น แอร์ในห้องนี้ก็ออกจะเย็นเฉียบ นอกซะจากว่าเขาจะ...

 

            ฟึ่บ!

 

            ยังไม่ทันที่ความคิดฉันจะตกผลึก คนตรงหน้าก็ทำตัวโงนเงนไปมา ก่อนที่หัวเขาจะโน้มลงมาแปะแหมะอยู่พอดิบพอดีที่ไหล่ฉัน มันเลยดูเหมือนกับว่าฉันเป็นเสาไฟฟ้าให้คนเมายืนเอาหัวพิง -_-; แต่แล้วเมื่อฉันยกมือขึ้นสัมผัสเขาเพื่อหวังจะเขย่าตัวถาม เพียงแค่มือฉันโดนต้นแขนนั่นก็แทบร้องกรี๊ด...

           

            ตัวเขาร้อนราวกับไฟ! เขาไม่สบาย!

            ฉันจึงรีบขยับตัวพาร่างที่ยังพอมีสติเหลืออยู่บ้างเดินตรงไปยังห้องนอนของเขา (ฉันเดาเอา ไม่เคยเข้ามาหรอก) ทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพนั้น โชคดีหน่อยที่พี่พายัพไม่ได้ทิ้งน้ำหนักตัวมาที่ฉันมากเกินไป ฉันเลยพอขยับไหว แต่ให้ตาย...ฉันเจอเขาทีไรทำไมต้องมีแต่เรื่องทุกทีวะเนี่ย ตั้งแต่โดนโจรปล้นตอนไปค่าย แพ้มาม่ารสต้มยำกุ้งในวันเกิดแม่ฉัน แล้วไหนจะเมื่อวานที่รถเสีย และวันนี้ที่เขาไม่สบายอีก 

 

            ปีนี้ปีชงของเขาชัวร์ หมอดาวเหนือฟันธง!!!

           

             ฉันตรงไปยังห้องนอนที่อยู่ด้านในสุดซึ่งติดกับระเบียง ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยร่างเขาลงบนเตียงขนาดคิงไซส์ คือเห็นพี่พายัพเรียนวิศวะงี้ หลายคนอาจจะคิดว่าเขาดูเถื่อนๆ ห้องรกจนเดินไม่ได้ล่ะสิ แต่เปล่าเลย ห้องเขาดูสะอาดและมีระเบียบเหลือเชื่อ อย่างน้อยก็มากกว่าห้องฉันประมาณล้านเท่า -O- แถมยังเป็นห้องโทนดาร์กในฝันของฉันเลยแหละ

 

            “ร้อน...” เสียงครางเบาๆ ดังลอดออกมาจากริมฝีปากแห้งของคนบนเตียง เรียกให้ฉันได้สติ เลื่อนสายตาที่มองสำรวจห้องเขากลับมา ว่าแต่ทำยังไงดี โทรฯ เรียกแม่ฉันมาดูแลเขาตอนนี้ได้ไหม T^T เห็นฉันเป็นลูกสาวคุณพยาบาลงี้ก็อย่าคาดหวังอะไรมากเลยค่ะ ฉันดูแลคนป่วยไม่ค่อยเป็นหรอก T_T รู้แค่พื้นฐานและจำเอาเวลาแม่ดูแลฉัน ซึ่งถ้าคนป่วยบอกร้อนแบบนี้ ก็ต้องเช็ดตัวถูกมั้ย

 

            ว่าแล้วฉันก็หยิบรีโมตแอร์ปรับอุณหภูมิให้เย็นขึ้น ก่อนจะเดินไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมอุปกรณ์สำหรับเช็ดตัว ฉันเอาผ้าขนาดพอมือจุ่มลงในกะละมังที่ใส่น้ำ ก่อนจะบิดให้หมาดๆ แล้วเอาไปถูตามเนื้อตามตัวให้คนป่วย ฮึ่ย! มันยากพอควรเลยนะ ก็พี่พายัพเล่นอยู่ไม่สุข ขยับไปขยับมาอยู่ได้ -_-+

 

            “นิ่งๆ หน่อยสิคะ ไม่งั้นเหนือไม่ทำให้แล้วนะ”  ฉันบ่นอุบ ขณะที่เขาดิ้นไม่ยอมให้ฉันเช็ดตัวให้ เดี๋ยวแม่ก็ปล่อยให้นอนซมอยู่แบบนี้ซะเลยนี่ -_-

 

            “ไอ้นที...” เขาพึมพำออกมาอย่างคนไร้สติ

 

            “ฮะ...พี่พายัพว่าอะไรนะคะ”

 

            “ไอ้นที มัน...มัน”

 

            ฉันเขยิบเข้าไปใกล้พลางเงี่ยหูฟัง “พี่นทีทำอะไรคะ”

 

            “มัน...บอกรัก” คราวนี้เขาค่อยๆ ปรือตาขึ้นมาพูด ฉันถึงกับตกใจจนเผลอปัดกะละมังใส่น้ำหกจนน้ำนองเต็มพื้น

 

            “พี่พูดว่าอะไรนะ?” ฉันถามทวนอย่างเหลือเชื่อ

 

            “เมื่อคืนนี้หลังจากส่งเหนือแล้วไอ้นทีมันก็บอกรักพี่ แค่กๆ พี่บอกให้มันหยุด แต่มันก็ไม่ยอมหยุด...”

 

            “...”

 

            “พี่ก็เลยลงจากรถมัน แล้วเดินตากฝนกลับบ้านเอง...”

           

            วะ...ว่าไงนะ เขาไม่ได้อำกันใช่มั้ย บอกตรงๆ ว่าฉันแทบไม่อยากเชื่อ พี่นทีที่ฉันรู้จักไม่ใช่คนผลีผลามแบบนี้ แต่สาเหตุมันคงเป็นเพราะฉันนี่แหละ เขาคงหึงฉันกับพี่พายัพจนหน้ามืดก็เลยเผลอสารภาพรักออกไป บ้าจริง! แล้วป่านนี้เขาจะเป็นยังไงบ้างเนี่ย ฟังจากที่เล่าคือเขาต้องเสียความรู้สึกมากแน่ๆ ก็พี่พายัพเล่นลงจากรถกลางทาง แถมเดินตากฝนเป็นคนบ้าจนไม่สบายแบบนี้

 

            “เอ่อ...พี่มียาหรือเปล่า เหนือจะไปทำข้าวต้มให้กิน เสร็จแล้วจะได้กินยา” ฉันเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย ไม่ต้องการรู้รายละเอียดมากไปกว่านี้แล้วแหละ รู้ไปฉันก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า...

 

            คิดมาก และคิดมาก U_U หรือไม่แน่บางทีฉันก็ควรทำใจแบบจริงจังเรื่องที่พี่นทีชอบพี่พายัพได้แล้ว...

 

            “ไม่มี”

 

            ฉันถอนหายใจ พี่พายัพนี่ช่างไม่รอบคอบเอาซะเลย อย่างน้อยแต่ละบ้านก็ควรมียาเล็กๆ น้อยๆ ติดไว้ยามฉุกเฉินบ้าง เกิดไม่สบายกะหันแบบนี้มันจะแย่ “เหนือเห็นข้างล่างหอมีร้านขายยา เดี๋ยวเหนือจะลงไปซื้อ บอกอาการพี่มาด้วย”

 

            “ไม่ต้อง...”

 

            “ต้อง! เพราะพี่ไม่สบายอยู่ จะนอนซมแบบนี้ไปถึงไหน”

 

            “อย่าเพิ่งลงไปตอนนี้...”

 

            “...”

 

            “ได้โปรด...”

 

            “ทำไมคะ”

 

            “เพราะตอนนี้พี่ต้องการน้องมากจริงๆ...”

 

 

 

 

 

 

กราบรอบทิศ สวัสดีค่ะทุกคน \O/ ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าเราจะเดินทางมาถึงวีคสุดท้ายกันแล้วเนอะ คือมันไวจนน่าใจหาย เหมือนเมื่อวานเพิ่งส่งตอนที่หนึ่งเข้าประกวดเอง ฮ่า

ก่อนอื่นเลย เบียร์อยากขอบคุณทุกคนจริงๆ นะคะ ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เข้ามาอ่านนิยายเรื่องนี้ อยากสารภาพเลยว่ามันเป็นนิยายเรื่องแรกที่เบียร์แต่งได้จำนวนตอนเยอะขนาดนี้ คือปกติจะวางพล็อต เขียนโครงบลาๆ แล้วก็ดองในไหตลอด ฮ่า แต่สำหรับเรื่องนี้เบียร์บอกเลยว่ารักและผูกพันกับตัวละครในเรื่องมากๆ พี่พายัพเป็นตัวละครที่เบียร์ชอบที่สุด พระเอกในฝันเลยค่ะ (กรี๊ด5555) ดาวเหนือให้ลองเดาค่ะ ฮ่าๆ ส่วนพี่นที...เอ? ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าเป็นตัวละครหนึ่งที่ยิ้มเวลาเขียนเค้านะคะ

อันที่จริงพล็อตเรื่องนี้ยังมีความซับซ้อนอยู่อีกมาก ผิดที่เบียร์เองที่ยังทำออกมาได้ไม่ดีพอ ฮื่อ U_U จำได้ว่าความคิดแวบแรกในหัวที่เป็นพล็อตหลักเลยก็คือ ทำไมผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชายคนหนึ่งที่เหมือนเกย์ไม่ได้นั่นแหละค่ะ พอเอามายำรวมกับโครงที่วางๆ ไว้มันเลยออกมาเป็นแบบนี้แล 555555 แอบเวิ่น ยิ่งอ่านยิ่งดูไร้สาระ ฮ่า จริงจังดีกว่า

เบียร์ขอขอบคุณโครงการนักเขียนหน้าใสปี 9 อีกครั้งนะคะที่ให้โอกาสเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ได้เดินตามความฝัน หนูสัญญาเลยว่าไม่ว่าผลจะเป็นยังไง หนูก็จะไม่ละทิ้งความฝันของตัวเองแน่นอน ต้องมีปี 10 ด้วยนะคะ แฮ่!

หนูขอขอบคุณพี่อาย พี่ลูกชุบ พี่เอม พี่อติน กรรมการทั้งสี่ท่านที่ให้คะแนนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน โดยเฉพาะพี่อายที่หนูอยากขอบคุณเป็นพิเศษ คอมเมนต์ล่าสุดของพี่ หนูรู้สึกปริ่มใจมากๆ เหมือนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนักเขียน ขอบคุณนะคะที่คอยให้คำแนะนำหนูตลอดๆ ซึ่งหนูก็ไม่แน่ใจว่าปรับปรุงงานเขียนของตัวเองได้เยอะแค่ไหน แต่หนูก็พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วค่ะ กอดพี่อายแน่นก่อนจบโครงการ หนูคงคิดถึงคอมเมนต์ของพี่แย่ ปกติจะเข้ามาดูทุกวันว่าพี่เมนต์หรือยัง 555555

สุดท้ายเบียร์อยากขอบคุณพ่อ แม่ ที่คอยสนับสนุน ไปส่งตอนเวิร์คช้อป แล้วก็ให้กำลังใจตอนแต่งเสมอมา ขอบคุณเจ๊จิ ถ้าไม่มีเจ๊ที่ชวนให้อ่านนิยายเมื่อประมาณ 7 ปีก่อน ก็คงไม่มีเบียร์ที่ได้มาเดินทำตามความฝันแบบนี้ รักนะ <3 ขอบคุณเจ๊หยี ขอบคุณนิว โหวตให้อยู่ใช่ม้า ฮี่ๆ ขอบคุณครูรัตน์ ครูอีฟ ครูจิ๋ว ขอบคุณ 503 ขอบคุณ ABCD โคตรขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกันเสมอมา ขอบคุณแรงบันดาลใจตัวละครพี่พายัพกับพี่นที ^^ ขอบคุณพี่มิน เพื่อนเมาท์นิยายของเบียร์ ระนะ <3 ขอบคุณพี่มิ้นท์พี่รหัสของหนูที่คอยตามตลอดๆ ฮ่า ขอบคุณพี่ฝนที่ให้กำลังใจหนูผ่านทวิตเตอร์ ขอบคุณพี่เทียน ขอบคุณพี่ฮารุสำหรับรูปสวยๆ ขอบคุณพี่จ๋อม พี่แอมป์ ให้กำลังใจเบียร์ตลอด <3 สู้ๆ นะ ขอบคุณพี่น้ำผึ้งที่เคยให้กำลังใจหนูเรื่องเรียน ฮ่าๆ ขอบคุณพี่ตองสำหรับอินทรีย์ (ยกให้เบียร์ซะดีๆ) ขอบคุณพี่มีนาสำหรับเอเธนส์ค่ะ ก้ากกก ขอบคุณพี่บุ๋มที่บอกให้เบียร์กินน้ำหวานแก้อาการเวียนหัว ขอบคุณพี่พิมพ์ ขอบคุณพี่ญา ขอบคุณพี่ไอซ์ ขอบคุณน้องเดียร์ คิดถึงน้องจัง ฮ่า ไม่ได้คุยกันเลย และขอบคุณเพื่อนร่วมโครงการทุกคน และที่สำคัญขอบคุณนักอ่านทุกคนนะคะ <3

ใช้คำว่าขอบคุณเปลืองมาก 55555 เอาล่ะ เลิกทอล์คดีกว่า ชักจะยาวไป และจะหมดเวลาอัพแล้วค่ะ ก้ากกก ไว้เจอกันใหม่นะคะทุกคน

 

รักมากๆ

winevis

 

           

 

            

2 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 JOlly' M (จากตอนที่ 7)
    2017-02-25 23:48:33
    พี่มาแล้วๆๆ

    นุ้งเบียร์ อ่านตอนนี้แล้วกร้าวใจมากค่ะ (าษายุคไหนของหล่อน 55555) งื้ออออ จูบอีกๆๆ 555555 ละุมน แต่ระวังพี่นทีดักตบนะดาวเหนืออออ อู้วว แซ่บมากค่ะฉากนี้ 

    นิดนึง ฝนตกจั้กๆ คืออะไร พี่ขำมากคำนี้ คือมันดูน่ารักน่าเอ็นดูอ่ะ นึกถึงหน้าเราเวลาพูดคำนี้ พี่พิมพ์ไปขำไปนะเนี่ย 5555555

    ชอบถ้อยคำง่ายๆ แต่ส่งความรู้สึกมากๆ ของพี่พายัพอ่ะ "ฝันดีนะ" ไม่รู้ดิ พี่ชอบอ่ะ แล้วก็ชอบตรงที่บอกต่อหน้าอีพี่นทีด้วย หึๆๆๆๆ ว่าแต่การที่เป็นแบบนี้นี่คือการบีบให้นทีหึงแล้วบอกรักพี่พายัพรึเปล่านะ น้องตั้งใจแบบนี้มั้ย หรือพี่คิดเยอะไปเอง 5555555

    ดาวเหนือแซ่บมาก บุกคอนโด กรี๊ดดดดด ปฐมพยาบาลแล้วขอดูแลหัวใจด้วยได้มั้ยคะ อิๆๆ ขอปลอบใจจากการที่ช็อกจากการถูกสาพาพรักนะ  เอ...ว่าแต่พี่พายัพตอบตกลงหรือเปล่าอ่ะ (._.)

    แล้วพายัพก็คู่กับนทีค่ะ แฮ่! ไม่ใช่ละๆ 5555555

    ดีใจที่ได้รู้จักเรานะเบียร์ น้องสาวที่น่ารักของพี่ แล้วเจอกันนะ รัก <3


    #1
  2. #2 (จากตอนที่ 7)
    2017-02-28 02:37:16
    สวัสดีจ้าน้องเบียร์

    เพราะเป็นอาทิตย์สุดท้ายพี่เลยมาคอมเม้นรวมๆ เนอะ เราไม่เคยคุยกันเลยนี่ จัดซะหน่อย 5555

    พี่ชอบพลอตและคอนเซปของเรานะ แต่พี่คิดว่าเราก็น่าจะรู้ว่าเรายังสื่อมันออกมาได้ไม่สุด มันสามารถสนุกมากกว่านี้ได้ พี่ว่าเราอาจจะเริ่มเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องก่อน แล้วก็วางฉากดีๆ สลับกันให้มันสนุก ใส่ความหวือหวาของการบรรยายเพื่อให้คนอ่านเกาะติดเราไปตลอด เรื่องพวกนี้มันอาศัยการฝึกฝนแล้วก็การอ่านเยอะๆ มันจะช่วยได้มากๆ พี่ว่าเราบรรยายเร็วไปด้วยอ่ะ จริงๆ บรรยายน้อยก็ดีนะ อ่านแล้วสะอาดตา แต่บางฉากมันต้องการบรรยายเยอะๆ เพื่อให้คนอ่านเห็นาพ ให้เค้าได้อินไปกับเราด้วยอ่ะ ซึ่งจุดนี้เราต้องอ่านเยอะๆ เพื่อศึกษาว่าแต่ละฉากรายละเอียดเค้าใส่กันยังไง แล้วก็การคิดฉากให้น่าสนใจก็สำคัญนะ อาจจะเริ่มจับจุดคาแรคเตอร์ของตัวละครตัวเองก่อนว่าคาแรคเตอร์แบบนี้ทำอะไรแล้วจะสนุก ทำอะไรแล้วจะเกิดขึ้น ค่อยๆ ตามตะเข็บเรื่องจากตรงนั้นไป 

    เป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ๆ นะ!
    #2
  • 1

แสดงความคิดเห็น