เพราะเธอไม่เคยเชื่อว่าคนเราจะรักกันได้โดยที่ไม่มองรูปร่างหน้าตา แต่เมื่อมีเขาเข้ามา ความเชื่อของเธอก็เปลี่ยนไป
บทที่ 6
หรือนี่คือจุดเปลี่ยน
โครม!
ยังไม่ทันสิ้นความคิดที่กำลังตีรวนอยู่ในหัว ร่างของคนที่เพิ่งนั่งกินมาม่ารสต้มยำกุ้งอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อครู่ก็มีอันกระตุกวูบ และเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นเขาก็ล้มลงไปนอนเกร็งบนพื้นพร้อมกับหอบหายใจแรงอย่างน่ากลัว ก่อนจะไอเอาเศษเส้นมาม่าที่เคี้ยวค้างไว้ในปากออกมาเต็มพื้น
เขาแพ้กุ้งจริงๆ ด้วย!
“พี่พายัพ!!!” ทันทีที่ได้สติ ฉันก็ถลาเข้าไปหาเขา เอามือช้อนศีรษะเขาขึ้น พลางเขย่าตัวไปมา “พี่มียามั้ย ยาที่แก้อาการแพ้ของพี่น่ะ”
“ยะ...ยา” นับว่าโชคดีที่พี่พายัพยังพอมีแรงเค้นเสียงออกมาได้บ้าง เขาบุ้ยปากที่เริ่มบวมและสั่นระริกไปทางหน้าบ้าน “อยู่ แค่กๆๆ ที่นั่น”
ฉันหันมองตาม พลางนึกไปถึงกระเป๋าที่เขาสะพายมาด้วย ยาอยู่ในนั้นแน่ๆ แต่ครั้นจะให้ฉันวิ่งออกไปหยิบตอนนี้คงไม่ดี เพราะเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แค่ชั่วพริบตาฉันก็ไม่อยากทิ้งเขาไว้คนเดียว
“ช่วยด้วย!!! คนข้างนอก ใครก็ได้ช่วยหยิบกระเป๋าของพี่พายัพเข้ามาที เขาแย่แล้ว ช่วยด้วย!” ฉันเลยเปลี่ยนจากวิ่งออกไปหยิบยาเป็นตะโกนสุดเสียง หวังให้ใครสักคนได้ยิน พี่นทียิ่งดี และเหมือนดั่งพระเจ้าเห็นใจ ร่างที่โผล่ตรงกรอบประตูเป็นเขาพร้อมกับกระเป๋าใบนั้นในมือ
“เกิดอะไรขึ้น !?” เขาถามอย่างตื่นตระหนก แต่ฉันไม่มีเวลามาอธิบายในสถานการณ์เฉียดตายเลยเลี่ยงไม่ตอบ ฉันฉวยเอากระเป๋ามาค้นหายา มันต้องอยู่ในกระปุก กล่อง อะไรเทือกนั้นแน่ๆ
อ๊ะ! เจอแล้ว!
“กี่เม็ดคะ” ฉันถามพลางเทยาใส่มือ
“แค่กๆ สะ...สอง แค่กๆ” เขาพูดจบก็อ้าปากรอรับยาแต่โดยดี ฉันเลยดีดมันเข้าไปในปากเขา ส่วนพี่นทีที่เหมือนจะปะติดปะต่อเรื่องได้ก็รีบยื่นแก้วน้ำมาให้
หลังจากคนที่มีอาการแพ้กุ้งกินยาเข้าไปเรียบร้อย เขาก็ลืมตาขึ้นมองฉันแวบหนึ่ง ก่อนที่จะหลับไป..
เมื่อวานเลยกลายเป็นวันที่วุ่นวายอีกวันหนึ่ง แม่ฉันตื่นขึ้นมากลางดึก โวยวายใหญ่โตเรื่องที่ไม่ยอมปลุกแกตอนพี่พายัพมีอาการแพ้กุ้ง อันที่จริงฉันก็ลืมไปเสียสนิทว่าแม่ตัวเองเป็นพยาบาล นี่แหละหนาความตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรแทบไม่ถูก
“แล้วนี่พ่อหนุ่มนั่นเขาเป็นยังไงบ้าง” วันนี้เลยเป็นไปในทำนองที่กินมะม่วงน้ำปลาหวานไปถามไป แม่นั่งซักฟอกฉันมาพักใหญ่ๆ แล้วล่ะ คงกะจะเอาให้ขาว -_-; เฮ้อ~
“ก็คงใกล้หายดีแล้วล่ะมั้งแม่ เมื่อคืนพี่เขาก็พักจนค่อยยังชั่วแล้วถึงได้กลับบ้าน” นึกถึงแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อว่าไอ้อาการเกร็งกระตุก ปากบวม แล้วก็ไออย่างหนักนั่นจะค่อยยังชั่วจนเกือบหายหลังจากกินยาไปแค่ไม่กี่นาที จากคราวที่แล้วพี่นทีต้องหามเขาส่งโรงพยาบาลเลยนะ
“เหอะๆ รถพยาบาลก็ไม่โทรฯ เรียก แม่ก็ไม่ยอมปลุก ลูกนะลูก”
“แม่น่ะเหนือตกใจจนลืม ส่วนที่ไม่เรียกรถพยาบาลเพราะเจ้าตัวเขาบอกว่าไหว แต่มันก็เหลือเชื่อจริงๆ นะแม่...อย่างกับยาวิเศษ ตอนแรกเหนือคิดว่าอาการแบบนี้ไม่พ้นนอนหยอดน้ำต้มดมกลิ่นโรงพยาบาลแหงๆ”
“อืม...น่าจะเป็นยาที่หมอให้ระงับอาการแพ้ชั่วคราวน่ะ บอกให้เขาไปหาหมออีกรอบด้วยก็ดีนะเหนือ”
“ป่านนี้ไปแล้วแหละแม่” ฉันว่า
♫ ♫ ♫
เสียงเพลงร็อคเพลงเดิมดังขึ้นขัดจังหวะ ฉันจึงโยนชิ้นมะม่วงกลับไปในจาน ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มารับสาย
‘ปิงปอง’
“ฮัลโหล ว่าไงแก”
[ว่างอยู่ป่ะจ้ะเหนือ ฉันมีเรื่องให้แกช่วยหน่อยอ่ะ น้าๆ] เสียงออดอ้อนดังมาตามสาย
“ถ้าเรื่องเงิน ฉันจะวางสายเดี๋ยวนี้อ่ะ” ฉันพูดติดตลก
[ไม่ใช้เว้ย คือเจ๊ฉันย้ายหอ แล้วของมันเยอะมากกกกก ตอนนี้มีฉันกับเจ๊อยู่กันแค่สองคน คิดว่าจัดยังไงก็คงไม่สร็จ]
“แกเลยโทรฯ มาจิกหัวฉันไปใช้งานว่างั้น นังเพื่อนแย่”
[โนจ้ะ! ฉันไม่ได้ใช้แกฟรีๆ นะ เอางี้ ฉันเลี้ยงไอติมป้าทองโคนนึง ตกลงมะ!]
“ค่อยน่าคุยขึ้นหน่อย”
[เหอะๆ สรุปจะมามั้ย]
“จัดไป ^O^ รออะไรล่ะแก”
ตอนนี้ฉันเลยมายืนจ้องหน้าร้านไอติมป้าทองสาขาใหม่ซึ่งอยู่หน้าหอของเจ๊ยัยปิงปองอยู่พักใหญ่แล้ว ก็แหม ฉันเคยผ่านมาแถวนี้แล้วได้กินครั้งหนึ่ง บอกเลยว่ารสชาติติดลิ้นจนถึงทุกวันนี้ ไอติมอันเป็นที่เลื่องลือทั่ว และคุณเพื่อนเอามาล่อฟรีๆ ขนาดนี้ มีเหรอที่ฉันจะยอมพลาด
อ้อจริงสิ...ปิงปองบอกว่าถ้าฉันมาถึงแล้วให้ขึ้นไปได้เลย เพราะเจ้าหล่อนไม่มีเวลาลงมารับ ฉันจึงแหงนหน้ามองตึกสูงเทียมฟ้าตรงหน้าซึ่งทาสีขาวสะอาดสะอ้านอยู่ครู่ พลางนึกทวนความจำ
ชั้น 3 ห้อง 136
แฮ่กๆ
ไม่คิดเหมือนกันแฮะว่าแค่ตึกสามชั้นจะเล่นเอาเหนื่อยขนาดนี้ เมื่อก่อนฉันวิ่งออกฉิว แต่เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะน้ำหนัก T_T การช่วยชาติประหยัดพลังงานในคราวหน้าจะล้มเหลวไม่เป็นท่า คอยดู ฮึ! ฉันจะขึ้นลิฟต์!
ฉันเดินไล่ห้องมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ห้องซ้ายสุดริมบันไดจนกระทั่งมาถึง ห้อง 136 ทว่าข้างในกลับเงียบฉี่ และที่ประตูมีแม่กุญแจอันโตคล้องไว้ นี่มันยังไงกัน อย่าบอกนะว่าฉันมาผิดชั้น Y_Y
“อ๊ะ!” ในจังหวะที่ฉันกำลังสับสน ก็มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งวิ่งมาชนอย่างจังจนโทรศัพท์ที่ยกขึ้นมาหมายจะโทรฯ เช็คกับปิงปองหลุดจากมือและตกกระทบกับ...
เพล้ง~
พื้นค่ะ -_-^ และนั่นเสียงฟิล์มกระจกแตก โอ้...ลาก่อนมายโฟน TOT
“เดี๋ยว! เจ้าหนู!” ฉันหันไปคว้าแขนเด็กผู้ชายร่างเล็กที่เพิ่งเดินมาชนจนข้าวของเสียหายก่อนที่นางจะเดินหนี กะจากสายตาน่าจะอายุราวๆ 7 ขวบ เด็กจัง ลูกเต้าเหล่าใครเนี่ย
“หนูชื่ออะไรคะ พ่อแม่อยู่ไหน แล้วรู้หรือเปล่าว่าทำโทรศัพท์พี่ตกจนเกือบพัง”
“...”
“ว่ายังไง”
“...”
“เอ่อ...หนูคะ -_-” ฉันเกาหัวแกรกๆ สงสัยจะเด็กเกินไปจริงๆ นั่นแหละ ถามอะไรก็ไม่ตอบสักอย่าง นี่พลัดหลงกับพ่อแม่หรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะท่าทางดูร้อนรนแปลกๆ น่าเป็นห่วง “บ้านหนูอยู่ไหนคะ”
“หลังตลาดเจริญทรัพย์” หลังจากที่เงียบอยู่นาน ในที่สุดก็ยอมเปิดปากคุยกับฉันจนได้ แล้วดูซิ ถามชื่อถามอะไรก็ไม่ตอบ มาตอบที่อยู่ มีเค้าหลงทางแล้วจริงๆ นั่นแหละ
“เจอตัวแล้ว! หน็อย ไอ้เด็กขี้ขโมย มานี่! ฉันจะตีแก้ให้ไม้หักไปเลย!” จู่ๆ ก็มีผู้หญิงร่างอ้วนท้วมคนหนึ่งโผล่เข้ามาร่วมวงสนทนา ป้าแกทำหน้าโมโหโกรธาประหนึ่งนางผีเสื้อสมุทรทวงคืนพระอภัยมณีจากนางเงือก
“อะไรกันคะป้า” ฉันหันไปถามด้วยความงง
“ต๊ายตาย! ป้าเลยเหรอ”
“เอ่อ คุณน้า -_-;” ก็จะให้เรียกอะไรล่ะ หน้าตาแก่กว่าแม่ฉันอีก นับญาติเป็นพี่พ่อหรือพี่แม่ก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“เหอะ เธอเป็นพี่สาวไอ้เด็กนี่เหรอ” ป้าว่าพลางถลึงตาใส่เจ้าเด็กที่ยืนแอบอยู่หลังฉัน “มิน่า...แย่เหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง”
“ใจเย็นนะคะ -_-*” ความจริงฉันเตือนตัวเองนี่แหละ ยัยป้านี่! มีอย่างที่ไหน จู่ๆ ก็โผล่มาแล้วด่าฉอดๆ ไม่ฟังเรื่องฟังราวสักอย่าง
ฮึ่ย! พุธโธ พุธโธ ท่องไว้ไอ้เหนือ
“หนูไม่ได้เป็นพี่สาวของน้องคนนี้ค่ะ แล้วก็ก่อนอื่นป้าควรเล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“หึ! ก็ไอ้เด็กคนนี้มันไปขโมยเงินฉันน่ะสิ ฉันรึก็สงสาร เห็นยืนตากแดดตากลมอยู่ข้างล่างหอ มองร้านข้าวตาละห้อย ก็เลยจะพามากินอาหารที่ห้อง แต่ดู๊ดู! มันกลับลำเลิกบุญคุณ ขโมยเงินฉันต่อหน้าต่อตา” ป้าเล่าอย่างใส่อารมณ์ ไม่รู้เหมือนกันว่าแอบใส่สีตีไข่ไปบ้างหรือเปล่า เด็กตัวแค่นี้จะรู้จักการขโมยของแล้วเหรอ แค่ใส่กางเกงในเองยังดูยาก แบบนี้ต้องถาม
ฉันดึงแขนเจ้าเด็กที่แอบอยู่ข้างหลังให้มาเผชิญหน้ากับมนุษย์ป้า ฉันไม่รู้ว่าที่เด็กตัวสั่นเทาขนาดนี้เป็นเพราะคำกล่าวหานั่นหรือเปล่า มันช่างน่าสงสารจับใจ โธ่
“ว่าไงเจ้าหนู ขโมยเงินของคุณป้าเขาจริงมั้ย”
“...”
“ตอบพี่สิคะ” ฉันย่อตัวลงให้ขนาดตัวเท่ากับคนตัวเล็ก พร้อมกับจับไหล่นั่นไว้ด้วยสองมือของตัวเอง ความหมายนัยๆ นอกจากการพยายามเค้นถาม มันคือการให้กำลังใจนะ
แอ๊ด~
เสียงประตูห้อง 137 ซึ่งอยู่ข้างๆ กับหน้าห้องที่เกิดเรื่องเปิดออกอย่างแผ่วเบาๆ เรียกให้ฉันที่กำลังก้มหน้ามองพื้นเปลี่ยนอิริยาบถกะทันหัน เมื่อเห็นคอนเวิร์สเก่าๆ แสนคุ้นตาอยู่ตรงหน้า ซึ่งเจ้าของที่กำลังยืนสวมมันอยู่ในตอนนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก...
“พี่พายัพ!”
เขาอยู่หอเดียวกับเจ๊ยัยปิงปอง บังเอิญไปอีก
“อืม...เสียงดังกันจัง นอนไม่หลับ” คนมาใหม่บ่นงึมงำ ทำท่าสะลึมสะลือเหมือนเพิ่งตื่น ก็คงใช่ นี่ขนาดละเมอใส่คอนเวิร์ส คู่กับชุดเสื้อกล้ามย้วยๆ ที่ท่อนล่างเป็นบอกซ์เซอร์ออกมายืนหน้าห้อง...ให้ตาย -_-;;; สาวๆ ที่กรี๊ดเขานักหนาควรมาเห็นสภาพเขาตอนนี้
“มานี่เลยพี่” ฉันคว้ามือคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามมาอยู่ฝั่งเดียวกัน
“อ๋อ นี่เรียกคนรู้จักมาเพิ่มอีกเหรอ!” ป้าตะคอก
“ไปกันใหญ่แล้วป้า -_- หนูไม่ได้เรียก”
“แล้วไอ้นี่ใคร!”
“ป้า! เงียบแป๊บ” พี่พายัพเอามือขยี้ผมสีน้ำตาลเข้มของตัวเองอย่างเสียอารมณ์ ยัยป้าที่โดนพลังด้านมืดของพี่พายัพจัดการเลยหุบปากฉับ บอกฉันทีสิว่าผู้ชายคนนี้กับคนเมื่อคืนก่อนเป็นคนเดียวกันน่ะ อาการแพ้กุ้งในวันนั้นคงหายไปหมดแล้วสินะ
“ป้าบอกผมที อย่าโกหกนะครับ ไอ้เด็กคนเนี้ย” เขาเอานิ้วชี้วนรอบร่างเล็กที่เอาแต่เงียบและยืนกลัวจนตัวสั่น “ขโมยเงินของป้าจริงๆ ใช่มั้ย”
“จริง!”
“โอเคครับ” พี่พายัพพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะย่อตัวลงคุยกับเจ้าเด็กที่ถูกกล่าวหา “ไงเรา ไหนตอบพี่ซิ ขโมยเงินจริงๆ ใช่มั้ย บอกตอนนี้ตำรวจไม่จับนะ”
“หนู...”
“หนูทำไม”
“หนูขโมยจริงๆ ฮะ”
“อืม แล้วทำไมถึงขโมยล่ะ” เขาถามอย่างใจเย็น “เล่าให้พี่ฟังซิ”
“น้องหนู ฮึกๆ”
“น้อง?”
“น้องเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน แล้วแม่ของหนูก็ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าให้น้องใส่ ฮึกๆ” เจ้าเด็กน้อยผู้น่าสงสารพูดไปร้องไห้ไป ร่างสูงที่ย่อตัวลงเพื่อคุยด้วยเมื่อครู่จึงลูบหัวเพื่อปลอบใจโดยที่ไม่รังเกียจความมอมแมมภายนอกของเจ้าเด็กนี่เลย
นานๆ ทีฉันจะได้เห็นมุมนี้ของพี่พายัพแฮะ
“ป้าครับ”
“ฮึกๆ” ป้าที่เอาแต่ด่าไม่ยั้งหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ ก่อนยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ทีหลังบอกตั้งแต่แรกว่าชีวิตรันทดขนาดนี้ก็จบเรื่อง”
“งั้นหมายความว่าป้าจะเอาไม่ความอะไรแล้วใช่มั้ยครับ”
“แหมพ่อหนุ่ม ฉันทำไม่ลงหรอก” ป้าว่า ทำท่าจะเช็ดน้ำตาอีกรอบ “งั้นฉันไปก่อนล่ะ พอดีตั้งแกงไว้บนเตา”
ป้ากล่าวลาง่ายๆ ก่อนจะเดินจากไป เราทั้งสามคนจึงขอบคุณไล่หลังที่ไม่เอาความเจ้าเด็กที่ก่อปัญหา
“พี่พายัพหายดีแล้วเหรอคะ” ลอบสังเกตเห็นเขาดีขึ้น ทั้งจากที่ถูกมีดเฉี่ยวตรงท้องแล้วก็อาการแพ้กุ้ง ซึ่งสาเหตุมันมาจากฉันผู้เดียว
“อื้ม ไปหาหมอมาเรียบร้อย”
“เหนือขอโทษอีกรอบ”
“ไม่เป็นไร แต่พี่ว่าตัวเองคงเข็ดการกินมาม่าไปอีกนาน” แล้วหลังจากนั้นเราทั้งสองก็หัวเราะใส่กัน ฉันมานึกได้ว่าเจ้าหนูนั่นยังอยู่ก็ตอนที่ถูกดึงชายเสื้อ
“หนูกลับบ้านก่อนนะ”
“หืม? กลับเองเป็นเหรอ”
“เป็นสิฮะ”
“ให้พี่ไปส่งดีกว่า พี่อยากช่วยเรากับครอบครัว” พี่พายัพเสนอ ฉันพยักหน้าเห็นด้วย
“พี่จะช่วยหนูกับแม่กับน้องจริงๆ เหรอ” เด็กน้อยถาม แววตามีความตื่นเต้นดีใจ
“จริงสิครับ พี่ไม่โกหกอยู่แล้ว”
“งั้นไปกันเลยนะฮะ”
สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าฉันโดนลากมานั่งอยู่ในรถพี่พายัพเพื่อเตรียมไปส่งเจ้าหนูที่บ้าน จากที่ตอนแรกตั้งใจจะไปช่วยปิงปองกับเจ๊ของมันจัดห้องหลังจากย้ายหอ แต่ดีนะ ฉันโทรฯ ไปบอกมันก่อนแล้วว่าบังเอิญมีธุระด่วน ซึ่งก็พอดีกับที่มันและเจ๊ยังย้ายของจากหอเก่ามาหอใหม่ไม่เสร็จ โชคดีไป ฉันไม่ได้เบี้ยวนัด
ตอนนี้พี่พายัพขับรถออกมาตามทางที่เจ้าหนู (ขอเรียกแบบนี้แล้วกัน ก็ถามชื่อแล้วไม่ยอมตอบ) บอกได้ระยะหนึ่งแล้ว ฉันแอบเหล่มองเขาบ้างเป็นครั้งคราว จู่ๆ ก็อยากชวนคุยเรื่องนู่นเรื่องนี่ขึ้นมา บ้าจริง!
“ถ้ามันเงียบไป อยากจะเปิดเพลงหรืออะไรก็กดๆ เอานะ” พี่พายัพพูดเสียงเรียบ ฉันสะดุ้งเล็กน้อย หวังว่าที่เขาบอกแบบนั้นคงไม่ใช่เพราะรู้สึกอึดอัดจากการรู้ว่าฉันแอบมองหรอกนะ U_U
แล้วนี่ฉันเป็นอะไร ไม่สิ! สายตาฉันเป็นอะไร ทำไมต้องอยากมองหน้าเขาวะเนี่ย -_-
“เงียบๆ ก็ดีแล้ว เหนืออยากงีบสักหน่อย” ว่าแล้วฉันก็ขยับตัวหันหน้าไปอีกทาง บังคับให้ตัวเองชมวิวข้างทางไปเรื่อยๆ และคงเพราะความเพลิน ความเงียบ บวกกับแอร์เย็นๆ ในรถ ก็ทำให้ฉันได้งีบสมใจหวัง มารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่รถจอดสนิทแล้ว ฉันจึงลงจากรถเป็นคนสุดท้าย ก่อนจะเดินอย่างงัวเงียเข้าไปหาสองคนที่กำลังคุยกัน
“แม่น่าจะพาน้องไปหาหมอในเมืองน่ะฮะ พวกพี่ไม่ต้องรอหรอก กลับก่อนได้เลย ขอบคุณที่มาส่งนะฮะ” เด็กน้อยกล่าวลาง่ายๆ พลางยิ้มจริงใจให้ ด้วยความเอ็นดูฉันจึงเข้าไปคว้าตัวเด็กนั่นมากอดแน่น
“เป็นเด็กดีล่ะ อย่าไปขโมยของใครอีกนะรู้มั้ย”
“ฮะ”
“เก่งมาก” ฉันกล่าวชม ยิ้มให้ในความมืดก่อนจะเดินกลับมายังรถ
ดูเหมือนว่าพี่พายัพจะคุยอะไรบางอย่างกับเจ้าหนูนั่นก่อนที่ฉันจะตื่นและลงรถตามไป เพราะทั้งสองร่ำลากันเพียงครู่เดียวเท่านั้น จะว่าไปพอเห็นเจ้าหนูนี่แล้วฉันก็อดนึกถึงไข่ตุ๋นและเด็กคนอื่นๆ ที่เคยรู้จักไม่ได้ คนเราทุกคนล้วนเกิดมาในครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ต่างกัน ได้รับความดูแลเอาใจใส่ต่างกัน แต่ฉันก็เชื่อนะว่าเจ้าหนูนี่จะเติบโตเป็นคนดีได้
“คิดอะไรอยู่” คนข้างๆ ถามหลังจากออกรถมาได้สักพักหนึ่ง
“เรื่อยเปื่อย”
“เรื่อยเปื่อยแค่ไหน”
“มันเรื่องของเหนือมั้ยล่ะ” พี่พายัพยกมือยอมแพ้ เลิกซักไซ้ให้มากความ
ครืด~
เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้น ก่อนที่รถที่เรานั่งมาจะดับ ฉันหันมองข้างทางด้วยความกริ่งเกรง เวรกรรมจริงๆ ชีวิตฉันกับพี่พายัพจะมีปัญหาอะไรกับรถนักหนา U_U
“รถเป็นอะไรคะ”
“สงสัยจะน้ำมันหมด”
“โห -_-;”
“พี่ลืมดู -O- ตอนนั้นรีบๆ ก็สตาร์ทแล้วออกมาเลย”
“แล้วจะเอายังไงต่อดีคะ”
“ออกไปนั่งรอข้างนอกเถอะ เดี๋ยวหายใจไม่ออกตาย” พี่พายัพออกความเห็น เขาเปิดประตูเดินนำลงไปก่อน ฮือออ เหตุการณ์แบบวันที่โดนไอ้โจรดักปล้นไม่มีผิด ต่างกันแค่ตรงถนนแถวนี้มีแต่หญ้าคาสูงท่วมหัวกับหลอดไฟข้างทางติดๆ ดับๆ ไม่มีใครมายืนโบกรถให้ผวาเล่น
“ให้เหนือเข็นรถให้มั้ย”
“ไม่เป็นไร พี่โทรฯ ให้ไอ้นทีมารับแล้ว” หือ? แอบไปโทรฯ ตอนไหนน่ะ ว่าแต่พี่นทีอีกแล้วเหรอ พี่พายัพดูเป็นคนเพื่อนน้อยจัง ฉันยิ่งไม่พร้อมเจอหน้าเขาอยู่ ยิ่งเวลานี้ที่อยู่กับพี่พายัพยิ่งอึดอัด
“งั้นมานั่งรอตรงนี้ก็ได้ค่ะ” ฉันเอ่ยปากชวน ร่างสูงจึงเดินมาหย่อนก้นลงข้างๆ
“ดาวเหนือ...”
“คะ?” อยู่ดีๆ พี่พายัพก็เรียกชื่อฉันแบบเต็มๆ ทั้งที่ปกติไม่เคยเรียกมาก่อน ฉันจึงเผลอตกใจจนร้องเสียงสูง
“ทำไมถึงชื่อนี้ล่ะ”
“อ๋อ...” จะถามเรื่องชื่อนี่เอง
“แล้วพี่พายัพล่ะ ทำไมถึงชื่อพายัพ” ฉันย้อนกลับทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตอบคำถามของเขา
“พี่ว่าพี่ถามก่อนนะ”
“ฮ่าๆ อืม...ที่เหนือชื่อดาวเหนือเหรอคะ...” ฉันพยายามรวบรวมความทรงจำตอนเด็กๆ ที่แม่เคยเล่าถึงที่มาของชื่อให้ฟัง ซึ่งถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีที่มาจาก “นู่นค่ะ บนนู้น” ฉันว่าพร้อมกับชี้ไปบนท้องฟ้า เพิ่งรู้เหมือนกันว่าตรงนี้ฟ้าโล่ง มองเห็นดาวได้ชัดเจน โดยเฉพาะดาวเหนือ
“แล้วยังไงต่อ”
“พ่อเป็นคนตั้งน่ะค่ะ แม่เล่าให้เหนือฟังว่าพ่อกับแม่พบรักกันตอนดูดาวช่วงที่ไปออกแคมป์”
“โห โรแมนติกอ่ะ”
“นั่นสิเนอะ” ฉันพูดยิ้มๆ “ว่าแต่พี่พายัพถามทำไมเหรอ”
“เปล่าน่ะ ก็แค่คิด...ว่าชื่อน้องกับน้องเหมาะสมกันดี”
“ยังไงคะ”
“สวยเหมือนกันมั้ง...”
“...”
ฉันหันไปมองคนที่นั่งข้างๆ ทันทีที่เขาพูดจบ แล้วดวงตาเราก็สบประสานกันนิ่ง เราต่างเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน และก่อนที่ฉันจะผละตัวออกห่าง ใบหน้านั่นก็เลื่อนเข้ามาใกล้ ฉันตัวแข็งทื่อ และแทบลืมหยุดหายใจในวินาทีที่ได้รับสัมผัสร้อนผ่าวตรงริมฝีปากที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน...
พี่พายัพจูบฉัน...
_______________________________________________________________________________________
สวัสดีค่าาาทุกคน วีคที่หกแล้วเนอะ ใจหายจัง วีคหน้าก็วีคสุดท้ายแล้ว แต่วีคนี้มีความลนสุดๆ กรี๊ดด จะเที่ยงคืนของวันศุกร์แล้วค่ะขอโทษที่มาอัพตอนนี้ตลอดๆ ฮือออ ยังไงก็ฝากติดตาม ฝากเชียร์เค้าต่อไปด้วยน้า
ขอบคุณพี่อายสำหรับคอมเมนต์นะคะ เมนต์หนักๆ ก็ได้ หนูจะพยายามปรับปรุงค่ะ
ขอบคุณทุกคนมากนะคะ บะบายยย เจอกันตอนสุดท้ายในวีคหน้า :)
พี่ไม่แน่ใจว่าหนูได้วางพลอตไว้สำหรับแต่ละบทมั้ย ซึ่งจริงๆ ควรทำนะคะ เหมือนการเขียนโครงเรื่องทั้งหมดคร่าวๆ ตัวอย่างเช่น
บทที่หนึ่ง
"นางเอกจะสาราพรักกับพระรอง แต่พระรองบอกว่าไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาตอบทีหลัง
ทิ้งท้ายบทด้วยการเปิดตัวพระเอกที่เข้ามาสาราพรักกับนางเอก"
บทที่สอง
"นางเอกรู้สึกสับสน พยายามหาคำตอบ พระรองหนีหน้าเหมือนมีบางอย่างในใจ"
บทที่สาม บทที่สี่ ......
ยาวไปเรื่อยๆ แต่ละบทค่ะ พอเราวางเรื่องไว้ชัดเจนแล้วเราก็จะคิดสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ว่าเราจะเรียงร้อยเรื่องอย่างไรให้เป็นธรรมชาติและอ่านได้ไหลลื่นที่สุดค่ะ
นอกจากนี้เรื่องคาแรกเตอร์ตัวละคร ควรวางให้ชัดๆ ไปเลยแล้วทำให้คาแรกเตอร์นิ่งที่สุดค่ะ นิ่งหมายถึง คีพลุค คงคาแรกเตอร์เอาไว้ค่ะ
เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ จากนี้ไปไม่ว่าผลจะเป็นยังไงก็ขอให้น้องตั้งใจเขียนนิยายต่อไปนะคะ ถ้ารักก็อย่าทิ้งความฝันนี้ อย่าท้อ ขยันอ่านเยอะๆ ฝึกเขียนเยอะๆ ค่ะ สู้ๆ น้า แล้วเจอกันวีคหน้าค่า ^^
งานเส้นมาม่าก็มา เห็นาพอ่ะ
พี่พายัพเป็นผู้ชายในอุุดมคติของพี่ อบอุ่น สุขุม นุ่มลึก ปากก็น่าจะนุ่มมมม หนูเขียนบทเลิฟซีนได้ดีจริงๆ มันเป็นสิ่งที่พี่แต่งไม่ได้ในนิยายของพี่เอง ละตัดตอนได้แบบพี่ร้องแหกปากเลย มาสานต่อไวๆ น้าาาา อยากให้พี่พายัพจูบต่อแล้วอ่ะ สู้ๆ จ้า