ใครเป็นผู้สร้าง? ท่านทั้งหลายจงดูธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เถิด

ความคิดเห็น

11

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

ใครเป็นผู้สร้าง

ปัญหา ทุกข์ทั้งปวง ตั้งแต่อวิชชาเป็นต้นไปถึง ชาติ ชรา มรณะ มีใครเป็นผู้สร้างหรือไม่ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย....
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ ....
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ....
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ....
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน....
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา....
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา....
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ....
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ....
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป....
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ....
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร....
เพราะตถาคตทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธรรมฐิติ (เป็นสภาพตั้งอยู่ตามธรรมดา) ธรรมนิยาม (เป็นสภาพแน่นอนตามธรรมดา) อิทัปปัจจัย (เป็นมูลเหตุอันแน่นอน) ก็ยังดำรงอยู่ พระตถาคตย่อมตรัสรู้ ย่อมตรัสรู้ทั่วถึงซึ่งธาตุอันนั้น ครั้นแล้วย่อมตรัสบอก ทรงแสดงบัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำ ให้ตื้น และตรัสว่าท่านทั้งหลายจงดูดังนี้.....”


PS.  ขอบคุณจ้ะ

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 26 เมษายน 2554 เวลา 15:56 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

11

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    อวิชชา คือความไม่รู้แจ้ง คือความไม่มีปัญญาเห็นจริงของโลกนี้ ว่าล้วนแล้วไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไม่ใช่เรา เมื่อไม่มีความดำริเช่นนี้ย่อมคิดว่านี่เรา เรามีอยู่ เราดำรงอยู่เมื่อดำริเช่นนี้ ย่อมเริ่มปรุงแต่งความเป็นเราตั้งแต่กายอยู่เป็นต้น มีการปรุงแต่งจิตให้เกิดความจำ ให้เกิดความทุกข์ ความสุข ความไม่พอใจ เป็นเหตุเพราะดำริไปเสียว่าเรามีอยู่ เราดำรงอยู่ เราไม่ตาย เช่นนี้คือสังขาร คือการปรุงแต่ง เมื่อปรุงแต่ง กายและจิตขึ้นมาแล้วจึงมีตัวตน ตามอวิชชาดำริของตน ในความว่าเรามีอยู่ในโลก ก็การปรุงแต่งนี้แล ที่สร้างวิญญาณ คือการรับรู้สัมผัส จากรูป รส กลิ่น เสียง ผัสสะ และจิตใจ เพื่อให้สนองตอบต่อ สัญญาคือความจำ และเวทนา คือความสุข ความทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ ให้จำได้ว่านี่คือรูปอะไร นี่กลินอะไร สัมผัสเช่นไรจึงมีความสุข เช่นไรเป็นทุกข์

    ก็พอมีวิญญาณ คือประสาทรับรู้แล้ว วิญญาณย่อมอยู่ในนามรูป นามคือจิต และเจตสิกอันได้แก่ สังขาร วิญญาณ เวทนา สัญญา ซึ่งมีการปรุงแต่งมาจากสังขาร นี้เป็นนาม ส่วนรูปที่เป็นวิญญารับรู้ หรือประสาทรับรู้ก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ย่อมเกิดขึ้นก่อเป็นตัวตนขึ้น เมื่อมีตัวตนมีนามรูปแล้ว
    สาฬยตนะ คือ บริวารของนามรูป  อันเป็นอายตนะภายในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ต้องมีขึ้นตื่นตัวขึ้นเพื่อทำงาน เมื่อมีอยาตนะภายนอกมากระทบ ส่วนที่รับรู้ก็ต้องทำงาน เช่นเมื่อรูปกระทบ แล้ว ตาก็ต้องรับ เมื่อกลิ่นกระทบ จมูกก็รับ เมื่อเสียงกระทบหูก็ได้ยิน หูจะได้กลิ่นหรือมองเห็นไม่ได้ เช่นนี้คือ สฬายตนะ ก็การรับรู้ของสฬายตะ จึงมีผัสสะ คือการสัมมัส ต้องกันของ อายตนะภายนอกอันมากระทบอันสัมผัสอับอายตนะภายใน 

    เมื่อมีการสัมผัสเกิดขึ้นแล้ว เวทนาที่สังขารปรุงแต่งขึ้นจึงทำงาน คือ รู้สึกว่า เออสัมผัสนี้ถูกใจ ชอบใจ มีความสุข ไม่ชอบใจมีความทุกข์  เมื่อการความทุกข์ สุขขึ้นแล้ว ตามความพอใจแล้วย่อมมีตัณหา คือยึดติดเสียว่า ความรู้สึกทุกข์อันเกิดแต่เวทนานี้ เกิดกับเราซึ่งมีตัวตน อันความสุขนี้เราชอบเราโปรดปรานยิ่ง มีความอยากได้ในสัมผัสนั้นที่ทำให้เวทนาสุขอีก ไม่มีความอยากได้ในสัมผัสที่ทำให้เวทนาทุกข์ เช่นนี้คือ ตัณหา เมื่อมีความอยากได้แล้ว เมื่อได้มาแล้ว หรือเมื่อพ้นจากฐานะอันเป็นทุกข์อันตนพอใจแล้ว จึงมีการยึดติดในฐานะอันตนได้แล้ว อันตนพอใจ การยึดติดใน สัมผัส ในเวทนา ในตัวตนที่สังขารปรุงแต่งอันเกิดแต่อวิชชาแล้ว เช่นนี้คือ อุปาทาน คือการยึดติดยึดมั่น ในความถึงซึ่งฐานะอันชอบใจแห่งตน

    เมื่ออุปาทาน คือ การยึดติดในโลกนี้ในฐานะนี้ในฐานะนั้น อันมีเหตุจากความอยากได้ต่อ อยากมีต่อของตัณหา จึงเกิดภพ คือสภาวะอันจิตโดนครอบงำจากการยึดติดนั้นๆ นั่นเป็นเหตุให้โลกนี้ ภพต่างๆอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ อันเป็นสิ่งที่สัตว์ยึดติดเกิดขึ้น เมื่อภพ คือที่อยู่ของสัตว์อันสัตว์พอใจและยึดติดแล้ว จึงได้มีการไปเกิดไปตามความพอใจความยึดติดอันหาที่สุดของตัณหาไม่ได้ การไปเกิดตามภพต่างๆนี้แหละคือชาติ

    เมื่อการเกิดมี ความชรา และความตาย จึงมีตามมา

    ซึ่งทั้งหมดนี้ คือ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตาทั้งสิ้น มีอย่างหนึ่งอย่างหนึ่งถึงเกิดเป็นลูกโซ่ต่อมา ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้และหาทางดับไว้แล้ว พระองค์จึงพ้นจาก การเกิด เมื่อการเกิดไม่มี ชรา และ มรณะ อันเป็นทุกข์ใหญ่เกิดแต่การยึดติดในสัมผัสอันมีอวิชชาคือความไม่รู้เป็นเหตุให้ยึดติดขึ้นมานั้น หมดไปสำหรับพระองค์

    ท่านทั้งหลายจงดูธรรมนี้อันไม่มีในสำนักใดๆในโลก มีเพียงสำนักแห่งพระพุทธเจ้าเท่านั้นแล


    PS.  ขอบคุณจ้ะ
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สาธุจ้า  
    ความเพียรและการเดินทางถูกทิศทาง ย่อมทำให้ถึง ปลายทาง

    เราคงเป็นบัวผลุบๆโผล่ๆจากน้ำ
    ไม่เข้าใจปฏิจสมุปบาท เลย อิอิ

    ขออนุโมทนาค่ะ
    PS.  ความว่างเปล่า ไร้ตัวตน .. และ ไร้คำบรรยาย ..
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พี่แป้ง สงสัยอะไร ถามได้จ้า
    PS.  ขอบคุณจ้ะ
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พี่แป้งค่ะ แล้วตกลงเนี่ยะ ใครเป็นผู้สร้างหรอค่ะ
    งง อ่า ไม่เข้าใจเลยซักนิด
    ขอบคุณล่วงหน้า ค่ะ
  5. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    คนสร้าง คือตัวเราเองค่ะ แต่เหตุที่เราสร้าง คืออวิชชาค่ะ

    คห.4ลองอ่าน คห.1แล้วพิจารณาดูดีๆจ้า สงสัยตรงไหนถามได้จ้า ถาม คพถามใหญ่แบบนี้ เราอธิบายไว้ตรง คห.1แล้วจ้า

    PS.  ขอบคุณจ้ะ
  6. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    พี่ค่ะแล้วเราสร้างมันได้ยังไงค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องที่อจินไตยอ่ะ
  7. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เรื่องอจินไตย คือ เรื่องที่ปุถุชนไม่ควรคิดค่ะ แต่พระพุทธเจ้าไม่ใช่ปุถุชน พระองค์เป็น พุทธะ เห็นแจ้งหมดจดรู้จริงแทงตลดถึงเหตุแห่งการเกิดดับ เรื่องของอจินไตยจึงห้ามไว้แค่ ปถุชน ผู้ยังไม่บรรลุธรรม ค่ะ

    คห.6 จะถามว่าใครสร้างอะไรหล่ะคะ จะถามว่าใครสร้างโลกนี้ หรือจะหมายความว่าสร้างอะไรคะ จะได้อธิบายได้ถูกจุด

    PS.  ขอบคุณจ้ะ
  8. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเลย
  9. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    เอ่ ไปคุยกันอีก กระทู้ นึงนะคะ กระทู้ ที่ คห.8 ตั้งอ่าค่ะ เราอธิบายอยู่ในนั้นค่ะ
    PS.  ขอบคุณจ้ะ
  10. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    สาธุ๊ ...

    ^^
    PS.  I-GuRuMIX (เฉพาะเรื่อง)
  11. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ไม่สงสัย.........เพราะไม่นำมาให้เราพ้นทุกข์ได้
    PS.  เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

refer: