รถถังสุดโหดของเยอรมันในสงครามโลกคั้งที่ 2

joseph stalin 2659178 0.00 1,878 7 ม.ค. 56 11:51 น.
ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
6
guest
joseph stalin
  • joseph stalin
  • 223.205.131.159
  • bixmax202hotmail.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


สุดยอดรถถังเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2

สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคนวันนี้ผมจะนำเสนอรถถังของเยอรมันนีในสมัยสงครามโลกมาฝากเพื่อนทุกๆคนนะครับ

Pzkv(Panzerkampfwagen)Iหรือ แพนเซอร์ มาร์ค 1


รถถังเบาสำหรับสนับสนุนทหารราบของกองทัพนาซีเยอรมัน ที่ได้สร้างหลังจากการถูกจับเซนต์สนธิสัญญาแวร์ซายส์ เยอรมันได้ออกแบบในช่วงทศวรรษที่1930 และได้ทำการผลิตแบบจำนวนมากเมื่อปี1934 และเยอรมันยังได้ส่งแพนเซอร์ 1 ไปรบเพื่อเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในสงครามกลางเมืองสเปน และ จีน ยังได้ซื้อไปใช้ในสงครามจีน-ญี่ปุ่นด้วย

หลังการประเมินผลในการรบในสเปน แพนเซอร์ 1 รบได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเมื่อสงครามโลกระเบิดขึ้น จึงได้เข้าร่วมสมรภูมิหลายแห่ง แต่ช่วงกลางสงคราม รถถังรุ่นใหม่ๆของกองเยอรมันมีอานุภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ แพนเซอร์ 1 จึงลดบทบาทลง และมีการนำตัวถังรถ มาติดตั้งปืนขนาด75มม. เพื่อเป็นปืนใหญ่อัตตาจรและรถพิฆาติรถถังด้วย

ข้อมูล

หนัก-5.4 ตัน

ยาว--4.02เมตร

สูง--2เมตร

พลประจำรถ--2คน

เกราะ--7-13มิลลิเมตร

อาวุธ---ปืนกลขนาด7.92มม. สองกระบอก หรือปืนต่อสู้อากาศยาน20มม. บรีด้า(สเปน)

ความเร็ว--50กม./ชม. บนถนน 37กม./ชม. ในภูมิประเทศ พิสัยทำการบนนถนน200กม.ภูมิประเทศ 175กม.



Pzkw III (แพนเซอร์ 3 )


รถถังแบบ3ของกองทัพเยอรมัน ออกแบบในทศวรรษที่1930 และเป็นกำลังหลักของเยอรมันแทบในทุกสมรภูมิ มันถูกออกแบบมาให้ใช้งานในการต่อต้านรถถัง ซึ่งต่างจาก แพนเซอร์ 1 และ แพนเซอร์ 2 ที่เน้นการใช้งานในด้านสนับสนุนทหารราบ ด้วยอาวุธทรงอานุภาพขึ้น คือ ปืนต่อสู้รถถัง37มม. และต่อมาติดปืน50มม. จึงทรงอานุภาพมากในการต่อสู้กับรถถังข้าศึก

ปี1934 นายพลไฮนซ์ กูเดเรียน แห่งกองทัพบกเยอรมัน ต้องการรถถังที่น้ำหนักไม่เกิน24ตัน ความเร็ว35กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อเป็นรถถังหลักของหน่วยแพนเซอร์ แพนเซอร์ 3 จึงผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการนั้น และแพนเซอร์ 3 ยังมีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ มีการใช้ระบบแหนบรองรับน้ำหนักตัวรถแบบ ทอร์ชั่น บาร์ หรือแหนบรูปปีกนก ซึ่งเป็นระบบใหม่ล่าสุดของโลกในยุคนั้น และเป็นรถถังรุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบนี้ด้วย

แพนเซอร์ 3 เป็นกำลังหลักของเยอรมัน ใช้ในการรบตั้งแต่โปล์แลนด์ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส แอฟริกาเหนือ และแนวรบด้านรัสเซีย ซึ่งในด้านรัสเซียนี่เอง แพนเซอร์ 3 ต้องเผชิญหน้ากับ T-34 รถถังกลางของโซเวียต ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่า เยอรมันจึงต้องนำ แพนเซอร์ 3 ไปติดตั้งปืนต่อสู้รถถังขนาด75มม. เพื่อต้านทานรถถังโซเวียตร่วมกับรถถังรุ่นใหม่ๆที่มีจำนวนน้อยของเยอรมันในช่วงนั้น โดยได้สร้างเป็นรถถังแบบไม่มีป้อม ติดปืน75มม. ใช้ชื่อว่า Stug III

ถึงแม้ในช่วงกลางถึงปลายสงคราม จะมีรถถังรุ่นใหม่ๆมาช่วงชิงสมรรถนะของแพนเซอร์3 แต่รถรุ่นนี้ก็ได้ถูกใช้งานต่อไปจนจบสงคราม

ข้อมูล

หนัก--22ตัน

ความยาว--5.52เมตร

สูง--2.5เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--5-70มิลลิเมตร

อาวุธ---หลัก- ปืนต่อสู้รถถัง37มม. หรือปืน50มม. หรือปืน75มม. -อาวุธรอง- ปืนกล7.92มม. แบบMG-34 จำนวน2กระบอก

ความเร็ว---40กม./ชม. บนถนน และ19กม./ชม. บนภูมิประเทศ

ระยะทำการ---155กิโลเมตร

Pzkw IV แพนเซอร์ 4


เป็นรถถังที่เป็นกระดูกสันหลังแห่งกองทัพรถถังของเยอรมันอย่างแท้จริง มีความคล่องตัวสูง มีอานุภาพทำลายสูง

รถรุ่นนี้เริ่มออกแบบในปี1934 เมื่อนายพลเอก ไฮนซ์ กูเดเรียน เจ้ากรมสรรพาวุธทหารบกเยอรมัน ต้องการรถถังหลักที่มีน้ำหนักไม่เกิน24ตัน ความเร็วไม่ต่ำกว่า35กม./ชม. เพื่อใช้ในภารกิจต่อต้านทหารราบและยานยนต์ และติดตั้งปืนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งผลที่ได้ขั้นแรกคือ แพนเซอร์ 3 และแพนเซอร์ 4 ก็ปรากฏตัวออกมาในปี1937 ในรุ่นผลติจำนวนแรกๆ37คัน และก็มีการผลิตเป็นจำนวนมากตั้งแต่ปี1939

นอกจากจะใช้ระบบแหนบรองรับตัวถังแบบทอร์ชั่น บาร์ แบบแพนเซอร์ 3 แล้ว แพนเซอร์4 นั้น ได้ติดตั้งปืนที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยช่วงแรกได้ติดปืนใหญ่ลำกล้องสั้นขนาด75มม. L24ซึ่งได้ใช้เป็นหัวหอกในการบุกฝรั่งเศสในปี1940 โดยแพนเซอร์ 4 มีอานุภาพสูงกว่ารถถังแบบเรอโนลและโซมัวของฝรั่งเศส และยังมีอำนาจการยิงที่สูงกว่ารถถังแบบ ชาร์ล BI ของฝรั่งเศสและรถถังแบบมาทิลด้าของอังกฤษด้วย แพนเซอร์ 4 รุ่นนี้ก็ยังได้ปฏิบัติการในแอฟริกาเหนือด้วย

ตั้งแต่ปี1941 แพนเซอร์ 4 ได้ติดตั้งปืนใหญ่75มม. L40 ที่มีลำกล้องยาวกว่าเดิมเพื่อเพิ่มระยะยิงและอำนาจการทำลาย แต่หลังจากการบุกรัสเซียในปี1941 เยอรมันได้เผชิญหน้ากับรถถังหนักแบบ เควี-1ซึ่งมีขนาดใหญ่และเกราะหนากว่าแพนเซอร์4 และรถถังกลางแบบ ที-34 ของโซเวียต ซึ่งมีอานุภาพสูงจนน่าตกใจ ฝ่ายเยอรมันจึงได้พัฒนาปืนใหญ่ลำกล้องยาว 75มม. L48 มาใช้งานในแพนเซอร์ 4 ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนของรถถังโซเวียต จนกระทั่งเวลาต่อมาเยอรมันได้ผลิตรถถังแบบ แพนเธอร์ มาทดแทนแพนเซอร์4

แพนเซอร์ 4 ถือว่าเป็นรถถังกำลังหลักของเยอรมันอย่างแท้จริง เพราะมีอานุภาพสูง ใช้งานง่าย เครื่องยนต์คงทน ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรถถังหลักของอเมริกาแบบ M-4 เชอร์แมน และรถถัง ที-34 ของรัสเซีย และถูกผลิตออกมาเรื่อยๆจนจบสงครามเป็นจำนวนกว่า9,000คัน และกองทัพบกซีเรีย ยังได้ใช้รถถังรุ่นนี้ในช่วงหลังสงครามต่อมาด้วย

ข้อมูล

หนัก--24-28ตัน

ยาว--5.89เมตร

กว้าง-- 2.88เมตร

สูง---2.66เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--10-80มม. สามารถเสริมเกราะกระโปรงป้องกันป้อมปืนและสายพานได้

อาวุธ --- หลัก - ปืนใหญ่75มม. ลำกล้องสั้น ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นปืน75มม. ลำกล้องยาว อาวุธรอง ปืนกล MG-34 ขนาด7.92มม. สองกระบอก

พิสัยทำการ--300กิโลเมตร

ความเร็ว --- บนถนน 40กม./ชม. ในภูมิประเทศ 20กม./ชม.


Pzkw V Panther แพนเซอร์ 5 สมญานาม แพนเธอร์(เสือดำ)


หนึ่งในตำนานรถถังของนาซีเยอรมัน โดยการออกแบบเริ่มในปี1941 เมื่อเยอรมันบุกรัสเซีย และไปพบกับรถถังแบบ ที-34 ของรัสเซีย ที่มีความเร็วสูง ติดปืนที่ทรงอานุภาพ สายพานกว้างเกาะถนนได้ดี และลักษณะพิเศษคือ มีเกราะที่ลาดเอียง มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความหนาของเกราะโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดเกราะ และยังช่วยลดการปะทะโดยตรงของกระสุนปืน ทำให้ฝ่ายเยอรมันตกใจในอานุภาพที่สูงส่งของที-34มาก เมื่อยึดรถถังรุ่นนี้ได้ในสนามรบ จึงได้นำมาศึกษา และต้องการผลิตรถถังแบบที-34 ให้ได้ แต่ทว่า การผลิตรถถังเลียนแบบที-34นั้น เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ จึงต้องออกแบบรถถังใหม่โดยให้คุณลักษณะแบบที-34

และสิ่งที่ได้จากทดลองผลิตคือ รถถังแบบ แพนเซอร์ 5 หรือแพนเธอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนที-34 แต่สิ่งที่เหนือกว่าคือ ขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย เกราะที่หนากว่า และติดตั้งปืนใหญ่75มม. L70 ลำกล้องยาว ซึ่งมีอานุภาพการทำลายล้างที่เหนือจินตนาการอย่างมาก สามารถยิงเจาะเกราะได้ลึกมาก และยิงต่อต้านรถถังได้ไกลกว่า2,000เมตรอย่างแม่นยำ ไกลกว่ารถถังทุกรุ่นของพันธมิตรและโซเวียต

แพนเธอร์เริ่มการผลิตในปี1943 แต่เนื่องจากต้องเร่งรีบผลิตออกสู่สมรภูมิ เพราะโซเวียตเริ่มการตีโต้กองทัพเยอรมัน และกำลังรบรถถังของโซเวียตที่มีจำนวนอันประมาณไม่ได้ ได้ถาโถมเข้าสู่แนวรบของเยอรมันอย่างหนัก เยอรมันจึงต้องรีบผลิตแพนเธอร์ออกสู่สนามรบโดยเร็ว ทำให้มีปัญหาด้านเครื่องยนต์ รถถังบางคันเครื่องยนต์เสียหายทันทีหลังออกสู่สมรภูมิไม่นาน และในการรบที่เมืองเคิร์ซ ปี1943 รถถังแพนเธอร์จำนวนมากเครื่องยนต์ขัดข้อง ทำให้แสดงความสามารถในการรบไม่ดีนัก แต่ปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ก็ถูกแก้ไขในภายหลัง

แต่ในแนวรบด้านตะวันตก แพนเธอร์ กลับมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยรถถังหลักของพันธมิตรไม่อาจต้านทานได้เลย โดยในการรบที่นอร์มังดี้ ฝรั่งเศสในปี1944 รถถังแพนเธอร์ของเยอรมันได้สังหารรถถังเชอร์แมนของสหรัฐไปเป็นจำนวนมากไม่แพ้รถถังไทเกอร์เลยทีเดียว

แต่เนื่องจากรถถังเป็นรถถังที่ออกแบบดีมาก ทำให้ต้องการช่างเทคนิคที่มีความชำนาญสูง ทำให้ผลิตรถถังแพนเธอร์ได้ไม่มากนัก อีกทั้งช่วงปลายสงคราม กองทัพอากาศพันธมิตรยังได้ทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานผลิตอาวุธของเยอรมันอย่างหนัก ทำให้ผลิตรถถังออกมาได้น้อย แต่เพราะการออกแบบอันยอดเยี่ยมนี่เอง ทำให้แพนเธอร์ เป็นต้นแบบการผลิตรถถังของโลกเสรีและโลกคอมมิวนิสต์ในเวลาต่อมา

ข้อมูล

หนัก--45ตัน

ยาว--6.87เมตร เมื่อรวมปืนยาว8.66เมตร

สูง-- 2.99เมตร

กว้าง--3.42เมตร

พลประจำรถ---5นาย

เกราะหนา--15-120มม.

อาวุธ--- หลัก- ปืนใหญ่ลำกล้องยาว 75มม. L70 อาวุธรอง ปืนกลMG-34 ขนาด7.92มม. 2กระบอก

ความเร็ว--46-55กม./ชม.

พิสัยทำการ-- 250กิโลเมตร


มาถึงรถถังคันต่อไปซึ่งผมขอบอกเลยว่าสุดยอดจริงๆแม้ผมจะไม่ชอบเยอรมันก็ตามแต่ผมขอบอกว่าเป็นรถถังที่ผมชอบมากที่สุดในยุคนั้นเลยที่เดียวกับ T-34 กับรถถังโซเวียตอีกหลายรุ่นครับเพื่อนลองเดาซิว่ามันคือรถถังรุ่นอะไร


Pzkw VI Tiger แพนเซอร์ 6 ไทเกอร์


สุดยอดแห่งตำนานรถถังของนาซีเยอรมันและของโลก ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นรถถังที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดในโลก ถ้าเทียบเรื่องจำนวนในการสังหารรถถังด้วยกัน

คำสั่งการออกแบบไทเกอร์ เริ่มในวันที่26พฤษภาคา ปี1941 1เดือนก่อนบุกรัสเซีย โดยมีบริษัทเอกชนสองบริษัทคือ ปอร์เช่ และเฮนเซล เข้าร่วมการแข่งขันออกแบบรถถังไทเกอร์ แต่ว่าป้อมปืนนั้น ถูกแยกไปผลิตและพัฒนาโดยบริษัทกรุ๊ปป์

เมื่อสงครามในรัสเซียอุบัติขึ้น เยอรมันต้องการรถถังหนัก ที่มีความแข็งแกร่งสูง ติดอาวุธทรงอานุภาพเพื่อรับมือกับรถถังรัสเซีย ไทเกอร์ จึงเป็นอาวุธที่มีความจำเป็นยิ่งยวด ทั้งสองบริษัทจึงรีบออกแบบเพื่อให้ชนะการแข่งขันโดยเร็ว

แต่การออกแบบของสองบริษัทก็ค่อนข้างต่างกัน เช่น รถของเฮนเซล(VK3601) จะออกแบบให้ปืนประจำรถสามารถใช้กระสุนเจาะเกราะทังสเตนได้ แต่ก็จะเลือกว่าจะติดตั้งปืนใดดีระหว่าง ปืน75มม. L70 แบบรถถังแพนเธอร์ และ 88มม. L56 ส่วนรถทดสอบของปอร์เช่(VK3001) จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน และติดปืน88มม. L 56 เท่านั้น

และการทดสอบในปี1942 วันเกิดของฮิตเลอร์ รถทดสอบของเฮนเซลนั้น ประสบปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ทำความเร็วได้เพียง45กม./ชม. ช้ากว่าปอร์เช่ถึง5กม. แถมเครื่องยนต์ของเฮนเซลก็ยู่ในสภาพร้อนจัดแทบจะระเบิด แต่รถทดสอบของปอร์เช่นั้นก็มีปัญหาเรื่องช่วงล่าง ระบบเกียร์ และระบบบังคับเลี้ยว ถึงแม้จะเร็วกว่ารถของเฮนเซลถึง5กิโลเมตรก็ตามโชคยังเข้าข้างเฮนเซล ที่การทดสอบเน้นที่การขับเคลื่อนในทางวิบากผ่านภูมิประเทศ ซึ่งรถของเฮนเซลนั้นคล่องแคล่วกว่า รถของปอร์เช่วึ่งระบบเลี้ยวมีปัญหาจึงช้าเป็นเต่าคลาน ทำให้รถทดสอบVK3601ของเฮนเซลได้ชัยชนะ และนำไปสร้างเป็นรถถังรุ่นที่6 หรือ ไทเกอร์ ของเยอรมัน และเริ่มผลิตในปลายปี1942

การออกแบบไทเกอร์นั้น ช่วงล่างและตัวถังผลิตจากเหล็กกล้าแผ่นเรียบขนาดใหญ่ นำมาเชื่อมประสานด้วยไฟฟ้า และยังมีระบบสลักคล้องเหล็กแต่ละชิ้นทำให้มีความคงทนกว่าเดิม และเหล็กชิ้นใหญ่ ทำให้ไทเกอร์ทนต่อการยิงของปืนแทบทุกชนิด

ป้อมปืนนั้นออกแบบเป็นทรงเกือกม้า มีความแข็งแกร่งคงทนสูง ป้อมผ.บ.รถอยู่ทางซ้ายของตัวรถ แต่ป้อมผ.บ.แบบเก่าอยุ่ในวิถียิงของพลปืนรัสเซีย จึงปรับให้เตี้ยลง ตัวถังรถด้านหน้าเป็นที่นั่งของพลวิทยุ ติดปืนกลแบบ เอ็มจี34 ซึ่งเป็นที่หวาดกลัวของทหารพันธมิตรและโซเวียตมาก ปืน88มม. L56 มีระยะยิงต่อสู้รถถังไกลกว่า3,000เมตร โดยจะยิงแม่นยำ100%ที่ระยะ1,500เมตร แม่นยำ80%ที่ระยะ2,000เมตร และ50%(ยิง2นัดถูก1นัด)ที่ระยะ3,000เมตร และระบบกล้องเล็งวัดระยะแบบ3ตา ทำให้ไทเกอร์ได้เปรียบรถถังข้าศึกตรงจุดนี้ เพราะปืนของไทเกอร์ยิงได้เร็วและแม่นมาก และไทเกอร์ยังมีกระสุนเจาะเกราะแบบพิเศษ นอกเหนือจากกระสุนระเบิดต่อสู้รถถังและกระสุนเจาะเกราะธรรมดา นั่นคือกระสุนเจาะเกราะหัวรบทังสเตน แบบPzgr 40 ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กระสุนรุ่นนี้ผลิตมาจากโลหะผสมทังสเตน มีความเร็วปากลำกล้องสูงและยิงได้ไกลมาก สามารถเจาะเกราะได้ทุกชนิด100% เน้นการใช้งานในการทำลายเป้าหมายที่มีเกราะหนัก เมื่อรวมกับปืน88มม.แล้ว ไทเกอร์จึงยิ่งทรงอานุภาพมากขึ้น แต่กระสุนรุ่นนี้ก็ผลิตออกมาน้อย เพราะช่วงสงครามเยอรมันขาดแคลนแร่ทังสเตนมาก จึงให้เบิกใช้ไม่มากนัก

ไทเกอร์ ได้ออกรบในสมรภูมิสำคัญทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก แอฟริกาเหนือ และอิตาลี โดยในแอฟริกาเหนือ กองทัพน้อยแอฟริกา ครอล์ฟ ของนายพลรอมเมล ได้ใช้รถถังไทเกอร์จำนวนน้อย เข้าต่อสู้กับกองทัพรถถังจำนวนมหาศาลของกองทัพพันธมิตรอังกฤษ-อเมริกา และทำลายรถถังพันธมิตรได้เป็นจำนวนมาก ในแนวรบด้านตะวันออก ไทเกอร์ก็ได้แสดงพลังฝังรถถังโซเวียตจมดินเป็นจำนวนมาก โดยที่รถถังหนักของโซเวียตแบบKV-1 และ KV-2 ไม่อาจต้านทานได้ แม้ช่วงปี1944 โซเวียตจะผลิตรถถังหนักรุ่นใหม่แบบ โจเซฟ สตาลิน-2 (JS-2) ติดปืนขนาด122มม. ซึ่งใหญ่กว่าไทเกอร์ได้ก็ตาม แต่ก็หาต้านทานไทเกอร์ได้ไม่ โดยข้อมูลการรบในวันที่2มกราคม 1945 กองพันรถถังหนักที่507ของเยอรมันที่มีรถถังไทเกอร์เป็นกำลังหลัก ได้ปะทะกับกองพลยานเกราะของโซเวียตที่มี JS-2 จำนวนมาก ผลคือ รถถังไทเกอร์1 คัน สามารถทำลายรถถังJS-2ได้ถึง22คัน ด้วยปืน88มม. ที่ยิงได้ไกล แม่นยำ และรวดเร็วกว่าโดยที่รถถังของโซเวียตไม่สามารถสร้างความเสียหายให้แก่รถถังไทเกอร์ได้เลย ทำให้กำลังพลโซเวียตต้องถอยกลับไปตั้งหลักใหม่

ในแนวรบตะวันตก นอร์มังดี ปี1944 ร้อยเอก มิคาเอล วิทมานน์ แห่งกองพลยานเกราะ เอส.เอส. ที่1 ลิปสแตนดาร์ต ได้นำรถถังไทเกอร์6คันเข้าทำการต่อสู้กับรถถังพันธมิตร และสามารถสังหารรถถังพันธมิตรได้มหาศาล

เนื่องจากประสิทธภาพของไทเกอร์เป็นที่หวาดหวั่นแก่ทหารพันธมิตร ทำให้เกิดอาการทางจิตในช่วงสงครามที่เรียกว่า "ไทเกอร์ โฟเบีย" หรืออาการหวาดกลัวรถถังไทเกอร์ นั่นคือเมื่อมีคนพูดถึงรถถังไทเกอร์ ผู้มีอาการดังกล่าวจะเกิดอาการสั่นกลัว และเมื่อได้ยินเสียงรถถังไทเกอร์หรือเห็นตัวรถถัง ก็แทบจะเป็นประสาทไปเลย

จุดอ่อนอันน่ากลัว ของไทเกอร์คือ เครื่องยนต์ที่มีปัญหา(เป็นความผิดพลาดในการออกแบบรถต้นแบบของเฮนเซล) ความเชื่องช้า เพราะน้ำหนักที่มาก โดยในการรบที่เมืองคาห์คอฟ และเคียฟ สภาพถนนเป็นโคลนตม รถถังไทเกอร์ที่มีน้ำหนักมาก ได้ติดหล่ม และเร่งเครื่องจนเครื่องยนต์พังเสียหาย จึงตกเป็นเป้าของปืนรถถังโซเวียต ทำให้เยอรมันต้องเสียไทเกอร์จำนวนมากในการรบครั้งนั้น

ไทเกอร์ ถูกผลิตตั้งแต่ปี 1942-1944 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1,350คัน แม้จะมีน้อย แต่ก็สำแดงพลังการรบให้ทหารพันธมิตรเป็นที่ประจักษ์ จนได้รับการยกย่องจากนักการทหารในรุ่นหลังว่า มันคือสุดยอดเครื่องจักรสังหารอย่างแท้จริง

ข้อมูล

หนัก--57 ตัน (บางรุ่นหนักถึง62ตัน)

ยาว---8.45เมตร

กว้าง---3.8เมตร

สูง--- 3เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--25-120มิลลิเมตร

อาวุธ---ปืนใหญ่ 88มม. L56 1กระบอก อาวุธรอง ปืนกล7.92มม. 2-3กระบอก เครื่องยิงระเบิดควัน90มม. 6ท่อยิง

ความเร็ว---38-45กม./ชม.

พิสัยทำการ---195ก.ม.


Pzkw VI Ausf B Tiger 2 or KingTiger แพนเซอร์ 6 อาส์ฟ บี ไทเกอร์สอง หรือ คิงไทเกอร์


เป็นสุดยอดรถถังที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในยุคนั้น โดยมีย้ำหนักกว่า70ตัน ไทเกอร์2 หรือคิงไทเกอร์ รถถังรุ่นนี้ได้ทำการออกแบบและผลิตในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี1942 หลังจากที่ไทเกอร์1 ออกสู่สมรภูมิได้ไม่นาน เนื่องจากการคาดการณ์ของเสนาธิการฝ่ายเยอรมันว่า โซเวียตกำลังผลิตรถถังที่ทรงอานุภาพมากๆขึ้น รถถังรุ่นนี้ก็ถูกผลิตโดยสองบริษัท เฮนเซล และปอร์เช่ แต่ก็ต่างกันที่ป้อมปืนเท่านั้น ช่วงล่างรถใช้เหมือนกัน แต่ป้อมปืนแบบปอร์เช่ก็ถูกผลิตออกมาเพียง50ป้อมเท่านั้น เพราะว่าส่วนโค้งด้านหน้าป้อมของปอร์เช่นั้นมีความหนา110มิลลิเมตร บางกว่าป้อมของเฮนเซลถึง70มิลลิเมตร และป้อมผ.บ.รถของปอร์เช่ที่ยื่นออกมานั้นมีเกราะที่บางมาก ซึ่งอันตรายมากหากถูกยิง จึงยกเลิกการผลิตป้อมแบบปอร์เช่ไป ให้ผลิตแต่ป้อมแบบเฮนเซลมาแทน

นอกจากเกราะที่หนาแล้ว คิงไทเกอร์ ยังติดปืนขนาด88มม. L71 ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนต่อสู้รถถังทุกชนิดในยุคนั้น แต่จุดอ่อนก็คือ เครื่องยนต์ที่คิงไทเกอร์ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับไทเกอร์1 เครื่องรุ่นเดียวกัน แต่รับน้ำหนักมากกว่า จึงมีปัญหาการกินน้ำมันอย่างมาก( โดยกินน้ำมันถึง7ลิตรในการวิ่งระยะทาง1ลิโลเมตร ) และปัญหาการขัดข้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์รุ่นนี้ก็ถือว่าทรงอานุภาพที่สุด

ข้อมูลการรบเท่าที่มีการบันทึกไว้ คือข้อมูลของทหารสหรัฐในการรบที่ป่าอาร์เดนส์ ประเทศเบลเยี่ยม หรือที่เรียกว่าการรบแห่งบัลจ์ โดยคิงไทเกอร์ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ฝ่ายพันธมิตรอย่างมาก เพราะพวกเขาพบว่า ปืนใหญ่แทบทุกชนิดของฝ่ายพันธมิตร ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้แก่คิงไทเกอร์ได้เลย แม้จะโจมตีด้วยเครื่องบินก็ตาม แต่ข้อมูลการรบของฝ่ายเยอรมันนั้นแทบจะไม่มีเลย นั่นก็เพราะมีข้อมูลที่เปิดเผยในช่วงหลังสงครามว่า ในช่วงปลายสงครามและเยอรมันใกล้จะแพ้ ศูนย์ยุทธการบกเยอรมันที่เมืองพอตส์ดัมส์ ได้เผาทำลายเอกสารข้อมูลและรูปถ่ายที่ได้มาระหว่างสงครามไปเกือบหมด รวมทั้งข้อมูลของคิงไทเกอร์ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาทฤษฏีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สุงว่า ข้อมูลของคิงไทเกอร์นั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว

ข้อมูล

หนัก--68-70ตัน(บางรุ่นอาจหนักถึง76ตัน)

ยาว--10.3เมตร

กว้าง---3.8-4.3เมตร

สูง--- 3.3เมตร

พลประจำรถ--5นาย

เกราะหนา--40-185มิลลิเมตร

อาวุธ----ปืนใหญ่ 88มม. L71 1กระบอก อาวุธรอง ปืนกล7.92มม. 3กระบอก(ปืนกลภาคพื้นMg-34จำนวน2กระบอก และปืนกลต่อสู้อากาศยานMG-42 จำนวน1กระบอก)

ความเร็ว---38-42กม./ชม.

พิสัยทำการ--- 170กิโลเมตร




เดียวเอาไว้แค่นี้ก่อนนะคับเดียวถ้าคราวหน้ามีโอกาศผมจะนำสุดยอดเครื่องบินในสงครามโลกคั้งที่ 2 มาให้เพื่อนๆชมนะครับ


























แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 7 มกราคม 2556 เวลา 11:59 น.
น่ารักสุดๆ

เค้าว่ากระทู้นี้ "น่ารักสุดๆ"..แล้วคุณล่ะ? โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


1 โหวต จากทั้งหมด 1 โหวตเลือก น่ารักสุดๆ

ความคิดเห็น

1

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
6
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ขออภัยครับรูปไม่ขึ้นงั้นนี้นะครับเรียงตามลำดับเลยนะครับ

    Pzkw (Panzerkampfwagen)Iหรือ แพนเซอร์ มาร์ค 1




    Pzkw III





    Pzkw IV






    Pzkw V Panther






    Pzkw VI Tiger






    Pzkw VI Ausf B Tiger 2 or King Tiger
ซ่อน

แสดงความคิดเห็น

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน
1. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้จัดสร้างโดยผู้ลงข้อมูลเอง ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้ลงข้อมูลโดยตรง
ห้ามคัดลอก/เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาตจากผู้ลงข้อมูล
2. กรณีที่ข้อความ/รูปภาพในกระทู้นี้ทำการคัดลอกมาจากของบุคคลอื่นๆ ผู้ลงข้อมูลต้องทำการขออนุญาต และอ้างอิงอย่างเหมาะสม
3. ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ เป็นการส่งข้อความโดยผู้ใช้ หากพบเห็นข้อความหรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม, ละเมิดลิขสิทธิ์ โปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

ร้องเรียนปัญหากระทู้ภายใน
เว็บไซต์ Dek-D.com

board@dek-d.com
( ทุกวัน 24 ชม )
02-860-1142 ต่อ 140
( จ-ศ 09.00-18.00 พักเที่ยง 12.00-13.00 )
refer: