อยากรู้จักพี่ๆคณะ รัฐศาสตร์ มศว

ความคิดเห็น

11

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
guest
cake
  • cake
  • 58.8.100.85
  • love_doramon13hotmail.com

กระทู้ที่เปิดอ่านล่าสุด

บทความที่ถูกแชร์เยอะที่สุด

อยากรู้จักพี่ๆคณะรัฐศาสตร์ มศว จังแอดมากันบ้างนะ
love_doramon13@hotmail.com

แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ : วันที่ 30 กรกฎาคม 2552 เวลา 10:00 น.

อยากเป็นคนแรกที่โหวตมั๊ยล่ะ... โหวตเลย!

  • โอ้โหเด็ด

  • น่ารักสุดๆ

  • หรูเริด

  • ตลกอ่ะ

  • เครียด

  • สู้ๆ สู้ตาย

  • ช็อค

  • โกรธ

  • ล้มโต๊ะ


0 โหวต จากทั้งหมด 0 โหวตเลือก

ความคิดเห็น

11

ติดตามกระทู้

0

แชร์กระทู้นี้
จำนวนแชร์
0
ซ่อน

ความคิดเห็นทั้งหมด

หน้า 1

ความคิดเห็นที่ 1 - ความคิดเห็นล่าสุด

  1. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ดีคับน้อง cake น้องคิดถูกแล้วล่ะคับน้อง พี่เปนรุ่นพี่รัฐศาสตร์ มศว เพิ่งเข้ามาได้ยังไม่ถึงเทอม แต่ต้องบอกน้องเลยนะคับว่า บรรยากาศที่นี่ดีมากๆคับ ห้องเรียนรัดสาดของเราเปนโต๊ะเก่าๆเซอร์ๆ แต่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของนักรัดสาดนะคับน้อง อยังมีรุ่นพี่ที่สวยๆหล่ๆอ<ดังเช่นพี่ > เออลืมบอกไปตอนนี้รัดสาดของเรามีสอบตรงเรานะ ก้อขอให้น้องตั้งใจอ่านหนังสือและขอให้น้องได้เข้ามาร่วมเปนส่วนหนึ่งของพวกเราชาวสิงห์เงิน รัดสาด มศวคับ.........
  2. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ว่าด้วยวิชา รัฐศาสตร์
          
    รัฐศาสตร์ เป็นการศึกษากระบวนการแบ่งปันและถ่ายโอนอำนาจในกระบวนการตัดสินใจ เมื่อเปรียบเทียบกับสาขาอื่นๆ การศึกษาด้านรัฐศาสตร์นั้นถูกจัดว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องราวและสถาบัีนที่เป็นสาธารณะ สาขาวิชานี้มักถูกแบ่งเป็นหลายด้าน เช่น รัฐศาสตร์เปรียบเทียบ รัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ปรัชญาทางรัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ระดับชาติ (ที่รวมการศึกษาเกี่ยวกับสถาบันหลักของรัฐ การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง และการเมืองในระดับภูมิภาคและระดับท้องถิ่น) รวมไปถึงระเบียบวิธีวิจัย

    รัฐศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง กระบวนการทางการเมือง สถาบันทางการเมือง รวมถึงปรากฎการณ์ต่างๆทางการเมือง การศึกษารัฐศาสตร์เป็นการศึกษาในลักษณะของสหวิทยาการ โดยอาศัยองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาอี่นมาช่วยในการอธิบายหรือประกอบในการศึกษาปรากฎการณ์ทางการเมืองต่างๆที่เกิดขึ้น

         ประวัติการศึกษารัฐศาสตร์ของไทย
    การศึกษาด้านรัฐศาสตร์ของไทยเริ่มต้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริจัดตั้ง โรงเรียนฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน เพื่อรับคัดเลือกนักเรียนเข้ามาฝึกหัดเป็นข้าราชการตามกระทรวงต่างๆ ต่อมาได้มีการขยายการศึกษาให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพัฒนาโรงเรียนดังกล่าวเป็น โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งภายหลังได้สถาปนาเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จากเหตุดังกล่าวนี้ การศึกษารัฐศาสตร์จึงเริ่มต้นขึ้น โดยคณะรัฐศาสตร์แห่งแรก คือ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหรือ สิงห์ดำ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษารัฐศาสตร์ของไทย แห่งที่สอง คือ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ สิงห์แดง

    คำว่า รัฐศาสตร์
    คำว่ารัฐศาสตร์ หากพิจารณาโดยแยกศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้ว่า “POLITICAL SCIENCE” เพื่อกำหนดความหมายพื้นฐานของรัฐศาสตร์แล้ว จะเห็นได้ว่า “POLITICS” ซึ่งหมายความว่า การเมือง นั้น มีรากศัพท์มาจากคำว่า “polis” ในภาษากรีก หมายถึงนครรัฐ เป็นการจัดองค์กรทางการเมืองรูปแบบหนึ่งที่ได้บังเกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว ในขณะที่ “SCIENCE” ก็คือศาสตร์ หรือวิชาในการแสวงหาความรู้ รัฐศาสตร์ตามรากศัพท์นี้ จึงเป็นวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการกระทำหรือการสร้างบ้านเมือง หรือการสถาปนาชุมชน/เมืองขนาดใหญ่ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้คนใช้เป็นที่อยู่อาศัยด้วยความสันติสุข

    นักวิชาการรัฐศาสตร์ผู้ที่ได้ให้ความหมายของคำว่ารัฐศาสตร์ที่น่าสนใจพึงกล่าวถึงได้แก่ ยูเลา (Heinz Eulau 1963, 3) ซึ่งกล่าวว่า รัฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาว่าทำไมมนุษย์จึงคิดสร้างการปกครองมนุษย์ขึ้นมา

    เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ (2508, 1-3) ให้นิยามของรัฐศาสตร์ว่าเป็น ศาสตร์ที่ว่าด้วยรัฐ (Science of the state) โดยเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับรัฐ วิวัฒนาการของรัฐ และรัฐในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เกี่ยวกับองค์การปกครองหรือสถาบันทางการเมืองของรัฐ และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย เกี่ยวกับการติดต่อสัมพันธ์ของเอกชนหรือกลุ่มชนกับรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ตลอดจนจนแนวการศึกษาความคิดทางการเมืองอันมีอิทธิพลมหาศาลต่อความคิดของนักการเมืองเอกของโลก และต่อวิวัฒนาการของรัฐและการเปลี่ยนแปลงของระบบการเมืองการปกครอง ในทำนองเดียวกัน จรูญ สุภาพ (2522, 1) ได้นิยามรัฐศาสตร์ว่าเป็น สาขาขององค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ (Social Science) ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับรัฐ ซึ่งกล่าวถึงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การจัดองค์กรทางการเมืองการปกครอง รัฐบาลหรือผู้ใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง และวิธีรดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ โดยความหมายดังนี้ รัฐศาสตร์ จึงเป็นเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับ 3 สิ่งคือ รัฐ สถาบันทางการเมืองการปกครอง และแนวความคิดทางการเมืองการปกครอง

    มองลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับขอบข่ายเนื้อหาของการศึกษารัฐศาสตร์ เราจะได้นิยามความหมายของรัฐศาสตร์ว่าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการปกครองและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำเนิด การรวม การเปลี่ยนแปลง และความเสื่อมของชุมชนการเมืองทั้งหลาย ตอลดจนรูปแบบของการปกครอง กฎเกณฑ์และการปฏิบัติที่ชุมชนต่าง ๆ แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หรือทำการตัดสินใจ รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ ที่ต่อกัน โดยเรื่องสำคัญ ๆ ที่ศึกษาได้แก่เรื่องความรุนแรง การปฏิวัติ การสงคราม ความสงบเรียบร้อย การปกครองแบบประชาธิปไตยและแบบเผด็จการ การเลือกตั้ง การบริหาร หน้าที่พลเมือง การสรรหาผู้นำ ความปลอดภัยของชาติกับองค์การระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ กระบวนการยุติธรรม พรรคการเมือง กลุ่มผลประโยชน์กับพฤติกรรมทางการเมือง การกำหนดนโยบายสาธารณะ อุดมการณ์ทางการเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของฝูงชน (Eulau and March 1975, 5)

    สาขารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สภาวิจัยแห่งชาติ (เดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ 2508, 10) เห็นว่า รัฐศาสตร์คือ การศึกษาเกี่ยวกับรัฐ และวิธีการอันเหมาะสมที่สุด ในอันที่จะปฏิบัติตามวิชาการที่เกี่ยวกับรัฐ ขอบเขตของวิชารัฐศาสตร์จึงรวมถึงส่วนประกอบทุกส่วนในความสัมพันธ์ภายในและภายนอกรัฐ

    ทินพันธ์ นาคะตะ (2541, 3) อธิบายว่า รัฐศาสตร์เป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งสำคัญ ต่าง ๆ ประกอบด้วย กำเนิดและลักษณะของรัฐ สถาบันการเมืองการปกครอง อำนาจ การตัดสินตกลงใจและนโยบายสาธารณะ ระบบการเมือง รวมทั้งการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าต่าง ๆ เพื่อแสวงหาความรู้ความเข้าใจ และหาคำอธิบายต่อปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ บังเกิดขึ้น

    รัฐศาสตร์ในเชิงที่เป็นระเบียบการปกครอง อันแตกต่างไปจากคำว่า “การปกครอง” ที่หมายถึง ตัวกิจการที่ปฏิบัติ รัฐศาสตร์ในประการนี้จึงหมายความถึง ระบบของการปฏิบัติปกครอง โดยการจัดมาตรฐานและระเบียบภายในประชาคม (society) (เกษม อุทยานิน 2513, ข) ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในสาขาสังคมศาสตร์ ที่เป็นวิชาใหญ่ในบรรดาวิชาการว่าด้วยสังคมมนุษย์ (เกษม อุทยานิน 2513, ก)

    ความหมายของรัฐศาสตร์ที่ได้กล่าวถึงข้างต้น ได้สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นศาสตร์ที่มีขอบเขตกว้างขวางของรัฐศาสตร์ ซึ่งผู้เรียบเรียงขอสรุปความหมายของรัฐศาสตร์โดยยึดความหมายดังที่ อานนท์ อาภาภิรม (2545, 2) ได้สรุปให้เห็นไว้ว่า รัฐศาสตร์เป็นการศึกษาเกี่ยวกับที่มาและพัฒนาการของรัฐ (Origin and Development of the State )การอธิบาย การวิเคราะห์และการเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญและรัฐบาล กระบวนการทางการเมือง (Political Process) ระบบกฎหมาย (Law System) บทบัญญัติของรัฐที่ใช้บังคับต่อปัจเจกชน (Individual) และกลุ่มคน (Groups) รวมไปถึงการศึกษาถึงองค์การและกิจกรรมของพรรคการเมือง (Political Parties) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและอุดมการณ์ระหว่างรัฐ การบัญญัติและการควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างรัฐโดยวิธีการของกฎหมายระหว่างประเทศและองค์การระหว่างประเทศ (International Organization) การกล่าวถึงนัยยะความหมายของการศึกษาวิชารัฐศาสตร์อันมีคุณลักษณะในตัวที่เป็นแนวทางการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์เช่นนี้ นอกจากจะช่วยให้เห็นภาพส่วนประกอบของรัฐศาสตร์แล้ว ยังเป็นการปูพื้นฐานแก่ผู้ศึกษาที่จะทำความเข้าใจถึงขอบเขตของการศึกษา และโยงใยไปถึงแนวการศึกษาวิเคราะห์รัฐศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น
    tO |3e ContiNue >>>>>
  3. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้

    ประวัติความเป็นมาของวิชารัฐศาสตร์
    รัฐศาสตร์นั้น กล่าวได้ว่ามีการพัฒนาก้าวหน้ามาจนเป็นวิชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเองโดยเฉพาะ การกล่าวเช่นนี้ย่อมหมายถึงวิชารัฐศาสตร์ได้ผ่านขั้นตอนของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ที่สืบสาวกลับไปถึงสมัยกรีกโบราณเมื่อประมาณ 300-500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช

    สมัยกรีกโบราณ (ancient Greek) ที่ถือเป็นแหล่งสืบค้นเรื่องราวการศึกษาเกี่ยวกับการเมืองและรัฐดังกล่าว เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดนักปราชญ์ทางด้านการเมืองเรียกว่า นักปรัชญาการเมืองที่สำคัญของโลก ได้แก่ เพลโต (Plato , 427-347 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของวิชาทฤษฎีการเมืองและอริสโตเติล (Aristotle,384-322 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ผู้ถือว่าเป็นบิดาของวิชารัฐศาสตร์ตะวันตก

    แนวความคิดที่สำคัญของนักปรัชญาการเมืองกรักโบราณทั้งเพลโตและอริสโตเติลนั้น มุ่งพิจารณาความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างมนุษย์กับรัฐในแง่คิดปรัชญาการเมือง(political philosophy) ด้วยการมองปัญหาสังคมที่เกิดขึ้น การแสวงหาความยุติธรรม และรูปแบบของการปกครองที่ดี โดยมีภารกิจหลักพื้นฐานหรือที่เรียกว่าเจตจำนงค์อันเป็นเป้าหมายทางการเมืองของรัฐและรัฐบาลคือการสร้างสรรชีวิตที่ดีแก่ประชาชนในรัฐ

    ผลงานตามแนวคิดของเพลโต้ปรากฏในงานเขียนอันโด่งดังเรื่อง “อุตมรัฐ” หรือ “Republic” ได้กล่าวถึงรูปเบบการปกครองตามอุดมคติที่จะต้องปกครองด้วยนักปราชญ์ผู้ทรงความรู้และคุณธรรมกล่าวคือ เป็นผู้ที่มีความรู้สูงและรักษาความยุติธรรม หรือที่เพลโต้เรียกว่า “ราชาปราชญ์ (Philosopher King) อุตมรัฐนั้นเองจะเป็นเครื่องมือที่แก้ปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมทางการเมืองของมนุษย์และสถาบันทางการเมือง เ พลโต้เชื่อว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในสังคม เพื่อร่วมกันทำคุณงามความดี โดยหน้าที่สำคัญที่สุดของรัฐก็คือการส่งเสริมให้มนุษย์มีคุณธรรมความดี (virtue) และมีความสุข (happiness) และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่างรัฐจึงจำเป็นต้องมีกฏเกหมายและสถาบันทางการปกครอง กฎหมายมีไว้เพื่อให้บุคคลประกอบความดีละเว้นความชั่ว ส่วนสถาบันการปกครองนั้นมีไว้เพื่อเป็นส่วนส่งเสริมให้การใช้กฎหมายนั้นเป็นไปได้ รัฐในทัศนะของเพลโต้จึงเป้นผลที่สืบเนื่องมาจากความมาสมบูรณ์ของมนุษย์(imperfection of human nature) (อานนท์ อาภาภิรม 2545, 5)

    อริสโตเดิ้ล ลูกศิษย์คนสำคัญที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากเพลโต้ ผู้ได้ให้ฉายาวิชารัฐศาสตร์ว่าเป็นวิชาหรือ “ศาสตร์สถาปัตยสมบูรณ์ลักษณ์” (Architectonic Science) นั้น ได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์แสวงหารูปแบบการปกครองที่เหมาะสม จากรัฐบาลต่าง ๆ ที่ตนได้สังเกตการณ์ซึ่งแตกต่างกันไปตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละรัฐ รวมทั้งได้สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้จากนักปราชญ์รายอื่นและที่สำคัญได้แก่ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มการาช ผู้เป็นลูกศิษย์เอก

    แนวความคิดสำคัญเกี่ยวกับการเมืองการปกครองของอริสโตเติ้ลปรากฎในหนังสือชื่อ “การเมือง” หรือ “Politics” โดยกล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายเป็นอำนาจสูงสุด (Ulitimate Sovereign) มาควบคุมมนุษย์ เนื่องจากอริสโตเติ้ลเชื่อว่ามนุษย์ในสภาพธรรมชาติไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และความต้องการของมนุษย์จะไม่อาบรรลุได้เลยอันหมายความว่าชีวิตมนุย์ไม่อาจสมบูรณ์ได้หากมิได้อยู่ในนครรัฐ (อริสโตเติ้ลหมายถึงนครรัฐกรีก) และระบบการเมืองและมนุษย์จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Aristotle. The politics of Aristotle, ed.And trans. by Ernest Barker 1966 อ้างถึงในทินพันธ์ นาคะตะ 2541, 63-64) และกฎหมายหรือกฎหมายรัฐธรรมนูญเมื่อประกอบกับองค์การรัฐบาลแล้ว จะยังผลให้ประชาชนเกิดความรู้สึกเสมอภาคทั้งในด้านกฎหมายและศีลธรรม ความคิดทางการเมืองในยุคสมัยกรักโบราณที่มุ่งแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการเมืองและรูปเบบการเมืองการปกครองที่ดี มีความยุติธรรมที่สุด เพื่อเอื้อให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีภายในนครรัฐ ได้เป็นแก่นสารัตถะของปรัชญาความคิดทางการเมืองสมัยกรีกโบราณ โดยเฉพาะจากผลงานของเพลโตและอริสโตเติ้ล ดังกล่าว ได้กลายเป็นกรอบความคิดพื้นฐานของการเมือง อันเป็นหัวใจของวิชารัฐศาสตร์ (วิวัฒน์ เอี่ยมไพรวัน 2544, 9) สืบต่อเนื่องมากระทั่งปัจจุบัน และได้ส่งผลให้การศึกษาทางรัฐศาสตร์เติบโตขึ้นมาเป็นลำดับ และท้าทายให้นักคิดนักปราชญ์ทางการเมืองในยุคต่อมา เกิดความสนใจศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์และการเมืองที่แตกต่างมุมมองกันออกไป ตัวอย่างเช่น นักปราชญ์กลุ่มสตอยอิกส์ (Stoic Philosophist) ในยุคโรมันตอนต้น มีทัศนะที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเพลโตและอริสโตเติ้ลที่ว่าชีวิตที่ดีของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้เมื่ออยู่ภายใต้นครรัฐ ซึ่งเป็นการผูกเงื่อนไขในเรื่องความจำเป็นของการมีรัฐและรูปแบบของรัฐไว้กับการมีชีวิตที่ดีของมนุษย์ในรัฐ ในขณะที่นักปราชญ์กลุ่มดังกล่าวเห็นว่า ชีวิตที่ดีของมนุษย์นั้นแท้จริงก็คือความเป็นปัจเจกชนที่ไม่ต้องผูกพันธ์อยู่กับรัฐ เนื่องเพราะรัฐและอำนาจการเมือง เป็นสิ่งที่มนุษย์ สูญเสียเสรีภาพที่มีมาพร้อมกับความเป็นปัจเจกบุคคล รวมทั้งความเสมอภาคในระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เป็นต้น

    ในช่วงระหว่าง 200 ปี ก่อนคริสต์ศักราช จนถึงช่วงราวศตวรรษที่ 4 หรือเรียกว่า ยุคโรมัน วิทยาการความรู้ไม่เพียงเฉพาะรัฐศาสตร์ในเชิงปรัชญา และวิชาการทางสังคมศาสตร์อื่นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นตกอยู่ในภาวะความชะงักงัน ทั่งนี้ด้วยเพราะชาวโรมันไม่ใคร่จะใส่ใจแนวคิดเรื่องปรัชญาทางการเมืองสักเท่าใดนัก แต่ให้ความสำคัญกับงานทางด้านสถาปัตยกรรมหรือเทคนิคการก่อสร้างและงานด้านการเกษตรกรรมเพาะปลูกพืช ในช่วงนี้ องค์ความรู้ที่ได้สั่งสมมาจากยุคกรีกโบราณจึงไม่ได้รับการกล่าวถึงแต่อย่างใด แต่กระนั้น จักรวรรดิโรมันยังนับว่าได้สร้างคุณูปการอันเป็นมรดกแก่วิชารัฐศาสตร์สืบต่อมาได้แก่ หลักกฎหมายหรือหลักนิติศาสตร์ หลักการบริหารราชการหรือการบริหารรัฐกิจตลอดจนแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ และสิทธิธรรมชาติของมนุษย์ (Natural Rights) ของซิเซโร (Cicero) หลักการและแนวคิดเหล่านี้ จรูญ สุภาพ (2522, 3) อธิบายว่า มีรากฐานสำคัญมาจากปรัชญาสตอยอิค (stoicism) ซึ่งถือว่ามนุษย์ทั่งปวงมีความเสมอภาค ภราดรภาพและมีที่มาจากพระเจ้า รวมทั้งการเคารพในคุณค่าของปัจเจกชน (individual) โดยไม่คำนึงถึงฐานทางสังคมของบุคคล อันถือได้ว่าเป็นต้นธารปรัชญาและหลักการการปกครองแบบประชาธิปไตยตะวันตก

    ในยุคกลางหรือยุคสมัยที่คริสตจักร (the Church of Christ) เรืองอำนาจก่อนสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ หรือที่เรียกกันว่า ยุคกลาง อยู่ในช่วงนับจากยุคหลังจักรวรรดิโรมันถึงราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยประมาณ การศึกษาเรื่องรัฐมีความสำคัญลดลงจนเรียกว่ได้เป็นยุคมืดของการศึกษารัฐศาสตร์ เนื่องจากในยุคนี้อิทธิพลทางการปกครองถูกครอบงำโดยอำนาจของศาสนจักร (the Mediaval Hegemony of the Church) หรือการมีอิทธิพลของศาสนจักรหรือผู้นำทางศาสนาในการสถาปนาและถอดถอนกษัตริย์ในยุคกลาง และการเข้ามามีบทบาทบงการนฑโยบายของรัฐรวมถึงการวินิจฉัยข้อโต้แย้งทางการเมืองของศาสนจักรซึ่งเป็นผลมาจากการครอบงำทางความคิดเรื่องการได้มีซึ่งอำนาจการปกครองจากพระผู้เป็นเจ้าของศาสนจักร ดังปรากฎแนวคิดของนักบุญหลายท่านเช่น “ The City of God” ของเซนต์ออกัสติน (St.Augustine) ผลงานของเซนต์โธมัส อะไควนัส (Aquinas) เป็นต้น กระทั่งทฤษฎีการเมือง (political theory) ได้กลายสภาพมาเป็นสาขาหนึ่งของศาสนศาสตร์ (Theology) อย่างไรก็ดี เบอร์นอล (J.D. Bernal 1971, 270)ได้ชี้ให้เห็นว่า แม้ปรัชญาทางรัฐศาสตร์และตกต่ำในสมัยนี้ ภาระหน้าที่ในการพัฒนาความรู้และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ อันรวมไปถึงงานทางวิชาการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะงานเขียนเกี่ยวกับปรัชญาความรู้ทางการเมืองของสมัยกรีกโบราณ ยังคงได้รับการสืบทอดรักษาจนกระทั่งมาเป็นมรดกของโลกในปัจจุบันโดยพวกนักปราชญ์หรือปัญญาชนชาวอาหรับ โดยอาศัยการแปลต้นฉบับมาเป็นภาษาอาหรับที่แพร่หลายในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 8-11 ก่อนที่จะกลับมาฟื้นฟูในยุโรปอีกครั้งหนึ่งในยุคเรเนอซองค์หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

    เป็นที่น่าสนใจกล่าวถึงว่าศาสนจักรสมัยนั้นเข้ามามาบทบาทในปริมณฑลทางการเมืองการปกครองทางโลกได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้พิจารณาได้จากผลงานเขียนของ อนุสรณ์ ลิ่มมณี (2542B, 12-14) ได้ว่า การเติบโตของคริสตศาสนจักรได้แยกรัฐออกจากสังคม จากเดิมเคยเป็นมาในลักษณะคล้ายนครรัฐของกรีกโบราณที่เป็นแบบรัฐสังคมที่ได้กล่าวไปแล้ว และเส้นแบ่งระหว่างรัฐกับสังคมได้ขยายกว้างมากขึ้นในยุคจักรวรรดิโรมันที่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมเป็นไปอย่างเสรี บุคคลมีสิทธิเสรีภาพและเริ่มคิดเรื่องส่วนตัว (private) หรือกล่าวได้ว่ามีความเป็นปัจเจกชนนิยมมากขึ้น ในขณะเดียวกับที่ความคิดทางศาสนาได้กันคนออกจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม อันเป็นเรื่องที่จะต้องเกี่ยวกับรัฐ คนเริ่มมีโลกส่วนตัวที่อสวงหาศาสนามาเป็นเครื่องยืดเหนี่ยวมากขึ้น กระทั่งอำนาจของคริสตจักรได้แทรกซึมไปมีอิทธิพลเหนือจิตใจของผู้คนในสังคม และเริ่มแผ่อิทธิพลอำนาจเชิงปกครองไปยังประชาชนโดยตรง โดยอาศัยระยะเวลาหลายร้อยปีผ่านพีธีกรรมและการตีความหลักการทางศาสนาและการหล่อหลอมกล่อมเกลาความเชื่อทางศาสนาที่คาบเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครอง รวมทั้งการเสนอแนวคิดทฤษฎีทั้งหลายที่เกี่ยวกับอำนาจของศาสนจักรและอำนาจสองฝ่าย (Theories of Dyarchy) โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิสองอำนาจ (Doctrine of Two Powers)ในช่วงศตวรรษที่ 1 ถึงศตวรรษที่ 5 ลัทธิเกี่ยวกับสภาพแห่งจุดมุ่งหมายทางโลก (Doctrine of the Nature of Temporal End)ที่ได้เสนอไว้ในช่วงศตวรรษที่ 13 การยกเลิกอำนาจของฝ่ายอาณาจักรในสมัยสันตปาปา Boniface ที่ 8 ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 14

    แต่อย่างไรก็ดี ศาสนาจักรก็มิได้มีบทบาทในการเมืองการปกครองรัฐและสังคมแต่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายอาณาจักรที่เป็นผู้ปกครองตามระบบฟิวดัล (Feudalism) ก็ยังมีอำนาจส่วนหนึ่งในการปกครองอาณาจักร และได้พัฒนาความเข้มแข็งของกองกำลังทหารมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อจุดประสงค์แรกเริ่มในการคานอำนาจ กระทั่งต่อมาได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ส่วนสำคัญในการริดลอดลดทอนบทบาทและอำนาจของฝ่ายศาสนจักรต่อการแทรกแซงสังคมให้ลดลง นอกเหนือไปจากปัจจัยอีกอย่างน้อย 2 ประการซึ่งได้แก่ การเติบโตขึ้นของแนวคิดเชิงปัจเจกชนนิยมและระบบการผลิตแบบทุนนิยม รวมถึงการตีความศาสนาในแนวทางใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของปัจเจกชนและไม่จัดกับการแสวงหากำไรจากการผลิตของชนชั้นกลาง (bourgeoisie) และการปฏิรูปศาสนาในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 จากการเรียกร้องของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง (Martin Luther King) นักบวชในคริสตจักรชาวเยอรมัน

    ในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (the Age of Renaissance) ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นในประเทศอิตาลีในราวต้นศตวรรษที่ 14 จารการที่บรรดาปัญญาชนในยุคนั้นได้หันกลับมาให้ความสนใจผลงานด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรัชญาการเมืองการปกครอง อุดมการณ์แห่งรัฐและสังคมของกรีกโบราณและโรมันอย่างเอาจริงเอาจัง ความสนใจนี้ได้แพร่หลายออกไปสู่ประเทศทางยุโรปตอนบน ในลักษณะของขบวนการทางศิลปะและวิชาการที่อาศัยรากฐานความรู้ของกรีกโบราณ อาทิ ศิลปกรรม วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา การเมืองการศึกษาและการศาสนา ซึ่งได้ยังผลต่อเนื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดความเชื่อในหมู่ประชากร เบิร์น (Edward Burns 1963, 384) กล่าวว่า ผู้คน ในสังคมยุโรปสมัยนั้นเริ่มมีโลกทัศน์ที่กว้างขวางยึดถือความเชื่อในเรื่องในของการแสวงหาความสุขส่วนบุคคลหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และความเป็นปัจเจกชนนิวม (Individualism) มากขึ้น พร้อม ๆ ไปกับการเติบโตของระบบการผลิตแบบทุนนิยม ซึ่งเกื้อหนุนกับความคิดแบบปัจเจกชนนิยมดังกล่าว ประกอบกับการถูกลดทอนลงของอำนาจพระสังฆราช (pope) และจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Emperor) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดการปฏิรูป(the Reformation) ภายใต้อำราจการปกครองและอำนาจทางการเมืองที่เข้มแข็งของกษัตริย์ที่ได้เติบโตถ่วงดุลอำนาจใหม่ระหว่างอาณาจักรและศาสนจักรในคาบเวลาต่อมา การศึกษารัฐศาสตร์ในยุคนี้จึงได้หวนกลับมามีความสำคัญอีกครั้ง ด้วยการนำองค์ความรู้และผลวารของนักปราชญ์ทางรัฐศาสตร์ในสมัยกรีกโบราณและโรมันมาปัดฝุ่นอีกครั้งดังกล่าว

    วิวัฒนาการของรัฐศาสตร์ได้เดินทางเรื่อยมากระทั่งถึง ยุคใหม่ ซึ่งนับเริ่มตั้งแต่ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ศาสตราจารย์ ดร.บรรพต วีระสัย และอวยชัย ชบา ได้อธิบายว่า ในยุคนี้ วิธีการศึกษาทางรัฐศาสตร์มักไม่สนใจในเรื่องมาตรฐานของความดีหรือความชั่วความควรหรือไม่ควรในทางการเมือง แต่หันไปให้ความสนใจกับการศึกษาปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขี้นเป็นกรณี ๆ ไปหรือที่เรียกกันว่า การศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรม (Behavioralism ดู “BEHAVIORALISM” ) ด้วยการให้ความสำคัญกับแหล่งข้อมูลที่ได้จาการรวบรวมเชิงประจักษ์และผ่านกระบวนการแสวงหาความรู้ที่อิงแนวคิด ทฤษฎีหรือข้อสรุปทั่วไป(Generalization) มากกว่าในยุคแรกที่เป็นการศึกษาเชิงปรัชญาทางการเมือง (บรรพต วีระสัย และอวยชัย ชบา 2525, 16)โดยมุ่งพิจารณาเป้าหมายต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหรือการเสนอแนะรูปแบบการประพฤติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น 16 นี่เป็นสิ่งที่อธิบายให้เห็นได้ว่าเหตุใดการศึกษารัฐศาสตร์โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงมุ่งเน้นไปในเรื่องของการศึกษาปรากฎการณ์และพฤติกรรมทางเมือง

    การลำดับวิวัฒนาการของการศึกษาหรือความเป็นมาของวิชารัฐศาสตร์ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น เราอาจสรุปเป็นหัวข้อการแบ่งวิวัฒนาการของการศึกษารัฐศาสตร์ออกเป็น 4 สมัยด้วยกัน ดังที่ ทินพันธ์ นาคะตะ (2541, 14-17) ได้เสนอดังนี้

    1. สมัยที่ศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาทางศีลธรรมทั่วไป

    ในสมัยนี้ นับเนื่องจากสมัยกรีกโบราณจนถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นเวลายาว นานประมาณ 2,500 ปี ลักษณะสำคัญของการศึกษารัฐศาสตร์ยุคนี้คือวิชาการเมืองยังคงรวมศึกษาอยู่ในการศึกษาเกี่ยวกับสังคมทั่วไป จึงยังไม่ปรากฎสาขาวิชาย่อยใด ๆ ของศาสตร์ว่าด้วยดารเมืองเช่นในสมัยปัจจุบัน การศึกษาได้เน้นในเรืองความเป็นมาของความคิดทางการเมืองในสังคมตะวันตก โดยในสายตัวของนักรัฐศาสตร์ที่ศึกษาแบบเน้นความเป็นศาสตร์ รัฐศาสตร์ในยุคนี้มิได้มีความเป็นศาสตร์อันแท้จริงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเนื้อหาสาระของวิชาส่วนใหญ่จึงประกอบด้วยหัวข้อที่มีความสัมพันธ์กันน้อย ขาดแนวคิดทางทฤษฎีที่ชัดเจนและขาดระเบียบวิธีการศึกษาที่รัดกุม โดยมีลักษณะเป็นการรวบรวมการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาสังคมในสมัยหนึ่ง ๆ ซึ่งไม่ค่อยซ้ำแบบกันมาศึกษาเท่านั้น

    2. สมัยการศึกษาในเรื่องทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐ

    การศึกษารัฐศาสตร์ในยุคนี้กล่าวได้ว่าเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการศึกษารัฐศาสตร์ที่เน้นวิชาการเมืองที่มีลักษณะเป็นศาสตร์ โดยมีนักคิดสำคัญชื่อศาสตราจารย์เบอร์เกส (J. W.Burgess) ร่วมกับนักคิดหลายท่านเป็นผู้นำแนวทางการศึกษาแบบปฏิฐานนิยม (Positivism)ของเจเรมี่ เบนแธม (Jeremy Bentham) และออสติน แรนนี่ (Austin Ranney) มาปรับใช้ในการศึกษาความเป็นไปไม่เกี่ยวกับรัฐ นับจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จึงเริ่มปรากฎตำราต่าง ๆ ทางรัฐศาสตร์อย่างมากมายหลากหลาย โดยเน้นความสนใจศึกษาในเรื่องความก้าวหน้าของกฎหมาย ข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับการปกครองแบบต่าง ๆ อำนาจที่เป็นทางการของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และศาล ประกอบควบคู่กับการศึกษาเรื่องปรัชญาการเมืองโบราณเป้าหมายของการปกครองและเป้าหมายของรัฐ และเน้นศึกษาความเป็นจริงทางการเมืองต่าง ๆ มากขึ้น

    3. สมัยการศึกษารัฐศาสตร์เชิงอำนาจ หรือระยะที่สาม

    การศึกษาการเมืองในยุคนี้ได้เน้นความสนใจศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มต่าง ๆ ที่ต่อสู้แข่งขันกันเพื่อมีอำนาจทางการเมือง จวบจนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือราวปลายคริสต์ทศวรรษ 1940 ความประการนี้พิจารณาจากแนวคิดของนักวิชาการสำคัญบางท่านได้แก่ เบนท์ลี่ (Bently) และทรูแมน (Truman) ที่เห็นว่ากิจกรรมทางการเมืองเป็นปรากฎการณ์ของกลุ่มหรือการเมืองเป็นเรื่องของความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มต่าง ๆ หรือเป็นการศึกษาที่เน้นในเรื่องกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งเป็นความพยายามอธิบายว่าการเมืองเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ เพื่อมีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือการปกครองและนโยบายสาธารณะ อันเป็นการขยายขอบเขตของการศึกษาให้กว้างขวางมากขึ้นไปกว่าการยึดหลักกฎหมายและสถาบันที่มีอยู่ในสังคม ในระยะนี้เอง การศึกษาวิชารัฐศาสตร์ได้ประกอบไปด้วยเรื่องปรัชญาทางการเมือง กฎหมายมหาชน การปกครองภายในประเทศรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารรัฐกิจ การปกครองเปรียบเทียบและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศความก้าวหน้าเช่นนี้ส่งผลประการสำคัญต่อการศึกษารัฐศาสตร์ในเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งมีทฤษฎีต่าง ๆ สำหรับเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเน้นในการปฏิบัติที่สนใจศึกษาปัญหาต่าง ๆ ของสังคม

    4. สมัยการศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมศาสตร์(Behavioralism)

    เป็นยุคที่การศึกษารัฐศาสตร์มีพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวคือ เป็นการศึกษารัฐศาสตร์โดยหันมาให้ความสนใจอธิบายสาเหตุของปรากฎการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ มีการนำเทคนิคในเชิงศาสตร์(Science) อย่างมีแนวคิดและทฤษฎีเป็นกรอบกำหนดความสัมพันธ์ของสิ่งที่ศึกษามาศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองของตัวบุคคล เช่น การศึกษาทัศนคติ สิ่งจูงใจ ค่านิยมแทนการศึกษาในรัฐศาสตร์ในเชิงโครงสร้างและสถาบัน ซึ่งมีผลทำให้วิชาการเมืองหรือรัฐศาสตร์ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นศาสตร์เชิงวิเคราะห์มากขึ้น การศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมศาสตร์นี้ กล่าวได้ว่าเป็นแนวทางการวิเคราะห์ที่แตกต่างไปจากแนวการศึกษาในรัฐศาสตร์แบบเก่า (Traditional Method) ซึ่งเป็นการใช้แนวทางการวิเคราะห์รัฐศาสตร์ด้วยปรัชญาทางการเมืองคลาสสิค อันจัดว่าเป็นวิธีการที่ถือว่าเก่าแก่ที่สุด และมีลักษณะสำคัญเน้นในการประเมินค่าทางการเมือง การวินิจฉัยสถาบันหรือวิธีดำเนินการทางการเมืองว่าอย่างไรดี อย่างไรเลว อย่างไรจึงจะยุติธรรม และนำไปสู่การมีชีวิตที่ดีของประชาชน 22 ด้วยการอนุมาน (deductive) มากกว่าการพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผล (rationlity) เช่นที่ได้กล่าวถึงแนวความคิดของเพลโต้และอริสโตเติ้ลเป็นตัวอย่างการใช้รูปแบบการประเมินหรือการวินิจฉัยคุณค่าด้วยแนวคิดของนักปรัชญาการเมืองเช่นนี้ได้ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งจากนักวิชาการรุ่นใหม่ที่แสวงหาความเป็นสากลและความน่าเชื่อถือในความรู้ของรัฐศาสตร์

    ด้วยเหตุนี้ในปี 1920 นักรัฐศาสตร์อเมริกันบุคคลสำคัญซึ่งสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก้ชื่อชาร์ลส์ เมอร์เรี่ยม (Charles E.Merrian) จึงได้นำเสนอรูปแบบการวิเคราะห์ทางการเมืองแบบพฤติกรรมขึ้น โดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแสวงหาความรู้สำหรับทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฎการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะ พฤติกรรมทางการเมืองของปัจเจกบุคคลอย่างเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งมีขอบเขตตั้งแต่การใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์แบบที่ไม่เคร่งครัดมากนัก เพียงแต่มีลักษณะของการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantification) ที่เป็นระบบและใช้การสังเกตการณ์ ไปจนถึงการใช้หลักการและสมมติฐานทางการวิจัยอย่างรัดกุมสมบูรณ์แบบมากกว่าการเป็นประเด็นทางปรัชญาโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัมนาข้อสรุปทั่วไปที่สร้างขึ้นจากข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Generalization) และสร้างทฤษฎีที่เป็นระบบ (Systematic Theory) หรือมีทฤษฎีไว้เป็นแนวทางที่ใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ นำไปอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมือง อันได้รับการกล่าวถึงว่าจะเป็นผลดีต่อวิชารัฐศาสตร์เป็นอันมาก ดังความเห็นของอีสตัน (David Eastion) นักรัฐศาสตร์ชื่อก้อง เจ้าของแนวคิดทฤษฎีระบบ ในสารานุกรม Intermational Encyclopedia of Social Science (1968) และยังช่วยให้นักรัฐศาสตร์สามารถมุ่งความสนใจศึกษาปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่มีความสำคัญต่อสังคม และศึกษาได้ง่ายขึ้น เช่น การศึกษาพฤติกรรมในการออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน เป็นต้น

    การศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมมีความหมายเช่นไร จำเป็นเพียงไหนและมีลักษณะอย่างไร จะได้กล่าวถึงไว้โดยสังเขปเพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้ศึกษาดังนี้

    การศึกษารัฐศาสตร์ในรูปแบบพฤติกรรมศาสตร์นั้นกล่าวได้ว่าเริ่มต้นกล่าวถึงกันนับแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา โดยอิทธิพลของแนวคิดปฏิฐานนิยมเชิงตรรก (Logical Positivism) ที่ได้ฝังรากลึกลงในการศึกษาวิทยาการทางสังคมศาสตร์อย่างกว้างขวาง ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ช่วยให้เกิดการวางกรอบความคิดทฤษฎีและขอบเขตของการศึกษาสาขาต่าง ๆ รวมทั้งรัฐศาสตร์ที่ชัดเจนสอดคล้องกับความคิดและสิ่งที่ศึกษาในแต่ละเรื่อง หรือช่วยสร้างรูปแบบวิธีการศึกษาที่เป็นที่ยอมรับกันถึงความเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ 23 อันส่งผลให้การศึกษาในแบบปรัชญาและแนวนิติสถาบัน ซึ่งไม่มีรูปแบบและไม่สามารถพิสูจน์โดยหลักทางตรรกศาสตร์ได้ถูกกีดกันออกไปจากวงการวิชาการรัฐศาสตร์ในสังคมตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจาก ค.ศ. 1950 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสนใจอย่างเข้มข้นและความพยายามในการผลักดันให้การศึกษารัฐศาสตร์เป็นการศึกษาที่อิงวิทยาศาสตร์ ดังกล่าวได้เปิดทางให้ปรัชญาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Natural Science) เข้ามามีอิทธิพลของการศึกษารัฐศาสตร์เชิงพฤติกรรมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลต่อการศึกษาและวิเคราะห์การเมือง (Gabriel A. Almond 1990, chapter 2) ที่ยังได้รับความนิยมมาจนปัจจุบัน

    tO |3e ContiNue >>>>>
  4. ขอบคุณ
    ความเห็นนี้