|
บทความโดย จากคอลัมน์ Lifestyle > เรื่องน่ารู้ไลฟ์สไตล์ เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม การปฎิรูประบบการเงินเพื่อการอุดมศึกษา ระบบการเงินอุดมศึกษาในปัจจุบันเป็นระบบที่ไม่เสมอภาคและไม่ยุติธรรม เนื่องจากผู้เรียนในสถานศึกษาส่วนใหญ่ซึ่งมีฐานะทางเศรษกิจและสังคมดีกว่าคนที่ไม่มีโอกาสเข้าเรียน และเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการอุดมศึกษาสูง มีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่ำ ในขณะที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน และไม่มีโอกาสเข้าเรียนถึงระดับอุดมศึกษาต้องเสียภาษีเพื่ออุดหนุนค่าใช้จ่ายแก่ผู้เรียนเหล่านี้
ระบบการเงินดังกล่าวเป็นระบบที่ผู้รับบริการทางการศึกษาไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ในขณะที่ผู้เสียค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้รับบริการทางการศึกษา จึงไม่มีประสิทธิภาพ เพราะไม่มีความตระหนักในต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่ได้ใช้เงินอย่างคุ้มค่ากับการลงทุนที่เสียไป เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้แบกภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง
การจัดสรรเงินทุนด้านอุปทาน ( supply side financing ) ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ยังทำให้สถาบันศึกษาจัดการศึกษาตามความพร้อมและความต้องการของสถาบันมากกว่าการผลิตบัณฑิตให้ตอบสนองความต้องการกำลังคนของประเทศ อีกทั้งการจัดสรรเงินโดยไม่ผ่านด้านอุปสงค์ตามความต้องการของผู้เรียนยังทำให้ไม่เกิดการแข่งขันกันพัฒนาคุณภาพเพื่อดึงดูดผู้เรียนและทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
นอกจากนั้น การจัดสรรเงินให้แก่สถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นจำนวนมาก ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาของเอกชนไม่ได้รับการอุดหนุนเลย ทำให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐได้อย่างทัดเทียมกันประกอบกับมาตราการทางภาษีไม่เอื้อต่อการลงทุนจัดการศึกษาและการเลือกปฎิบัติต่อภาคเอกชน ทำให้ภาคเอกชนไม่มีแรงจูงใจในการเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และทำให้การระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาให้ตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังทำให้ไม่สามารถพัฒนาคุณภาพให้ดีขึ้นได้ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดในการระดมทรัพยากรจากผู้เรียน และภาคเอกชนทำให้ระบบอุดมศึกษาไม่มีทุนที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพได้อย่างเพียงพอ
ด้วยเหตุผลนี้ จึงจำเป็นต้องมีการปฎิรูประบบการเงินอุดมศึกษา เพื่อให้มีการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพคุ้มค่ากับเงินลงทุน สามารถผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพตอบสนองความต้องการในการพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษกิฐและสังคมและก่อให้เกิดความเสมอภาคเป็นธรรม
หลักการในการปฎิรูประบบการเงินอุดมศึกษา 1.ปรับเปลี่ยนระบบการเงินอุดมศึกษาจากเดิมที่เป็นการสนองทุนผ่านด้านอุปทานเป็นหลัก ( supply side financing ) มาเป็นการสนองทุนทางด้านอุปสงค์ ( demand sinde financing ) ให้มากขึ้น โดยผ่านระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.หรือ ICL )
2.ให้ผู้เรียนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาให้เหมาะสมกับผลประโยชน์ที่ได้รับ โดยคำนึงถึงความต้องการในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการจ่ายของผู้เรียน โดยจัดให้มีกองทุน กรอ. เพื่อให้นักศึกษามีสิทธิเรียนก่อนผ่อนทีหลังตามความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการจ่าย เพื่อไม่ให้การเงินเป็นอุปสรรคในการเรียน
3.รัฐยังคงรับภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการอุดมศึกษาไม่น้อยกว่าเดิม เพื่อให้ระบบอุดมศึกษามีเงินสำหรับการจัดการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพมากขึ้น
4.ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารจัดการอุดมศึกษา โดยลดการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆของสังคม โดยเฉพาะภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการการศึกษา โดยพึงปฏิบัติต่อสถานศึกษาของรัฐและเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน และดำเนินการให้สถานศึกษามีการบริหารจัดการที่ดี มีความอิสระในการดำเนินงาน และมีการแข่งขันเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศ
หลักการดังกล่าวข้างต้น จะทำให้การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษามีทรัพยากรเพิ่มขึ้นสามารถรับคนเข้ามาเรียนในระบบอุดมศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการได้มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยแก้ปัญหาความไม่เสมอภาค และไม่เป็นธรรม ทำให้การกระจายตัวของผู้เรียนที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้การจัดการศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้นในขณะที่คุณภาพของการศึกษามีความแตกต่างกันน้อยลง
แนวทางปฏิรูประบบการเงินอุดมศึกษา แนวทางการปฏิรูปตามหลักการข้างต้น ประกอบไปด้วยการปฏิรูประบบงบประมาณการเงินเพื่ออุดมศึกษา การพัฒนาระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต และการพัฒนาระบบการติดตามและรับชำระหนี้เงินกู้โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1.ระบบงบประมาณการเงินเพื่อการอุดมศึกษา การจัดระบบเพื่อการเงินอุดมศึกษาในระบบใหม่ เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการอุดหนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษา จากเดิมที่เป็นการสนองทุนผ่านด้านอุปทานหรือสถานศึกษาเป็นหลัก มาเป็นการสนองทุนผ่านด้านอุปสงค์หรือผู้เรียน ทำให้ระบบ วิธีการ/ขั้นตอน และกระบวนการในระบบการเงินอุดมศึกษาเปลี่ยนไป ซึ่งหากนำระบบกองทุนกรอ. มาใช้ รัฐจะให้เงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยผ่านกองทุน กรอ. โดยให้สถาบันการศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการ รัฐทำหน้าที่เพียงกำกับ นโยบาย แผน คุณภาพ มาตรฐาน ส่งเสริม/สนับสนุนและให้ข้อมูลแก่ผู้ปกครองและนักศึกษาเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกเข้าเรียนในสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ
2.ระบบกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต ระบบกองทุน กรอ. เป็นระบบที่จะช่วยให้ผู้ที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าเรียนมีโอกาสได้เรียนโดยไม่มีอุปสรรคทางการเงินระบบดังกล่าวครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย จำนวนเงินกู้ และการให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ยากจน ดังนี้
ผู้ที่มีสิทธิขอกู้เงิน กรอ. ในปีการศึกษา 2549 นักศึกษาที่มีความรู้ความสามารถที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 ของสถาบันการศึกษาระดับอนุปริญญา(รวม ปวส.) และปริญญาตรี หลักสูตรปกติ มีสิทธิขอเงินกู้ กรอ. ทุกคน สำหรับปีต่อไป ผู้มีสิทธิขอเงินกู้ กรอ. จะค่อยๆขยายไปในชั้นปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4 ตามลำดับ ส่วนนักศึกษาเก่าที่เคยกู้เงิน กยศ. อยู่เดิม ยังคงให้เงินกู้ กยศ. ต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษา โดยใช้หลักเกณฑ์ และวิธีการเหมือนเดิมจนกว่าจะสำเร็จหรือออกจากระบบการศึกษา สำหรับนักศึกษาที่ไม่กู้ยืมเงิน กรอ. และจ่ายค่าเล่าเรียนเป็นเงินสดในทันที จะได้รับส่วนลดค่าเล่าเรียน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ที่มีเงินเลือกที่จะไม่กู้เงินเพื่อที่รัฐจะได้นำเงินไปเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ด้อยโอกาส
จำนวนเงินกู้ กรอ. รัฐจะให้เงินกู้ กรอ. ตามอัตราค่าเล่าเรียนมาตรฐาน ซึ่งจะกำหนดให้แตกต่างกันตามต้นทุนค่าใช้จ่ายของแต่ละกลุ่มสถาบันกลุ่มสาขาวิชา ผลประโยชน์ตอบแทนที่ผู้เรียนจะได้รับและความต้องการการผลิตกำลังคนเพื่อตอบสนองการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้ในปีการศึกษา 2549 สัดส่วนการร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในภาพรวมระหว่างรัฐและผู้เรียนจะเท่ากับร้อยละ 50:50 ของค่าใช้จ่ายดำเนินการต่อจำนวนนักศึกษาเต็มเวลา ซึ่งเมื่อจำแนกเป็นรายกลุ่มสาขาวิชา สัดส่วนการร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะแตกต่างกันตามนโยบายของรัฐในการผลิตคน เพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยสาขาวิชาที่เป็นความต้องการ เช่น สาขาแพทยศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีรัฐจะให้การอุดหนุนผู้เรียนในสัดส่วนที่สูงกว่าสาขาที่ไม่เป็นที่ต้องการหรือผลิตมากเกินความต้องการ เพื่อจูงใจให้ผู้เรียนมาเข้าเรียนในสาขาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมากขึ้น
การให้ความช่วยเหลือนักศึกษาที่ยากจน นักศึกษาที่ยากจน นอกจากจะได้รับเงินกู้ค่าเล่าเรียนจากกองทุน กรอ. แล้ว ยังจะได้รับเงินทุนให้เปล่าเป็นค่าใช้จ่ายในการครองชีพระหว่างเรียน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาก็จะมีส่วนช่วยเหลือนักศึกษาเหล่านี้ โดยการส่งเสริมนักศึกษายากจนที่มีความสามารถในการเรียนและทำให้คนเหล่านี้มีโอกาสเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เกณฑ์ความยากจนจะดูจากองค์ประกอบต่างๆ เช่น เส้นความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เพื่อให้เงินทุนเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้เรียนที่ยากจนจริงๆ
3.ระบบการติดตามและการชำระหนี้ กรอ. ระบบการติดตามและชำระหนี้ กรอ. เป็นระบบที่คำนึงถึงความสามารถในการหารายได้และความสามารถในการจ่ายของผู้กู้โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้
ระยะเวลาที่เริ่มชำระหนี้เงินกู้หลังออกจากระบบการศึกษาและระยะการชำระเงินคืน ไม่มีระยะที่แน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาวะการมีงานทำและรายได้ของผู้สำเร็จการศึกษาหรือผู้ที่ออกจากระบบการศึกษาถ้าไม่มีงานทำหรือมีงานทำแต่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด ก็ยังไม่ต้องชำระคืน ต่อเมื่อมีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องชำระหนี้จึงเริ่มชำระคืนเงินกู้และในระหว่างนั้นหากผู้กู้ว่างงาน ก็สามารถพักชำระหนี้เงินกู้ได้ จนกว่าจะหางานได้ใหม่และมีรายได้ถึงเกณฑ์การชำระหนี้จึงชำระคืนเงินกู้ต่อไป
เกณฑ์รายได้ขั้นต่ำที่เริ่มต้นชำระคืนเงินกู้ เกณฑ์ชำระหนี้เงินกู้จะเริ่มที่ระดับรายได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท
อัตราดอกเบี้ย มีการคิดดอกเบี้ย กรอ. แต่จะมีการปรับมูลค่าของหนี้เงินกู้ตามอัตราเงินเฟ้อ หรือดัชนีราคาค่าครองชีพในแต่ละปีเพื่อให้มูลค่าของหนี้เงินกู้คงเดิม
หลักประกันในการชำระหนี้เงินกู้ ไม่มีหลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน อาศัยเพียงความสามารถในการหารายได้ในอนาคตของผู้กู้เป็นหลักประกันในการชำระหนี้ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้หมดและเกิดหนี้สูญ อันเนื่องมาจากไม่มีงานทำหรือถึงแก่กรรมหรือทุพพลภาพจนไม่สามารถทำงานได้ก็ให้ถือว่าเป็นการสิ้นสุดหนี้เงินกู้ โดยไม่ต้องให้บุคคลอื่นมาชดใช้หนี้แทน รัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สูญดังกล่าว โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะทำให้เกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจเพื่อรองรับผู้สำเร็จการศึกษาในขณะที่สถาบันการศึกษาก็ต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบในการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ และมีความสามารถในการหางานทำเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงตนเองและชำระคืนได้
อัตราการชำระคืนหนี้เงินกู้ อัตราการชำระคืนหนี้เงินกู้จะแปรผันตามระดับรายได้ของผู้กู้ และปรับเพิ่มขึ้นในอัตราก้าวหน้าตามระดับรายได้ที่สูงขึ้นซึ่งเป็นไปตามหลักความสามารถในการจ่าย ( ability to pay ) โดยเริ่มต้นจากอัตราขั้นต่ำที่กำหนดในเบื้องต้นประมาณร้อยละ 1 ของเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำ ที่เริ่มต้นชำระหนี้เงินกู้ และจะปรับเพิ่มในอัตราที่สูงขึ้นเมื่อผู้กู้มีรายได้มากขึ้น ตามลำดับ
การให้ส่วนลดแก่ผู้ชำระหนี้เงินกู้เกินกว่าอัตราที่กำหนด ในกรณีที่ผู้ชำระเงินกู้เกินกว่าอัตราที่กำหนด ผู้กู้จะได้รับส่วนลดโดยการหักเงินต้นของผู้กู้ในจำนวนที่มากกว่าจำนวนเงินที่ผู้กู้ชำระคืน เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้กู้ชำระเงินคืนเร็วขึ้น
หน่วยงานที่ติดตามและรับชำระหนี้เงินกู้ กรมสรรพากรจะเป็นผู้รับชำระหนี้จากผู้กู้ในลักษณะเดียวกันกับการชำระภาษีเงินได้ รวมทั้งเป็นผู้ติดตามผู้กู้เมื่อผู้กู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด โดยประสานการดำเนินงานร่วมกับสำนักงานกองทุน กรอ. ซึ่งจะรับผิดชอบการติดตามผู้กู้ที่กรมสรรพากรติดตามไม่ได้มาชำระหนี้เงินกู้ผ่านกรมสรรพากรต่อไป
:: ( S O U R C E : icl.or.th )* :: บทความโดย จากคอลัมน์ Lifestyle > เรื่องน่ารู้ไลฟ์สไตล์ เว็บไซต์เด็กดีดอทคอม
|