พิษยาพารา...ใครว่าธรรมดา

 

 

        สวัสดีจ้ะ น้องๆ ชาว Dek-d.com เปิดเทอมกันแล้ว เรียนหนัก การบ้านเยอะปวดหัวกันบ้างหรือเปล่าจ๊ะ พี่นัทเชื่อว่าน้องๆ ชาว Dek-d.com ส่วนใหญ่คงเคยทานยาพารากัน เวลาปวดหัวใช่หรือเปล่าจ๊ะ พี่นัทเองก็เหมือนกันจ๊ะ แต่ว่าน้องๆ ทราบหรือเปล่าจ๊ะว่า ยาพาราทานมากก็มีผลร้านต่อร่างกายเราเหมือนกัน วันนี้พี่นัทมีสาระดีๆมาฝากน้องๆ ชาว Dek-d.com กันจ้า



 

        พิษของยาพารา...ใครว่าธรรมดา


 

        ในสมัยโบราณมีการใช้เปลือกต้นหลิว (willow) เป็นยาลดไข้ (antipyretic) และมีการค้นพบสารเคมีในเปลือกต้นหลิวคือ ซาลิซิน (salicins) ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นแอสไพริน (aspirin)ได้ นอกจากนี้ยังค้นพบว่าในเปลือกซิงโคนา (cinchona) มีควินิน (quinine) ที่มีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ได้ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นยารักษามาลาเรีย

        ในปี ค.ศ. 1880 เกิดภาวะขาดแคลนต้นซิงโคนา จึงได้มีคนพยายามที่จะหาทางเลือกสำหรับยาลดไข้ จนมีการค้นพบยาลดไข้ตัวใหม่คือ
         • ปี ค.ศ. 1886 พบ อะซิตานิไลด์ (acetanilide)
         • ปี ค.ศ. 1887 พบ ฟีนาซิตีน (Phenacetin) 

        ขณะเดียวกันในปี ค.ศ. 1873 ฮาร์มอน นอร์ทรอป มอร์ส (Harmon Northrop Morse) ก็สามารถสังเคราะห์ พาราเซตามอล โดยปฏิกิริยารีดักชั่น พารา-ไนโตรฟีนอล (p-nitrophenol) กับดีบุกในกรดอะซิติก (acetic acid) แต่ก็ยังไม่มีการนำพาราเซตามอลมาใช้เป็นยาลดไข้ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1893 ได้มีการตรวจพบพาราเซตามอลในปัสสาวะของผู้ที่ใช้ยาฟีนาซิตีน และยังค้นพบว่าอะซิตานิไลด์ จะถูกเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอลในร่างกายก่อนจึงสามารถออกฤทธิ์ลดไข้ได้ในปี ค.ศ. 1899 

        เนื่องจาก พาราเซตามอล (paracetamol) หรือ อะเซตามิโนเฟน (acetaminophen) เป็นยาบรรเทาอาการปวด (analgesics) ไม่มีผลข้างเคียงเรื่องการระคายเคืองผนังกระเพาะอาหาร และการแข็งตัวของเลือดเหมือนยากลุ่มเอ็นเซด (non-steroidal anti-inflammatory; NSAIDs) เช่น ยาแอสไพริน ยาไอบูโพรเฟน (ibuprofen) หากใช้ในขนาดการรักษาปกติ ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่ค่อยรู้พิษสงของยานี้เท่าไหร่ นอกจากนี้ยังสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ เป็นเหตุให้ปริมาณการใช้ยาตัวนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พาราเซตามอลกลายเป็นยาประจำบ้านที่ขายดิบขายดี เป็นอะไรก็กินแต่พาราเซตามอล ปวดศีรษะ ไข้หวัด ก็พาราเซตามอล ปวดหลัง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ก็พาราเซตามอล ยิ่งกว่านั้นบางรายปวดท้อง เวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ก็กินพาราเซตามอล ซึ่งพาราเซตามอลก็คงไม่ได้ช่วยอะไร ทำได้แค่ให้สบายใจขึ้นเพราะได้กินยาแล้ว บ้างก็มัวแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมไปหาหมอรักษากัน พลอยทำให้โรคที่เป็นลุกลามมากขึ้น ต้องเสียเงินรักษามากขึ้นโดยใช่เหตุ

         ในหลายประเทศได้แก่ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้มีการสำรวจวิจัยพบว่ามีการใช้ ยาพาราเซตามอลเกินขนาดมากขึ้นทุกปี และมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากการเกิดพิษของพาราเซตามอลจำนวนมาก จนน่าตกใจจนต้องออกมารณรงค์ให้ใช้ยาพาราเซตามอลเฉพาะเมื่อมีความจำเป็น และเผยแพร่ความรู้เรื่องพิษของยาให้ประชาชนตระหนักมากยิ่งขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ วิทยุ ใบปลิว เอกสารกำกับยา หรืออินเตอร์เน็ต


 

   

 

        อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตามอล ที่พบได้มากที่สุด คือ พิษต่อตับ ทำให้ตับวาย รองมาเป็นเรื่องของการเกิดปฏิกิริยากับยาอื่น หรือตีกับยาอื่นนั้นเอง ซึ่งเกิดขึ้นจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ

 

        -•- ที่เกิดจากความตั้งใจ ทุกคนคงทราบกันดี นั่นคือ การกินพาราเซตามอลประชดชีวิต การฆ่าตัวตาย ซึ่งบางรายก็แค่ต้องการประท้วง เรียกร้องความสนใจ นึกว่าพิษของพาราเซตามอลเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้นเพราะพาราเซตามอลจะทำให้ตับเสียการทำงานหรือตับวายได้ ซึ่งหากได้รับยาต้านพิษไม่ทันเวลาก็จะทำให้เสียชิวิตได้

 

        -•- ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจ เนื่องจากพาราเซตามอลที่ผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันนั้นมีหลายรูปแบบ หลายความแรง หลายยี่ห้อ ซึ่งเป็นการยากที่ประชาชนทั่วไปจะทราบ ได้แก่ รูปของยาเม็ด ยาน้ำเชื่อม และการนำพาราเซตามอลไปผสมกับยาอื่นๆ ได้แก่ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาแก้หวัด ยาแก้ปวด เป็นต้น ทำให้เกิดการกินยาซ้ำซ้อน โดยไม่รู้ตัว หากเป็นระยะเวลาไม่นานแค่ 2 ถึง 3 วันก็ยังพอไหว หากระยะเวลานานเป็นเดือนการเกิดพิษต่อตับคงเกิดอย่างแน่นอน ดังนั้นทางที่ดี ก่อนกินยาอะไรควรอ่านฉลากยาให้ละเอียดเสียก่อน และหากไม่แน่ใจว่าเป็นยาอะไร เป็นยาสูตรผสมหรือไม่ ก็ควรปรึกษาเภสัชกร หรือแพทย์ก่อนทุกครั้ง

 

        เรื่องที่น่าคิดอีกเรื่อง คือ การกินพาราเซตามอลร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า ไวน์ รัม ยีน หรือ เบียร์ เพราะตัวแอลกอฮอล์เองเป็นที่ทราบกันดีว่าหากได้รับในปริมาณมาก หรือต่อเนื่องกันนานๆ ก็ทำให้เกิดภาวะตับแข็ง ตับวายได้ หากกินร่วมกับพาราเซตามอลก็จะเท่ากับเป็นการเหยียบคันเร่งให้ตับพังได้เร็วยิ่งขึ้น คณะกรรมการอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกกฎหมายให้มีการพิมพ์คำเตือนบนฉลากยาพาราเซตามอลว่า“ ห้ามรับประทานร่วมกับเครื่องดื่มที่ผสม แอลกอฮอล์ ” เนื่องจากเกิดคดีพิพากษาเกี่ยวกับการกินยาพาราเซตามอลร่วมกับไวน์เป็นประจำของชาวเวอร์จิเนียรายหนึ่งจนทำให้ตับวาย จนต้องมีการปลูกถ่ายตับใหม่ บริษัทผู้ผลิตยาแพ้คดีต้องจ่ายเงินชดใช้ถึง 8 ล้านดอลลาร์

        เรื่องสุดท้ายที่อยากจะเตือนคุณผู้อ่านก็คือ เรื่องของยาตีกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แต่เดิมไม่เคยมีใครคิดถึงเรื่องนี้เลย คิดว่าพาราเซตามอลเป็นยาสามัญประจำบ้าน ไม่มีพิษสงอะไร ไม่ตีกับยาอื่น แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้วเนื่องจากระยะหลังนักวิจัยได้ให้ ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะคนใช้ยาพาราเซตามอลมากขึ้น ยังกับพาราเซตามอลเป็นขนมอย่างนั้นแหละ ตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันพบเองก็คือ พาราเซตามอลตีกับยาต้านการแข็งตัวของเลือดตัวหนึ่งในผู้ที่เป็นเลือดข้น กล่าวคือพาราเซตามอลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลงได้หากได้รับในปริมาณมาก อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเท่ากับไปเสริมฤทธิ์ของยาต้านการแข็งตัวของเลือดจนทำให้ผู้นั้นเกิดเลือดออกผิดปกติขึ้น



 

         ทางที่ดีคุณควรใช้ยาพาราเซตามอลเท่าที่จำเป็นในขนาดการรักษาปกติ คือ ยาพาราเซตามอล 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (เช่น น้ำหนัก 50 กิโลกรัม ก็กินแค่ยาเม็ดขนาด 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด ก็เพียงพอ) และหากไม่มีอาการแล้วก็ควรหยุดกินยาทันที หรือหากใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลาประมาณ 3-4 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยเพิ่มเติมจะดีกว่าเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง น้องๆ ชาว Dek-d.com ที่รับประทานยาพาราบ่อยๆ ก็ควรรับประทานยาตามที่คุณหมอแนะนำนะจ๊ะ


 

 

 

พี่นัท ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร HealthToday และภาพจากsongkhoe.net.vn

 

 

 



Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

28 ความคิดเห็น

กำลังโหลด
กำลังโหลด
❀�wMl' TEdDY Member 27 มิ.ย. 52 11:50 น. 3
พึ่งจะเอาใส่ปากเมื่อตะกี้เอง
ไข้ขึ้นตั้ง 38 เลยต้องกิน 
เรากินไทลินอลลดไข้อ่ะ *_*"


พารานี่ก็น่ากลัวเนอะ
อ่านฉลากกันดีๆ นะจ้ะ ^^
0
กำลังโหลด
♥ คนอ่าน' Member 27 มิ.ย. 52 15:01 น. 4
เราเคยกิน 20 เม็ดอ้ะ TT' ดีนะที่ไปหาหมอทัน ทรมานมากมายเรย ย กินยาต้านพิษ จนเอียนเลย เหอๆ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
//Chill// Member 27 มิ.ย. 52 19:53 น. 7
เพิ่งรู้ว่ากินบ่อยๆแล้วไม่ดี = =
เห็นแม่ปวดหัวก็กิน ปวดหลังก็กิน
เป็นนิดหน่อยๆก็กิน กินเกือบทุกวันอ่า
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
Zerun Dark Member 27 มิ.ย. 52 22:40 น. 9

รุ่นพี่ที่รร.เลิกกะแฟน ซัดไป60เม็ด เกือบเดี้ยง =_=

หัวใจนี่เต้นรัวแบบว่านะ พี่แกจับมือเราไปวางตรงอกให้ดูการเต้นของหัวใจ

0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
+ + pretend + + Member 28 มิ.ย. 52 13:59 น. 13
กินกันทำไม ตั้ง 20 เม็ด 60 เม็ด กินเพื่อการประชดอย่างนี้ไม่ดีเลย น่ากลัวนะคะ รักตัวเองมากๆ นะ ไหนๆ แฟนก็ไม่รักไปแล้วคนนึงนี่นา
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
VioletBoy Member 28 มิ.ย. 52 22:05 น. 19
อย่าฆ่าตัวตาย ด้วยวิธีการกินยา เด็ดขาด มันไม่เหมือนในละคร นะ ที่ว่าพอมีคนมาพบแล้วไปส่ง รพ. ก็จบ ซึ่งส่วนใหญ่กินไปมักจะไม่ตายอ่ะ ถ้าชีวิตจริงพอหมอช่วยชีวิตเราได้ เราก็จะเสียตับไป แล้วก็มาพึงคิดได้ว่าไม่อยากตายแล้ว แต่พออยู่แบบ ตับไม่ดี คราวนี้แหละ กว่าจะตาย ทรมานมาก
0
กำลังโหลด
เภสัชกรคนหนึ่ง 28 มิ.ย. 52 22:17 น. 20
ตามปกติแล้ว ยาพาราฯห้ามกินเกินวันละ8เม็ด ติดต่อกันเกิน5วันนะครับ
8เม็ดที่ว่านี้ไม่ใช่ ครั้งเดียว8เม็ดนะครับ แต่ปกติขนาดสูงสุดของพาราฯที่กินกันจะเป็น ครั้งละ2 เม็ดทุก6 ชั่วโมงนี่ก็สูงสุดแล้ว
บางคนกินยาพาราฯไปแก้ปวด แล้วรอแป็ปนึง เห็นว่าไม่หายก็ซัดต่อทันที อันนี้ก็ไม่ใช่การกินที่ถูกนะครับเพราะยายังไม่ทันจะดูดซึมและออกฤทธิ์เลย ถ้าให้ดี เวลาปวดสารพัดจะปวดก็ลองกินซักเม็ดหนึ่งดูก่อน รอซักครึ่งชม. ถ้าไม่ทุเลาค่อยต่อเม็ดที่2นะครับ ไม่งั้นอาจทำให้กลายเป็นกินยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจก็ได้
ส่วนใครก็ตามที่ตอนนี้ติดยาพาราฯ กินเป็นขนม หรือกินติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ขอร้องให้หยุดยานะครับ แล้วว่างๆไปหาหมอให้หมอเชคการทำงานของตับดูนะครับ เพราะโรคตับนี้เป็นแล้วทรมานนะ แถมกว่าอาการจะแสดงออกมาก็ตับพังไปเยอะแล้ว อนึ่งแม้ยาพาราฯไม่มีสรรพคุณแก้ปวดหัวเนื่องจากการเครียดนะครับ ฉะนั้นน้องๆท่านใดที่อ่านหนังสือหนักหรือทะเลาะกับแล้วปวดหัวนะครับ แนะนำให้ไปนอนพักซะ กินยาช่วยไม่มากหรอกน้องเอ้ย.....
มีปัญหาเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกรครับ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด