น้องๆ รู้หรือเปล่าว่า ทะเลทราย กำลังขยายอาณาเขตกว้างออกไปทุกทีๆ แล้ว ซึ่งทุกอย่างเกิดมาจาก น้ำมือมนุษย์ จากทั่วโลก ช่วยกันทำให้มันเกิดขึ้น จนประเทศต่างต้องส่งตัวแทนกันออกมาหาวิธีทางแก้ไขกันอย่างเร่งด่วย ซึ่งพี่ผึ้งก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำสำเร็จหรือเปล่าจ๊ะ... แต่อย่างน้อยก็ช่วยเปล่าประกาศให้น้องๆ ชาวเด็กดีได้รู้ละ...0_ 0

ตอนนี้ สหประชาชาติ (UN) ออกมาประกาศเตือนกันโครมๆ ให้ประชาคมนานาชาติตระหนักว่า ทะเลทราย กำลังขยายอาณาเขตครอบคลุมพื้นผิวปฐพีกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นทุกนาที จนกลายเป็นปรากฏการณ์ ท้าทายทางด้านสภาพสิ่งแวดล้อมใหญ่หลวงที่สุดในยุคปัจจุบันกันเลยที่เดียว
ยูเอ็น เขาชี้ว่า รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องดำเนินการแก้ไขให้สัมฤทธิผลอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นจะเผชิญปัญหาสภาวะผืนดินเสื่อม ทำการเกษตรกรรมเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ชาวบ้านก็ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด อพยพไปแสวงหาแหล่งทำกินใหม่ไม่รู้จักสิ้นสุด หรือหลั่งไหลเข้าไปเสี่ยงไปตายดาบหน้าในเมืองกันละทีนี้ และแออัดยัดเยียดอาศัยอยู่ในเขตเมืองให้แน่นขึ้นไปอีก

โดยคนที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในเมือง ส่วนใหญ่จะยากจน ปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันชาวชนบทเข้าเมืองก็คือไร่นาแห้งแล้ง หลายแห่งรุนแรงขั้นแปรสภาพเป็นทะเลทราย และยูเอ็นยังประมาณอีกว่า ประชาชนราว 2,000 ล้านคน หรือหนึ่งในสามของประชากรโลก เข้าข่ายตกเป็นเหยื่อทะเลทรายขยายขอบเขต ส่วนสาเหตุที่ทะเลทราย กินแดน รวดเร็วนั้นเริ่มจากผืนดินเสื่อมคุณภาพด้วย น้ำมือมนุษย์ ทำเกษตรกรรมเกินตัว หักร้างถางพง ตัดไม้ทำลายป่า การใช้หญ้าเลี้ยงสัตว์มากเกินไป จนมันไม่สามารถเจริญงอกงามขึ้นมาทดแทนทัน
ภาพน่าสะพรึงกลัวอีกอย่าง...ภายในเวลา 10 ปีข้างหน้า การขยายอาณาเขตของทะเลทรายจะส่งผลร้ายให้ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานจำนวนมากถึง 50 ล้านคนทั่วโลก เท่ากับตัวเลขประชากรประเทศแอฟริกาใต้หรือเกาหลีใต้
ทาง ยูเอ็น จึงเรียกร้องประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคแห้งแล้งกันดารและมีทะเลทราย เร่งรีบปฏิรูปนโยบายเกี่ยวกับการใช้สอยที่ดิน เพื่อหยุดยั้งการใช้หญ้ามากเกินกำลังธรรมชาติ ยุติระบบชลประทานที่ใช้สอยน้ำแบบไม่รู้คุณค่า และสำคัญยิ่งยวด... รัฐบาลทุกประเทศต้องให้ความร่วมมือใช้มาตรการแก้ไขปัญหาทะเลทราย ขยายอาณาเขตอย่างเต็มกำลังทรัพย์ กำลังบุคลากร

อีตาศาสตราจารย์ ฮานส์ ฟาน กิงเกิล อธิการบดีมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ ออกมาชี้แจงว่า นโยบายที่มีประสิทธิภาพและเกษตรกรรมที่ถูกหลักวิชา จะช่วยแก้หรืออย่างน้อยบรรเทาปัญหาที่ดินเสื่อมโทรมแห้งแล้งลงได้ และ การหยุดยั้งทะเลทรายขยายตัวนั้นเกี่ยวกับความเป็นความตายและสำคัญใหญ่หลวง ต่อการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ และบรรเทาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกเชียวแหละ ซึ่งรายงานฉบับนี้น่าเชื่อถือมากๆ 0-0 เพราะดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญชั้นปรมาจารย์ 200 ท่าน จากทุกทวีป 25 ประเทศ และเป็นการทำงานต่อเนื่อง

ฟันธงว่า นโยบายสกัดกั้นทะเลทรายขยายอาณาเขตนั้น มักไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ จริงที่เกิดขึ้น ระดับท้องถิ่นก็ไม่ยอมปฏิบัติให้บรรลุผล ซ้ำร้ายทำแบบขอไปทีมั่วซั่ว ประมาทเลินเล่อ จนจุดชนวนพิพาทแย่งชิงที่ดินและทรัพยากรอื่นๆ และเงินกองทุนดำเนินการก็เป็นปัญหาใหญ่ด้วย เพราะเหล่าประเทศผู้บริจาครายใหญ่ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยลงขัน แต่เอาเข้าจริงควักกระเป๋าไม่ถึง 29% ของจำนวนที่ประเทศเดือดร้อนร้องขอ ให้มันได้อย่างนี้สิ
อีตาอาดีล เสนอแนะต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปนโยบายใช้สอยที่ดิน คือควรให้เงินสนับสนุนแก่ชาวไร่ชาวนา เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ เพื่อให้พวกเขามีทุนอนุรักษ์ผืนดิน ย่านชุมชนทะเลทรายควรส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ ประเภทที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โปรโมตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้นักทัศนาจรมีโอกาสดูของจริงแบบจะจะ และใช้ไฟฟ้าพลังแสงแดดจะช่วยชะลออาณาเขตผืนทะเลทรายด้วยจ๊ะ
แม้ว่าบ้านเรา ไทยแลนด์จะเป็นแดนดินดำน้ำชุ่มก็เหอะ...ขืนเหลิงหลงระเริงตัดไม้ทำลายป่า สร้างภูเขาหัวโล้น ใช้ทรัพยากรธรรมชาติไม่บันยะบันยัง...ลูกหลานเรามีหวังได้ลุยฝ่าทะเลทรายแน่.
ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยรัฐ
22 ความคิดเห็น
น่ากลัวมาก ใครจะไปรู้ด้วยล่ะครับ
น่ากลัวมากมาย
น่ากลัวจัง คงร้อนสุด ๆ แน่เลย
เหตุการณ์อะไรจะเกิดเราก็ไม่มีทางรู้ร่วงหน้าหรอก ทางที่ดีเราควรช่วยป้องกันก่อนที่มันจะสายเกินไปเถอะ เพราะแค่นี้ก็หน้ากลัวแล้ว ถ้าอีกหน่อยคงโคตร หน้ากลัว เหอๆๆ
จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้นะเนี่ย แต่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้วเนอะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด หุหุ
รู้สึกว่าโลกจาแย่ลงๆทุกวี่ทุกวันแร้วนะเนี่ย เฮ้อ!!!!!
เรื่อง The Day After Tommorow อ่ะ กำลังตรงกับโลกเลยล่ะ