กินเจอย่างไรให้ถูกวิธีและหุ่นดีสุขภาพแข็งแรง?

 

 น้องๆชาวเด็กดีคนไหนกินเจบ้างจ๊ะยกมือให้ดูหน่อย

(ถ้าน้องยกจริงเด๋วพี่ขอหายาดมก่อนนะ...อิอิ..อ่ะย้อเย่น) วันนี้พี่นัทมีวิธีการกินเจอย่างถูกต้องมาฝาก ต้อนรับช่วงเทศกาลกินเจกันดีกว่า ก่อนอื่นเลยพี่ว่าเราน่าจะมาทำความรู้จักกับคำว่า “เจ” กันก่อนนะ น้องๆหลายคนคนคุ้นเคยกับคำว่ากินเจแต่ทำไมต้องเรียกว่า "เจ"ด้วยน้า...เรียกว่า เค หรือ ไอ รวมเป็น JKI ไม่ได้หรอ เอ่อ! พอเหอะ แป๊กได้อีกอ่ะ!

ความหมายของคำว่า “เจ”

                คำว่า “เจ” ในภาษาจีนมีความหมายทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานว่า “อุโบสถ” คำว่า “กินเจ” ตามความหมายที่แท้จริงคือการรับประทานอาหาร ก่อนเที่ยงวันดังเช่นที่ชาวพุทธในประเทศไทยถือ “อุโบสถศีล” หรือ “รักษาศีล ๘” จะไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว

แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีล ของชาวพุทธฝ่ายมหายานไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมเรียก “การไม่กินเนื้อสัตว์” ไปรวมกับคำว่า “กินเจ” ซึ่งเป็นการถือศีลไปด้วย ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง ๓ มื้อ แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกกันว่า “กินเจ” ความหมายก็คือ “คนกินเจ” ไม่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ยังต้องดำรง ตนอยู่ในศีลธรรมอันดี บริสุทธิ์ สะอาด งดงามทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการถือศีล บำเพ็ญธรรมไปด้วยพร้อมกันจึงเรียกว่า “กินเจที่แท้จริง”

ฉะนั้น คำคล้องจองที่เราได้ยินอยู่เสมอ คือ “ถือศีลกินเจ” นับว่ามี ความหมายสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่ในตัวเองแล้ว

ตามร้านขาย “อาหารเจ” เราจะเห็นตัวอักษรภาษาจีนคำนี้อ่านว่า “ไจ (เจแปลว่า “ไม่มีของคาว” เขียนด้วยสีแดงบนพื้นสีเหลืองเสมอ ในช่วงเทศกาล กินเจเดือน ๙ จะเห็นอักษรทนี้เขียนบนผืนธรงสีเหลืองปักอยู่ตามแผงขาย อาหารเจทั่วไป ชาวจีนถือว่าสีแดงเป็นสีแห่งสิริมงคลแห่งชีวิต สีเหลืองเป็นสีของ ผู้ทรงศีล ผู้ตั้งใจบำเพ็ญตนให้บริสุทธิ์ ตัวอักษรนี้ย่อมเป็นเครื่องเตือนสติ ให้ผู้ที่กินเจระลึกไว้เสมอว่า การไม่กินเนื้อสัตว์ คือการปฏิบัติธรรม รักษาศีล ของความเป็นมนุษย์ เป็นการเจริญมหาเมตตากรุณาธรรมโดยแท้อันจะนำมา ซึ่งความเป็นสิริมงคลแก่มนุษย์ และก่อให้เกิดสันติสุขสรรพสัตว์ทั้งปวง

 

 

รู้และเข้าใจการกินเจอย่างถูกต้อง


              ตั้งแต่โบราณนับเป็นพันๆ ปี จวบจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าโลกจะผันแปรไป ในทิศทางใดก็ตาม คนจำนวนหลายพันหลายหมื่นครอบครัวที่ดำรงาชีวิตอยู่ ด้วยการรับประทานแต่อาหารเจสืบทอดจากบรรพบุรุษก็ยังคงมีอยู่ให้พบเห็นได้ใน ทุกวันนี้ (อาหารเจเป็นอาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง ๕ ได้แก่ กระเทียม,หัวหอม,หลักเกียว,กุ้ยฉ่าย,ใบยาสูบ) บรรพชนในแต่ละครัวเรือนได้ถ่ายทอดหลักของการกินเจที่ถูกต้อง และศิลปะ ในการปรุงไว้ให้แก่ลูกหลานตน จากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง อย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดสาย

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารเจเป็นอาหารที่มันจืดชืดไม่อร่อยเป็นความ เข้าใจที่ผิดอาจเป็นเพราะไม่มีโอกาสลิ้มรสอาหารเจที่แท้จริงก็เป็นได้ อาหารเจ มีรสชาติอร่อยต่างไปจากอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ที่สำคัญอาหารเจไม่มีกลิ่น เหม็นคาวใดๆเลยอาหารเจบางอย่าง คนทั่วไปที่รับประทานแต่อาหารเนื้อ จะไม่มีโอกาสรู้จักหรือได้ลิ้มรสเลยในชีวิต เนื่องด้วยอาหารเหล่านี้เป็นที่รู้จัก และทำรับประทานเฉพาะในบรรดาคนที่กินเจเท่านั้น

บางคนกล่าวว่า หากรับประทานแต่อาหารเจเป็นโรคขาดอาหาร แต่ทาง การแพทย์พบว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่กินอาหารเนื้อหรือคนที่กินเจ ก็เป็นโรคขาด อาหารได้เท่ากัน สาเหตุสำคัญของโรคขาดอาหารในคนทั้ง ๒ กลุ่ม ก็คือการ รับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักบริโภคอาหารไม่ครบ ๕ หมู่ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรทแป้ง และน้ำตาล , โปรตีน ,ไขมัน ,วิตามินและเกลือแร่ เป็นเหตุให้ได้รับสารอาหาร ไม่เพียงพอ ไม่ครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการจึงสรุปได้ว่า โรคขาดอาหาร และทุโภชนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกินเนื้อหรือกินเจ แต่ขึ้นอยู่กับนิสัยกินตามใจตัว และความอร่อยลิ้นของตัวเอง โดยไม่คำนึงถึงคุณประโยชน์ที่จะได้รับจาก การรับประทาน

 

 

อาหารของคนกินเจ หรือ “อาหารเจ” เป็นอาหารที่ปรุงโดยปราศจากเนื้อ สัตว์รวมทั้งไม่มีส่วนประกอบอื่นใดที่นำมาจากสัตว์ทุกประเภทและที่สำคัญคือ อาหารเจงดการปรุงงดการเสพพืชผัก ๕ ชนิด ได้แก่

๑.กระเทียม (หัวกระเทียม ,ต้นกระเทียม)

๒.หัวหอม (ต้นหอม,ใบหอม,หอมแดง,หอมขาว ,หอมหัวใหญ่)

๓.หลักเกียว (ลักษณะคล้ายหัวกระเทียมแต่เล็กกว่า)

๔.กุ้ยฉ่าย (ใบคล้ายใบหอม แต่แบนและเล็กกว่า)

๕.ใบยาสูบ (บุหรี่ ยาเส้น ของเสพติดมืนเมา)

ผักเหล่านี้ เป็นผักที่มีรสหนัก กลิ่นรุนแรง นอกจากนี้ยังมีสารพิษที่ทำลาย พลังธาตุทั้ง ๕ ในร่างกายเป็นเหตุให้อวัยวะหลักสำคัญภายในทั้ง ๕ ทำงานไม่ปกติ

พืชผัก 5 ชนิด

เบญจธาตุ (ธาตุสำคัญ 5)

เบญจธาตุ (ธาตุสำคัญ 5)

1.กระเทียม

2.หัวหอม

3.หลักเกียว

4.กุ้ยฉ่าย

5.ใบยาสูบ

ทำลายการทำงานของ หัวใจ

ทำลายการทำงานของ ไต

ทำลายการทำงานของ ม้าม

ทำลายการทำงานของ ตับ

ทำลายการทำงานของ ปอด

ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไฟในกาย

ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุน้ำในกาย

ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุดินในกาย

ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุไม้ในกาย

ซึ่งกระทบกระเทือนต่อ ธาตุโลหะในกาย

 

 

 

ดังนั้นถึงจะมีฐานะดี ร่ำรวยมหาศาล แต่ไม่รู้จักหลักในการรับประทาน อาหารให้ถูกต้องครบถ้วนก็เป็นโรคขาดอาหารได้พอๆ กับคนยากจนอดอยาก ที่ไม่มีอาหารบริโภค ไม่ว่าน้องๆจะกินเนื้อหรือกินเจ หากไม่รู้จักการกินที่ถูกต้อง ก็มีสิทธิ์เป็นโรคขาดอาหารได้เท่ากัน ทรัพย์สินเงินทองซื้อสุขภาพไม่ได้ สุขภาพที่ดีขึ้นอยู่กับการรู้จักปฏิบัติของน้องๆเอง

แม้ในปัจจุบัน จะเป็นโลกของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีล้ำยุค แต่การค้นพบ ความเร้นลับต่างๆ ในธรรมชาติ ได้กลับกลายเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันให้แก่หลักเกณฑ์ ของการกินเจที่มีมานานนับเป็นพันๆ ได้อย่างเหมาะสม

ฉะนั้นพี่นัทว่าน้องๆควรหันมาศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าคนกินเจเขามีหลัก ปฏิบัติอันสือบทอดกันมาแต่โบราณอย่างไรกัน จะได้เข้าใจกินเจได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนะจ๊ะ

 

             ที่มา : mindcyber.com

Dek-D Team ทีมคอลัมนิสต์ Dek-D

แสดงความคิดเห็น

ถูกเลือกโดยทีมงาน

ยอดถูกใจสูงสุด

22 ความคิดเห็น

T-T()T-T Member 10 ต.ค. 50 20:14 น. 1
วันนี้กินเจวันแรกพอดีเลย ก็อย่างว่าแหละ ปากบอกกินเจแต่เที่ยวด่าเค้าเข้าเย็น มันก็ไม่ได้ประโยชน์
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
^+-+^ KiMmY ^+-+^ Member 13 ต.ค. 50 20:13 น. 11
เรากินเจ ตั้งแต่วันที่ 4 ที่ 5แล้วล่ะ เพราะว่าที่บ้านเราเริ่มกินอ่ะ แล้วคิดว่าจะกินถึงวันที่ 20นู่นอ่ะ
0
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด
กำลังโหลด