’ ช่างแต่งหน้าใต้ดิน’ อย่างเธอจะทำอย่างไรเมื่อต้องมาแต่งหน้าให้กับคนที่ทำให้ใจของเธอสั่นไหวทุกครั้งเพียงแค่เห็นหน้า
ตอนที่ 2: แว่นกลม
“แก..แกรู้เรื่องอาถรรพ์ของวงกรูมมั้ย” ผู้หญิงผมสั้นที่นั่งข้างฉันจับกลุ่มเม้าท์มอยกับเพื่อนของเธอทันทีที่แซม*ปล่อยเบรกพวกเรา จริงๆแล้วถ้ามองไปรอบๆห้องตอนนี้ก็มีหลายๆกลุ่มที่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนาน มีเพียงไม่กี่คนที่นั่งเงียบๆอ่านหนังสืออยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร หนึ่งในนั้นก็คือฉันเอง U_U
“อาถรรพ์? อาถรรพ์ไรอ่ะ” คำถามของผู้หญิงคนนี้เหมือนในใจฉันเปี๊ยบเลย อยากรู้จังว่าอาถรรพ์นั้นคืออะไรกันแน่
“เข้ามาใกล้ๆฉันสิ เดี๋ยวเล่าให้ฟัง” กลุ่มนั้นขยับเข้าใกล้ผู้หญิงผมสั้นที่ดูเหมือนหัวโจกของกลุ่มอีกหนึ่งสเต็ป
จริงๆฉันก็แอบอยากฟังบ้าง เพราะเธออินไซด์สุดๆไปเลย ได้ยินมาว่าพ่อของผู้หญิงคนนี้ทำงานอยู่ใน PK Entertainment เชียวนะ แต่น่าเสียดาย…ฉันไม่ได้สนิทอะไรกับกลุ่มของพวกเธอเลยนี่สิ ทั้งมหาวิทยาลัยก็สนิทอยู่กับแค่ซอฮุนคนเดียวเท่านั้น เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม พอจะเข้ามหา’ลัยก็ดันมาสอบติดที่เดียวกันอีก เราสองคนก็เลยตัวติดกันตลอดเวลา ไม่เคยมีใครคิดที่จะหาเพื่อนใหม่สักคน
พอมารู้ตัวอีกที ฉันก็กลายเป็นโนโบดี้ไปโดยปริยาย เหตุเพราะอีตาเพื่อนบ้า คิมซอฮุน ดันไม่เข้าเรียนเลยน่ะสิ! ทิ้งฉันให้เผชิญหน้ากับคนอื่นๆอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย และจะมาทำความรู้จักกับคนอื่นๆตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว ฉันจึงต้องมานั่งอยู่ในคลาสคนเดียว เป็นพวกหัวเดียวกระเทียมลีบแบบนี้ไง อยากจะไปจับกลุ่มเม้าท์กับคนอื่นก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร เศร้า T_T
“ฉันแอบฟังพ่อของฉันคุยกับเพื่อนๆของเขามา เรื่องนี้น่ะ รู้แล้วเหยียบเอาไว้เลยนะ อย่าเล็ดลอดไปถึงหูพวกไบร์ดเด็ดขาด เข้าใจมั้ย” เธอกำชับคนในวงล้อมอย่างเคร่งครัด เพราะถ้าสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้พูดไปถึงหูพวกไบร์ด (ชื่อแฟนคลับวงกรูม สุดที่รักฉันเอง) เรื่องนี้ต้องไม่จบแค่คนกลุ่มนี้แน่
ทั้งหมดรีบพยักหน้าตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียงและกระเถิบเข้าไปใกล้ผู้หญิงคนนั้นอีกหน่อย ฉันเองก็แอบเนียนๆเขยิบตามไปกับเขาด้วยเหมือนกัน ช่วยไม่ได้ คนมันอยากรู้นี่นา
“เขาบอกว่าวงกรูมเจออาถรรพ์หมายเลขที่ 4 เข้าให้แล้วน่ะสิ” ผู้หญิงคนนั่นทำท่าทางกระซิบกระซาบกับเพื่อนของเธอ โชคดีที่ฉันอยู่ใกล้พอที่จะได้ยินมันทุกคำ
เอ๊ะ
อาถรรพ์หมายเลขที่ 4 อะไรกันน่ะ…
หรือจะเป็นเรื่องของอัลบั้มที่ 4! แต่ว่าทำไมต้องเลข 4 ด้วยนะ ฉันไม่เห็นเข้าใจอะไรเลย นี่พยายามปะติดปะต่อแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวได้อยู่ดี ทำไงดี อยากรู้ชะมัดยาด
“คือไรอ่ะ” คำถามโดนใจอีกแล้ว ใช่ คือไรอ่ะ โปรดอธิบายให้ฉันที่กำลัง(แอบ)ฟังที
สาวผมสั้นคนนั้นหันซ้ายทีหันขวาทีราวกับว่ากลัวใครจะแอบฟัง เธอยกมือขวาขึ้นมาป้องที่ปาก ฉันเดาว่า เธอคงอยากให้เสียงดังอยู่แค่วงล้อมของเธอเท่านั้น
“อันนี้เป็นปริศนาที่ไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่ามันมีอะไรเกี่ยวข้องกับเลขสี่ เลขแห่งความตาย…”
O_O
เลขแห่งความตาย!
ทำไมฟังดูน่ากลัวจัง
“ขนลุกกกก”
ซู่
ฉันก็รู้สึกขนลุกด้วยคน แค่ได้ยินคำว่าตาย ขนแขนก็ลุกพรึบขึ้นมาทันที บรรยากาศมันช่างชวนขนหัวลุกชอบกล เหมือนกำลังฟังเรื่องราวสยองขวัญอยู่เบาๆ ยิ่งประโยคปิดท้ายที่ว่า ‘เลขแห่งความตาย’ มันเริ่มทำให้ฉันนึกถึงเรื่องผีๆอย่างช่วยไม่ได้
“และเนี่ยเลยเป็นสาเหตุให้วงกรูมเลื่อนคัมแบ็คอย่างไม่มีกำหนดในอัลบั้มที่สี่ไง สี่ชนสี่ ตายกับตาย”
ไม่แน่นะเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้ ใครจะไปรู้ ยิ่งได้นึกย้อนไป ฉันยิ่งคิดว่า นี่แหละต้องเป็นสาเหตุที่ทำให้หน้าของพี่ต้นไม้กลายเป็นแบบนั้นอย่างไม่มีเหตุผล ในเมื่อพี่ต้นไม้เคยบอกกับฉันว่า แค่หลับตาตื่นเดียวหน้าของเขาก็กลายเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว ฉันเลยคิดว่า ถ้ามันเป็นเรื่องที่เกิดกับเจ้าตัวและเจ้าตัวไม่รู้เรื่อง มันต้องเป็นเรื่องของไสยศาสตร์แล้วล่ะ
พี่ต้นไม้ต้องโดนเล่นของ!
แต่พี่ต้นไม่ไม่ต้องกลัวนะ
ถ้านี่เป็นเรื่องของคำสาป โบราคนนี้จะเป็นคนหาวิธีแก้คำสาปให้พี่ต้นไม้ให้จงได้ คอยดู!
“เหม่ออะไรอยู่ยัยบ๊อง” ฉันสะดุ้งจากภวังค์ทันทีที่ได้ยินเสียงของซอฮุนทักขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
“นายมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อกี้” ซอฮุนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบและนั่งลงข้างฉัน
“อ๋อ จริงสิ วันนี้ฉันเอาเลกเชอร์มาให้นายด้วยนะ วันที่นายขาดเรียน ฉันจดให้หมดเลยรู้มั้ยล่ะ” ฉันก้มหยิบกระเป๋าเป้ใบโตๆที่วางอยู่บนพื้นขึ้นมา ซึ่งข้างในมีชีทกับสมุดมากมายที่ตั้งใจขนมาให้เขาโดยเฉพาะ ฉันกลัวว่าซอฮุนจะเรียนตามเพื่อนไม่ทัน เพราะช่วงหลังๆมานี้เพื่อนเขาไม่ได้เข้าคลาสเรียนเลย ชีวิตของซอฮุนทุ่มให้กับการออดิชั่นเป็นไอดอลอย่างเต็มที่ มันคือความฝันอันสูงสุดของเขา ซึ่งฉันเองก็เข้าใจเป็นอย่างดี เลยรับหน้าที่เพื่อนที่แสนดีคอยเก็บเลกเชอร์ไม่ให้ขาดตกบกพร่องแบบที่กำลังทำอยู่ยังไงล่ะ
“พาโบ…”
“หืม ว่าไง” ฉันตอบซอฮุนในขณะที่มือยังนับชีทให้เขาอยู่
“ฉันจะลาออกจากมหาลัยแล้วนะ”
มือทั้งสองชะงักกึกทันทีที่ได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย คำถามมากมายเริ่มพรั่งพรูเข้ามาในหัวอย่างไม่หยุดยั้ง นี่เกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ ทำไมถึงจะไม่เรียนต่อ ลำบากอะไรรึเปล่า มีปัญหาอะไรมั้ย นู่นนี่นั่นตีกันเต็มไปหมด สิ่งรอบข้างของฉันหายไปหมดแล้ว ตอนนี้มีเพียงซอฮุนคนเดียวเท่านั้นที่ฉันเห็น
“นายลำบากขนาดนี้เลยเหรอ…” ฉันถามเขาออกไปด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบา น้ำตาของฉันเริ่มมาเอ่อขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“หา?”
“ลำบากอะไรทำไมไม่บอกเพื่อนอ่ะ ฮืออออ” ฉันตีเขาไปหนึ่งทีด้วยความเสียใจ น้ำตาที่เคยคลออยู่ก็ไหลออกมาทันที
“เฮ้ย ใจเย็นๆ ฟังฉันก่อน”
“ว่ามาสิ” ฉันเช็ดน้ำตาออกอย่างลวกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ หวังเพียงแต่ว่า ซอฮุนคงมีคำตอบดีๆให้ฉันนะ
“ฉัน…ออดิชั่นผ่านแล้ว”
“ว่าไงนะ!?” ฉันเผลอถามเสียงดังกว่าปกติ นี่หูคงไม่ได้ฝาดไปใช่มั้ย “นายลองพูดอีกทีสิ”
“เพื่อนเธอคนนี้จะได้เป็นไอดอลแล้วนะ”
“ซอฮุน…” ฉันมองเขาอย่างปลื้มปิติ
“หืม ว่าไง”
“ดีใจด้วยนะเพื่อน”
ฉันพุ่งเข้าไปกอดตานั่นทันที คือฉันดีใจจริงๆนะที่เขาออดิชั่นผ่านสักที ฉันรู้ว่าเขาพยายามมากแค่ไหนกว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ ความพยายามของซอฮุนไม่ได้เกิดขึ้นแค่ปีสองปี แต่มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่ที่เขาจำความได้ เพื่อนฉันน่ะ ออดิชั่นมาตั้งแต่ที่เรายังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไป ฉันนับถือในความพยายามของผู้ชายคนนี้จริงๆ ถ้าเป็นคนอื่นที่ผิดหวังมาไม่รู้จะกี่ครั้ง พวกเขาเหล่านั้นคงจะยอมแพ้กันไปแล้ว
แต่คำว่ายอมแพ้ไม่มีในพจนานุกรมของซอฮุน เขามีเพียงคำว่าพยายามอีก สู้อีกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ และดูสิ วันนี้เขาทำสำเร็จแล้วนะ ฉันขอประกาศก้องให้ชาวโลกได้รู้
ฟังดีๆนะ
เพื่อนฉันออดิชั่นผ่านแล้วค่ะทุกคน ^^
วันที่ 2 มีนาคม 20xx
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง วันที่ฉันได้ไปหาพี่ต้นไม้
ฉันกำลังนั่งวาดรูปพี่ต้นไม้อย่างมีความสุขลงบนสมุดน้องลีฟระหว่างเดินทางด้วยรถบัสไปหาเจ้าตัวที่คอนโด ถ้าคนอื่นมองมา คงเห็นว่าผู้หญิงคนนี้ต้องเป็นบ้าแน่นอน คนอะไรยิ้มได้ตลอดทางแบบนี้
ถ้าเทียบกันครั้งนี้คงเป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ฉันจะได้ใกล้ชิดพี่ต้นไม้ ในครั้งแรกเราพูดคุยกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แล้วเขาก็ให้ฉันกลับบ้าน เพราะเขามีนัดไปหาหมอ
ฟู่ รู้สึกตื่นเต้นเป็นบ้าเลย ฉันน่ะไปนั่งคิดนอนคิดมาทั้งวันเลยนะ ว่าควรจะแต่งหน้าพี่เขาออกมาเป็นแบบไหนดี สุดท้ายก็คิดออกจากการไปดูซีรี่ส์วัยรุ่นไทยชื่อดังเรื่องหนึ่ง (ใครอยากรู้สามารถติดต่อฉันได้ทางหลังไมค์) นึกภาพว่าถ้าพี่ต้นไม้ของฉันกลายมาเป็นคนนั้น ก็คงน่ารักไม่เบาเลยนะ คิคิ
ระหว่างที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ฉันเพิ่งสังเกตว่าสองข้างทางของถนนกรุงโซลที่เคยปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว มาในวันนี้เริ่มมองเห็นสีของท้องถนนที่แท้จริง ต้นไม้ระหว่างทางที่เคยมีแต่น้ำแข็งเกาะกุมอยู่เต็มไปหมด ตอนนี้ก็เริ่มที่จะมีสีเขียวๆแซมเข้ามาบ้างแล้ว ทางด้านอากาศเอง ถึงแม้จะหนาวอยู่ แต่ว่ามันมีทีท่าที่จะอุ่นขึ้น ดีจังเลยนะ ฤดูใบไม้ผลิที่ฉันรอคอย มันกำลังจะมาถึงแล้ว
อ่ะ ฉันต้องลงป้ายนี้แล้วนี่นา ดีนะที่กดกริ่งไว้ทัน ไม่อย่างนั้นต้องเลยไปไกลแน่ๆ
พี่ต้นไม้จ๋า ใบหญ้ามาหาพี่แล้วนะ >///<
ฉันเดินเข้าไปในคอนโดของเขาอย่างง่ายดาย จริงๆฉันแอบคิดมาตั้งแต่คราวที่แล้ว ว่าทำไมคอนโดหรูหราขนาดนี้ ถึงปล่อยให้คนแปลกหน้าอย่างฉันขึ้นไปได้ แต่เอาเถอะ คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง รีบกดลิฟต์ขึ้นไปหาพี่ต้นไม้ดีกว่า ฉันหยิบผ้าปิดปากขึ้นมาสวมก่อนที่เดินเข้าไปข้างใน
เมื่อเลขบนลิฟต์กำลังขึ้นสูงเรื่อยๆ หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นแรงตามไปด้วย ฉันสูดหายใจหนึ่งทีให้ตัวเองคลายความกังวลและสวดภาวนากับยันต์กันอาถรรพ์ที่ฉันหยิบติดมือมาเผื่อให้พี่ต้นไม้ (หวังว่าฉันจะหาโอกาสติดมันได้สักวัน) ไม่ให้ทำอะไรป้ำๆเป๋อๆต่อหน้าเขาในขณะที่ฉันจำเป็นต้องวางมาดเป็นใบหญ้า ช่างแต่งหน้าใต้ดินที่มีความเป็นมืออาชีพไม่แพ้ใคร
ฉันเดินไปตามทางเดิน และในที่สุดก็ได้ยืนอยู่ตรงนี้อีกรอบแล้วสินะ…หน้าห้องของพี่ต้นไม้
หลังจากสูดหายใจไล่ความตื่นเต้นอีกรอบ ฉันจึงตัดสินใจกดกริ่งที่อยู่ข้างกำแพงห้องของเขา
‘กริ๊งงง’
แอ๊ด
เขาเปิดประตูออกมาแล้ว!
พี่ต้นไม้เปิดออกมาด้วยท่วงท่าที่ดูสบายๆ เขาสวมเพียงแค่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นสีดำธรรมดาๆเท่านั้น แต่ทำไมนะ ฉันถึงได้รู้สึกว่ามันไม่ธรรมดาเลยสักนิด
“เชิญ”
“O_O”
เฮือก ขนาดพี่ต้นไม้ปกปิดใบหน้าจนเห็นแค่ดวงตา ฉันยังสัมผัสได้ถึงความเท่ของเขาเลยอ่ะ โอ๊ย ยัยโบราวันนี้จะรอดไหมเนี่ย
“จะไม่เข้ามาเหรอ” เขาถามฉันด้วยแววตาที่มีความสงสัยอยู่เต็มประดา
โชว์เอ๋อตั้งแต่หน้าประตูเลยสินะเนี่ย
ฉันทำได้แต่พยักหน้าให้เขาหนึ่งทีและเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ เพราะกำลังใจเต้นอยู่ไม่มีแรงจะตอบอะไรเขาเลย พี่ต้นไม้คงจะสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดของผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน U_U
แต่ว่า…มันยากจังเลย ฉันทำใจลำบากที่ต้องมาอยู่กับคนที่ชอบสองต่อสองแบบนี้
“เฮ้ เธอ”
เปาะ!
สติฉันเริ้มกลับมาเมื่อเห็นนิ้วของเขาดีดตรงหน้าฉันพอดิบพอดี
“ค...คะ” ตั้งสติโบรา ตั้งสติ เขาแค่เรียกเธอเท่านั้น
“เหม่ออะไรอยู่ครับเนี่ย” เขาพูดเหมือนกำลังกลั้นขำอยู่ เดี๋ยวนะ ฉันทำอะไรน่าขำอีกแล้วเหรอ
“ปะ เปล่าค่ะ!”
เขาเดินมาทางฉันก่อนที่จะยืนพิงเก้าอี้ที่วางอยู่ตรงหน้ากอดอกขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง
“ฮื้มม แต่งตรงนี้ดีมั้ย” สายตาเขาเบนไปที่โต๊ะกินข้าวที่มีเก้าอี้หลายตัววางไว้อยู่
“ก็ดีค่ะ” ฉันรีบไปวางอุปกรณ์ที่โต๊ะทรงสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่มากนัก
เหตุผลที่ฉันว่าตรงโซนนั้นดีเหมือนกัน เป็นเพราะหนึ่งฉันจัดเก้าอี้ให้หันหน้ามาชนกันได้ สองมันมีโต๊ะขนาดใหญ่ที่ฉันสามารถวางอุปกรณ์การแต่งหน้า และข้อสุดท้าย คือมีปลั๊กไฟไว้เสียบพวกเครื่องทำผมและไฟที่ฉันเอามาเองเพื่อที่จะได้แต่งหน้าให้ถูกโทนกับสีผิวของเขา
ระหว่างที่ฉันกำลังจัดเครื่องสำอางมากมายบนโต๊ะ อยู่ดีๆพี่ต้นไม้ที่เคยยืนมองฉันอยู่ข้างๆก็เดินหายไปไหนก็ไม่รู้ แต่ช่างเถอะ ฉันว่าเขาคงเดินไปทำธุระอะไรสักอย่างที่คงไม่จำเป็นต้องบอกให้ฉันรู้
“อ่ะ นี่”
“O_O” โอ๊ย เย็น
ฉันรีบเอามือขึ้นมาแตะที่แก้มตัวเองทันทีที่มันสัมผัสได้ถึงอะไรเย็นๆ พอหันไป ฉันก็เห็นพี่ต้นไม้กำลังยื่นแก้วน้ำมาให้ นี่เขาเอาน้ำมาให้ฉันเหรอ ขอเก็บแก้วนี้กลับบ้านได้มั้ยคะ
“ฉันเอาน้ำมาให้ ดื่มซะสิ”
“ขอบคุณค่ะ” การได้จิบน้ำที่พี่ต้นไม้เอามาให้ มันช่างชุ่มชื่นหัวใจดีจริงๆเลยค่ะ
ตึกๆตักๆ
โอ๊ย หัวใจทำไมต้องมาเต้นแรงเอาตอนนี้ด้วยนะ ยิ่งตอนนี้เราสองคนยืนใกล้กันซะขนาดนี้ เขาก็ได้ยินเสียงหัวใจของฉันพอดีน่ะสิ! ให้ตายเถอะ เสียมาดความโปรเฟรชชั่นนอลหมดเลย น่าอายชะมัด
ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องเปลี่ยน
ความมืออาชีพต้องมา องค์จงลง ฮึบ!
“เอาล่ะค่ะ ก่อนจะเริ่มแต่ง ฉันขอถามว่า คุณไปหาหมอผิวหนังมาแล้วใช่มั้ย” แน่นอนว่าฉันต้องเช็คความปลอดภัยของเขาก่อน ถ้าเกิดว่าฉันดันทำหน้าหล่อๆของพี่ต้นไม้แย่ลงกว่า โบราคนนี้คงช้ำใจยิ่งนัก
“ก็แน่นอนอยู่แล้ว เธอคิดว่าบริษัทเพลงชื่อดังอย่าง PK จะปล่อยให้ฉันหน้าแบบนี้ไปตลอดเลยเหรอ ไม่มีทางหรอก” เขาตอบฉันด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบอย่างเคย
“แล้วจะให้แต่งหน้าได้เหรอคะ มันจะ...ไม่ทำให้หน้าคุณ เอ่อ...”
“ได้ ขอแค่ไม่มีส่วนผสมของ น้ำหอมและแอลกอฮอล์”
“โอเค จัดให้ค่ะ แต่มีข้อแม้ว่าฉันจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ถ้าเกิดหน้าคุณพังมากกว่านี้” โฮ ยิ่งพูดยิ่งเศร้า
“ได้”
“ฉันจะเริ่มแต่งหน้าให้คุณแล้วนะคะ เชิญนั่งค่ะ” ฉันผายมือไปให้เขานั่งที่เก้าอี้ที่ฉันจัดเอาไว้ตรงข้ามฉันพอดิบพอดี ก่อนที่จะหันไปเลือกหยิบเครื่องสำอางที่ทำมาจากธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองกับผิว ตามแบบที่พี่ต้นไม้ต้องการ ฉันมักจะเลือกใช้อันนี้กับคนที่มีผิวหน้าที่แพ้ง่าย หรือคนที่กำลังมีปัญหาที่ใบหน้าอยู่อย่างพี่ต้นไม้เป็นต้น
“เดี๋ยว”
“ว่าไงคะ”
”เธอรู้ใช่มั้ยว่าเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ห้ามให้ใครจับได้เด็ดขาด โดยเฉพาะ…นักข่าว” เขาคงยังไม่ไว้ใจฉันร้อยเปอร์เซ็นต์สินะ
“ฉันคือใครคะ”
“ใบหญ้า…”
“ค่ะ ฉันคือใบหญ้า หวังว่านี่จะเป็นคำตอบให้คุณได้”
“โอเค เริ่มได้เลย”
พี่ต้นไม้นั่งลงบนเก้าอี้ที่ฉันจัดไว้ให้เขา นั่นก็หมายความว่าเขาไว้ใจฉันแล้ว ซึ่งฉันไม่เคยคิดเลยว่าแค่การกระทำเล็กๆน้อยๆของเขาจะทำให้ฉันเผลอยิ้มออกมาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
“หลับตาค่ะ”
ฉันเริ่มจากถอดผ้าปิดปากสีดำของเขาออกและเอาที่คาดผมลายจุดมาคาดผมของเขาขึ้นไป เผยให้เห็นใบหน้าทั้งหมดของพี่ต้นไม้ จะว่าไปถึงแม้หน้าของเขาจะไม่ปกติ แต่เขาก็ยังดูหล่อสำหรับฉันอยู่วันยังค่ำล่ะนะ ฉันชอบทุกอย่างที่เป็นเขา ยิ่งใกล้กันแบบนี้ ฉันยิ่งได้สังเกตโครงหน้าพี่ต้นไม้ได้ละเอียดกว่าครั้งไหนๆ ไม่รู้ทำไม ฉันชอบมองไปที่ปากที่ได้รูปของเขาก่อนทุกที คงเป็นเพราะ ฉันอยากเห็นรอยยิ้มของพี่ต้นไม้ที่น้อยคนจะได้เห็นจากเขา จมูกของเขาก็ได้รูปกำลังดีเลยทีเดียว และสายตาพิฆาตคู่นั้น ดูเผินๆคงเหมือนคนดุ แต่ถ้ามองกันลึกๆจะพบว่ามีความอบอุ่นแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น
ฉันเริ่มบีบครีมลงที่มือและทาลงบนผิวหน้าพี่ต้นไม้ แก้มของเขานุ่มมาก นุ่มจนอยากจะสัมผัสมันแบบนี้ทั้งวันทั้งคืนเลย ไม่อยากจะคิดถ้าฉันได้แต่หน้าให้กับเขาในเวลาที่หน้าเขาเหมือนเดิมจะฟินขนาดไหน แต่เอาเถอะ ได้ลูบไล้ทั่วใบหน้าเขาแบบนี้ก็ถือว่าฉันนอนตายตาหลับแล้ว มิชชั่นคอมพลีทสุดๆไปเลย
มีหลายคนคงเข้าใจผิดคิดว่าหน้าพี่ต้นไม้เต็มไปด้วยสิว รวมถึงฉันด้วย เพราะครั้งแรกที่เจอกัน มันดูแย่กว่าครั้งนี้มาก แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นนะคะ
ทุกคนคงต้องลองมาสังเกตดูใกล้ๆแบบฉัน มาเห็นแบบนี้แล้ว ถึงได้รู้ว่าหน้าของเขาไม่ได้เป็นสิวเหมือนที่คิดในตอนแรก มันมีลักษณะเหมือนปานสีแดงที่ลามไปเกือบทั้งหน้ามากกว่า ในนั้นมีบางจุดก็มีเม็ดผื่นที่ดูเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ซึ่งแบบนี้ถ้ากลบไม่ดีพอ หรือฝีมือไม่ถึง จะเห็นสีแดงบนใบหน้าเขาได้ชัดมากเลย ทางค่ายคงไม่อยากจะเสี่ยงหรอกมั้ง
ฉันจำต้องยื่นหน้าไปใกล้เขามากๆเพื่อที่จะกลบมันให้ได้เนียนที่สุดและให้ครบทุกจุดด้วย โดยเฉพาะพวกจุดรอยต่อของใบหน้าทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น ปีกจมูก ใต้ปาก หรือใต้ตา ฉันต้องเก็บให้ได้ทุกเม็ด
“ช่วยลืมตา มองข้างบนด้วยนะคะ”
จังหวะที่เขาลืมตา นัยน์ตาสีนิลคู่สวยของเขาดันมาปะทะกับตาของฉันที่จ้องเขาอยู่พอดี เขาดูจะตกใจเล็กน้อยที่ใบหน้าของเราใกล้กันมากขนาดนี้
ว่าแต่ ทำไมเขาไม่ยอมมองบนสักทีนะ มือฉันอีกข้างคงเต็มไปด้วยรอยเล็บที่ฉันจิกตัวเองอยู่แน่นอน ฉันต้องนิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถึงแม้ความรู้สึกจะไม่เป็นแบบนั้นเลยก็ตาม
“หลับอยู่เหรอ” อยู่ดีๆ เขาก็ถามออกมาอย่างไม่ปี่ไม่มีขลุ่ย
“คะ?”
“ตาเธอเหมือนคนกำลังหลับอยู่”
“ฉันลืมตาอยู่ค่ะ!”
นี่เขากำลังล้อฉันอยู่ใช่มั้ยว่าฉันน่ะเป็นยัยหมวยตาเล็ก ตัวเองตาโตนักนี่ ร้ายกาจจริงๆเลย หาว่าฉันหลับได้ยังไงเนี่ย คนกำลังลืมตาอยู่ชัดๆ ใกล้กันขนาดนี้ยังไม่รู้ได้ไง ฮึ้ยย
แล้วดูสิ พอฉันทำสายตาดุใส่เขาหน่อยนะ เขาก็รีบมองข้างบนทำเป็นไม่รู้เรื่องไม่รู้ราวทันที เชอะ ฝากไว้ก่อนเถอะพี่ต้นไม้
ฉันหยิบเอาบรัซมาทาใต้ตาให้เขาอย่างพิถีพิถันก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย พอฉันแต่งหน้าให้เขาเสร็จ ฉันก็หยิบแว่นทรงกลมมาใส่ให้เขาเพื่อคอมพลีทลุคนี้ได้อย่างเพอร์เฟ็ค
“เอาล่ะค่ะ เสร็จแล้ว นี่ค่ะ กระจก” ฉันยื่นกระจกทรงสีเหลี่ยมที่มีขนาดไม่ใหญ่มากให้กับเขา
“เนิร์ดมาก”
“ฮะฮะ ขอโทษค่ะ” ฉันหลุดขำอีกรอบไม่ได้ เมื่อเห็นเขาสำรวจตัวเอง
“เธอขำฉันเหรอ”
“ไม่ขำแล้วค่ะ ไม่ขำแล้ว”
“ยังขำอยู่เห็นๆ”
จะไม่ให้ฉันขำได้ไง เขาดูเนิร์ดมากขนาดนี้ ตรงกันข้ามกับลุคต้นไม้แห่งวงกรูมที่ทั้งดูแบดและร้ายในเวลาเดียวกันเป็นที่สุดเลย แถมเขายังทำให้ฉันนึกถึงตัวละครในซีรี่ส์เรื่องนั้นได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนอีกด้วย มันเลยทำให้ฉันไม่สามารถกลั้นขำได้น่ะสิ
จริงๆฉันจงใจให้เขาดูแตกต่างอย่างสุดขั้วเพราะฉันไม่อยากให้ใครจำเขาได้แม้แต่คนสนิทของเขา และแน่นอนว่า ลุคเด็กเนิร์ดเนี่ยแหละที่จะทำให้เขาปลอดภัย คงไม่มีใครคิดถึงแน่นอนว่า เด็กเนิร์ดคนนี้คือ ต้นไม้ ไอดอลสุดฮอตจากวงกรูม
“เสร็จแล้วใช่มั้ย”
“ยังค่ะ”
“ก็เมื้อกี้เธอบอกเสร็จแล้ว”
“ถอดค่ะ”
“ฮะ ถอดอะไร?!”
เขาต้องกำลังคิดอะไรลามกอยู่แน่ๆเลย เอาเถอะ เขาคือพี่ต้นไม้ ฉันให้อภัยเขาได้
“เครื่องประดับทุกชนิด โดยเฉพาะสร้อยข้อมืออันนั้นค่ะ” ฉันชี้ไปสร้อยข้อมือที่มีจี้รูปใบไม้ รับรองได้เลยว่า ถ้าเขาไม่ถอดมันออกนะ ต้องมีคนจับสังเกตมันได้แน่นอน เพราะมันเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของพี่ต้นไม้เลยก็ว่าได้ มันคือสร้อยข้อมือประจำตัวเขา ไม่ว่าเขาไปไหนมาไหนพี่ต้นไม้มักจะใส่ติดตัวเอาไว้ตลอด ฉันจำได้แม่นเลยล่ะ
“สร้อยข้อมือเส้นนี้สำคัญกับฉันมาก”
“ฉันรู้ค่ะ ถึงให้คุณถอดมันออกไงคะ”
พี่ต้นไม้ดูจะชั่งใจเล็กน้อยก่อนที่จะถอดมันออกและเก็บเข้ากระเป๋าสตางค์สีดำของเขาอย่างเรียบร้อย
“โอเค ทีนี้คุณก็ออกข้างนอกได้แล้วล่ะค่ะ”
ฉันไล่เก็บอุปกรณ์แต่งหน้าของฉันที่วางอยู่เต็มโต๊ะกลับเข้ากระเป๋าของฉันอย่างเรียบร้อยพร้อมกับสังเกตพี่ต้นไม้เป็นระยะๆ ซึ่งแทนที่เขาจะเก็บของเหมือนคนกำลังจะออกไปข้างนอก แต่เขากับยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าของเขาตอนนี้เหมือนคนกำลังกังวลอะไรอยู่สักอย่าง หรือเขากำลังกลัวอะไรอยู่นะ
จึกๆ
ฉันจิ้มที่ไหล่ของเขา ซึ่งฉันไม่รู้เลยว่ามันจะทำให้เขาสะดุ้งได้แรงขนาดนั้น
“เป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“เปล่า ไม่ได้เป็นไร” โกหก
“ไม่ออกไปด้วยกันเหรอคะ”
“ไม่ล่ะ เปลี่ยนใจแล้ว ฉันพักดีกว่า” พี่ต้นไม้ทิ้งตัวลงโซฟาอีกครั้ง
“อะไรกันคะ ฉันอุตส่าห์แต่งหน้าให้คุณตั้งหลายชั่วโมง คุณจะอยู่บ้านเฉยๆเนี่ยเหรอคะ” ฉันเลยนั่งที่ข้างๆตามเขาทันที
“ก็คนมันไม่รู้นิว่าจะไปไหน…”
เขาบ่นกับตัวเองเบาๆเป็นภาษาไทย คงคิดล่ะสิว่าฉันคงฟังไม่ออก แต่ขอโทษที ฉันฟังออกทุกคำค่ะ! ให้มันรู้ซะบ้างว่าฉันศิษย์ใคร
“ฉันซวยคุณได้น๊ะ (ฉันช่วยคุณได้นะ)” ฉันตอบเขากลับเป็นภาษาไทย เขาหันกลับมามองฉันทันที คิคิ ตกใจละซี้ ที่คนเกาหลีอย่างฉันพูดภาษาไทยกับเขาน่ะ
“เธอ…” สีหน้ากับสายตาพี่ต้นไม้ที่มองมาที่ฉัน บอกได้ชัดเจนเลยว่า นี่คงเป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายของเขาเป็นแน่
“คะ ^^”
“ต้องการอะไร” พี่ต้นไม้หันมาถามด้วยภาษาเกาหลี ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยมีความกังวลอยู่เต็มไปหมด
“ปายเที่ยวกาน(ไปเที่ยวกัน)”
“เธอเนี่ยนะ”
“ค่ะ ปายเที่ยวกาน”
“ให้ตายเถอะ ฉันไม่มีทางไปเที่ยวกับคนแปลกหน้าอย่างเธอหรอก”
“ฉันไม่ใช่คนแปลกหน้านะคะ”
“ปิดหน้าปิดตาแบบนี้ ใครจะไปไว้ใจเธอลง”
“ฉันไว้ใจได้นะคะ เชื่อฉันสิ”
“ฉันจะยอมไปกับเธอ ก็ต่อเมื่อฉันรู้ว่าเธอเป็นใคร” เขาจ้องหน้าฉันด้วยแววตาท้าทาย พี่ต้นไม้คงคิดว่าถ้าเขามาไม้นี้ ฉันต้องยอมแพ้เขาแน่นอน
“…”
“ว่าไง ไม่กล้าใช่มั้ยล่ะ”
“….” เอาไงดีนะ แพ็ค โบรา
“หึ เธอกลับไปได้แล้ว” เขาหยิบรีโมตขึ้นมาตั้งท่าจะเปิดทีวีดูอย่างไม่สนใจฉัน
“ฉันกล้าค่ะ!”
อยากตบปากตัวเองจริงๆ พูดอะไรออกไป ทำไมปากต้องไวกว่าสมองด้วยนะ ไม่เข้าใจจริงๆเลย แต่ตอนนี้ฉันถอยกลับไปไม่ได้แล้ว
เอาวะ เปิดเป็นเปิด
ฉันค่อยๆถอดผ้าปิดปากสีขาวของฉันออกเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของฉันในแบบที่ไม่มีอะไรมาปิดกั้น ฉันรู้ว่านี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ มันเสี่ยงมากที่จะทำอะไรแบบนี้ แต่ในเมื่อคนตรงหน้าเป็นคนที่ฉันแอบมองมาตลอด ฉันก็พร้อมที่จะเอาอาชีพฉันเป็นเดิมพัน
“แพ็ค โบรา…”
“คะ เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคะ” ฉันว่าว่างๆต้องไปดูดขี้หูออกแล้วล่ะ หูตัวเองต้องมีความผิดปกติอะไรแน่ๆ ไม่งั้นเมื่อกี้คงไม่ได้ยินเขาเรียกชื่อฉันหรอก
“เอ่อ ไม่มีอะไร ฉันถามเธอว่า เธอชื่ออะไร”
เห็นมั้ย พี่เขาถามชื่อ ไม่ได้เรียกชื่อเลย ฉันนี่ขี้มโนจริงๆ ใช้ไม่ได้เลย ยัยหูเพี้ยน
“อ๋ออออ ฉันชื่อโบราค่ะ แพ็ค โบรา”
“โอเค ฉันตกลงจะไปกับเธอ โบรายา”
“O_O”
โบรายา โบรายา โบรายา อ๊ากก
ฉันรีบปิดปากตัวเองไม่ให้เสียงกรีดดังออกมา คือปกติแล้วถ้าไม่สนิทสนมกันจริงๆเขาไม่เรียกกันด้วยชื่อเล่นแบบนี้หรอกและยิ่งถ้าเป็นผู้ชายกับผู้หญิงด้วยแล้วล่ะก็ มาโบรายาแบบนี้ มันเหมือนเป็น เอ่อ เขิน เป็นแฟนกันเลยอ่ะ ><
“เอ้า ตกลงจะไม่ไปใช่มั้ย”
“ไปค่ะพี่ต้นไม้ เอ่อ ฉันเรียกคุณว่าพี่ต้นไม้ได้ใช่มั้ยคะ” ฉันเผลอเรียกเขาออกไปว่าพี่ต้นไม้อย่างเคยชิน หวังว่าเขาจะไม่ว่าอะไรนะ
ง่ะ ทำไมเขาถึงได้นิ่งและเงียบไปแบบนี้ล่ะ หรือว่าเขาจะไม่ชอบให้ฉันเรียกเขาว่าพี่ต้นไม้
“อยากเรียกอะไรก็เรียก ตามใจเธอสิ”
เขาโอเคกับมัน
ถ้าตาฉันไม่เสียไปเหมือนหู เมื่อกี้ฉันแอบเห็นรอยยิ้มเขาที่มุมปากก่อนที่เขาจะหันกลับไปด้วยนะ แต่ตัวเองคงตาเสียแน่ๆเลยล่ะ เรื่องอะไรพี่ต้นไม้จะต้องมายิ้มกับเรื่องแค่นี้กัน จริงมั้ย
อ่ะ ไม่นะ!
นั่นเขาเดินนำฉันออกไปแล้ว เดินไวชะมัดยาดเลย
“รอฉันด้วยสิคะ!”
ที่นี่คือมยองดงงงงง
ตลาดวัยรุ่นที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และที่ขาดไม่ได้เลยคือของกิน! ของกินตามท้องถนนของที่นี่อร่อยมาก อยากให้ทุกคนมาเดินชิมดู อีกอย่างคือของขายที่นี่ราคาสมเหตุสมผลราคาไม่แพงมากจนเกินไป เด็กเดินได้ วัยรุ่นเดินดี
จะว่าไปพาพี่ต้นไม้มาในที่ๆมีคนเยอะๆแบบนี้ก็แอบเสี่ยงไม่เบาว่าอาจจะมีคนจำเขาได้ แต่ว่าโชคดียังตกเป็นของเรา คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ไม่มีใครดูออกเลยว่าหนึ่งในเจ็ดสมาชิกสุดฮอตของวงกรูมกำลังเดินอยู่ในมยองดงเหมือนพวกเขาอยู่
“พี่ต้นไม้” ฉันกระซิบเรียกเขา
“หืม”
“ฉันว่าพี่ควรมีชื่อใหม่นะ”
“หา”
“ถ้าฉันเรียกพี่ต้นไม้ๆ แบบนี้ คนจะสงสัยเอาได้นะคะ” จริงๆนะ ชื่อต้นไม้ในเกาหลีไม่ได้มีเยอะอะไรเลย ฉันกลัวคนจะได้ยินแล้วมาสังเกตเอา เลยคิดว่าถ้าตั้งชื่อให้เขาใหม่ไปเลยจะปลอดภัยกว่าน่ะ
“แล้วจะชื่ออะไรดี”
“อืมมม…” ฉันเริ่มสำรวจตัวเขาไปเรื่อยๆเพื่อคิดชื่อให้กับเขา และดันไปสะดุดตาเขากับ “แว่นกลม”
“แว่นกลม?”
“เอาชื่อนี้แหละค่ะ แว่นกลม”
“แว่นกลมนี่น่ะเหรอ” เขาทำมือเป็นวงกลมที่แว่นของเขา
“ใช่ค่ะ พี่แว่นกลม”
“ฮะฮะ เอาก็เอา”
ฉันพาเขาเดินดูนู่นดูนี่ไปเรื่อย เขาดูตื่นตาตื่นใจไปกับทุกอย่างที่เจอเหมือนกับว่าตั้งแต่อยู่เกาหลีมายังไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน อาหารเกาหลีบางอย่างที่ดูธรรมดาๆสำหรับฉันอย่างต๊อกบกกี กลับดูแปลกประหลาดมากสำหรับพี่แว่นกลมของฉัน เขาไม่เคยกินมันมาก่อน ฉันเลยลองซื้อให้เขาชิมดู พอเข้าปากคำแรกเท่านั้นแหละ เขาต้องรีบเอาน้ำดื่มตามทันทีเพราะมันคงเผ็ดเกินไปสำหรับเขา พี่ต้นไม้แอบบ่นฉันเบาๆด้วยล่ะว่า เอาอะไรมาให้เขากินเนี่ย ก็ฉันลืมนี่หนาว่าเขากินเผ็ดไม่ได้ แล้วดูสิ ฉันดันไปซื้อที่มันเผ็ดระดับพิเศษอีก แต่รู้อะไรมั้ยคะ ฉันชอบเวลาเขาเผ็ดเป็นบ้าเลย ฮิฮิ
“พี่แว่นกลม”
“ว่าไง”
“ท้าดา น่ารักมั้ย” ฉันหยิบแว่นทรงกลมที่เหมือนกับเขาขึ้นมาใส่ เราจะได้เป็นคู่หูแว่นกลมเหมือนกันไง น่ารักดีมั้ยล่ะ
“เด็กบ๊องเอ๊ย”
“แฮะๆ”
“ฉันต้องขอบคุณเธอนะที่พาฉันมาเปิดหูเปิดตา” น้ำเสียงเขาอ่อนโยนดีจัง มันชวนพาให้ฉันยิ้มตามไปด้วยชะมัด
“พี่ไม่เคยมามยองดงเหรอคะ”
“ไม่เคยได้ไปไหนหรอก เด็กฝึกของค่ายน่ะ ต้องเก็บตัวแต่ในค่าย พอได้เดบิ้วต์ ก็ทำแต่งาน วันหยุดพักผ่อนก็มาอยู่แต่บ้านอีก ยิ่งหน้าฉันเป็นแบบนี้นะ อย่าได้หวังเลยว่าจะได้ออกจากคอนโด โชคดีนะที่…” อยู่ดีดีเขาก็หยุดพูดมันไปซะดื้อๆ
“คะ”
“เอาเป็นว่า ตอนนี้ฉันโดนสั่งกักบริเวณละกัน”
“กักบริเวณ?”
“ใช่ ฉันจ้างเธอเพราะแบบนี้แหละ ฉันอึดอัดและอยากลองเป็นคนธรรมดาดูบ้าง”
โห พอได้ยินแบบนี้ ฉันถึงได้รู้เลยว่าการเป็นไอดอลชีวิตไม่ได้สวยหรูอย่างที่ทุกคนคิด พวกเขาต้องแลกมากับอิสรภาพ ทั้งๆที่ตัวเองเป็นผู้มอบความสุขให้กับคนอื่นๆแท้ๆเลย ฉันไม่อยากจะคิดเลยว่า แล้วชีวิตเพื่อนของฉันนับจากวันนี้เป็นต้นไปจะเป็นยังไงกันนะ จะต้องใช้ชีวิตแบบไม่ได้ไปไหนมาไหนเหมือนพี่ต้นไม้รึเปล่า
“พี่แว่นกลม เราไปกินอันนั้นกันเถอะค่ะ” ฉันชี้ไปที่แผงไอติมที่มีคนมากมายกำลังต่อคิวรอกินกันอยู่ ไม่ว่านักท่องเที่ยวที่ไหน มาที่นี่ต้องแวะมาซื้อกินเลยนะ มันคือร้านไอติมธรรมดาที่มีความแตกต่างที่ความยาวถึงสองฟุตด้วยกัน มันเลยเป็นที่ดึงดูดให้คนมาต่อแถวได้เป็นอย่างดี
“ไม่เอา ฉันเป็นไอดอลนะ จะกินไอติมแบบนั้นได้ไง”
“วันนี้พี่เป็นพี่แว่นกลมต่างหาก ไปกันค่ะ”
ฉันลากเขาไปต่อแถวที่ยาวแสนยาว ถึงแม้ตอนแรกเขาจะบ่นฉัน แต่สุดท้ายก็ยอมมาด้วย ร้านนี้น่ะว่ากันว่าคนไทยชอบมากันมากๆจนพนักงานที่นี่มีคนพูดภาษาไทยได้เลยล่ะ
ไม่นานพวกฉันก็ได้ไอศกรีมสองฟุตสมใจหวัง ของฉันเป็นรสวานิลลา-สตอเบอร์รี่ ส่วนของพี่ต้นไม้เขาสั่งวานิลลา-ชาเขียว ดูท่าคนที่บอกไม่ยอมกินในตอนแรกจะชอบมันมากๆเลยล่ะ เห็นหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปหลายช็อตด้วย อยากรู้เหลือเกินว่าเมื่อกี้ใครกันนะที่บอกว่าไม่ไป ไม่เอา กลัวอ้วน โธ่
“พี่แว่นกลม เรามาลองถ่ายรูปคู่กันดูมั้ยคะ”
“เฮ้อ วุ่นจริงๆเลยนะเรา”
“ไม่ได้เหรอคะ”
“ถ่ายก็ถ่าย”
“เย้”
ฉันหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา แล้วเปิดกล้องหน้าทันที เพราะกลัวเขาจะเปลี่ยนใจไม่ยอมถ่ายรูปกับฉัน
“พร้อมนะคะ”
“เอาแบบหน้านิ่งนะ ถือไอติมไว้ข้างหน้าด้วย” มีการสั่งกันด้วยแฮะ
“ได้เลยค่ะ”
“มาๆ”
“1 2 3 กิมจิ”
ฉันเปิดรุปออกมาดูทันที พี่ต้นไม้เองก็ก้มลงมาดูพร้อมฉัน
‘โป๊ก’
เพราะดันก้มลงมาในจังหวะเดียวกัน มันทำให้หัวของพวกเราชนกันอย่างไม่ได้นัดหมาย เราเลยได้แต่มองหน้ากันด้วยความเจ็บปวด แต่หลังจากนั้นน่ะเหรอ ขำแตกสิคะ
หน้าของพวกเราในรูปออกมาตลกมาก แต่ฉันไม่อยากลบมันออกไปเลย มันเป็นหนึ่งในภาพความทรงจำที่ฉันอยากจะเก็บไว้ให้ลูกๆฉันดูว่าวันหนึ่งแม่เคยได้มากินไอติมกับคนที่แม่ปลื้มเขาหนักมาก
“ใกล้จะเย็นแล้ว ไปดูพระอาทิตย์ตกดินกันมั้ยคะ”
“เอาสิ ไปไหนดีล่ะ”
“โซลทาวเวอร์ไงคะ ^^”
+Hey hey hey, Please listen, this is your groom speaking+
“แป๊บนึงนะ” เขาพูดกับฉันก่อนที่จะหันไปรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “โทรมามีอะไร”
ฉันไม่รู้ว่าคนปลายสายของพี่ต้นไม้พูดอะไร แต่ฉันสัมผัสได้ว่าหน้าของพี่ต้นไม้เครียดขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องมาเลย”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ
“เฮ้ย เดี๋ยว”
คนปลายสายเหมือนจะวางสายไปแล้ว แต่ดูท่าพี่ต้นไม้ของฉันจะไม่ลดความกังวลลงเลย
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ต้องรีบกลับคอนโดกันแล้วล่ะ”
ฉันกับพี่ต้นไม้รีบวิ่งไปรถโดยสารที่ใกล้ที่สุด พวกเราโดดขึ้นบนรถทันทีที่มาถึง ถึงแม้ฉันยังไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่ฉันก็หวังให้เรากลับไปถึงคอนโดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเริ่มคิดในหัวแล้วว่า พอไปถึงคอนโดฉันควรจะทำยังไงให้ฉันกลับไปลบหน้าพี่ต้นไม้ได้ทันและออกไปจากคอนโดให้เร็วที่สุด
ก่อนอื่นเราต้องทำให้ส่วนอื่นนอกเหนือจากหน้าของเขาเป็นพี่ต้นไม้ก่อน
“เอาเครื่องประดับพี่ออกมาค่ะ ฉันจะรีบใส่ให้ พอไปถึงจะได้ลบหน้าอย่างเดียวไงคะ”
ฉันรีบใส่ทุกอย่างคืนให้กลับเขา และโชคดีเป็นอย่างมากที่พอฉันใส่มันเสร็จ รถก็แล่นจอดที่หน้าคอนโดของเขาพอดิบพอดี
พอขึ้นไปถึงห้อง ฉันก็รีบลบเครื่องสำอางออกจากพี่ต้นไม้ทันที โชคดีที่ฉันเก็บทุกอย่างไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ถ้าล้างหน้าของเขาให้สะอาดเมื่อไหร่ ฉันก็พร้อมออกจากคอนโดของเขาทันที ฉันต้องรีบทำทุกอย่างให้เร็วที่สุด และต้องเก็บงานให้เรียบร้อยเหมือนไม่เคยมีอีกคนอยู่ในห้องนี้ เพราะถ้าพลาดไปนิดเดียว มีคนมาเห็นและรู้ว่าพี่ต้นไม้แอบจ้างฉันมาแต่งหน้าแล้วล่ะก็ ทั้งฉันและเขาต้องเดือดร้อนแน่ๆ
“เสร็จแล้วค่ะ ฉันไปก่อนนะคะ”
“เราต้องไปโซลทาวเวอร์กันนะ” พี่ต้นไม้เดินมากระซิบที่ข้างหลังฉัน
“แน่นอนค่ะ”
+Hey Hey Hey, Please listen, this is your groom speaking+
ฉันเปิดประตูออกมาพร้อมกับเวลาที่มีใครบางคนโทรเข้ามาหาพี่ต้นไม้พอดี ให้ตายเถอะวันนี้มีครบทุกรสเลยจริงๆสินะ ฉันรีบปิดประตูและหยิบผ้าปิดปากออกมาสวมปิดใบหน้าเอาไว้ ฉันเดินก้มหน้าเดินออกไปเพื่อไม่ให้ใครสังเกตถึงใบหน้าของฉันได้
เฮ้อ ฉันคิดว่า ฉันน่าจะรอดแล้วนะ…
“เดี๋ยวก่อน”
กึก!
ซวยแล้ว!
ฉันหยุดชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงใครบางคนเรียกมาจากทางข้างหน้า ฉันเงยหน้าขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อมองเจ้าของเสียงเรียกทุ้มๆนั่น ผู้ชายตัวสูงคนนั้นมีหมวกแก๊ปสีขาวปิดใบหน้าของเขาไปครึ่งส่วน ทำให้ฉันไม่สามารถที่จะเห็นได้ว่าคนตรงหน้าคือใครกันแน่
แต่พอเขาเงยหน้าถึงมาเท่านั้นแหละ
ฉันถึงกับต้องเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที ผู้ชายตรงหน้าฉันที่กำลังถือมือถือด้วยสีหน้าที่มีความสงสัยอยู่เต็มประดา เขาจ้องมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า คนที่มีริมฝีปากบาง ผมสีเทา หน้าตาสวยยิ่งกว่าผู้หญิงแบบนี้ คงไม่ใช่ใครที่ไหน
เขาคือคิส หรือ คีซองซู เพื่อนร่วมวงของพี่ต้นไม้!
“เธอเป็นใคร ทำไมถึงได้ออกมาจากห้องเพื่อนของฉัน”
*แซม ย่อมาจาก ซอนแซงนิม ที่แปลว่า คุณครู
TALK WITH พิมพ์อักษร
สวัสดีค่ะ พิมพ์ตื่นเต้นมากที่ได้มาทักทายทุกคนในตอนที่ 2 นี้ ก่อนอื่นเลยต้องขอขอบคุณคู่เบี้ยนไม้เอกของปี 8 ยั่วเดียร์ และ เทียนไข่ ที่ช่วยกันตั้งชื่อนิยายเรื่องนี้ให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่เข้ามาคอมเม้นท์ให้ไม่ว่าจะเป็นเบื่องหน้าหรือเบื่องหลัง อยากบอกว่าพิมพ์อ่านทุกคอมเม้นท์เลยนะคะ ขอบคุณทุกเสียงคะแนนโหวตของทุกคน รักทุกคนนะคะ สุดท้ายนี้ขอฝากเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วย และเจอกันในตอนที่ 3 ค่ะ
ปล. ฝากติดตามเพจผู้ช่วยทางภาษาเกาหลีของพิมพ์ด้วยนะคะ
https://www.facebook.com/Booneyes/
เขินตอนแต่งหน้าให้พี่ต้นไม้ง่า อยากจะลูบไล้หน้าอปป้าแบบนี้บ้าง แงงง
ตอนไปเที่ยวฮยองดงนี่น่ารักมาก ชอบบบบ >.< บรรยายน่ารัก พี่ต้นไม้ก็ทำตัวน่ารัก
อยากอ่านตอนต่อไปแย้วว
ชอบฟิลแต่งหน้าให้คนหล่อมากเลย อยากลูบแก้มเค้าบ้างไรบ้าง
นางเอกแอบแผนสูงอะ ชวนเดทเฉยยย 55555
พี่ต้นไม้น่ารักเกินไป หง่าก โอป้าขา <3
กอดพี่พิมพ์ สู้ๆ นะคะ ! มอบอ้อมกอดอบอุ่น
#ต้นไม้โอป้า
... มาถึงตอนนี้ เห็นความน่ารักของพี่ใบไม้เยอะเลย มีความลังเลว่าจะเชียร์ใคร ระหว่างซอฮุนกับพี่ใบ 55+
อยากอ่านต่อซะแล้ว ทิ้งอะไรไว้มากเหลือเกิน ทั้งตอนพี่ใบเรียกชื่อ โบรา ทั้งความสัมพันธ์ของพ่อหนุ่มผมทอง (หรือคิดมาไปเอง?)
ปล. รอตอนสามไม่ไหวแล้วค่ะพิมพ์ สู้ๆ นะคะ
พี่พิมพ์ของนุ้งงงง ตอนนี้ตะมุตะมิมากมาย ชอบตอนต้นไม้แซวเรื่องตาโบรา โถๆๆ พ่อคุณเอ๊ย ตัวเองตาโตเท่าไข่ห่านเลยสินะคะ 5555555
เอ๊ะๆ แต่อีตาคิสนี่มาขัดจังหวะกำลังสวีตทำไม เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวเลย (ทำไมโหด55555)
สู้ๆ นะคะะ รักพี่เมือก
มันน่ารัก และ โอ้โหวววว พี่ต้นไม้เดี๋ยวดีเดี๋ยวโหด มีการ เราต้องไปโซลทาวน์เวอร์กันนะ
แหมมม นัดเองซะด้วย ฮื้มมมมม (สาบานว่าไม่ได้กำลังอิจฉา)
รอตอนต่อไปนะพิมพ์ อยากรู้แล้วคิสจะทำยังไง
เห็นผู้หญิงออกมาจากห้องพี่ต้นไม้ คงไม่ได้หึงใช่มั้ยยยย -.,-
ต้องสติมั่นคงแค่ไหนกับการได้จ้องหน้ากับไอดอลที่ชอบใกล้ขนาดเน้!!!
กรี้ดดดดด~ แต่แอบสงสัยทำไมโบราเข้าคอนโดพี่ต้นไม้ได้ง้ายง่าย
แล้วทำไมพี่ต้นไม้เคยรู้จักโบรามาก่อนเหรอ หูยยย มีเงื่อนงำาาา
ปูลู อยากสิงโบรา~
ต้น-หญ้า คัพเพิล 😂💕