พิมพ์อักษร

[JLS06] Contour Your Heart แต้มสีรัก เติมเต็มหัวใจ

’ ช่างแต่งหน้าใต้ดิน’ อย่างเธอจะทำอย่างไรเมื่อต้องมาแต่งหน้าให้กับคนที่ทำให้ใจของเธอสั่นไหวทุกครั้งเพียงแค่เห็นหน้า

0%
VOTE
ตอนก่อนหน้า

ตอนที่ 3/7 :: ออนนี่

ตอนถัดไป

ตอนที่ 3 : ออนนี่

 

            เธอเป็นใคร ทำไมถึงได้ออกมาจากห้องเพื่อนของฉันคิสถามฉันด้วยน้ำเสียงที่ดูประหลาดใจเป็นอย่างมาก

            “ฉันฉันเป็นแม่บ้านมาทำความสะอาดค่ะ!” ยัยบ้าโบรา แกตอบอะไรออกไปยะ! อยากจะเขกหัวตัวเองทันทีที่หลุดคำตอบโง่ๆ แบบนั้นไป แต่จะทำยังไงได้ หัวสมองฉันคิดได้แค่นี้แหละ หวังว่าคิสจะไม่ติดใจอะไรก็แล้วกัน

            “งั้นเหรอเขาหรี่ตามองคล้ายจะจ้องจับผิด  

            “ใช่ค่ะฉันทำหน้าตาจริงจัง เพื่อให้เขาเชื่อในสิ่งที่ฉันพูด

            แล้ว…”

            “เอ่อ ต้องขอตัวก่อนนะคะ ฉันต้องไปแล้วค่ะฉันรีบตัดบทซะก่อน เพื่อไม่ให้คนตรงหน้าถามอะไรต่อได้อีก

            ฉันรีบก้าวขาผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว โดยการเดินราบไปตามกำแพงพยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดีที่เขาไม่ได้รั้งอะไรเอาไว้ ไม่อย่างนั้นฉันต้องตายแน่ๆ เลย เสียวไส้ชะมัด ตั้งแต่ทำอาชีพนี้มา ยังไม่เคยเจอคนที่เข้ามาปะทะกันซึ่งๆ หน้าแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกและขอเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยจริงๆ

            พอลงมาจากคอนโดได้สำเร็จ ฉันก็รู้สึกว่าท้องเริ่มร้อง และตัวเองต้องได้รับการปลดปล่อยจากความเครียดเมื่อครู่ ฉันจึงตัดสินใจนั่งรถไปที่ฮงแด หาร้านอาจุมม่าเจ้าประจำนั่งกิน อ๋อ ร้านอาจุมม่าไม่ใช่ชื่อร้านนะ อย่าเข้าใจผิด มันเป็นร้านที่เขาตั้งเต็นท์พลาสติกเรียงกันตามริมถนน มีไว้เพื่อนั่งดื่มโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่แล้วเวลาไม่มีอะไรทำหรือเจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่คาดคิด (แบบเมื่อครู่) ฉันมักหาร้านแบบนี้นั่งกิน นั่งดื่มไปเพลินๆ แบบนี้ล่ะ

            ร้านอาจุมม่ามีมากมายตามท้องถนน มีหลายเต็นท์ให้ทุกคนได้เลือก แต่ทุกร้านมักจะมีเมนูที่เหมือนกัน ถ้าจะให้แนะนำว่าไปร้านไหนดี ก็คงแนะนำเต็นท์น้ำเงินเบอร์สองที่เป็นร้านประจำของฉันและซอฮุน เพราะแกทำทุกอย่างได้ถึงรสชาติ ตามสไตล์คนชอบกินรสจัดอย่างฉันมากๆ

            อาจุมม่า ชุดเอค่ะฉันตะโกนสั่งอาหารชุดเอที่มีแค่คิมบับกับโซจูทันทีที่ฉันนั่งที่โต๊ะ

            เดดดดดอาจุมม่าตอบรับกลับมา

            อธิบายเล็กน้อย ที่ฉันจำเป็นต้องสั่งอาหารเป็นชุดเพราะร้านนี้ขายแต่แบบนี้เท่านั้น ทุกเมนูจะมีโซจูพ่วงติดมาด้วย

ระหว่างที่นั่งรออาหาร ฉันก็มองบรรยากาศรอบๆ ไปพลางๆ แล้วก็พบว่าฉันเป็นโต๊ะเดียวที่มานั่งกินในร้านนี้เพียงลำพัง โต๊ะอื่นๆ เขามาเป็นคู่บ้าง มาสามคนบ้าง สี่คนบ้าง เฮ้ยย นี่ฉันกลายเป็นคนโดดเดี่ยวไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่ได้การแล้ว ต้องหาแนวร่วมเพิ่ม และคนๆ นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเพื่อนรักของฉัน

คิมซอฮุน

            [ว่าไง]

            “ซอฮุนนา คิมซอฮุนนนนฉันแกล้งทำเสียงยานๆ ให้เหมือนคนเมา

            [เมาปะเนี่ย]

            “ยัง แต่กำลังจะ

            [หมายความว่าไง]

            “มาดื่มเป็นเพื่อนหน่อยสิ มายชินกู1

            [นี่เธอลืมไปแล้วเหรอ ว่าเพื่อนเธอน่ะ เป็นเด็กฝึกหัดแล้วนะ]

            “ไม่ลืม แต่มาเหอะ ไม่อยากนั่งคนเดียว

            [ฉันดื่มไม่ได้หรอก ถ้าโดนจับได้ขึ้นมา จะแย่เอา]

            “มานั่งเป็นเพื่อนฉันแทนก็ได้

            [เออๆ ก็ได้ ที่เดิมใช่มั้ย]

            “ใช่เลย

            เย้ ในที่สุดซอฮุนก็ยอมออกมานั่งเป็นเพื่อน ระหว่างรอเพื่อนหนุ่ม ฉันจึงนั่งดื่มและกินคิมบับที่อาจุมม่าเอามาให้ที่โต๊ะไปพลางๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าพอฉันกินหมดจนเกลี้ยง อีตาบ้านั่นก็ยังมาไม่ถึงเลย ฉันเลยต้องสั่งอาหารเพิ่มอีกชุด เพราะไม่อยากโดนอาจุมม่าเขม่นว่ากินหมดจานแล้วยังไม่ยอมลุกมาจ่ายเงินอีก ทั้งๆ ที่ตัวฉันน่ะ คออ่อนอย่างกับอะไรดี แค่นี้ก็เริ่มจะมึนๆ แล้วนะ

            เอิ๊ก~

 ฉันเรอออกมาอย่างห้ามไม่ได้

            น่าเกลียดที่สุด ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้

            ใครเนี่ย

            ฉันพยายามโฟกัสสายตาตัวเองที่ตอนนี้มองอะไรไม่ค่อยชัด แต่ก็พอเดาได้ว่าผู้ชายตรงหน้าคือเพื่อนฉันเอง มาวันนี้ซอฮุนดูต่างจากคนที่ฉันเคยรู้จักอย่างลิบลับ เขามีประกายวิ้งค์ๆ ออกมาจากตัวด้วยล่ะ

            เธอเมาแล้ว

            “ม่ายย

            “ฉันคือใคร

            หน้าตานี่ดูเครียดขึ้นมาทันที แกล้งต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน

            “อ่ะ รู้แล้ว!”

            “ว่าไง

            “นายคือคนหน้าเหมือนซอฮุน ใช่มั้ยล้าหน้าซอฮุนดูตลกชะมัด ฉันรู้เลยว่าเขาต้องกำลังหัวเสียกับคำตอบฉันอยู่แน่ๆ

            ย้า! ฉันคือเพื่อนเธอ คิม ซอฮุน

            “รู้หรอกน่า แค่แกล้งเล่นเท่านั้นเอง

            “ยัยบ้า

            นี่คิมซอฮุนฉันพูดเสียงอ้อนนิดๆ แพ็ค โบราคนนี้เพิ่งรอดตายมาหมาดๆ

            “เป็นไรฮะ

            “เมื่อกี้ ฉันเจอ คิส

            “ยัยบ้าดารา

            “ไม่ใช่แบบนั้นฉันรีบโบกมือปฏิเสธเพราะซอฮุนคงเข้าใจว่าฉันเจอคิสแล้วคงคลั่งเหมือนคนใกล้ตายแน่ๆ

            แล้วแบบไหนล่ะ

            “เรื่องมันเป็นแบบนี้

            ฉันตัดสินใจเล่าทุกอย่างให้ซอฮุนฟัง โดยตัดประเด็นเรื่องพี่ต้นไม้ออกหมดทุกอย่างเพราะสมควรที่จะเป็นความลับ ฉันเล่าแค่ว่าไปแต่งหน้าให้กับลูกค้าเท่านั้นและดันไปเจอกับคนที่ไม่ควรเจอเข้าอย่าง คิส

            “เดี๋ยว? คิสที่เธอหมายถึงคือ คี ซองซู ซอนเบ3 รึเปล่า

            “ใช่น่ะสิ! มีคิสอื่นนอกจาก คี ซองซูแห่งวงกรูมด้วยเหรอยะ

            งั้นฉันสงสัยอยู่สองประเด็น ประเด็นแรก เธอไปเจอซอนเบได้ไง ประเด็นที่สอง ทำไมเขาต้องสนใจเธอด้วย ไม่เห็นจะมีอะไรน่าตกใจตรงไหนเลยซอนเบที่ซอฮุนหมายถึงคงเป็นคิส

            “คืองี้ลูกค้าค่อนข้างสนิทกับคิส แต่นายก็รู้ใช่มั้ยล่ะว่าถึงจะสนิทกันขนาดไหน มันก็ยังต้องเป็นความลับสำหรับเรื่องแบบนี้

            “ลูกค้าเธอเป็นใครเนี่ยซอฮุนถามออกมาด้วยความอยากรู้ แต่ขอโทษทีนะเพื่อน ฉันคงบอกนายไม่ได้

            ความลับย่ะ

            เค ช่างเถอะ แต่ฉันจะบอกอะไรเธอให้นะ ได้เจอคิสซอนเบน่ะ ดีแค่ไหนแล้ว เขาใจดีจะตาย

            “เหรอ

            “ใช่น่ะสิ ไม่เหมือนพี่ต้นไม้เธอสักนิด หยิ่งอย่างกับอะไรดีพูดจบ ซอฮุนรินโซจูใส่แก้วและหยิบขึ้นมาดื่ม แต่ไหนนายบอกในโทรศัพท์ไงว่านายจะไม่ดื่ม ไอ้คนเชื่อไม่ได้

            “ไม่จริง อย่ามาว่าพี่ต้นไม้ของฉันนะยะ

            “รู้อะไรมั้ย คนในวงกรูมไม่มีใครชอบเขาสักคน มีแต่คิสซอนเบเนี่ยแหละที่เป็นเพื่อนกับเขาได้ฉันไม่เชื่อหรอก ดูยังไงพี่ต้นไม้ก็เป็นที่รักของวง

            “อย่ามาพูดมั่วๆ นะ พวกเขารักกันจะตายฉันติดตามดูทุกรายการเรียลลิตี้ของวงกรูม ติดตามพวกเขามามากมาย ดูยังไงก็ไม่เห็นเป็นแบบที่ซอฮุนพูด นายนี่ต้องอคติกับพี่ต้นไม้ และมาไซโคฉันแน่ๆ

            “นั่นเป็นภาพลักษณ์ที่บริษัทอยากให้คนอย่างพวกเธอเห็นต่างหาก

            “ปวดหัว ไม่อยากฟังนายแล้ววว!”

            “เธอจะมาตะโกนใส่ฉันทำไม

            “ไม่อยากฟัง ง่วง คร่อก!”

            “เฮ้ย ยัยบ้า เธอจะมาฟุบที่โต๊ะแบบนี้ไม่ได้นะ อ๊าก ชินจา2

           

            ปวดหัวชะมัดเลย

            ฉันค่อยๆ ลืมตาที่แสนจะหนักอึ้งทั้งสองข้างขึ้น นี่มันห้องของฉันนี่นา เมื่อคืนจำได้ว่ายังอยู่ที่เต็นท์กับซอฮุน แล้วทำไมอยู่ดีๆ มาโผล่ที่บ้านได้ล่ะ คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกเลยแฮะ

ช่างมันก่อนแล้วกัน ต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วด้วย เดี๋ยวไปเรียนสาย แล้วคุณครูน้ำที่แสนใจดีจะโกรธเอาได้ ยิ่งเคร่งๆ เรื่องเวลาอยู่

            คุณครูน้ำคือครูสอนภาษาไทยฉันเอง เธอเป็นครูที่ดีมาก ไม่เคยเบื่อที่จะตอบคำถามนักเรียน แม้แต่คำถามไร้สาระอย่างของฉันที่ชอบถามคำถามหรือประโยคภาษาไทยเพื่อเอาไว้คุยกับพี่ต้นไม้ก็ตาม เช่น พี่เป็นคนเดียวที่อยู่ในฝันของฉัน เอาจริงแล้วฉันไม่กล้าไปพูดประโยคเหล่านั้นกับเจ้าตัวหรอก ได้แต่จำและเก็บในคลังสมองเท่านั้นแหละ ซึ่งถึงแม้จะเป็นแบบนั้น ครูก็ช่วยเหลือฉันเป็นอย่างดี น่ารักใช่มั้ยล่ะ ครูฉันเอง

ไม่นานฉันก็อาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ก่อนออกก็เช็คความเรียบร้อยหน้ากระจกซักหน่อย และค่อยๆ ย่องออกจากห้องตัวเองไม่ให้อ่อมม่า4กับอัปป้า5เห็น สาบานได้เลยว่า ถ้าอ่อมม่าเห็นล่ะก็ มีหวังถูกยิงคำถามจนตัวพรุนแหงๆ แล้วยิ่งเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง ฉันยังจำไม่ได้ จะเอาอะไรไปแก้ตัวกับเขาล่ะ

            ฉันดูลาดเลาแล้ว อ่อมม่ากำลังหมักกิมจินั่งดูทีวีอยู่ ส่วนอัปป้าก็คงทำธุระอยู่ในห้องน้ำ ถ้าค่อยๆ ย่องไปที่ประตูโดยไม่มีเสียงอะไร ฉันต้องรอดแน่นอน สู้ๆ ยัยโบรา

            อ้าว โบรา จะไปไหนล่ะลูก

            กรี๊ด!

            อัปป้าทำไมต้องออกมาจากห้องน้ำเวลานี้ด้วยคะเนี่ย อ่อมม่ารีบวางกิมจิที่ยังอยู่ในมือ เดินมาหาฉันด้วยสีหน้าที่ดูยังไงก็ต้องโกรธลูกสาวคนนี้แน่ๆ

            แพ็ค โบรา!”

            นั่นไงล่ะ มาแล้วจ้า เจ้าแม่ใหญ่ของตระกูลแพ็ค

            ฉันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ และขอยกธงขาวให้กับอ่อมม่าที่ดูเดือดเต็มที่ ถึงแม้อายุของฉันจะเกินยี่สิบแล้วก็ตาม แต่สำหรับอ่อมม่า ยังไงก็ยังเห็นฉันเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ แล้วยิ่งมีเรื่องออนนี่อีก แกเลยยิ่งเป็นห่วงอีกหลายล้านเท่าเลยล่ะ ข้อนี้ฉันเข้าใจอ่อมม่าดี

            เพี้ยะ!

            “อ่อมม่า! หนูเจ็บนะคะออมม่าตีลงมาที่แขนฉันเต็มๆ ซึ่งมันเจ็บถึงทรวงเลยล่ะ ขอบอก T_T

            “เจ็บสิดี ตีแรงกว่านี้ยังได้

            หนูขอโทษค่ะฉันโค้งให้อ่อมม่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าลูกสาวสำนึกผิดแล้ว

            ดีนะ ที่ซอฮุนพาแกกลับมาบ้านถูก ไม่งั้นแกจะเป็นไงฮะ

            “หนูผิดไปแล้วฉันโค้งให้อ่อมม่าอีกรอบ

            อย่าทำแบบนี้อีกนะ แล้วนี่จะไปไหนอ่อมม่าชี้หน้าสั่งฉัน ก่อนที่จะกอดอกถาม ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเธอเริ่มเย็นลงแล้วล่ะ ฉันจึงถือโอกาสสวมกอดอ่อมม่า เป็นการอ้อนกลายๆ ให้หายโกรธฉันไวๆ ยังไงล่ะ

            ไปเรียนภาษาไทยค่ะ”                                                                                                      

            “เรียนได้เรียนดีจริงๆ เลยนะเรา

            “ก็หนูรักของหนูนี่คะ แต่รักอ่อมม่ามากกว่านะฉันหอมแก้มของอ่อมม่าไปหนึ่งที

            นี่โบราขากลับอย่าลืมแวะไปหาโบมีนะอ่อมม่าหน้าเศร้าขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงโบมีออนนี่หรือพี่สาวแท้ๆ ของฉันเอง

            ทุกครั้งที่พูดถึงโบมีออนนี่ บรรยากาศในครอบครัวของฉันก็จะอึมครึมทุกที มันเป็นเหตุการณ์ที่คนในครอบครัวของฉันไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เฮ้อ น้ำตาอย่าได้ไหลออกมาเชียวนะ อ่อมม่าคงไม่สบายใจ ถ้าเห็นฉันร้องไห้

            ไม่ลืมหรอกค่ะ หนูจะเอาดอกไม้ไปให้ออนนี่ด้วยค่ะฉันยิ้มให้อ่อมม่าเพื่อให้ท่านสบายใจขึ้น

            ดีแล้ว... ดีแล้ว ฝากความคิดถึงจากอ่อมม่าให้โบมีด้วยนะ

            “ทำไมอ่อมม่าไม่ไปด้วยกันล่ะค่ะ

            “วันนี้มีลูกค้าสั่งกิมจิเยอะเลย ออมม่าคงไปไม่ได้ ไปเป็นตัวแทนอ่อมม่ากับอัปป้าด้วยนะโบราอ่อมม่าหยิบผ้ากันเปื้อนขึ้นมาซับน้ำตา

            ได้ค่ะฉันตอบรับอ่อมม่าแล้วจับมือท่านเอาไว้เพื่อเป็นการยืนยันว่าฉันไม่ลืมแน่นอน

              ฉันหยิบร่มที่หน้าบ้านหนึ่งคันก่อนออกจากบ้าน พอเดินออกมาแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกที่ไม่ลืมหยิบเอาผ้าพันคอสีขาวที่แขวนไว้ที่หน้าประตูออกมาด้วย เพราะวันนี้เป็นอีกวันที่อากาศค่อนข้างหนาว ถึงแม้หิมะจะหยุดตกแล้ว แต่ว่ามันก็ยังหนาวเกินไปสำหรับฉันอยู่ดีถ้าไม่ใส่ผ้าพันคอ

            ฉันเดินลงบันไดของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแถวบ้านเพื่อไปเรียนพิเศษที่อยู่ไม่ไกลจากแถวนี้มากนัก เพียงไม่กี่สิบนาทีก็มาถึงสถานีที่ต้องลง ฉันแตะบัตรออกและขึ้นบันไดเลื่อนที่ทางออกหก เดินไปอีกเล็กน้อยก็จะถึงตึกสีสันสดใสที่มีขนาดไม่ใหญ่มากหนัก ซึ่งมองทีไร ฉันก็รู้สึกอยากเข้าไปเรียนทุกที

            ในตึกมีพี่พนักงานผู้หญิงคนหนึ่งที่จะคอยให้ความสะดวกสบายกับพวกเรา ทุกคนต้องมาลงชื่อทุกครั้งที่มาเรียน ส่วนพี่เขาก็จะทำหน้าที่ตัดชั่วโมงในบัตรประจำตัวนักเรียนในระบบให้

            สวัสดีจ้ะ น้องโบราทุกคนต้องทักทายกันเป็นภาษาไทยและ รวมถึงที่หน้าเคาน์เตอร์นี่ด้วย

            สวัสดีค่ะฉันไหว้พี่เขาตามแบบฉบับที่คิดว่าเหมือนคนไทยที่สุด

            “ขอบัตรด้วยจ้ะ

            “รอสักครู่นะคะ ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าที่ปกติจะหย่อนซองใส่บัตรไว้ที่ช่องเล็กๆ จะได้หาง่ายๆ

แต่ มันไม่มี!

ไม่นะ มันหายไปไหนกัน ฉันก็ไม่ได้หยิบเอาไปใช้ที่ไหนนิ เท่าที่จำได้ครั้งสุดท้ายก็มาใช้ที่นี่และก็เอากลับใส่กระเป๋าแล้ว จากนั้นฉันก็ไม่ได้ใช้กระเป๋านี้อีกเลยจนไปคอนโดพี่ต้นไม้วันนั้น

            หรือว่ามันจะตกที่คอนโดของพี่ต้นไม้กันนะ วันนั้นฉันยิ่งเบลอๆ อยู่ด้วย มันต้องแบบนั้นแน่ๆ เพราะที่มยองดงก็ไม่ได้เปิดกระเป๋าออกมาใช้เลย โอ๊ย ฉันจะทำไงดี

            เมื่อซองเก็บบัตรนั่นหายมันก็หมายความว่า

            รูปคู่หนึ่งเดียวของฉันกับโบมีออนนี่ก็หายไปด้วยน่ะสิ

            ถ้าคนนอกเก็บมันได้ที่คอนโดพี่ต้นไม้ ฉันจะทำยังไง จะทำยังไง!

            ควรจะโดดเรียนไปคอนโดพี่ต้นไม้ตอนนี้เลยดีมั้ย โอ๊ย มันคงไม่ได้สินะ ยังไงก็แล้วแต่ฉันต้องหามันให้เจอ ก่อนที่คนอื่นจะเก็บมันไปก่อน ตอนนี้ หน้าที่ของฉันคือโฟกัสที่เรื่องเรียน ข่มความกังวลของตัวเองเข้าไว้ ฟู่

            หาบัตรไม่เจอเหรอคะ

            “ค่ะ ไม่รู้หายไปไหน

            “ไม่เป็นไรค่ะ งั้นพี่จะขอจดเอาไว้ และครั้งหน้าพี่รวบยอดเลยก็ได้จ้ะ

            “ขอบคุณมากเลยค่ะพี่ฉันไหว้ขอบคุณพี่เขา แต่ในหัวของฉันยังกังวลเรื่องรูปนั่นอยู่

            “จ้า แต่ครั้งหน้าต้องเอามานะ ครั้งนี้พี่หยวนให้ก่อน

            “ค่ะ

            ตั้งใจเรียน แพ็ค โบรา เรื่องอื่นช่างมันไปก่อน ไฟท์ติ้ง!

            ฉันเดินเข้าไปในคลาสที่ตอนนี้ก็เริ่มมีคนมาถึงกันค่อนข้างเยอะแล้ว ฉันกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องเพื่อจะดูว่าควรจะนั่งตรงไหนดี สุดท้ายแล้ว ก็เลือกที่นั่งโต๊ะแถวหน้าติดริมหน้าต่างเพราะฉันชอบดูบรรยากาศรอบนอกและคิดอะไรเพลินๆ ไปเรื่อยเปื่อยระหว่างพักเบรก

            ระหว่างรอ ฉันก็หยิบสมุดน้องลีฟขึ้นมาอ่านทวนเพื่อเตรียมจะส่งให้ครูน้ำตรวจการบ้านในวันนี้ เผื่อว่าจะเจอพวกคำผิดของตัวเอง หรือประโยคที่มันแปลกๆ ไปบ้าง จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

            สวัสดีค่ะ นักเรียนทุกคน

            ครูน้ำมาถึงแล้ว ฉันปิดสมุดน้องลีฟและวางดินสอของตัวเองข้างสมุด

            สวัสดีค่ะ / ครับนักเรียนทุกคนพร้อมใจกันไหว้คุณครูน้ำ

            จำได้ใช่มั้ยจ๊ะ ว่าวันนี้เรามีนัดส่งการบ้านกันครูน้ำพูดด้วยน้ำเสียงใจดี บนใบหน้าของเธอมักจะมีรอยยิ้มอยู่เสมอ ทำให้นักเรียนที่นี้ทุกคนรักคุณครูกันหมด รวมถึงฉันด้วย

            จำได้ค่ะ / ครับ

            “ดีมากจ้ะ งั้นวันนี้ครูจะให้นักเรียนออกมายืนอ่านให้เพื่อนๆ คนอื่นได้ฟังกัน เมื่อเพื่อนหน้าห้องอ่านจบแล้ว ครูจะเรียกตัวแทนมาแปลว่าสิ่งที่เพื่อนพูดไปว่าหมายความว่ายังไง ไม่ต้องห่วงนะ ครูเรียกทุกคนแน่นอน เข้าใจมั้ยจ๊ะ

            เข้าใจค่ะ/ครับ

            โหหห แบบนี้ทุกคนก็รู้กันหมดน่ะสิว่าฉันบ้าพี่ต้นไม้ขนาดไหน แต่เอาเถอะ ระดับนี้แล้วไม่มีคำว่าอาย การที่เป็นติ่งไม่ได้หมายความว่าเราทำผิด ตรงกันข้าม ฉันรู้สึกภูมิใจด้วยซ้ำกับฐานะของตัวเอง การได้สนับสนุนคนๆ หนึ่งให้ไปถึงฝันของเขา ได้มอบความรักให้ แถมคนๆ นั้นยังไม่เคยทำให้ฉันเสียใจ เพราะฉะนั้น ฉันภูมิใจกับมันมากๆ เลยล่ะ ใครจะด่าว่าฉันบ้ายังไงก็ช่าง ฉันไม่สนใจหรอก

            คนแรก ซึงวู มาเล่าถึงคนในฝันของเธอให้เพื่อนได้ฟังกันหน่อยสิจ๊ะ

            การที่ได้นั่งฟังเรื่องราวของคนในฝันของเพื่อนๆ ในคลาสมันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก แถมยังหุบยิ้มไม่ได้อีกต่างหาก ฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนมาอยู่ในห้องนี้ก็คงเป็นเหมือนกัน เรื่องราวของแต่ละคนน่ารักแตกต่างกันไป บ้างก็เล่าเรื่องถึงคนที่เป็นรักแรกของตัวเอง บ้างก็เล่าถึงคนที่ตัวเองฝันอยากจะแต่งงานด้วย หรือบางคนก็เล่าเป็นเรื่องตลกไปว่าตัวเองเจอผีในฝัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกคนเล่ามันออกมาอย่างสนุกสนานกันเลยทีเดียว คนฟังเองก็เพลิดเพลินไม่ต่างกัน

            เอาล่ะ คนสุดท้าย แพ็ค โบรา เชิญจ้ะ

            ฉันหยิบสมุดน้องลีฟเปิดไปที่หน้าล่าสุดแล้วเดินออกไปหน้าห้อง หยิบไมค์ที่ตั้งไว้อยู่ตรงหน้าก่อนที่จะเริ่มเล่าถึงคนในฝันของตัวเองให้เพื่อนๆ ในห้องได้ฟังกัน

            “ถ้าให้ฉันพูดถึงคนในฝันของฉัน เขาคนนี้เป็นถึงดาวที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองเอื้อมไม่ถึง แต่ยังไงก็ตามแต่ ฉันยังจะเลือกที่จะมอง และสนับสนุนเขาต่อไป ใช่แล้วค่ะ คนๆ นี้เขาเป็นถึงไอดอลที่ทุกคนน่าจะรู้จักกันดี ซึ่งฉันรู้สึกว่าชื่อของเขา เข้ากับตัวตนเป็นอย่างมาก เขาคนนี้มีชื่อว่า ต้นไม้ค่ะ ผู้ชายที่มองเผินๆ ดูแค่ภายนอกเหมือนคนแข็งกระด้าง ไร้อารมณ์ แต่จริงๆ แล้ว เขาเป็นคนที่ให้ความร่มเย็นกับคนอื่นๆ รวมถึงตัวฉันด้วย ไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ ถ้าวันหนึ่งฉันมีโอกาสได้พูดแค่ประโยคเดียวกับเขา ฉันก็คงต้องพูดว่า พี่เป็นคนเดียวที่ฉันฝันถึง ได้โปรด เป็นแฟนกับฉันนะคะ…’ ขอบคุณค่ะ

            แปะๆๆๆๆ

            เพื่อนๆ ปรบมือให้ตอนที่ฉันพูดจบพอดี ครูน้ำเองที่นั่งอยู่ตรงกลางห้องก็ส่งยิ้มมาให้อย่างอบอุ่น

            ในความคิดของครู ถ้าเขาเป็นต้นไม้ เขาไม่ได้เป็นดาวหรอก เพราะเขาคือคนที่มีรากฐานอยู่บนดิน เพราะฉะนั้นเธอไม่ต้องกลัวว่าจะเอื้อมไม่ถึง รู้มั้ยจ๊ะ

            “จริงด้วยค่ะ หนูก็ลืมไปเลย แฮะๆ

            “ครูเอาใจช่วยนะ

            “ขอบคุณค่ะ

            “เอาล่ะ ซึงวู แปลที่เพื่อนพูดไปเมื่อกี้ให้ครูฟังหน่อยสิจ๊ะ

            ฉันไหว้ครูน้ำก่อนที่จะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะ เพื่อให้พื้นที่กับซึงวูได้แปลจากไทยสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่นี้จากไทยเป็นเกาหลี ซึ่งฉันรู้สึกว่าซึงวูแปลได้ดีเลยทีเดียว

            ครูประทับใจมากที่ได้ฟังเรื่องราวของคนในฝันของทุกคนในวันนี้ ครูขอเก็บสมุดการบ้านไปตรวจนะจ๊ะ ส่วนวันนี้ขอบคุณมาก และเจอกันใหม่ในคลาสหน้าจ้ะ

            ขอบคุณค่ะ/ครับ

            พอเลิกคลาส ฉันก็รีบเอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูทันที เพราะจากข้อตกลงวันนี้ต้องเข้าไปแต่งหน้าให้พี่ต้นไม้ที่คอนโด และฉันมีความจำเป็นเป็นอย่างมากที่ต้องไปหาเขาให้ได้ พี่ต้นไม้จะต้องส่งข้อความมาบอกเวลาว่าจะให้เข้าไปกี่โมง แต่มาวันนี้กับไม่มีข้อความใดๆ เรื่องงานเข้ามาเลย ฉันจึงตัดสินใจนั่งรถไปกินข้าวเที่ยงในร้านอาหารที่ใกล้กับคอนโดของเขาก่อน ไหนๆ ตัวเองก็ทำบัตรนักเรียนหายบนคอนโดเขาอยู่แล้ว พอเขาติดต่อมาเรียกให้ขึ้นไปฉันจะได้ขึ้นไปทันทีเลย

            ฉันใช้เวลากินประมาณชั่วโมงหนึ่งได้ โดยระหว่างนั้นก็กำมือถือของตัวเองไว้ตลอดเวลา น่าแปลกที่ยังไม่มีข้อความอะไรส่งเข้ามาหาฉันเลย หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขากันนะ ฉันควรส่งแมสเสจไปหาเขาดีมั้ย มันก็ไม่ได้อีก เพราะในข้อตกลงระบุเอาไว้ว่า ห้ามส่งข้อความ หรือโทรหาเขาก่อนเป็นอันเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืนจะปรับครั้งละ 1 ล้านวอน

            ไม่รู้ล่ะ

            ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องหาทางขึ้นคอนโดของเขาเพื่อไปเอาซองเก็บบัตรที่มีทั้งบัตรนักเรียนและรูปฉันกับพี่ที่อาจจะทำตกเอาไว้ให้ได้ เอาเว้ย บุกเป็นบุก

            เมื่อฉันตัดสินใจได้แน่นอนแล้วว่าฉันจะบุกขึ้นไปบนคอนโดของเขาวันนี้ ฉันก็ทำอย่างที่ตัวเองพูดไว้!

            อ้าว ล็อค

            ฉันเขย่าประตูทางเข้าสองสามที และพบว่ามันล็อคอยู่ น่าประหลาดใจมาก เพราะสองครั้งที่แล้วที่ฉันมาที่นี่ ฉันไม่เคยมีอุปสรรคในการเข้าคอนโดนของพี่ต้นไม้เลย ทุกอย่างผ่านไปได้อย่างราบรื่น

            ปรี๊ดๆๆๆๆ

            อยู่ดีๆ ก็มียามคนหนึ่งเป่านกหวีด วิ่งมาทางฉัน เขาชี้มาทางฉัน เหมือนบอกกลายๆ ว่า ห้ามฉันหนีไปไหนนะ

            ซวยแล้วมั้ยล่ะ แพ็ค โบรา ฮืออ

            ไม่มีบัตร เข้าไม่ได้นะครับ

            “คือฉันมาหาเพื่อนน่ะค่ะ

            ให้เพื่อนคุณลงมาเปิดสิครับเขาบอกพร้อมทำหน้าขึงขังปนเอือมระอา

            ฉันติดต่อเขาไม่ได้เลยค่ะ ฉันจำเป็นต้องขึ้นไปจริงๆ นะคะฉันทำหน้าอ้อนวอนเขาสุดๆ แต่ดูท่ามันจะไม่เป็นผลเลยแม้แต่น้อย

            คุณต้องมีบัตรถึงจะเข้าได้ครับ หรือไม่ก็ให้เพื่อนคุณลงมารับผมถึงจะเปิดให้คุณเข้าได้

            “ฉันก็เคยมาที่นี่ จำฉันไม่ได้เหรอคะพี่ต้นไม้ไม่มีทางลงมารับฉันแน่นอน ไอดอลคนดังอย่างเขาน่ะเหรอ จะยอมมารับคนธรรมดาอย่างฉัน

            “ไม่ได้ครับ!” ยามเริ่มตะโกนใส่ฉันอย่างมีน้ำโห

            ฉันอยากจะร้องไห้ ใครก็ได้ช่วยแก้ปัญหาที ฉันจำเป็นต้องใช้บัตรและรูปใบนั้นก็สำคัญกับฉันมาก แค่คิดว่ามันจะหายไป ฉันก็ทำใจไม่ได้แล้ว ฮือออ

            ฉันจำทนต้องหันหลังเดินออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ยามที่นี่ก็รักษาความปลอดภัยกันดีเหลือเกิน  

โบรา เธอกระจอกชะมัด กับอีเข้าคอนโดแค่นี้ยังทำไม่ได้

อ่า จริงสิ

            แล้วในหัวของฉันก็พลันนึกถึงบริการหนึ่งที่มีคนเคยบอกไว้ว่าพวกใต้ดินอย่างเราสามารถเรียกใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวเองได้ นั่นก็คือ

            WHO

            ฉันมองโค้ดเนมแปลกประหลาดที่มีติดเครื่องไว้ องค์กรลับใต้ดิน ที่รับเคลียร์ปัญหาทุกอย่าง ซึ่งไอ้องค์กรเนี่ย มันดังมากในหมู่พวกใต้ดิน แต่ว่าฉันไม่เคยใช้สักที...เพราะได้ยินมาว่าค่าบริการของอีองค์กรบ้านี่แพงพอๆ กับรายได้ที่เราได้รับ

แพงจนมันไม่คุ้ม ฉันจึงไม่อยากจะใช้บริการของ WHO

            WHO เนี่ย แค่มีเงินและหยิบโทรศัพท์โทรหา WHO กริ๊งเดียว ทุกอย่างเป็นอันเคลียร์ได้อย่างง่ายดาย เชื่อได้เลยว่า แค่ค่าเปิดทางให้ฉันเข้าไปที่คอนโด มีหวังต้องเสียเงินเป็นหลักล้านวอนอย่างแน่นอน

            แต่สงสัยครั้งนี้ฉันคงต้องยอมควัก!

            ฉันเดินถอยออกมาหลบมุมตรงแถวกำแพงพร้อมต่อสายหา WHO ที่ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาคือใคร ด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้น ยอมรับว่าฉันยังอ่อนประสบการณ์ต่อวงการใต้ดินนี้อยู่มาก ไม่ได้โปรฯ เหมือนคนอื่นๆที่ลองมาแล้วทุกเส้นสาย

            [เราทำงานต่อเมื่อคุณมีเงิน ไม่มีเงิน โปรดวางสาย]

            6

            ติ๊ด

            เป็นที่รู้กันว่า ถ้าเจอได้ยินข้อความนี้เมื่อไหร่ต้องกดเลข 6 เพื่อติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่? ฉันไม่รู้เรียกอะไร เรียกเจ้าหน้าที่ไปก่อนก็แล้วกัน ถ้าไม่กดเลข 6 สายจะถูกตัดไปโดยอัตโนมัติ

            [สวัสดีคุณลูกค้า มีอะไรให้ WHO รับใช้] เสียงปลายสายดังขึ้น ฉันไม่รู้ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เพราะเสียงถูกดัดแปลงเหมือนเสียงในคอมพิวเตอร์

            ฉันต้องการขึ้นคอนโด The M แต่ขึ้นไปไม่ได้ มีเจ้าหน้าที่ดักฉันอยู่เต็มไปหมด

            [อ่า รับทราบแล้ว โปรดโอนตังมา เงินไม่เข้า เราไม่ทำ]

            โอ๊ยย

            หน้าเงินจริงๆ เลยพวกนี้

            “เท่าไหร่ ว่ามา

            [1 ล้านวอน ขาดตัว เลขบัญชีคงไม่ต้องบอก เราคงรู้กัน]

            ฉันรีบกดโอนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้กับ WHO ทันที

            เงินเข้ารึยังฉันรอฟังเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายอยู่สักพัก ยอมรับว่าตัวเองก็ตื่นเต้นเช่นกัน

            [เข้าแล้วเรียบร้อย รอดูผลในสิบวิได้เลย เริ่ม นับ ถอย หลัง]

            10

            9

            8

            7

            6

            5

            4

            3

            2

            1

           

            “ครับ รับทราบ ภาพที่เห็น ยามที่เคยมาดักฉันที่หน้าประตู หรือแม้แต่ยามคนอื่นๆ พร้อมกันยกเครื่องวิทยุสื่อสารขึ้นมากันทั้งนั้น เหมือนมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นภายในคอนโดฯ ซึ่งทำให้พวกเขาก็วิ่งหายลับไปที่ไหนสักที่ที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าไปไหน

            น่ากลัวชะมัดเลย WHO เนี่ย

            [ทางเราปลดล็อคประตูให้แล้ว คุณมีเวลา 30 วิ ก่อนที่มันจะล็อคอีกครั้ง]

            “เข้าใจแล้ว

            ฉันรีบวิ่งไปที่ประตูและพบว่ามันถูกปลดล็อคจริงๆ ฉันสามารถเข้าคอนโดพี่ต้นไม้ได้แล้ว!

            [เคลียร์!] ฉันรีบยกหูออก เมื่อได้ยินคนปลายสายตะโกน และสายก็ตัดไปในทันทีไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            ฉันเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า และตรงดิ่งไปที่ลิฟต์ทันที ฉันต้องการถึงหน้าห้องของพี่ต้นไม้ให้เร็วที่สุดเพราะกลัวว่ายามพวกนั้นจะจับสังเกตได้ พอถึงชั้น 20 ฉันก็รีบวิ่งออกจากลิฟต์ไปที่ห้องของพี่ต้นไม้ทันที

            กริ๊งงง

            ฉันกดกิ่งไปสักพักแต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ ออกมาจากคนในห้อง ฉันจึงตัดสินใจกดอีกรอบเผื่อครั้งแรกเขาจะไม่ได้ยิน

            กริ๊งงง

            “ใครน่ะ แค่กๆนั่นเสียงไอเขางั้นเหรอ อย่าบอกนะ ว่าเขาไม่สบายน่ะ อะไรกันวันนั้นยังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่นา

            พี่ต้นไม้ ฉันเอง

            ติ๊ดๆๆ

            ฉันได้ยินเสียงกดปุ่มจากข้างใน ไม่นานประตูก็เปิดออก พี่ต้นไม้มีผ้ามากมายห่มเอาไว้ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวของเขาก็ดูสั่นไปหมด แถมหน้าของเขายังซีดเซียว ฟันธงได้เลยว่า พี่ต้นไม้ของฉันเป็นไข้แน่นอน

            โทษที ฉันนอนทั้งวันจนลืมส่งข้อความไปบอกเธอว่าไม่ต้องมา แค่กๆว่าจบเขาก็ไอ

            “ไม่เป็นไรค่ะ

            “เธอกลับไปเถอะ เดี๋ยวจะติดไข้ไม่รู้ตัวขนาดเสียงพูดยังสั่นเลย จะไหวมั้ยเนี่ย

            ไม่กลับค่ะ พี่ต้นไม้กินยารึยังคะพอเห็นเขาเป็นแบบนี้ ฉันก็เป็นห่วงเขาขึ้นมาทันทีเลย

            ฉันเบี่ยงตัวเดินเข้าไปในห้องและปิดประตูทันทีก่อนที่เขาจะมีโอกาสไล่ฉันอีกรอบ

            เพิ่งกินไปกลับไปได้แล้ว

            “ไม่ค่ะ ฉันมาหาของด้วย

            “หาอะไร…”

            พี่เห็นบัตรนักเรียนฉันบ้างมั้ยคะ หรือพวกซองเก็บบัตรอะไรพวกเนี่ยขอร้องช่วยเห็นมันทีเถอะ ให้โค้งเก้าสิบองศาก็ได้ ฉันยอม

            “ไม่นะ ไม่เห็น เธอกลับ…”

            เสียงพี่ต้นไม้ขาดช่วง ร่างสูงเริ่มเซไปมาเหมือนทรงตัวไม่ค่อยอยู่ยังไงชอบกล และวินาทีต่อมาเขาก็เอนตัวล้มจริงๆ   

เฮ้ย! O_O

            โอ๊ย เมื่อกี้ฉันเกือบรับเขาไม่ทันแหนะ ตกใจเป็นบ้า ดีนะที่ฉันอยู่ใกล้เขา ไม่อย่างนั้นพี่ต้นไม้ต้องล้มหัวโหม่งพื้นแน่ๆ เลย

            พอมาโดนตัวพี่ต้นไม้แบบนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่ออกมาจากตัวของเขาอย่างชัดเจน ข้อสันนิษฐานของฉันถูกแล้วล่ะ พี่ต้นไม้เป็นไข้!

            ฉันไม่รู้จะทำยังไง เพราะตัวเองไม่มีแรงพอจะแบกผู้ชายที่สูงร้อยแปดสิบกว่าอย่างเขากลับไปนอนในห้องนอนได้แน่ ดีที่ฉันเล็งเห็นโซฟาที่อยู่ไม่ไกลจากตรงนี้สักเท่าไหร่ฉันจึงค่อยๆ งัดตัวเขาขึ้นมาและกัดฟันแบกพี่ต้นไม้ไปนอนบนโซฟา ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน ถือผ้านวมผืนนึงติดกลับมาเอาไว้ห่มกันหนาวให้กับเขา

            เกิดอะไรขึ้นกันนะ ทำไมจู่ๆ เขาถึงป่วยไม่มีแรงได้ขนาดนี้ แล้วทำไมไม่มีผู้จัดการหรือคนอื่นๆ ในวงมาดูแลเขาเลยล่ะ ปกติแล้วทางค่ายก็น่าจะดูแลศิลปินตัวเองเป็นอย่างดีไม่ใช่เหรอ หรือพอหน้าพี่ต้นไม้เป็นแบบนี้เลยไม่คิดจะดูแลกันเลยใช่มั้ยเนี่ย

            ฉันตัดสินใจเอาผ้าพันคอของตัวเองพันรอบคอพี่ต้นไม้แทน เพราะคิดว่าในเวลาแบบนี้ เขาคงจำเป็นต้องใช้มันมากกว่า จากนั้นก็ลุกไปเอาผ้าสะอาดๆ ชุบน้ำมาเช็ดตัวให้ ไข้จะได้ลดลงมาบ้าง ฉันค่อยๆ เช็ดตัวให้พี่ต้นไม้โดยที่เริ่มจากแขนก่อนไปถึงมือของเขาทีละข้าง

            หมับ

            ฉันชะงักทันทีเมื่ออยู่ดีๆ พี่ต้นไม้ที่ควรจะสลบอยู่ ก็มาจับมือของฉันในขณะที่กำลังเช็ดตัวให้กับเขา พี่ต้นไม้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาจ้องฉันด้วยแววตาที่ฉันเองก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามันหมายความว่ายังไงกัน

            ขอบคุณนะ แพ็ค โบรา…”

            “นอนต่อเถอะค่ะ ตื่นขึ้นมาจะได้มากินข้าวต้มไงคะฉันพยายามแกะฝ่ามือหนาที่ยังคงกุมมือตัวเองออก ก่อนที่จะแตะลงเบาๆ ที่แขนพี่ต้นไม้เพื่อให้ความมั่นใจกับเขาว่าฉันยังไม่ไปไหน

            “ข้าวต้ม?”

            “ค่ะ เดี๋ยวฉันจะทำข้าวต้มร้อนๆ ให้พี่กินเองค่ะ

            “โอเค

            ฉันจัดผ้านวมบนตัวเขาอีกรอบก่อนจะลุกไปที่ครัว โชคดีที่ในตู้เย็นมีของเยอะพอจะเป็นวัตถุดิบทำข้าวต้มได้อยู่บ้าง เห็นของเยอะแบบนี้ ชักจะไม่มั่นใจแล้วสิว่าพี่ต้นไม้อยู่คนเดียวแน่รึเปล่า

เลิกคิด คิดไปก็ปวดหัว

 ฉันหยิบหม้อขึ้นมาต้มน้ำซุปและเตรียมชามออกมาเพื่อใส่ข้ามต้มให้กับเขา พอน้ำซุปดูจะเข้าที่ ฉันก็เริ่มใส่ข้าวลงไปในหม้อ และเปิดไฟอ่อนๆ

            ระหว่างที่รอให้เข้าที่ ฉันก็มีเวลาเดินหาซองเก็บบัตรที่หายไปรอบๆ ห้อง แต่ไม่ว่าจะหายังไง ฉันก็ไม่เจออยู่ดี อุตส่าห์เดินก้มมองตามใต้โซฟา ใต้ตู้ ใต้พรมแล้วนะ แต่หายังไงก็ไม่เจออยู่ดี มันควรจะต้องอยู่ในห้องนี้สิ! ในเมื่อมันไม่ได้อยู่ในกระเป๋าฉันน่ะ ฮือ

            กลิ่นหอมของข้าวต้มที่ต้มไว้เริ่มโชยมาเตะจมูก ฉันจึงเลิกหาและเดินไปปิดแก๊สพร้อมเทมันใส่ชาม จากนั้นก็เทน้ำอุ่นใส่แก้ว วางทั้งสองอย่างไว้บนถาดสีเงินและเดินไปให้คนที่กำลังหลับอยู่ตรงโซฟา ฉันวางถาดลงไว้ที่พื้น และได้แต่จ้องหน้าเขาอยู่อย่างนั้น เพราะฉันไม่กล้าพอที่จะปลุกคนที่ดูเหมือนจะหลับสบายอยู่ตรงหน้าลุกขึ้นมากินได้

            ไม่รู้ทำไมแค่ได้จ้องหน้าพี่ต้นไม้แบบนี้ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองตายตาหลับแล้ว ก่อนหน้านี้ ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้มานั่งจ้องเขาใกล้ๆ ได้ดูแลเขาเวลาไม่สบายแบบนี้

            หน้าฉันมีอะไร

            อยู่ดีๆ คนที่ควรจะหลับอยู่ก็พูดได้ขึ้นมาเฉย ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ ตอนที่จับมือฉันเมื่อกี้ก็ทีหนึ่งแล้ว พี่ต้นไม้มีญาณทิพย์เหรอไง

            “นี่ค่ะข้าวต้ม พี่ต้นไม้ลุกขึ้นมากินไหวมั้ยคะฉันรีบเบี่ยงประเด็นทันที

            พอไหวอยู่พี่ต้นไม้ตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาก่อนจะค่อยลุกขึ้นมานั่ง

            ลองทานดูนะคะ ไม่รู้จะอร่อยรึเปล่า

            พี่ต้นไม้คนข้าวต้มเหมือนจะดูว่ามีส่วนผสมอะไรอยู่ข้างในบ้าง ก่อนจะยกช้อนขึ้นมาดมดู

            มีอะไรรึเปล่าคะ

            “เธอไม่ได้หยิบพวกปลาอะไรลงไปใช่มั้ย

            “ไม่ค่ะ ฉันใช้แต่หมู ทำไมเหรอคะเขาไม่ชอบกินปลางั้นเหรอ แล้วจะซื้อเก็บตู้เย็นไว้ทำไมกัน

            “งั้นก็ดี

            พี่ต้นไม้เริ่มตักข้าวต้มเข้าปากแล้ว อยู่ดีๆ ฉันก็เริ่มตื่นเต้นขึ้นมา กลัวว่าข้าวต้มที่ฉันทำจะไม่ถูกปากเขา ฉันมองตามช้อนของเขา จนพี่ต้นไม้คงรู้ตัวว่าฉันจับจ้องเขาอยู่

            พอใช้ได้นะ

            “คะ?

            “ข้าวต้มเธอน่ะอร่อยดีพี่ต้นไม้พูด โดยที่เขาไม่ได้มองมาที่ฉัน

            โล่งอก

            แค่นี้ฉันก็ดีใจแล้ว

            ไม่นานพี่ต้นไม้ก็กินข้าวต้มหมด ฉันจึงเอาชามไปล้างให้และเอายาให้เขากิน ก่อนที่จะขอตัวออกมา

            พอฉันออกมาจากคอนโดพี่ต้นไม้ ฉันก็ตรงดิ่งไปที่ร้านดอกไม้ตรงริมถนนที่มีคุณยายนั่งขายอยู่ โบมีออนนี่ ฉันไม่ได้ลืมนะ ฉันกำลังจะไปหาแล้วล่ะ รอฉันหน่อยนะคะ

            ดอกไม้ที่ฉันได้มาเป็นดอกสีชมพูอ่อนตามแบบที่พี่สาวชอบ ก่อนจะขึ้นรถบัสไปหาเธอ อีกไม่ถึงเดือนก็จะเป็นวันครบรอบวันเกิดของพี่ฉันแล้ว เธอเกิดในฤดูใบไม้พลิ เลยได้ชื่อว่า แพ็คโบมี

            โบมีออนนี่เป็นคนสอนฉันแต่งหน้า และเป็นคนที่พาฉันเข้ามาสู่วงการช่างแต่งหน้าใต้ดิน ฝีมือของเธอร้ายกาจกว่าฉันเป็นหลายล้านเท่า ด้วยความที่เธอเคยมีประสบการณ์อยู่ในบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่ก่อนจะผันตัวมาเป็นช่างแต่งหน้าใต้ดิน แต่น่าเสียดายที่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเธอเสียก่อน ฉันจึงต้องมารับช่วงมาเป็นช่างแต่งหน้าใต้ดินต่อจากพี่สาวแทน

            อุบัติเหตุรถชนในครั้งนั้น คร่าชีวิตพี่สาวฉันไปตลอดกาล

            วันนี้ฉันจึงได้มาอยู่ที่นี่อีกครั้ง ที่ที่ ฉันได้มารำลึกถึงออนนี่ ก่อนที่ฉันจะได้เข้าไปพบเธอ ฉันต้องมาลงทะเบียนก่อน เพื่อรับป้ายชื่อไว้ติดหน้าอก บางคนอาจจะงงว่ารับป้ายชื่ออะไร คือที่นี่จะมีรายชื่อระบุบุคคลที่สามารถเข้าไปในห้องเก็บกระดูกของผู้ตายได้ ถ้าใครไม่ได้อยู่ในลิสต์รายชื่อบุคคลเหล่านั้นทางเจ้าหน้าที่จะไม่สามารถอนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้

ภายในห้องจะมีตู้กระจกสี่เหลี่ยมเป็นชั้นๆ มากมายที่เก็บผงกระดูกของคนที่ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ในตู้กระจกนั้นยังมีรูปและของที่ญาติๆ มักจะนำมาเพื่อรำลึกถึงคนที่จากไป

            เดี๋ยวค่าเช่าที่ ดิฉันจะเอามาให้ตอนจะกลับนะคะฉันบอกกับเจ้าหน้าที่ ที่นี่จำเป็นต้องมีค่าเช่าที่ ไม่อย่างนั้น ที่ที่เคยเป็นของเราจะถูกมอบที่ให้กับคนอื่นทันที

            “ได้ค่ะ

            ฉันเดินออกจากตึกแรกไปยังอีกตึกที่เก็บผงกระดูกของออนนี่ไว้ พอมาถึงฉันก็ค่อยๆก้าวไปที่กระจกที่มีรูปพี่สาวฉันวางอยู่ ทุกครั้งที่เข้ามาในห้องนี้ น้ำตามันพานจะไหลออกมาโดยอัตโนมัติ ใจจริงแล้ว ฉันไม่อยากให้ออนนี่เห็นหยดน้ำตาของฉันด้วยซ้ำไป ฉันอยากจะส่งรอยยิ้มที่สดใสให้เธอเหมือนตอนที่เธอยังอยู่กับฉัน

            ออนนี่ฉันมาหาแล้วนะคะ มาเปลี่ยนดอกไม้ให้แล้วด้วยฉันพูดกับรูปที่ตั้งอยู่ข้างใน ก่อนที่จะนำดอกไม้อันเก่าที่เสียบไว้ข้างกระจกออกและเปลี่ยนอันใหม่ให้กับเธอ

            อยู่บนนั้นสบายดีใช่มั้ยคะ คิดถึงฉันบ้างรึเปล่าฉันน่ะคิดถึงออนนี่มากๆ เลย รู้มั้ย ฮือ

 ฉันห้ามตัวเองไม่ให้ร้องไห้ไม่ได้อีกต่อไป ยิ่งมาเห็นใบหน้าพี่สาวของฉันยิ้มแบบนี้ ยิ่งคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เรามีให้กัน โบมีออนนี่กับฉัน เราสนิทกันมาก และมักจะชอบทำอะไรหลายๆ อย่างคล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นฉันเลยไม่เคยกลัวเหงาเลยเวลาจะทำกิจกรรมอะไรต่างๆ เพราะฉันรู้ว่าไม่ว่ายังไงก็มีออนนี่ที่คอยอยู่เคียงข้างและทำทุกกิจกรรมเป็นเพื่อนเสมอ แต่ในวันนี้ คนๆ นั้นได้จากไปฉันไม่มีคนที่สามารถบ้าบิ่นกับฉันในทุกๆ ที่อีกต่อไปแล้ว

            “ขอโทษค่ะฉันนี่แย่จริงๆ มาร้องไห้กับออนนี่อยู่เรื่อยเลย ตอนนี้ฉันยังเดินตามรอยของพี่อยู่ ไม่ลืมที่เราเคยให้สัญญาอะไรกันไว้ ฉันจะไม่ล้มเลิกมันเด็ดขาด มีแต่คนชมว่าฉันเก่งนะจะบอกให้ฉันรีบเช็ดน้ำตาออกและยิ้มออกมา ถึงแม้ในใจฉันจะยังร้องไห้อยู่ก็ตาม

ก่อนที่พี่ฉันจะสิ้นใจ เธอได้ฝากฝังฉันไว้ให้ทำหน้าที่เป็นช่างแต่งหน้าต่อจากเธอ โบมีออนนี่บอกกับฉันไว้ว่า วงการไอดอลต้องการคนอย่างพวกเราอยู่มาก พวกเขาไม่สามารถไว้ใจคนในบริษัทให้ทำหน้าที่นี้ได้ เพราะฉะนั้นห้ามล้มเลิกมันเด็ดขาด

            ออนนี่อยู่ในนั้นเหงารึเปล่าฉันเอามือแปะที่หน้ากระจก ออมม่ากับอัปป้าฝากความคิดถึงมาให้พี่ด้วย ฉันรู้ว่าออนนี่ก็คิดถึงพวกท่านเหมือนกัน แล้วถ้าฉันมาอีก ฉันจะพาพวกเขามาเยี่ยมออนนี่ด้วยนะคะ

            ฉันมองที่รูปของโบมีออนนี่อีกครั้ง และส่งยิ้มให้เธอเหมือนตอนที่ออนนี่ยังอยู่

            ฉันมีอะไรจะสารภาพด้วยล่ะ สัญญานะว่าถ้าออนนี่ฟังแล้วต้องไม่โกรธฉันยื่นนิ้วก้อยไปทาบกับกระจกเป็นสัญญาณว่าเราเกี่ยวก้อยสัญญากัน

            รูปคู่เราฉันทำหายไปแล้วเรามาถ่ายกันใหม่ได้มั้ยคะ…” ฉันเว้นจังหวะสักครู่ ไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ ใจร้ายชะมัดเลยถึงแม้ตัวฉันจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ฉันก็ยังอยากจะหลอกตัวเองอยู่ดี ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันคงขอถ่ายรูปกับพี่สาวฉันเยอะๆ ไม่มัวแต่ลีลาไม่ยอมถ่ายแบบนี้หรอก

            ออนนี่ฉันคงไปแล้ว แล้วฉันจะมาหาใหม่นะคะ

            ฉันทำความเคารพที่หน้าตู้กระจกพี่ของฉันก่อนที่จะเดินเช็ดน้ำตาออกไป

            ระหว่างทางกลับไปที่ตึกลงทะเบียน ฉันไม่ลืมที่จะเงยหน้ามองบนฟ้าและอ้าแขนรับสายลมที่กำลังพัดมา เพราะฉันมีความเชื่อว่าออนนี่ฉันอยู่บนนั้นและสายลมที่พัดผ่านคืออ้อมกอดที่อบอุ่นของเธอ

            โอ๊ยอยู่ดีๆ ฉันก็เซไปด้านข้างเล็กน้อยเพราะแรงชนจากผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวมาจัดเต็มมาก บนตัวของเขามีเครื่องประดับเยอะไปหมด ฉันไม่สามารถมองเห็นหน้าเขาได้ เพราะผู้ชายคนนี้ใส่ทั้งแว่นดำและหมวกเอาไว้อยู่ เขาขยับปีกหมวกแก๊ปลงเพื่อปิดบังใบหน้า ก่อนจะก้มหัวเป็นการขอโทษ

            จังหวะที่กำลังจะเดินต่อ เท้าฉันดันไปเหยียบอะไรบางอย่างดังแกร็ก ฉันก้มหยิบขึ้นมาดูก็พบว่ามีป้ายชื่อของทางสถานที่ แต่เดี๋ยวนะ...นี่มันไม่ใช่ของฉันนี่ ป้ายชื่อฉันยังติดอยู่ที่หน้าอกอยู่เลย ต้องเป็นของผู้ชายที่เดินมาชนฉันเมื่อครู่แน่ๆ

            เดี๋ยวก่อน

            ทีแรกตั้งใจจะหันไปเรียกเขาไว้ ทว่า...ผู้ชายคนนั้นหายไปแล้ว ฉันกำป้ายชื่อเดินย้อนกลับไปทางที่คิดว่าเขาน่าจะเดินไป แต่ก็ไม่พบผู้ชายสวมหมวกแก๊ปคนเมื่อกี้เลย คนอะไรเดินไวชะมัด

ฉันยกป้ายชื่อเขามาสำรวจอีกครั้ง และชื่อที่ปรากฏอยู่ทำเอาตัวเองขมวดคิ้วเล็กน้อย

คี ซอง ซู

คีซองซูงั้นเหรอ? ทำไมช่วงนี้เจอคนชื่อนี้บ่อยจังนะ

           

1.        ชินกู แปลว่า เพื่อน

2.        ซอนเบ แปลว่า รุ่นพี่

3.        ชินจา = จริงๆเลย

4.        ออมม่า แปลว่า แม่

5.        อัปป้า แปลว่า พ่อ

 

TALK WITH พิมพ์อักษร

ดีใจที่ได้เขียนตอนจบของบทนี้ ขอบคุณพี่ลูกชุบที่ให้คอมเมนต์ดีๆ กลับมาค่ะ พิมพ์พยายามตบคาแรคเตอร์พี่ต้นไม้กลับมาให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ

ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่เราส่งไปให้รีไรต์ก่อนลง ถ้าไม่มีเพื่อนๆ เราก็คงจะไม่กล้าลงตอนสามนี้

ขอบคุณทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ตลอด พิมพ์จะพยายามทำผลงานให้ดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ

แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ

Contour Your Heart แต้มสีรัก เติมเต็มหัวใจ

ผู้แต่ง :: พิมพ์อักษร

ความเห็นที่ปักหมุด
  1. #7 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-30 04:46:56
    น่าสนใจนะ
    พี่รู้สึกว่าสำนวนเรานิ่งขึ้นด้วย เหมือนลำดับเหตุการณ์เรื่องดีขึ้น มันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากในเรื่องอ่ะ มันเป็นข้อดีตอนแรกๆ เพราะทำให้เรื่องน่าสนใจ แต่หลังๆ ไปถ้าเคลียร์ไม่หมดก็อาจจะแย่เอานะ

    เป็นกำลังใจให้จ้า รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #7

10 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 Marshmallows. (จากตอนที่ 3)
    2017-01-27 01:41:56
    อ่านจบแล้วววววว สะดุดตากับองค์กร WHO ก่อนเลยค่ะ มีความเล่นใหญ่ 55555
    มาแบบนี้น้องก็กลัวนะ เหมือนเป็นอำนาจมืดยังไงก็ไม่รู้ ทำได้ทุกอย่างขอแค่มีเงิน
    แล้วก็ชอบฉากดูแลพี่ต้นไม้ของเรามากเลย ได้จ้องหน้ากันอีกแล้ววว
    ตอนนี้พี่ต้นไม้ดูเป็นคนคิ้วท์ๆ ยังไงไม่รู้ค่ะ สงสัยป่วยแล้วไม่รักษามาด

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ อยากรู้ว่าเรื่องจะไปในทิศทางไหน >w<
    ชื่อนี่ชักจะโผล่มาบ่อยไปละ ผีนี่ช็อกเลยนะ 5555555555
    #1
  2. #2 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-27 07:47:02
    เก๊าอยากไปช่วยดูแลพี่ต้นไม้อ๊าาพี่พิมมม555 (ผิด)
    สงสารพี่ต้นไม้ป่วย อยากช่วยเช็ดตัว นี่เขินแทนนางเลย 
    แอบเศร้าฉากโบราคุยกับออนนี่ แถมรูปคู่หายอีก โบราจะได้คืนม้ายย นั่นรูปความทรงจำเลยนะ *อินจัด

    รออ่านตอนต่อไปน้าาา สู้ๆๆ จุ้บบบ
    #2
  3. #3 Unnie'ya (จากตอนที่ 3)
    2017-01-27 13:23:56
    เอาอีกแล้ว ทิ้งอะไรไว้อีกแล้วคะพิมพ์
    ซองซูนี่ใครง่ะ? มาที่นี่ทำไม? เกี่ยวอะไรกับออนนี่หรือเปล่า? แล้วซองบัตรนั่น... คิส?
    โอ๊ยยย~ อยากรู้ง่ะ ว่าแต่แอบสงสารซอฮุนเบาๆ แฮะ 
    เอาเป็นว่ารอลุ้นตอนต่อไปดีกว่าเนอะ สู้ๆ นะคะพิมพ์

    ป.ล. ตอนนี้ก็จุใจอีกเช่นเคย ^^


    #3
  4. #4 JOlly' M (จากตอนที่ 3)
    2017-01-27 16:07:56
    กรี๊ดดดด Fcพี่ต้นไม้ค่ะ ไม่ทราบว่าป่วยเป็นอะไรคะ มาหาน้องนี่ จะดูแลอย่างดีเลย ฮ่าาา!!

    ชอบตอนที่บอกว่ามีรากฐานอยู่บนดิน ดูจิ้น ดูจับต้องได้ รักกกก

    ฉากที่นางเอกไปหาพี่สาวนี่น้ำตาพรากแรง ฮือออ โบราลูก เรียกพี่ต้นไม้มาปลอบ //ไหลไปเรื่อย 555555

    สนุกกก อัพต่อไวๆ น้าาา เลิฟยู้ววว
    #4
  5. #5 MonNe. (จากตอนที่ 3)
    2017-01-27 18:25:27
    #ดราม่าเอยจงซับซ้อนยิ่งขึ้น 555 ค้างไปอีก ตอนนี้ทิ้งปมไว้อีกแล้ววว รออ่านตอนหน้าอยู่น้าาา
    ชอบฉากที่บอกว่ามีรากฐานอยู่บนดินด้วยอีกคน มันทำให้เราดูมีความหวังจริงๆ นะ ว่าเขาก็ยังคงเป็นคนเหมือนเรา
    โอ๊ยยย ความติ่งนี้ฟินไปอี๊กกกก 555
    ส่วน WHO นี่น่ากลัวลึกลับจริงๆ ชักจะสงสัยว่าเป็นใคร ส่วนตอนท้ายก็ดราม่า สงสารโบรา T_T 
    ว่าแต่อีตาซองซูนี่จะใช่เขามั้ยนะ รอลุ้นนนน สู้ๆๆ น้า <3 

    #5
  6. #6 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-30 00:22:08
    โอ้ยยย ปรับใหม่แล้วดีมากมากเลย ชอบ ชอบความชึกลับซับซ้อน
    ฉากดราม่าก็ม่าได้อี๊กกกกกกกกกกกกกกกกก
    สู้ๆ นะคะ รออ่านตอนถัดไปอยู่วว
    #6
  7. #7 (จากตอนที่ 3)
    2017-01-30 04:46:56
    น่าสนใจนะ
    พี่รู้สึกว่าสำนวนเรานิ่งขึ้นด้วย เหมือนลำดับเหตุการณ์เรื่องดีขึ้น มันมีอะไรเกิดขึ้นเยอะมากในเรื่องอ่ะ มันเป็นข้อดีตอนแรกๆ เพราะทำให้เรื่องน่าสนใจ แต่หลังๆ ไปถ้าเคลียร์ไม่หมดก็อาจจะแย่เอานะ

    เป็นกำลังใจให้จ้า รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #7
  8. #8 Kimochii. (จากตอนที่ 3)
    2017-02-02 21:15:55
    ตัดตอนได้แบบมันต้องมีอะไรๆ แน่ๆ คิมซอฮุนน่ารัก นี่ชอบย้อนกลับไปอ่านบทสนทนาของซอฮุนกับโบราบ่อยๆ น่ารักมุ้งมิ้งยังไงไม่รู้ ซอฮุนอุปป้า อ้าว ลืม กรี้ดผิดเหรอ เขาไม่ใช่พระเอก แต่เขาได้ใจตองไปหลายดวง อิอิอิ อยากอ่านตอนหน้าแล้วค่ะพี่พิม มันค้างงงง
    #8
  9. #9 Piano :) (จากตอนที่ 3)
    2017-02-04 16:22:59
    อยากมีคนดูแลแบบพี่ต้นไม้บ้างจังงง ><" ฟินหนักมากกกก
    #9
  10. #10 ImNice_pryn (จากตอนที่ 3)
    2017-02-11 01:06:08
    =.,= พี่ต้นไม้คะ หนูเรียนสายนี้มา ให้หนูดูแลไหมคะ (ไม่เกี่ยวโว้ย)
    กรี๊สสส แล้วอะไรคะ ตอนหลังมาเศร้าเฉย T^T ออนนี่
    ซองซู -..,- เราจบตอนแนวๆ เดียวกันจริงด้วยพี่พิมพ์ มายโซลเมท ถถถถถถ
    #10
  • 1

แสดงความคิดเห็น