Natsume

[JLS09] Telephobia สะดุดรักเมื่อพักสาย

เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว

0%
VOTE

ตอนที่ 1/7 :: สายเรียกเข้าที่หนึ่ง: ชีวิตติดหู(ฟัง)

ตอนถัดไป

Telephobia สะดุดรักเมื่อพักสาย


1. สายเรียกเข้าที่หนึ่ง: ชีวิตติดหู(ฟัง)


ในโลกปี 20xx เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ มันกลายเป็นปัจจัยที่หกสำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ทุกคน


แต่…

ก็ไม่เสมอไปนักหรอก

“ฝน! คุณปลาโทรมาน่ะ คุยไหวมั้ย?” เสียงน้องชายเพียงคนเดียวตะโกนเรียกมาจากห้องนั่งเล่น ฉันเงยหน้ามองนาฬิกาแต่ยังไม่ละมือไปจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังพิมพ์อยู่ ก่อนจะตะโกนกลับไป

“ถามพี่ปลาให้หน่อยว่าสะดวกคุยทางไลน์มั้ย? เดี๋ยวพี่ทักไป”

“คุณปลาบอกว่าคุยไลน์กับฝนไม่รู้เรื่องอ่ะ” ใบหน้าที่เหมือนกันกับฉันเกือบทุกประการยื่นเข้ามาในห้อง

“งั้นจะให้ทำไงเล่า!? ก็ปั่นต้นฉบับอยู่เนี่ย”

“เขาถามว่ามาเจอกันที่ร้านกาแฟตรงศูนย์การค้าใกล้ๆบ้านเราได้มั้ยน่ะ”

“จะให้ฉันออกไปข้างนอกหรอ!?” ฉันเกลียดการออกนอกบ้านที่สุด! ก็ไหนคุยกันแล้วไงว่าถ้ามีอะไรจะส่งมาทางอีเมลหรือว่าคุยไลน์น่ะ พี่ปลานะพี่ปลา

“ผมบอกไปแล้วนะว่าคุณปลาเข้ามาที่บ้านเราก็ได้ แต่เธอบอกว่ามีธุระต้องไปต่อเจอข้างนอกสะดวกกว่าน่ะ” ที่กำลังยืนพิงกรอบประตูแล้วสาธยายรายละเอียดกับคู่สนทนาในโทรศัพท์นั่นคือน้องชายของฉันเอง แล้วไม่ใช่น้องชายธรรมดาซะด้วย

แต่เป็นคุณน้องชายฝาแฝดบังเกิดเกล้าต่างหาก!!

ฉันชื่อปลายฝน เพราะเกิดในเดือนกันยายนอันเป็นจุดสิ้นสุดของฤดูฝนในขณะที่น้องชายผู้หล่อเหลาตรงหน้าชื่อ ต้นหนาว เพราะมันเกิดในเดือนตุลาที่เป็นจุดเริ่มต้นของฤดูหนาว

แต่จริงๆแล้วเราเกิดห่างกันแค่สิบนาที…

พ่อแม่ของพวกเราด่วนจากไปตั้งแต่สมัยฉันกับน้องยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ก่อนหน้าที่จะมาลงเอยที่นี่พวกเราถูกโยนไปตามบ้านญาติๆ เจอเรื่องที่ไม่น่าจดจำมากมาย จนกระทั่งคุณน้าที่เป็นน้องสาวของแม่กลับมาจากอเมริกานั่นแหละ ถึงได้ไปรับมาเลี้ยงในที่สุด

“ให้ไปด้วยมั้ย? ถ้าพี่ใส่หูฟังแล้วจะไม่ได้ยินอะไรเลยนะ” ต้นหนาวถามฉันด้วยความเป็นห่วงขณะที่ยืนใส่รองเท้าอยู่ตรงประตูบ้าน แม้จะรู้ว่าน้องเป็นกังวลกับอาการที่ฉันเป็นก็เถอะ แต่พี่สาวก็มีศักดิ์ศรีเหมือนกันนะจะบอกให้!

“ไม่เป็นไรหรอก ห้างไม่ได้ไกลมาก ถ้าโชคดีสักสามสิบนาทีก็คงเสร็จ” การคุยงานกับคุณปลาเป็นอันรู้กันว่า ถ้านัดข้างนอกแสดงว่าคุยไม่นาน แต่ถ้ามาเฝ้าถึงบ้าน อันนั้นน่ะไม่เสร็จไม่ได้นอนแน่ๆ

ฉันเรียนจบเมื่อปีก่อน ส่วนตอนนี้ทำงานเป็นนักเขียนอยู่กับบ้าน มีผู้ดูแลต้นฉบับคือคุณปลาที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้เลือกทำงานแบบไม่ต้องออกจากบ้านอันดับหนึ่งเลยก็คือเรื่องที่ต้นหนาวเป็นกังวลเมื่อครู่

ฉันเป็นโรคกลัวโทรศัพท์…

ทางการแพทย์ถูกเรียกว่า Telephobia เป็นอาการกลัวเสียงโทรศัพท์ หรือเสียงใดก็ตามที่ดังออกจากโทรศัพท์ จริงๆแค่จะคุยโทรศัพท์ก็ทำได้ยากแล้ว เพราะงั้นเมื่อกี้ฉันถึงได้ให้น้องเป็นคนรับโทรศัพท์ของคุณปลาแทน ฉันไม่ชอบพกโทรศัพท์และการออกไปนอกบ้านก็เป็นความเสี่ยงขั้นสูงสุด เนื่องจากฉันไม่สามารถรู้ได้ว่าเสียงโทรศัพท์ของคนอื่นๆจะดังเมื่อไหร่ เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียง (noise canceling function) แต่นั่นก็ทำให้ฉันไม่ได้ยินอะไรเลยจนเหมือนคนหูหนวก และพูดโต้ตอบกับใครตามปกติก็ไม่ได้เพราะไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ด้วยเหตุนี้ หากไม่มีความจำเป็นใดๆ ฉันจะไม่มีวันย่างกรายออกจากบ้านไปโดยเด็ดขาด

“ถ้ามีเรื่องอะไรรีบส่งสัญญาณเรียกผมนะ” แน่นอนว่าโทรศัพท์ฉันไม่พกแน่ๆ แต่น้องก็พยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการให้พกไอแพดแทน ปิดฟังก์ชั่นโทรออกไปซะ รวมถึงเสียงอื่นๆด้วย ที่ใช้งานอยู่ก็มีแค่หน้าจอสำหรับพิมพ์ข้อความและแอพลิเคชั่นอื่นๆเท่านั้น

“เอาน่า พี่ไปแล้วนะ”

“ไปดีมาดีนะครับ” สิ้นเสียงของน้องชาย ฉันก็ยกหูฟังขึ้นใส่โลกทั้งใบเงียบขึ้นมาทันที วิธีนี้เป็นเพียงวิธีเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่ออยู่นอกบ้าน แต่มันก็ทำให้การสื่อสารกับปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นของฉันเสียหายเช่นกัน

มันก็...ไม่ได้เดือดร้อนเท่าไหร่หรอก เพราะไม่มีใครคุยกับฉันจริงจังอยู่แล้วนี่นา






“งั้นก็เอาเป็นว่า เรื่องพล็อตที่แก้ไปเรียบร้อยนะ ส่วนต้นฉบับของสัปดาห์นี้พี่จะรออีเมลจากเราในวันมะรืนนะ” คุณปลา หรือ พี่ปลาคนสวย ผู้ดูแลและบอกอของฉัน ถึงจะเห็นยิ้มๆอยู่ตรงหน้าก็เถอะ เวลาพี่แกมาทวงต้นฉบับที ทั้งฉันทั้งต้นหนาวแทบอยากจะปิดบ้านหนีให้รู้แล้วรู้รอด

“แล้วทำไมคราวนี้ให้มาเจอข้างนอกล่ะคะ? พี่ก็รู้ว่าฉันมีปัญหา”

“ไม่ออกมาข้างนอกบ้างเดี๋ยวทักษะการสื่อสารของเธอก็แย่หมดกันพอดี”

“อยู่ในบ้านฉันก็คุยได้ปกตินะ ไม่แย่สักหน่อย”

“อยู่ในบ้านก็ได้คุยแค่กับน้องต้นหนาวน่ะสิ รู้ตัวมั้ยว่าเมื่อตะกี้เธอคุยกับพนักงานเสิร์ฟได้แย่ขนาดไหน” พี่ปลาเป็นอีกคนที่รู้ว่าฉันมีปัญหาเรื่องโฟเบีย แถมยังเป็นธุระให้กับทางสำนักพิมพ์สารพัดอย่าง เรื่องการออกบูธแจกลายเซ็นต์ในงานหนังสือ หรืองานเปิดตัวหนังสือต่างๆ ที่ฉันจำเป็นต้องหาเหตุผลไม่ไปถ้าไม่ได้เจ้แกช่วย คงจะแย่แน่นอน

“ก็ไม่แย่นี่”

“ไม่คิดว่าตัวเองแย่เลยสินะ”

“ฉันก็พูดปกตินะพี่ปลา”

“หน้าเธอมันฟ้องว่าลำบากใจจะคุยมาก นี่กลายเป็นว่าถ้าคุยกับคนแปลกหน้าเธอเสียมารยาทมากๆเลยนะ” นี่เราออกอาการขนาดนั้นเลยหรอ? แต่กับคนอื่นๆที่มาติดต่องานหรือว่าสัมภาษณ์เธอก็พูดปกตินะ

“ครั้งสุดท้ายที่คุยกับคนอื่นผ่านปากตัวเองนี่มันเมื่อไหร่กันหือ?”

“จะว่าไปแล้วก็… สักสองเดือนได้มั้งคะ?” เมื่อสองเดือนก่อนมีเพื่อนของต้นหนาวมาบ้านคนหนึ่ง ก็ยังคุยกันได้นี่นา

“หัดออกมาข้างนอกซะบ้างเถอะ”

“แต่ออกมาฉันก็คุยกับใครไม่ได้อยู่ดีนี่คะ เพราะต้องใส่หูฟังตลอดเลย”

“ก็บอกให้ถอดไง”

“ไม่เอาค่ะ”

“ปลายฝน”

“พี่ปลาก็รู้นี่คะว่าทำไมน่ะ” ที่ฉันยังสามารถคุยกับพี่ปลาได้อย่างปกติสุขแบบนี้ ก็เพราะร้านกาแฟที่เราเลือกเข้ามานั่งมีมุมส่วนตัวสำหรับงดใช้เสียงดัง เพราะฉะนั้นเธอจึงสามารถถอดหูฟังออกได้แม้จะยังกังวลอยู่บ้างก็ตาม

“แต่ถ้าเราไม่ลองบำบัดมัน เธอก็จะแย่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆนะ”

“พี่ปลาคะ… ฉันทำอะไรกับมันไม่ได้ค่ะ ไม่ได้จริงๆ” ไม่ใช่ไม่เคยพยายามนะ แต่ลองแล้วมันแย่ลงต่างหาก ถึงได้คิดที่จะปล่อยมันทิ้งไว้แบบนี้น่ะ

“แบบนี้จะหาแฟนได้ยังไงเล่า! สงสารน้องชายเธอบ้างสิ” บอกตามตรงนะว่าทำใจรอขึ้นคานอย่างสงบแล้วค่ะ

“ต้นหนาวมีแฟนแล้วนะคะพี่ปลา ไม่เห็นจะเกี่ยวกับฉันเลย”

“เอ๊ะ! น้องต้นหนาวมีแฟนแล้วหรอ? ใคร! ตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” เพราะตานั่นเป็นขวัญใจมหาชนเกือบทั้งสำนักพิมพ์ สาวๆมากมายชื่นชอบต้นหนาวถึงขั้นสร้างสนธิสัญญาไม่ปรากฏนามร่วมกันเพื่อปกป้องน้องชายของฉันไม่ให้โดนมือดีฉกไป…

แต่อนิจจา ช้าไปแล้วล่ะ คุณน้องชายที่รักเพิ่งมีแฟนเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง

“แหม เรื่องนั้นพี่ก็ต้องไปถามเจ้านั่นเองสิคะ”

“ปลายฝนเป็นพี่สาวแท้ๆ แล้วทำไมยอมให้น้องชายตัวเองมีแฟนได้ล่ะ!” เอ่อ… ก็มันเรื่องของตาต้นมั้ย? ไม่ใช่เรื่องของฉันสักหน่อย แต่ขืนพูดไปเดี๋ยวได้โดนว้ากอีก อยู่เงียบๆดีกว่า

“ฉันจะทำตัวเป็นพี่สาวใจร้ายได้ยังไงล่ะคะ”

“จิ๊” พี่ปลาทำหน้ายู่อย่างไม่พอใจ แต่ก็เหมือนจะทำขำๆมากกว่า

“ยังไงก็เถอะ เรื่องนั้นกับเรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน เอาเป็นว่าฉันเพิ่งตอบรับงานสัมนาไปน่ะ เธอต้องไปนะปลายฝน”

“สัมนา? สัมนาอะไรคะ? แล้วฉันเป็นนักเขียนทำไมต้องไปงานสัมนาคะ ฉันไม่ใช่นักวิชาการนะ”

“สัมนาเกี่ยวกับสัตว์ป่าแล้วก็สัตว์สงวนใกล้ศูนย์พันธุ์น่ะ นอกจากเธอจะเขียนนิยายแล้วยังเขียนบทความเกี่ยวกับการอนุรักษ์พวกนี้ด้วยนี่ ทางมหาวิทยาลัยเลยส่งจดหมายมาเชิญ” บทความพวกนั้นต้องเป็นบทความที่เขียนตอนอยู่มหาวิทยาลัยแน่ๆเลย พอดีช่วงนั้นช็อตเงินก็เลยไล่ส่งบทความวิชาการหลายๆอันไปตามสำนักพิมพ์ต่างๆ ไม่นึกว่าจะยังอยู่จนถึงทุกวันนี้

“แต่ตอนนี้ไม่ได้เขียนแล้วนี่นา”

“ต้นหนาวเอามาให้ดูน่ะ เธอเขียนไว้เยอะเลยนี่ น้องเลยส่งให้”

“ไอ้…”

“ไปเถอะน่า มหาวิทยาลัย คิงก์ เชียวนะ โอกาสเข้าไปไม่ได้มีง่ายๆ น่าจะเก็บข้อมูลได้หลายอย่างไม่ใช่หรอ?” พี่ปลาพยายามเกลี้ยกล่อม อย่ามาหว่านล้อมซะให้ยาก ที่เบี่ยงประเด็นเนี่ยเพราะไม่อยากให้เธอเอาข้ออ้างเรื่องโฟเบียมาใช้ล่ะสิ!

“พี่ก็รู้ว่ามันมีความเสี่ยงว่างานจะล่มเพราะฉัน ถ้ามีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมาแม้แต่แอ๊ะเดียวน่ะ” ถ้าอาการฉันกำเริบล่ะก็ คนอื่นได้มองว่าเป็นบ้าแน่ๆ สภาพไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่หรอก ฉันเองก็ไม่ค่อยอยากจะนึกถึงสักเท่าไหร่ด้วย

ถ้าพูดถึงมหาวิทยาลัย คิงก์ ฉันเองก็อยากจะลองเข้าไปสักครั้งเหมือนกัน แต่ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด กับการยืนยันตัวตนที่ยุ่งยากหากจะต้องทำเรื่องเข้าไปในนั้น ทำให้ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปสำรวจสักที ทั้งๆที่ได้ยินมาว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่รวบรวมหัวกระทิและคนมีชื่อเสียงมากมายเอาไว้ในรั้วแท้ๆ

“งานสัมนาวิชาการมีกฏเข้มงวดเรื่องการใช้โทรศัพท์อยู่แล้วนะ เดี๋ยวพี่คุยกับสต๊าฟให้อีกทีก็ได้น่า ไปเถอะนะๆ” ตื้อมากขนาดนี้ พี่เองก็อยากไปส่องหนุ่มๆสินะ เพราะมหาลัยนั่นขึ้นชื่ออีกอย่างที่ทำให้นักข่าวและสาวๆอีกมากมายอยากเข้าไปนั่นก็คือ…

อาหารตาเพียบ

แต่การจะสอบเข้าได้ก็ยากรากเลือดสุดๆ ผู้หญิงที่เรียนที่นี่เลยมีแต่พวกคงแก่เรียนทั้งนั้น

“ไม่เอาล่ะ ยังไงก็ไม่”

“โธ่! ปลายฝน”

“พี่ปลาอยากไปดูหนุ่มๆในมหาลัยก็บอกเหอะ”

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆจะยอมไปมั้ยล่ะ!?”

“ไม่!”

“ยัยปลายฝน”

“พี่จะให้ฉันไปยืนพูดบนเวทีทั้งๆที่ไม่ได้ยินเสียงตัวเองได้ไงห๊ะ”

“ก็บอกให้ถอดหูฟังไงยะ”

“แบบนั้นก็น่ากลัวแย่น่ะสิ ไม่เอาหรอก” เถียงแบบนี้ก็ไม่จบไม่สิ้นสักที ท่าทางจะต้องใช้ไม้ตาย

“เดี๋ยวไปปรึกษาต้นหนาวก่อน” ไว้ค่อยกล่อมคุณน้องทีหลัง เอาตัวรอดจากการกดดันนี้ก่อน

“โอเค เดี๋ยวพี่โทรไปเอาคำตอบอีกที”

“น่าจะพูดงี้ตั้งแต่แรก…”

“ว่าไงนะ?”

“เปล่าค่ะ” สมกับเป็นท่าไม้ตายล้มบอส ถ้าเอาต้นหนาวมาอ้าง ยังไงๆพี่ปลาก็จะบอกว่ายอมก่อนแล้วค่อยมาจัดการทีหลัง พอถึงตอนนั้นฉันก็จะหาข้ออ้างได้พอดี ฮ่าๆ   

พี่ขอโทษนะน้องชาย…

ฉันแอบพนมมือขอโทษต้นหนาวในใจ ก่อนจะหยิบหูฟังมาใส่เพราะต้องแยกย้ายกับพี่ปลาแล้ว






เราแยกกันเมื่อเดินถึงลานหน้าศูนย์การค้า เพราะพี่ปลาต้องไปเอารถที่จอดไว้ในลาดจอดรถ ส่วนฉันก็ขอตัวกลับเลย ใจจริงก็อยากเดินดูของบ้าง แต่เพราะการสื่อสารของฉันมันยุ่งยากเลยคิดว่ากลับบ้านน่าจะดีกว่า ไว้เดี๋ยวอยากได้อะไรค่อยให้ต้นหนาวซื้อเข้ามาให้พรุ่งนี้

ต้นหนาวยังเรียนอยู่คณะสัตวแพทย์ที่มหาวิทยาลัยคิงก์สุดโด่งดังนั่น น้องต้องใช้เวลาเรียนมากกว่าเธอสองปีถึงจะจบออกมาทำงาน เพราะงั้นตอนนี้ถึงได้ดูแลบ้านและเธอไม่ขาดตกบกพร่อง จริงๆก็ไม่อยากให้ดูแลมากนักหรอก เสียนิสัยกันพอดี แต่ทั้งๆที่รักสัตว์มากถึงขนาดเข้าเรียนสัตว์แพทย์และเข้าชมรมอาสาสัตว์ต่างๆ มันก็ไม่เคยบอกว่าอยากเลี้ยงตัวอะไรที่บ้านเลย สาเหตุหนึ่งอาจจะเพราะพี่สาวผู้ไม่ปกติคนนี้ เป็นภาระที่ต้องดูแลมากกว่าเจ้าสัตว์พวกนั้น

ฉันสงสารน้อง แต่ก็สู้กับตัวเองไม่ไหวเหมือนกัน เพราะงั้นเลยไม่อยากทำให้ห่วงไปมากกว่านี้

ถ้าไม่จำเป็น ฉันไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเอง

ดังนั้น… อยู่บ้านเงียบๆทำงานไปน่ะ ดีแล้ว…

กึก!

เเรงกระตุกที่แขนทำให้ต้องหันกลับไปมองใครสักคนที่กำลังพูดอะไรสักอย่าง เอาอีกแล้ว เธอโต้ตอบกลับไม่ได้ในทันที และไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่ก่อนที่จะได้หยิบไอแพดที่อยู่ในกระเป๋า พลันแรงกระตุกนั้นก็เปลี่ยนเป็นกระชากโดยไม่ทันตั้งตัว

“บ้าเอ๊ย!” ฉันได้ยินเสียงสบถ โลกที่เงียบงันถูกเสียงของทุกสรรพสิ่งกวาดล้าง ตามองเห็นผมสีน้ำตาลอ่อนปลิวอยู่เบื้องหน้า และใครสักคนก็ตวาดขึ้น

“ทำอะไรของเธอน่ะ! ไม่ได้ยินที่เขาบีบแตรรึไง!” เสียงนั้นใกล้มากจนฉันสะดุ้ง พอมองไปก็เห็นสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวและรถกำลังออกวิ่ง ผู้ชายคนที่พูดน่าจะเป็นคนดึงฉันเข้ามาในฟุตบาทก่อนจะถูกรถชน

เขาเป็นคนหน้าตาดีอย่างไม่น่าเชื่อ ผมสั้นสีน้ำตาลอ่อนกับดวงตาสีน้ำตาลเข้ม รับกับใบหน้าที่ติดจะสวยมากกว่าหล่อ ดูยังไงก็เหมือนพวกนายแบบตามปกนิตยาสารแฟชั่น

“...” แต่ฉันไม่มีเสียงจะตอบอะไรเขากลับไปสักอย่าง นึกอะไรไม่ออก หัวสมองขาวโพลนไปหมด

“หรือว่า...เธอไม่ได้ยินที่ฉันเรียก ฉันว่าฉันตะโกนแล้วนะ” เขายังพูดต่อด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด ฉันจึงก้มหัวลงเป็นเชิงขอโทษ ก่อนจะรีบหยิบไอแพดมาพิมพ์ข้อความขอบคุณ

/ขอโทษด้วยค่ะ ฉันใส่หูฟังปฏิเสธการรับเสียงค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเอาไว้/ เขาทำหน้างงๆ แต่ก็มองเลยไปยังหูฟังของฉันที่กระเด็นตกไปไกล

“เธอไม่ควรใส่ของแบบนั้นเวลาออกนอกบ้านนะ”

/ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆค่ะ/ ได้ยินถอนหายใจของเขาขณะที่ลุกไปเก็บหูฟังมาให้ มันไม่มีอะไรเสียหาย แต่ก่อนที่จะได้สวมกลับดังเดิมหูของฉันก็พลันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเสียก่อน  

~~

ริงโทนเพลงสักอย่างที่ถูกใช้เป็นสายเรียกเข้าของใครสักคนที่ยืนล้อมอยู่ดังขึ้น ร่างกายของเธอเกร็งขึ้นมาทันที

รู้สึก… หายใจไม่ออก

“เธอ… เป็นอะไรรึเปล่า?”

ฉันรีบสวมหูฟังกลับที่เดิมทันที ก่อนที่จะเกิดอาการไม่พึงประสงค์ในที่สาธารณะ ส่วนผู้ชายหน้าสวยคนนั้น พอเห็นว่าฉันปกติดีแล้ว เขาก็เดินไปรอข้ามถนนตามเดิมไม่ได้สนใจอะไรฉันอีก

พอสัญญาณไฟเปลี่ยนสีแดงอีกครั้ง ทุกคนก็เดินผ่านไปเหมือนเมื่อกี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ฉันสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนพื้นฟุตบาท

สมุดจดเลคเชอร์… น่าจะเป็นของเขา เพราะเธอพกแค่สมุดเล่มเล็กหน้าปกน่ารัก แถมสมุดนั่นยังมีตรามหาวิทยาลัยคิงก์ อีกต่างหาก ฉันรีบหันหลังกลับทันที หวังว่าจะยังวิ่งตามผู้ชายคนนั้นทัน ทว่าสัญญาณไฟเปลี่ยนกลับเป็นสีเขียวเสียก่อน เลยได้แต่ยืนมองเขาหายไปในฝูงชน

ทำไงดี… น่าจะเป็นสมุดที่สำคัญด้วย เหมือนจะเป็นเลคเชอร์

เอาไปฝากไว้กับยามหน้าคิงก์ได้มั้ยนะ?...

แต่เขาเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตฉันนี่นา อยากตอบแทนให้มันดีๆอยู่หรอก

ทำไงดี…

ฮือ…

แบบนี้ก็ปฏิเสธงานของพี่ปลาไม่ได้แล้วน่ะสิ  


    


7 ความคิดเห็น

  • 1
  1. #1 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-08 15:48:29
    มาอ่านแล้วค่าพี่ญา
    สงสัยจริมๆ ว่านางเอกจะเป็นไงแงงง เป็นโรคนี้ลำบากมั่กกก
    #1
  2. #2 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-09 00:08:11
    สู้ๆ นะครับ พี่เอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้เสมอ
    พี่เชื่อว่าเราทำได้แน่ๆ ขอให้ไปถึงฝั่งฝันครับ

    ปล. อย่างที่บอกทำได้ดีแล้ว จะรอติดตามเรื่อยๆ ครับ
    #2
  3. #3 JOlly' M (จากตอนที่ 1)
    2017-01-09 23:06:55
    เฮลโหลลล แวะมาหาแย้ววว อิๆๆ ชอบฉากที่พระเอกช่วยไว้ นางเอกอย่าอ่อยด้วยวิธีนี้สิคะ อันตราย //ผิดๆ 55555 สู้ค่ะพี่สาววว รออ่านตอนต่อไปปป
    #3
  4. #4 SaBrieL (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 15:29:08
    เป็นโรคที่น่าสนใจมากอ่ะ  ไอเดียดีมากฮะ สู้ๆน้า:))
    #4
  5. #5 (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 19:23:07
    พลอตน่าสนใจนะ
    คาแรคเตอร์ก็วางมาได้ลงตัวดี
    การบรรยายยังงงๆ มีสลับไปมาระหว่างจะบรรยายแบบบุคคลที่หนึ่ง (ฉัน...) หรือบุคลที่สาม (เล่าผ่านมุมรวม เธอ เขา) อันนี้ตอนสองระวังอย่าให้หลุดด้วยนะคะ

    พี่คิดว่าเนื้อหาของเราดีนะ แต่การเรียงลำดับเรื่องยังงงๆ เหมือนแบ่งการเล่าเรื่องได้ห้วนไปในบางจุด และในบางจุดก็ข้อมูลเยอะเกินไป เรื่องนี้แนะนำยาก เอาเป็นว่าลองลำดับว่าดูว่าข้อมูลไหนสำคัญที่จะต้องบอก ข้อมูลไหนไม่ต้องบอก หรือบอกอันไหนก่อนจะส่งผลกับเรื่องมากกว่ากัน อาศัยฝึกฝนอ่ะเทคนิคพวกนี้

    เหมือนที่บอก พี่ว่าเราเริ่มต้นเรื่องถูกจุด คาแรคเตอร์วางมาดี เหลือแค่การเล่ายังไม่ลื่นไหลเท่าไหร่ มันยังขาดเสน่ห์อีกนิด บรรยายพี่ว่าเรียบไปหน่อย ไดอะลอคเยอะพี่เข้าใจนะ แต่มันต้องมีบรรยายบ้างเพื่อให้คนอ่านนึกาพตามเราได้ แต่นี่เหมือนบทสนทนาติดๆ กันจนพี่นึกาพตามไม่ออกว่าเรื่องอยู่ตรงไหนแล้ว

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ
    #5
  6. #6 SawadaDami (จากตอนที่ 1)
    2017-01-16 20:04:30
    พล็อตน่าสนใจค่ะ วางตัวละครมาน่าค้นหาดี ยังมีส่วนของาษา คำซ้ำที่ต้องระมัดระวังดูเป็นพิเศษ


    เอาเป็นว่าจะเอาใจช่วยนะคะ จะรอติดตามค่ะ ^^เยี่ยม
    #6
  7. #7 Kyoha (จากตอนที่ 1)
    2017-01-18 09:22:01
    ขอบคุณทุกความเห็นมากๆค่ะ น้อมรับและจะนับไปปรับปรุงค่ะ

    ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ รักเลย
    #7
  • 1

แสดงความคิดเห็น