เพราะอุบัติเหตุวันนั้นที่ทำให้เขาและเธอได้เจอกัน ทำให้ทุกวันมีเหตุผลให้พยายามเพื่ออีกฝ่าย และในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย เขาอยากให้เธอระลึกเอาไว้ว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว
“ฝน!!” แว่วเสียงคุณน้องชายตะโกนดังมาจากข้างล่าง สต๊าฟสองคนรีบวิ่งมาประคองฉันขึ้นก่อนจะพาเข้าด้านในห้องรับรอง ข้างหลังเกิดความวุ่นวายเล็กน้อย เนื่องจากฉันล้มลงไปก่อนจะถึงม่านที่กั้นทำให้ผู้ชมด้านล่างเห็นอย่างชัดเจน
“ไม่เป็นอะไรนะจ๊ะ…” คุณนักวิจัยสมุนไพรซึ่งอยู่ใกล้ประตูที่สุดถามพลางเช็ดเหงื่อให้ ฉันพยักหน้าลงแล้วเอ่ยขอบคุณตามมารยาท
“ขอบคุณมากค่ะ ดิฉันไม่เป็นอะไรแล้ว”
“จู่ ๆ เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะ หนูเป็นโลหิตจางหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ แต่มันมึน ๆ วูบ ๆ...ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีค่ะ” ฉันตอบกลับโดยระวังไม่ให้หลุดพูดอะไรเกี่ยวกับโฟเบีย เหล่าวิทยากรทั้งสามต่างเข้ามาช่วยกันพัดระบายอากาศให้บ้าง ส่งยาดมยาหม่องให้บ้าง ตามวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นของคนจะเป็นลม
“ไม่ต้องฝืนนะจ๊ะ มีอะไรให้รีบบอก” คุณนักวิจัยยื่นนามบัตรมาให้ ฉันมองนามสกุลของเธอแล้วก็ต้องร้องออกมาอย่างเสียไม่ได้
“เอ๊ะ!”
“อะไรหรือจ๊ะ…”
“ข...ขอโทษค่ะ พอดีคุณนามสกุลเดียวกับเพื่อนของดิฉันเลย”
“งั้นหรือจ๊ะ”
“ฮัลโหลหม่าม๊า หนูมารับแล้ว!” มีเสียงบุคคลที่สามแทรกขึ้นมาในระหว่างการสนทนาพร้อมกับประตูห้องรับรองที่เปิดอ้าออก เมื่อหันไปฉันก็ต้องอุทานอย่างตกใจเป็นรอบที่สอง
“อาหมวย!” เพื่อนสนิทที่มีอยู่เพียงไม่กี่คน และตัวช่วยที่เคยพูดถึงก่อนหน้านี้
“ยัยฝน!” อีกฝ่ายร้องตอบกลับมา พร้อมกับปรี่เข้ามากอดคอฉันไว้แน่น
“อ๊ายยย! ทำไมแกไม่บอกยะว่าขึ้นพูดในงานนี้ด้วย ฉันเลยไม่ได้มาดูแกออกสื่อในรอบสิบปีเลย” เว่อร์เกินแล้วย่ะคุณเพื่อน ฉันส่งข้อความไปบอกแล้วแต่แกไม่อ่านเองต่างหาก
“หมวย… รู้จักกันเหรอลูก?” ผู้ใหญ่อีกท่านที่ยืนอยู่ด้วยทำหน้างงใส่เราทั้งคู่ สาวผมสั้นกับชุดกระโปรงเอี๊ยมจึงลุกขึ้นยืนแนะนำตัวฉันให้ท่านรู้จัก
“นี่ปลายฝน เพื่อนที่หมวยเคยเล่าให้ฟังไงคะ ฝนนั่นแม่ฉัน แกคงรู้แล้วนะว่าเขาเป็นนักวิจัย”
“สวัสดีค่ะ”
“จ้ะ เอ๊ะ!...แต่หมวยเคยบอกแม่ว่าหนู...”
“ตอนนี้ไม่เป็นไรค่ะ” ถ้าเป็นคุณแม่ของอาหมวยก็ต้องรู้ว่าฉันเป็นโฟเบีย เพราะฉะนั้นดักทางก่อนที่ท่านจะพูดอะไรออกมาดีกว่า
ปัง!
“ฝน/ปลายฝน เป็นอะไรหรือเปล่า!?” ประตูห้องรับรองเปิดอย่างแรงอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับเสียงตะโกนของสองหนุ่มที่ฉันเดาได้ทันทีว่าใคร
“พี่!... เฮ้ย!” ตาต้นร้องเมื่อสังเกตเห็นว่าใครกอดคอฉันอยู่
“ยัยเลสเบี้ยน”
“หุบปากย่ะ ตาซิสค่อน* อย่างนายไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน”
(*ซิสค่อน หมายถึงพี่ชาย/น้องชาย ที่ติดหรือหวง พี่สาว/น้องสาว เป็นอย่างมาก)
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ต้นหนาว… เงียบก่อน” ฉันปรามน้องชาย เมื่อหลากหลายเสียงตีกันจนฉันชักจะปวดหู
“...พี่ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” น้องมองซ้ายมองขวาหาหูฟังประจำตัว ฉันจึงสั่นหัวเบาๆ
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
“ผมเตือนสต๊าฟแล้วแท้ ๆ ฮึ่ย…” ต้นหนาวบ่นพึมพำแล้วคว้าเครื่องมือสื่อสารออกมาพูดอะไรใส่ยาวเหยียด ท่าทางโมโหเอามาก ๆ ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่อะไรที่ต้องหาคนรับผิดชอบหรอก ฉันอยากจะพูดออกไปแบบนั้น แต่รู้ดีว่าน้องไม่น่ายอม เรื่องที่เกี่ยวกับฉัน พอตาต้นรู้มันมักจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมอ
เพราะงี้… ฉันถึงไม่อยากบอกมัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
ระหว่างที่กำลังมองน้องชายตัวเองเดือดดาล จู่ ๆ ก็มีรองเท้าหนังหุ้มส้นสีน้ำตาลเข้มเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ทำให้ฉันยืดตัวตรงโดยอัตโนมัติ แล้วเสียงของเขาที่ก่อนหน้านี้เคยได้ยินเพียงสองครั้ง ก็ดังขึ้นในระยะใกล้
“ในที่สุด...ฉันก็ได้ยินเสียงเธอสักทีนะ” เกิดความเงียบขึ้นชั่วขณะหลังประโยคนี้หลุดออกจากปากของชายหนุ่มตัวสูงผมสีน้ำตาล ฉันมองเห็นอาหมวยอ้าปากค้างจากปลายสายตา พร้อมทั้งชี้นิ้วอย่างเสียมารยาทไปทางยูได
‘ใครอ่ะ’ ถึงแกจะถามแบบนั้นตอนนี้ฉันก็ตอบไม่ได้หรอกนะเพื่อนรัก…
“ปลายฝน?”
สวัสดีค่ะ- ฉันลืมตัวตอบกลับไปด้วยภาษามือ จนอีกฝ่ายชะงัก ส่วนต้นหนาวหัวเราะลั่น
“ฮะฮ่า ๆ พี่เขาไม่อยากคุยกับแกไงล่ะ เฮอะ! ออกไปเลยนะเฟ้ย ที่นี่เข้าได้แค่ผู้เกี่ยวข้อง” ว่าแล้วเจ้าตัวก็ไม่รอช้า ทั้งดึงทั้งลากคนที่ตัวโตกว่าออกไปจากห้องรับรอง ส่วนฉันหลังบอกลาเหล่าสต๊าฟและวิทยากรทุกท่านเรียบร้อย ก็โดนอาหมวยลากกลับบ้านไปสอบสวนเรื่องราว ลืมแม้กระทั่งเรื่องแจกลายเซ็นให้แฟนคลับ และทิ้งคุณน้านักวิจัยให้กลับบ้านกับเพื่อน ๆ อีกสองคนของท่านเอง
“ตอบมาเดี๋ยวนี้นะยัยฝน ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร!” ท่านสารวัตรแห่งสน.เผือกไม่เลือกที่ (แต่งตั้งเอง) เริ่มทำงานทันทีเมื่อถึงบ้าน ฉันส่ายหน้าพรืดแล้วแกล้งไม่ตอบพร้อมเดินไปเก็บของและเปิดตู้เย็นหาอะไรใส่ท้อง เพราะตอนเช้าที่ออกไปพร้อมพี่ปลาได้ทานขนมปังไปแค่แผ่นเดียว
“เดี๋ยวนี้แอบมีผู้เหรอยะ...ร้ายนะเราเนี่ย”
“มีผู้บ้านแกสิยัยหมวย เขาเป็นผู้มีพระคุณของฉันย่ะ” หันไปเถียงพร้อมกับพิมพ์ลงไอแพดตอบกลับพี่ปลาเรื่องที่ต้องกลับบ้านก่อน และปล่อยให้เจ้แกรับหน้าเหล่าแฟนคลับเพียงลำพัง ส่วนต้นหนาวต้องอยู่เก็บงานกับอาจารย์และคณะเลยน่าจะกลับค่ำๆ
“พี่ปลาไลน์มาด่าฉันเลยเห็นมั้ย เพราะแกนั่นแหละ” อาหมวยเป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย แม้ช่วงมหาวิทยาลัยจะได้เจอกันน้อยเพราะเรียนคนละที่ แต่ก็ยังติดต่อกันไม่ขาด แถมยังเป็นหนึ่งในบุคคลจำนวนน้อยมาก ๆ ที่รู้ความลับของฉันเรื่องโรคกลัวโทรศัพท์
“ไม่เกี่ยวกับฉันมั้ย นี่ฝน...ฉันถามอย่างจริงจังนะ ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร?”
“เรื่องนั้นฉันก็อยากรู้เหมือนกันแหละ”
“เอ๊ะ!” ถ้าทุกคนยังจำกันได้… สิ่งที่ค้างคาใจฉันมากที่สุดยิ่งกว่าเรื่องไหน ๆ ไม่ใช่เรื่องที่เขามาสนใจหรือใส่ใจฉัน แต่เป็นเรื่องที่เขากับต้นหนาวเคยมีเรื่องอะไรกันมาก่อนต่างหาก
“จริง ๆ แล้วฉันมีเรื่องให้แกช่วยน่ะหมวย” ไหน ๆ เจ้าแม่สายข่าว นักหนังสือพิมพ์ชื่อดังก็ว่างมาหาฉันสักที งานนี้อิฝนจะต้องรู้ให้ได้ค่ะ ว่าระหว่างคู่นั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“โอ๊ะโอ่ว...ได้เวลาสนุกแล้วสิ” ยัยเจ้ใหญ่แห่งวงการโซเชียลพร้อมเริ่มปฏิบัติภารกิจทันทีที่ฉันเล่าให้ฟังว่าไปเจอกับยูไดได้ยังไง ที่ไหน แล้วเพราะอะไรถึงสงสัยท่าทีแปลก ๆ ที่เขากับต้นหนาวมีต่อกัน
“แกว่ามันน่าสงสัยใช่มั้ยล่ะ” ขนาดฉันที่เห็นเหตุการณ์กับตาต่อมเผือกยังทำงานซะหนัก แล้วตัวแม่อย่างยัยนี่มีหรือจะไม่คันคะเยออยากรู้
“ไม่แน่นะ...น้องชายแกอาจจะอยากเปลี่ยนรสนิยมไปลองของแปลกก็ได้ แต่ไหนแต่ไรมันก็นิสัยเด็กประถมนี่ ชอบใครแกล้งเขาตลอด หุหุ”
“อ่านการ์ตูนเกย์มากไปแล้วแก เดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยวให้” ไวกว่าความคิด มือขวาฉันยื่นไปผลักหัวเพื่อนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นทันทีด้วยความหมั่นไส้
“โอ๊ย! ไม่ใช่เดี๋ยวแต่แกเหนี่ยวมาแล้วย่ะ แหม...ของแบบนี้มันไม่แน่หรอกนะคะคุณพี่สาว”
“อาหมวย”
“เออน่า… จะใช่ไม่ใช่แต่รับรองได้ว่าเรื่องนี้แซ่บแน่ ๆ สัญชาตญาณของฉันมันฟ้อง” ใช้เวลาเพียงแค่สิบห้านาที รายละเอียดต่าง ๆ ก็มาอยู่ในมือของคุณเพื่อนสาว ตั้งแต่วันเดือนปีเกิด ของที่ชอบ ของที่เกลียด ประวัติการศึกษา และเรื่องราวจิปาถะยันไซส์กางเกงใน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีเรื่องที่ฉันสนใจเป็นพิเศษอยู่ด้วยอย่างเรื่อง... ‘แฟนเก่า’
“หูย...เด็ดอะ งานดีด้วยอดีตเดือนคณะวิทยาศาสตร์ของคิงก์อีกต่างหาก เขามาทอดพรมแดงให้ถึงที่งี้ต้องคว้าแล้วย่ะฝน ...แต่แฟนเก่านางแรงใช้ได้เลย จะว่าไปแล้วยัยนี่หน้าตาคุ้น ๆ นะแก”
“เคยเจอหรอ?” ทุกคนอาจจะคิดว่าฉันเป็นคนดี นางเอ๊กนางเอก หลังจากฟังการตอบคำถามในงานสัมมนานั่นใช่ไหมคะ โอเค...โปรดอย่าเข้าใจฉันผิด จริง ๆ แล้วปลายฝนคนนี้ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้น
เพียงแต่ในบางเวลา ด้วยภาระหน้าที่และบทบาทที่ดำเนินอยู่ ทำให้ต้องจัดเบ้าหน้าและท่าทางตัวเอง ‘ให้เป็นแบบนั้น’ ทั้งที่ในความเป็นจริง ฉันก็แค่เป็นสาวเอ๋อ เบลอแหลก และแอบหื่น(?) เอ้ย! อันหลังนี่มันยัยหมวยค่ะ!
ยอมรับตามตรงก็ได้ว่า หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฉันยอมเปิดใจกับยูไดมากขึ้น แม้จะยังวางตัวว่าห่างกับเขา แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นฉันเองนี่แหละที่คอยสังเกตและมองเขามากกว่าแต่ก่อนเวลาไปเล่นไปเจอกับน้องญาญ่า บางครั้งเราจะคุยกันเรื่องส่วนตัวเช่น เขาชอบไปเที่ยวไหน ฉันชอบสีอะไร หรือแม้แต่หนังสือที่ฉันเขียน เขาก็ไปสรรหาอ่านแล้วมาวิจารณ์ให้ฟัง ตรงนั้นเป็นส่วนที่ทำให้ฉันประทับใจในตัวเขาไม่น้อยเลย แถมเพิ่มคะแนนพิเศษด้วยสาวน้อยโบว์กระต่าย ที่มักจะทำอะไรน่ารัก ๆ ให้เราเห็นและหัวเราะด้วยกัน
ฉันไม่ได้เด็กหรือใสซื่อไร้เดียงสาถึงขนาดที่ไม่รู้ว่า ผู้ชายคนนี้ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรหรือทำไม
ตรงกันข้าม… เพราะว่ารู้ดีต่างหาก จึงพยายามรักษาความสัมพันธ์ในตอนนี้เอาไว้ ไม่ให้เปลี่ยนเร็วจนเกินไป ฉันกลัวสิ่งที่จะตามมามากกว่าถ้าหากว่ายูไดเอ่ยในสิ่งที่เขาคิดและฉันยอมตอบตกลง
แต่เพราะแบบนั้นก็เลยรู้สึกจี๊ดขึ้นมาในใจเล็ก ๆ ว่า ‘เออ เขามีแฟนเก่าด้วยแหละ’ แถมอดีตแฟนเขายังดูสวยดูแพง ดูแรงกว่าฉันมาก พูดง่าย ๆ ว่าตรงกันข้ามกับฉันแทบทุกอย่าง
จะว่าไป...ก็คุ้นหน้าผู้หญิงคนนี้จริง ๆ นะ…
“นึกออกแล้ว!” เสียงโพล่งของอาหมวยทำให้ฉันที่ตกอยู่ในภวังค์ของตัวเองถึงกับสะดุ้ง สมุดจดในมือร่วงหล่นลงไปอยู่บนโซฟา
“อะไรห๊ะแก! ตกใจหมดเลย นี่ถ้าในมือฉันเป็นไอแพดไม่ใช่สมุดจะทำยังไง”
“จู้จี้...ฉันจะบอกว่านึกออกแล้วต่างหากว่าเคยเห็นหน้าผู้หญิงคนนี้ที่ไหน” ว่าแล้วคุณหญิงก็จัดการเข้าหน้าเฟซบุ๊กของผู้ชายคนหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตามาก…
ต้นหนาว?
“ความเชื่อมโยงระหว่างว่าที่แฟนแกกับอีตาซิสค่อนนั่น ในที่สุดฉันก็ไขปริศนาได้สักที” อาหมวยยกมือชูสองนิ้วราวกับเป็นผู้ชนะ ก่อนจะชี้รูปคู่ในฟีดข่าวของน้องชายให้ฉันดู
“ยัยนี่เป็นแฟนใหม่น้องชายเธอยังไงล่ะฝน!”
Oh my God!!!
หลังงานสัมมนาวันนั้น ฉันก็แอบเมินต้นหนาวหน่อย ๆ ด้วยความงอน หลบหน้าได้เป็นหลบ คุยด้วยแบบถามคำตอบคำ แต่เราก็ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ พอวันพฤหัสก็ไปทานข้าวกับคุณน้าที่กลับมาจากอเมริกา ไปเจอพี่หมอ ตาต้นพยายามหลอกถามอาการของฉันแต่ดีที่พี่หมอไม่หลงกล ก่อนกลับเขายังแอบมา กระซิบฉันทีหลังด้วยว่า
‘พรุ่งนี้ฝนไปรอพี่ที่ห้องพักพยาบาลนะจ๊ะ’ แล้วพอฉันไปตามนัดเราก็ตรวจสุขภาพจิตกันตามปกติ รวมถึงการวัดระดับความกลัวด้วย พี่หมอบอกว่าฉันดีขึ้น ดูสดใสและไม่จมกับตัวเองเหมือนเมื่อก่อน แถมมีแอบแซะอีกต่างหาก…
‘นั่นแน่...หรือว่าไปเจออะไรดี ๆ มา?’ มันเลยช่วยไม่ได้ที่ฉันจะหน้าแดงหน่อย ๆ เมื่อนึกถึงผู้ชายที่มีดวงตาอบอุ่นกับน้องสาวผู้น่ารักของเขา ที่เราเจอกันบ่อยในช่วงนี้
แล้วเรื่องที่มีความลับกันนี่ความจริงจะไปว่าต้นหนาวฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะฉันเองก็ไม่ได้บอกน้องเหมือนกันว่าทุกสองวันจะออกมาเจอยูไดทั้ง ๆ ที่มันสั่งห้าม แต่มาคิด ๆ ดู...หลังงานสัมมนา เรื่องแปลกประหลาดอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้นกับคุณชายหน้าหวานของเรา…
/ฝน...ถอดหูฟังไม่ได้หรอ?/ เขาพิมพ์ขอฉันดื้อ ๆ ในวันหนึ่ง ทำเอาฉันติดสตั๊นไปสามวิ ก่อนจะส่ายหัวหวือไม่เอาท่าเดียว หลังจากนั้นก็มีอ้อนบ้าง แกล้งส่งภาษามือแบบผิด ๆ บ้าง เหมือนพยายามทำให้ฉันถอดหูฟังออกแล้วพูดกับเขาตรง ๆ ให้ได้
แต่จนแล้วจนรอดฉันก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาด้วยเสียงของตัวเองเลยสักครั้ง
ช่วงนี้เลยมีแต่เซอร์ไพรซ์อะไรแปลก ๆ จากหนุ่มป.โทของคิงก์ ที่ฉันค่อนข้างตั้งตารอนิดหน่อย…
ไม่หรอก จริง ๆ ก็ตั้งตารอมากพอดู...
ส่วนสาเหตุที่ฉันหมั่นไส้เรื่องตาต้นมีความลับทั้งที่ฉันก็มีน่ะหรอ? ก็เพราะมันมีแฟนคนนี้จะครบสองเดือนแล้ว ถ้านับตั้งแต่วันที่ฉันออกไปคุยเรื่องงานกับพี่ปลาที่ห้าง (ซึ่งเอาจริง ๆ คงคบกันก่อนหน้านั้นอีก) มันก็น่าโมโหไหมล่ะ
ตอนนั้นต้องขอโทษ แทนน้องชายจริงๆ นะ- ฉันก้มหัวให้กับชายหนุ่มในชุดเสื้อกาวน์ เราเลิกใช้ภาษาสุภาพกันมาสักพักแล้ว ตั้งแต่เขามีอะไรเซอร์ไพรซ์มาหาฉันติด ๆ กัน วันนี้ยูไดมีเข้าเวรกระทันหันเพราะอาจารย์เพิ่งไลน์มาบอก เขาเลยจะขอฝากให้น้องญาญ่าไปเล่นที่บ้านฉัน แล้วจะไปรับกลับในตอนเย็น ซึ่งฉันก็ตอบตกลง
ไม่เป็นไร เธอเองก็ลำบากหลายเรื่องนะ-
ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะทำเพื่อชดเชยให้ได้ก็บอกนะ-
เอาไว้ตอนเย็นจะบอกก็แล้วกัน- เป็นครั้งแรกเลยที่เขายิ้มกว้างขนาดนี้ให้ฉัน นอกจากลักยิ้มที่แก้มสองข้างแล้วยังแอบเห็นฟันเขี้ยวเสน่ห์ของเขาอีกต่างหาก
เธอ…- คนตรงหน้าทำมือค้างไว้ แต่สุดท้ายก็ส่ายหัวแล้วหันไปคุยกับน้องสาวตัวเอง
เป็นเด็กดีนะคะ แล้วตอนเย็นพี่จะมารับ- เด็กน้อยพยักหน้าหงึก ๆ แล้วยิ้มกว้าง วิ่งมาเกาะขาฉัน เราสองคนเลยโบกมือให้คุณพี่ชายของญาญ่าเพื่อส่งเขาไปทำงาน
ไปดีมาดีนะคะ- ยูไดที่กำลังจะเดินไปถึงกับชะงัก ใบหน้าเริ่มแต้มด้วยสีแดงอ่อนๆ แต่ก็โบกมือตอบกลับมา จนกระทั่งเขาเดินขึ้นรถไปแล้วนั่นแหละ ฉันจึงได้รับข้อความบางอย่างจากไลน์ของเขาที่เด้งขึ้นมาบนไอแพด
ตือดือดึ้ง
อ๊ากกก!! นี่ฉันทำอะไรลงไป! มิน่าล่ะ อิตานั่นถึงได้หันมาหน้าแดงใส่ มีมุมกุ๊กกิ๊กน่ารักกับเขาเหมือนกันนี่ นึกว่าเด็กคิงก์จะทำเป็นแต่จีบรุกอย่างเดียวซะอีก แต่...แต่ว่า…
ฉันนี่แหละ! ฉันเองนี่แหละ ทำแบบนี้มันเหมือนคิดลึกกับเขาเลยนี่นา
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด
หลังสงบสติอารมณ์ลงได้ ฉันก็ตั้งใจจะพาน้องญาญ่าตรงกลับบ้าน ทว่า…
น้องหาย!...
อิแม่!!!! งานงอก...
เมื่อกี้ยังยืนส่งยิ้มโบกมือให้พี่ชายด้วยกันอยู่ดี ๆ เลย เผลอแป๊ปเดียวหายไปไหน โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด พระเจ้าจอร์จถ้าไม่ช่วยก็ไปเป็นเกย์ซะไป๊! ทำน้องสาวเขาหายฉันมิตายหยังเขียดเลยเรอะ
ระหว่างที่หันซ้ายแลขวาอย่างเอาเป็นเอาตายนั้นเอง สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็น
สาวน้อยโบว์กระต่ายกำลังจะล้มลงพร้อมกับหญิงสาวนางหนึ่ง ดูจากสถานการณ์แล้วน้องอาจจะชนเข้ากับหล่อน พาลให้เสียการทรงตัวทั้งคู่
ฉันรีบวิ่งสี่คูณร้อยตรงเข้าไปทันทีเพื่อรับศีรษะของเด็กหญิงไม่ให้กระแทกกับพื้นถนนคอนกรีต
ขอให้ทันด้วยเถอะ!
พลั่ก! ตุ๊บ
“แง…” เสียงของสรรพสิ่งวิ่งเข้ามาในโสตประสาทของฉันอีกครั้ง หลังจากหูฟังคู่ใจหลุดกระเด็นไปจากหัว และหล่นกระแทกพื้นเสียงดังกังวานจนน่ากลัวว่าจะมีอะไรแตกหักเสียหาย แต่ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงเรื่องนั้น เพราะหนูน้อยผมยาวในชุดกระโปรงสีขาวกำลังส่งเสียงร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนของฉัน
“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคะญาญ่า” แม้จะรู้ว่าน้องไม่ได้ยิน แต่ด้วยความเป็นกังวลผสมอาการตื่นตระหนก ฉันก็พูดปลอบไปพลางกระชับร่างเด็กน้อยให้แนบชิดกับตัวเองยิ่งขึ้น หวังให้ความอบอุ่นที่เธอได้รับช่วยคลายความตกใจ ญาญ่าสะอื้นฮักแล้วกำชายเสื้อแน่น
“เดินประสาอะไรยะยัยเด็กบ้า ไม่ดูตาม้าตาเรือเอาซะเลย” เสียงหวีดดังมาจากด้านข้าง เมื่อเลื่อนสายตามองขึ้นไปก็พบกับใบหน้าที่รู้สึกคุ้น ๆ
“มองอะไร!? อ่อ เธอเป็นผู้ปกครองยัยเด็กนี่สินะ หรือว่าพี่เลี้ยง ดูสภาพแล้วเหมือนหลุดมาจากสลัมที่ไหน อี๋! อย่ามาใกล้ฉันนะยะ” หล่อนยังคงโวยวายต่อไป จนกระทั่งฉันนึกออกว่าเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหน
ผู้หญิงที่อยู่ในเฟซบุ๊กของต้นหนาว…
พอนึกออกคิ้วก็ขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิดทันที เนื่องจากสรรพคุณของคุณเธอที่เจ้าน้องชายเคยให้การการันตีเอาไว้นั้นไม่ใช่แบบนี้ หรือว่าฉันจะฟังมาผิด...
‘เขาน่ารักมากเลยครับ พูดจาอ่อนหวาน ไม่ดูถูกคนอื่นด้วย’
เนี่ยนะอ่อนหวาน? ไม่ดูถูกคนอื่น….
‘ลินซี่ยังชอบเด็ก ๆ ด้วยนะครับ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง’
รักเด็ก?...
จำเริญเถอะพ่อคุณ โดนแม่สาวนี่แอ๊บใสหัวใจสี่ดวงเข้าให้แล้วไหมล่ะ…
โถ ๆ ...น้องชายฉัน ตามไม่ทันมารยาหญิงเอาเสียเลย
ฉันปล่อยให้คุณผู้หญิงรูปงามแต่ใจทรามยืนด่าฉอด ๆ จนพอใจอย่างไม่คิดตอบโต้ ถึงจะกำมือแน่นก็เถอะ ทว่าด้วยนิสัยรักสงบ ไม่อยากมีเรื่อง อีกทั้งยังติดที่ต้องรีบพาน้องญาญ่ากลับบ้าน เหตุการณ์จึงจบลงด้วยการที่หล่อนทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
‘อย่าได้มาเจอกันอีกนะยะ’ ค่ะ...อิชั้นก็ไม่อยากเจอหล่อนเหมือนกัน!
“ปลายฝนนนนน~...กรี๊ดดดด แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมายะ” เสียงอาหมวยดังลั่นหลังจากเข้าบ้านมาเห็นสภาพของฉันที่กำลังนั่งทำแผลให้ตัวเองบนโซฟา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดการให้กับน้องญาญ่าไปแล้ว
“ไปโอ๋น้องก่อน… โดนผู้หญิงใจร้ายว่ามา ถึงจะฟังไม่ได้ยินแต่เขาคงรู้สึกได้” อาหมวยรู้จักกับสาวน้อยโบว์กระต่ายหลังจากงานสัมมนาไม่นานนัก เนื่องจากออกไปเดินเซเว่นพร้อมกับฉัน ใช้เวลาไม่นานก็เล่นด้วยกันได้เพราะสาวหมวยของเราก็ใช้ภาษามือเป็น แม้จะไม่คล่องเท่าไหร่ และบางประโยคยังต้องให้ฉันเป็นล่ามให้อยู่
ตอนนี้เด็กน้อยหยุดร้องไห้แล้ว แต่ยังคงสะอึกสะอื้นเป็นพัก ๆ โดยเฉพาะเวลามองมาเห็นแผลถลอกตรงหัวเข่าทั้งสองข้างของฉัน ซึ่งเกิดจากการสไลด์ตัวเข้าไปรับเธอไม่ให้บาดเจ็บ
“โอ๋ ๆ นะคะลูก...โอย ชะนีตัวไหนมันใจร้ายกล้าว่าเด็กน่ารักขนาดนี้อะแก ต้องเป็นชะนีมีปมแน่ ๆ เลย”
“มีรึไม่มีไม่รู้ รู้แต่นางก็คือคนที่แกก็รู้ว่าใครนั่นแหละ”
“ห๊ะ! นางเป็นแม่มดที่ชั่วร้ายที่สุดในโลกเหรอ เอ๊ะ...เขาเป็นผู้ชายไม่ใช่เหรอแก”
“บ้า! ไม่ใช่แฮรี่ พอตเตอร์ย่ะ…ฉันหมายถึงนางที่เราเม้าท์กันวันนั้นต่างหาก” ฉันรู้แหละว่ามันกวนตีน มีเหรอที่เจ้าแม่ข่าวกรองอย่างยัยนี่จะไม่เก็ทว่าฉันหมายถึงใคร
“อ้อ~” คุณหญิงเธอลากเสียงยาวอย่างน่าหมั่นไส้ ฉันแปะพลาสเตอร์อันสุดท้ายแล้วลุกขึ้นเอากล่องปฐมพยาบาลไปเก็บเข้าที่ ก่อนจะส่งภาษามือถามหนูน้อยในชุดวันพีชสีขาว
หิวรึยังเอ่ย?- ญาญ่าส่ายหน้าวืด แล้วลุกขึ้นมากอดเอวฉันไว้แน่น
“อุ๊ยตาย คนน้องทั้งรักทั้งหลงขนาดนี้คนพี่คงผ่านฉลุยเหมือนกันสินะ”
“ยัยหมวย! ยังไม่เลิกนะแก”
“โธ่… ยอมรับซะทีเถอะฝน แล้วก็ยอมคุยกับเขาได้แล้ว จะส่งภาษามือไปถึงเมื่อไหร่กัน” ไม่รู้ว่าเจ้านางแกไปสนิทกับยูไดตอนไหน แต่ช่วงนี้รู้สึกจะเข้าข้างกันดีเหลือเกิน
“นอกบ้านคุยด้วยไม่ไหวหรอก”
“งั้นวันนี้เขามาบ้านก็คุยซะสิ”
“อาหมวย!!” สิ่งที่ยัยเพื่อนตัวดีพูดทำให้ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวขึ้นมา เชื่อขนมกินได้เลยว่าตอนนี้แดงไปทั้งหน้าแล้วแน่ ๆ
“กิ๊ว ๆ … ไปทำข้าวเที่ยงเลยย่ะ”
ไปเล่นกับพี่ดีกว่า- นางส่งภาษามือเสร็จก็จูงมือน้องเดินหนีไปเลย ทิ้งฉันไว้กับหลุมที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าร่วงลงไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ประโยคแรก…
‘นอกบ้านคุยด้วยไม่ไหวหรอก’ ... ฉันฆ่าตัวเองชัด ๆ !
เราสามคนกินข้าว นั่งคุยเม้าท์มอย เล่านิทานมือให้ญาญ่าฟัง แล้วก็เล่นเกมกันจนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงสี่โมงเย็น ฉันจึงให้อาหมวยอยู่เป็นเพื่อนน้อง ส่วนตัวเองเข้าครัวไปทำอาหารว่างมาให้ ระหว่างที่กำลังทอดไส้กรอกเพลิน ๆ อร่อยเกินห้ามใจ เอ...ขอแฮ๊ฟก่อนซักชิ้นได้ไหมน้า~ ไม่มีใครรู้หรอก
ความคิดของฉันก็ต้องเป็นอันหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงตึงตังจากทางประตู
“ปลายฝน!” คนที่โผล่พรวดเข้ามาช่างหน้าตาคุ้น ๆ ผมสีน้ำตาลกับดวงตาที่แลดูอบอุ่น ไหนจะหน้าหวาน ๆ ที่ขึ้นสีระเรื่อหน่อย ๆ อาจจะด้วยเหตุที่วิ่งมา ราวกับพระเอกซีรีย์เกาหลีที่รู้ว่านางเอกเกิดอุบัติเหตุแล้วรีบร้อนมาช่วย
พอได้เจอนางเอก สำรวจตรวจร่างกายด้วยสายตาว่าปลอดภัยดีแล้ว ฮีก็จะแอบด่าว่านางไม่ระวังตัว บลาๆ แล้วค่อยกอดปลอบ ตามสเต็ปตบหัวก่อนค่อยลูบหลัง
ก่อนที่ทั้งสองจะจุ๊บกัน... ดิเอนด์
“โอ๊ะ...” ยูไดนี่นา เมื่อกี้สติฉันหลุดไปไหนเนี่ย กลับมาก่อนค่ะยัยฝน
“เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย?” สีหน้าเขากังวลมาก ๆ จนฉันรู้สึกผิดที่เมื่อกี้เอาเขาไปจิ้นเลยทีเดียว
“มะ...” ฉันอ้าปาก แต่สุดท้ายก็ไม่หลุดพูดอะไรออกไปและเลือกที่จะส่ายหัวตอบแทน
“เฮ้อ... ฉันตกใจแทบแย่ แล้วนี่ พลาสเตอร์หลุดแล้วนะ” เมื่อก้มลงมองตามสายตาอีกฝ่าย ก็พบว่าพลาสเตอร์ยาที่หัวเข่าของฉัน ลอกออกเล็กน้อย แม้เลือดจะหยุดไหลแล้วแต่ก็เห็นแผลถลอกชัดเจน
“ตอนหมวยเล่าให้ฟังฉันกลัวจริง ๆ นะ” เสียงของเขาสั่นน้อย ๆ ในมือมีกล่องปฐมพยาบาลถือมาด้วย ซึ่งขอเดาว่าคุณหญิงหมวยที่ออกไปเปิดประตูบ้านให้น่าจะเป็นคนยัดใส่มือ แล้วเมื่อฉันมองไปที่ประตูห้องครัวเพราะรู้สึกได้ถึงรังสีแปลกประหลาดก็เห็น...
หนึ่งสาวหนึ่งเด็ก ที่โผล่หน้ามาเพียงแค่ครึ่งเดียวหลังประตู สายตาวิ้งวับชัดเจนมาก
ยัย-หมวย...
ฉันกัดฟัน ขยับปากอย่างไร้เสียงไปทางเพื่อน แต่มันก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ แถมยังตอบกลับมาอีกว่า
คุย-กับ-เขา-ซะ
จะ-บ้า-เรอะ!
“ฝน...ฉันทำแผลให้นะ นั่งก่อนสิ” ฉันน่าจะเป็นเจ้าของบ้าน และเขาเป็นแขก แต่อีกฝ่ายกลับบังคับให้ฉันนั่งลงก่อนจะลอกแผ่นพลาสเตอร์ยาอันเก่าทิ้ง พร้อมกับพูดถ้อยคำที่เหมือนจะฆ่าฉันให้ตายทางอ้อมออกมา
“ถ้าเจ็บก็บอกนะครับ” คิดจะใช้วิธีนี้หรอยะ!!
เรานั่งจ้องตากันอยู่นานเกือบสิบนาที ทั้ง ๆ ที่เขาทำแผลให้ฉันใหม่เสร็จเรียบร้อยไปตั้งแต่สองนาทีแรกแล้ว สุดท้ายคนที่ทนไม่ไหวก่อนก็เป็นยูได
“ใจคอเธอจะไม่พูดกับฉันจริง ๆ เหรอ...” จะด้วยสายตา ท่าทาง หรืออะไรก็ตามในตัวเขาที่ทำให้ฉันยอมลดการ์ดลงโดยไม่ตั้งใจ ‘เสียง’ ที่ไม่เคยใช้กับเขาถึงได้หลุดออกมา
“ไม่ใช่...แบบนั้นหรอก” พูดเอง ก็เขินเอง ใจเต้นแรงมากอย่างกับมันจะหลุดออกมาจากอก ฉันไม่ชินที่ต้องพูดกับเขาเลย แม้ว่าเราจะคุ้นเคยหรือสนิทกันมากขึ้นแล้ว อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ไม่ต้องขยับปาก แต่ใช้ภาษามือในการสื่อสาร ฉันจะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย
ไม่ต้องเปิดเผยอะไรให้คนอื่นรู้
ดวงตาที่เปล่งประกายของชายหนุ่มจ้องตรงมายังฉัน แอบมองเห็นว่าเขาเองก็รู้สึกเขินเช่นกัน เนื่องจากว่านี่เป็นการสนทนาครั้งแรกของเราทั้งคู่ ที่ใช้วิธีการสื่อสารตามปกติ
“ยินดี...ที่ได้รู้จักอีกครั้งนะ... ปลายฝน”
“ยินดี...ที่ได้รู้จักค่ะ... ยูได”
“ฝน!” แล้วบรรยากาศที่เกือบจะเป็นสีชมพูเมื่อครู่ก็หายวับ เมื่อเสียงแตกตื่นของอาหมวยพุ่งเข้ามากลางวง
“มีอะไรหรอ?” ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวใจที่เต้นระรัวค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ
“น้องแกมา!” ยิ่งกว่าประกาศิต เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างฉันตอนนี้คือสิ่งที่เจ้าของบ้านอีกคนไม่รับรู้ด้วย
หายนะ จึงบังเกิด...
“ตายแล้ว!... ทำไงดี ๆ หมวย...น้องญาญ่าล่ะ”
“น้องไม่ใช่ปัญหาแล้วย่ะ ที่เป็นปัญหาคือตานี่ที่จะฉะกับน้องแกต่างหาก”
“พี่ครับ! ผมกลับมาแล้ว” เสียงจากฟากฟ้าสุราลัยส่งตรงถึงใจไวยิ่งกว่ากรรมติดจรวด...
“อ๊ากกกก หมวย...แกออกไปก่อน ไป...ทำยังไงก็ได้ไม่ให้มันเข้ามาในครัว”
“จะบ้าหรอ! แกก็รู้ว่าเดี๋ยวมันต้องเข้ามาทำข้าวเย็น จะตายก็ออกไปตายด้วยกันเซ่”
“ม่ายยยยยย” ฉันร้องโหยหวนยิ่งกว่าตอนต้นฉบับไม่ผ่าน เนื่องจากพญามารกำลังก้าวตรงมาทางนี้ เสียงเดินลากรองเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ จนสี่ชีวิตที่อยู่ในครัวต้องเบียดกันแน่นหน้าเตา
“ฝน?” ใบหน้าที่โผล่มานั้นเหมือนกันกับฉันเปี๊ยบ ทว่ารอยยิ้มที่มีในสองวินาทีแรกก็แปรเปลี่ยนเป็น
“ไอ้ยูด๋อย!” เสียงโกรธเกรี้ยวโกรธา ราวกับมีเขี้ยวงอกจากปากคุณน้องชายผู้(เคย)น่ารัก
“ฉันชื่อยูไดต่างหาก” ผู้ชายข้างกายฉันเถียงกลับทันควัน ส่วนนักข่าวสาวผู้สติได้ล่วงลับก็หันไปจกไส้กรอกจากกระทะที่ฉันทอดทิ้งไว้เมื่อครู่กินเรียบร้อย ในขณะที่เด็กหญิงตัวน้อยในชุดวันพีชสีขาวยังคงกอดฉันแน่นเหมือนเดิม
ดูท่า...เรื่องวุ่นวายจะได้เปิดฉากขึ้นแล้วจริง ๆ
“นี่มันอะไรกันครับเนี่ย! ฝน ทำไมพี่ไม่บอกผม...” คุณน้องชายเริ่มเทศกาลสวดบวชสามพรรษาทันทีที่เรานั่งกันพร้อมหน้าในห้องนั่งเล่น ข้าวเย็นวันนี้ต้องสั่งข้างนอกมากินโดยปริยาย
“ใครเขาจะอยากบอกกันล่ะพ่อคุณ ก็ชอบทำตัวเยอะทุกทีทั้ง ๆ ที่เรื่องก็เล็กนิดเดียว” คุณหญิงที่กำลังนั่งกินไส้กรอกกับสาวน้อยโบว์กระต่ายหันมาเถียงแทนฉัน ซึ่งนั่งก้มหน้าไม่กล้าสบตาน้องตัวเอง
“ฉันพูดกับฝนอยู่ อย่ามาสอด”
“มีน้องชายหน้าไหนที่ผูกมัดพี่ไว้กับตัวเองมากขนาดนายบ้างห๊ะ! บ้ารึเปล่า ฝนจะทำอะไรมันใช่เรื่องที่ต้องรายงานตลอดหรอ!” คราวนี้อาหมวยขึ้นเสียงจริง ๆ ไม่ใช่อารมณ์ล้อเล่นเหมือนประโยคก่อนหน้า
“ฉันก็แค่...” ต้นหนาวชะงัก
“เหอะ...ตัวเองมีเรื่องอะไรก็ไม่บอกพี่สาวแท้ ๆ” ตอกฝาโลงปิดท้ายด้วยการชนะน็อคเอ้าท์ตาต้นแบบขาดลอย คุณน้องชายกลายเป็นฝ่ายลงไปนั่งก้มหน้าแทนฉันเสียเอง
“ต้น...พี่ขอโทษนะ แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเสียหาย แล้วพี่ก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องบอก”
“เรื่องอื่นผมไม่ว่า... แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับไอ้หมอนี่!...”
“ฉันทำไม...”
“ยูไดทำไม... มีอะไรปิดบังไว้ก็ไม่พูด แล้วมาห้ามโดยไม่มีเหตุผลใครเขาจะฟังยะ” เนื่องจากถ้าฉันสู้คนเดียวรับรองได้ว่าแพ้แน่นอน เพราะงั้นการมีกำลังเสริมแบบอาหมวยถือว่าช่วยพลิกล็อคสุดๆ
“ฮึ่ย! ก็เพราะว่ามัน...”
ติ๊งต่อง...
กริ่งหน้าบ้านดังขัดจังหวะการสนทนา ก่อนคนที่เข้ามาใหม่จะทำให้พวกเราทั้งคณะถึงกับช็อกค้าง
“ฮาย~ย ต้นหนาว ลินซ์มาหาแล้วค่า แหม บ้านของเธอหายากจังเลย แถมวันนี้ยังดวงไม่ดีสุด ๆ อีกต่างหาก” สาวสวยผมบลอนด์รูปร่างสะโอดสะองกับชุดเดรสสั้นเฉี่ยวเข้ารูปสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้ามีแว่นกันแดดปกปิดเอาไว้ และเมื่อเจ้าหล่อนสังเกตเห็นฉันซึ่งยังคงอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมกับเมื่อเช้า และน้องญาญ่าในชุดวันพีชสีขาว ริมฝีปากอวบอิ่มของหล่อนก็เผยอเล็กน้อย
เหอ ๆ ... ฉันบอกแล้วไง ว่าไม่อยากเจอหล่อนอีกน่ะ
“โอ๊ะโอ่ว...ได้เวลาสนุกแล้วสิ...” พร้อมกับประโยคสุดกวนไส้ติ่งที่ออกมาจากปากอาหมวย
ความวัวยังไม่ทันหาย... ทั้งควายและกระทิง วิ่งเข้าบ้านมาจนได้ให้ตายสิ...
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อะแฮ่ม! กลับมาพบกันอีกครั้ง สวัสดีผู้อ่านที่ติดตามมาเป็นสัปดาห์ที่ 4 และยินดีที่ได้รู้จักผู้ที่อ่านรวดเดียว4ตอนค่ะ Natsume คนเดิม เพิ่มเติมคืองานทับหัวอยู่จ้า~
วีคนี้ขอทอร์คเพียงสั้นๆแล้วกันค่ะ โนพลังงานแล้ว T^T
ก่อนอื่นก็... //กราบพี่ชุบ ขอบพระคุณหลายๆค่ะที่เขียนมาเป็นข้อเช่นนั้น มันเข้าใจง่ายดีค่ะ (แต่วีคนี้สมองเหลือน้อยมาก เลยอ่านวนอยู่นานทีเดียวค่ะ ขออภัย Orz...)
ส่วนที่เหลือ อ่านมาแล้ว 555 ความวุ่นวายที่เหลือจะขอยกยอดไปต่อในตอนหน้าค่ะ //หลบเท้า
อย่าคิดว่าเรื่องแค่นี้ถือว่าพีค... เพราะคนเขียนยังบ้าทำให้พีคกว่านี้ได้อีก กร๊ากกกกกกกกก
ปล. ถัดจากนี้ยังมีเซอร์ไพรซ์รออยู่ อุ๊ฟ... ไม่เอาไม่พูด...
ไว้เจอกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ อาดิโอสสสสสสสส~
ตอนนี้โดยรวมมีการพัฒนาของการใส่กิมมิคน่ารักๆ พอให้ยิ้มได้มากขึ้น
ชอบโมเมนต์ที่ยูไดแอบพิมพ์ไลน์ไปแซวปลายฝนนะ
แล้วก็ฉากที่อ้อนอยากให้พูดคุยอย่างคนปกติทั่วไป ได้ยินเสียงกัน อันนี้อรั๊งงจ้ะ น่ารักๆ แล้วเขินตาม
ต่อจากนี้ก็คาดหวังจะเห็นฉากกุ๊กกิ๊กระหว่างยูไดแล้วก็ปลายฝนเพิ่มมากขึ้นอีกนะ เพราะเรื่องก็ดำเนินมาเกือบครึ่งทางแล้วเนอะ ใช่หรือเปล่า?
ตัวละครใหม่ที่มาสร้างสีสันก็ทำให้ลุ้นอยู่ว่าตอนหน้าคุณเธอจะทำเรื่องยุ่ง ๆ อะไรเพิ่มอีก
รอดูฉากพระเอกเท่ ๆ อยู่นะ อิ_อิ
ส่วนต้นหนาวก็สร้างปมมาเด่นพอตัวเลย ก็รอลุ้นดูบทของต้นหนาวที่มากกว่าปมซิสค่อนว่าจะมีอะไรให้ติดตามอีก
เอาเป็นว่าจะเป็นกำลังใจให้กับเรื่องนี้นะคะ สู้ๆ จ้ะ
ตอนนี้รุ้สึกจะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้นมาเนอะ ปลายฝนเปิดเผยตัวตนกว่าเดิมมาก
ทำให้รู้ว่านางไม่ใช่คนมืดมน
ส่วนยัยลินซี่นี่ก็ปาขรี้ใส่มากๆ ชักเป็นห่วงต้นหนาวแล้วสิ
เรื่องอ่านวนนี่เข้าใจนะ กว่าจะลงตอนนี้ได้ก็แทบรากเลือดอ่ะ
ยังไงก็สู้ๆ นะ พิชิตตอน 7 ไปด้วยกันเด้อออออ
มาตายกับข้อความจากยูไดก็อันนี้แหละ -///- อ่านแล้วเขินอยู่คนเดียว
นี่ชอบตอนที่พระนางเริ่มคุยกันแบบปกติครั้งแรก มันให้ความรู้สึกที่แปลกออกไปดี
ละมุน เกือบจะพากันเขินอยู่ล่ะ เพื่อนดันวิ่งเข้ามาก่อน5555
รออ่านตอนต่อไปนะพี่ญา สู้ๆง้าบ
แล้วอะไร ทำไมฉากทำแผลนี่มุ้งมิ้งขนาดนี้ อยากได้ยูไดมาเก็บไว้ที่บ้านแทนกล่องปฐมพยาบาลลล ละมุนไปอี๊กกกก
เห็นต้นหนาวแล้วอยากมีน้องชายเลยอ่ะ นางน่ารักจัง เป็นห่วงพี่มากเลย T_T
ชอบตอนนี้ ฟีลกู๊ดมาก เปิดตัวละครใหม่แล้วว นางเป็นใคร แล้วเรื่องจะเป็นไงต่อออ
รออ่านนะคะ สู้วววว
- สำนวนเปลี่ยนไวมาก อยู่ดีๆ ก็กลายมาเป็นคนงุงิมุมิ ยิ่งมุกตลกเฉยเลย พี่ว่ามันไวไปอ่ะ มันมีทางอื่นที่ทำให้น่าสนใจโดยไม่ต้องทำให้ตลกได้นะ ตลกไม่ใช่ทางออกเสมอไป
- เหตุการณ์เหมือนมะรุมมะตุ้ม แรนด้อมโยนทุกอย่างเข้ามาในตอนเดียวหมดเลย
- อยากรู้ต่อว่าจะยังไง อัดมาซะขนาดนี้แล้ว
- พระเอกคาแรคเตอร์ไม่นิ่งเลยอ่ะ เดี๋ยวขรึม เดี๋ยวรุก งงไปหมดดดดด
เอาใจช่วยนะคะ
ส่วนเรื่องการยิงมุกก็รู้สึกเหมือนกันว่ายิงถี่ไป ถึงแม้ว่าพอมันตลกแล้วจะสนุกขึ้นจริงๆ ก็เถอะ 555+ อยากลองแนะให้คิดมุกแบบตลกจากสถานการณ์แทนตลกจากนิสัยหรือคำพูดจาของตัวละครดู